วันเวลาปัจจุบัน 17 ก.พ. 2026, 05:20  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 ก.พ. 2026, 12:44 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 5493


 ข้อมูลส่วนตัว


"จะรักก็รักได้ แต่ควรจะเตือนตัวเองอยู่เสมอว่า
เราจะอยู่ด้วยกัน ก็เป็นเรื่องชั่วคราว"

พระอาจารย์ชยสาโร ภิกขุ






"...ทานกำจัดความโลภ ศีลกำจัดความโกรธ ภาวนากำจัดความหลง อย่าทิ้ง ทาน ศีล ภาวนา เมื่อเราเจริญมนุษยธรรมได้แล้ว มีสัมมาทิฏฐิในคลองธรรมนั่นแหละเราจะหลบหลีกจากบาปจากอกุศลได้ เข้าไปสู่โลกุตตรธรรมสัมมาทิฏฐิ ไปรู้พระอริยเจ้าทั้งหลาย มีพระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามีพระอรหันต์นี้เป็นหลักเป็นฐาน ท่านพ้นจากสุขจากทุกข์ไปแล้ว พ้นจากความดีความชั่วไปหมดแล้ว

ฉะนั้นเราจึงเดินให้พร้อมเพรียงไป ด้วยอริยมรรคทั้ง ๔ อริยผลทั้ง ๔ นี้ ทำลายกิเลสทั้งหลาย ที่มันมาอาศัย ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี้ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน กิเลส กรรมวิบากให้หมดไป ทำลายสังโยชน์ทั้ง ๑๐ อนุสัย ๗ เสีย เราจะพ้นความเกิด ความตาย ความสุข ความทุกข์ ความหลง ความลืมจะได้เสวยนิโรธธรรม นิพพานธรรม เมื่อเราไปถึงแล้วก็จะรู้ตัวเอง

เอโกธัมโม ธรรมมีอันเดียว ธรรมไม่มีเกิดไม่มีตายนั่นเอง..."

ที่มา หนังสือ บูชาหลวงปู่
โอวาทธรรม หลวงปู่บุดดา ถาวโร





เราทำดี ความดีจะตามสนอง ถ้าเราทำกรรมชั่ว กรรมชั่วก็จะตามสนอง …
เพราะฉะนั้นควรทำแต่กรรมดี ควรจะสร้างบุญสร้างกุศลเข้าสู่จิตใจ ตายแล้วไม่สูญ ตายแล้วเกิดอีก ถ้าใครทำดีจะได้ขึ้นสู่สวรรค์ ถ้าละกิเลสได้ก็เข้าสู่นิพพาน ถ้ามีญาณทัสสนะมีฌานก็ไปสู่พรหมโลก ถ้าเรามีบุญได้สร้างบุญเอาไว้ อานิสงส์ทานของเราก็จะเกื้อกูลหนุน เกิดมาภพใดชาติใดก็เป็นผู้ไม่อดไม่อยาก เพราะอานิสงส์ทานของเรา

อานิสงส์ทานเกื้อกูลหนุนจะทำให้ไม่อดไม่ยาก เกิดมาภพใดชาติใดก็ร่ำรวยอยู่ตลอด เพราะอานิสงส์ทาน

อานิสงส์ศีล เกิดมาภพใดชาติใด อยู่ ณ สถานที่ใดไม่มีใครเบียดเบียนเรา เพราะอานิสงส์ศีลคุ้มครอง

อานิสงส์ภาวนา เกิดมาภพใดชาติใดก็ไม่หลงทิศหลงทาง ไม่เป็นบ้าเป็นบอ เพราะเรามีสติสัมปชัญญะ เรามีสติอยู่กับตนเองอยู่ตลอด นี่ล่ะอานิสงส์ภาวนา

บุญกุศลที่เราสร้างนั้นไม่ไปไหน ไหลเข้ามาสู่จิตเข้าสู่ใจของพวกเรา
เราทำสิ่งไหนไว้ กรรมนั้นล่ะจะตามมาสู่จิตใจ ถ้าเราทำกรรมชั่ว กรรมชั่วก็จะตามเข้ามาสู่จิตใจของเราไปทางต่ำ
ถ้าเราทำกรรมดี … กรรมดีส่งเสริมไปในทางสูง
เพราะฉะนั้น ควรจะสร้างแต่คุณงามความดี
สิ่งที่มันเลวมันชั่วอย่าคิด อย่าทำ อย่าพูด นั่นแหละเลิศประเสริฐที่สุด

หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก
จากพระธรรมเทศนา “ยึดผู้ดีเป็นหลักนำใจ”
แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๖๘





“..ธรรมแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์อยู่กับสติอันเดียว พระพุทธเจ้าว่าแล้วในพระโอวาทปาฏิโมกข์ไม่ใช่หรือ
บรรดาสัตว์ทั้งหลายที่ท่องเที่ยวอยู่บนพื้นปถพี
รอยเท้าสัตว์ทั้งหลายไปลงอยู่ในรอยเท้าช้างอันเดียว
มีรอยเท้าช้างเป็นใหญ่กว่าเขาเสียหมด ฉันใดก็ดี
ธรรมะคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นอยู่ที่สติ..”

อนาลโยวาท
หลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถ้ำกลองเพล อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู
(พ.ศ.๒๔๓๑-๒๕๒๖)





วันนี้เป็นวันอาทิตย์เป็นวันหยุดงาน เป็นวันที่ไม่ได้ทำการทำงาน พวกเราไม่ได้ไปไหนล่ะ เราไม่ได้ทำการทำงาน เป็นวันอาทิตย์ เป็นวันสร้างบุญสร้างกุศล ให้กาย วาจา ใจ พักผ่อน กายด้วย วาจาด้วย ใจด้วย พักผ่อน สร้างบุญสร้างกุศล

การเสาะแสวงหาทรัพย์เราก็เสาะแสวงหามาแล้วเจ็ดวันที่ผ่านมา เสาร์ อาทิตย์ เราก็พักผ่อน สร้างบุญสร้างกุศลเข้าสู่จิตใจ สี่ห้าวันนั้นเราหาเงินคำทรัพย์สมบัติเพื่อเลี้ยงร่างกายของเรา การทำการทำงานเพื่อหาเงิน ในเมื่อหาเงินแล้วก็มาเลี้ยงร่างกาย ปัจจัย ๔ ข้าวน้ำ โภชนาอาหาร ผ้านุ่งห่ม ยาแก้โรคภัยไข้เจ็บ ปัจจัย ๔ เราหาเงินนะ แต่วันนี้เรามาหาธรรม หาทำบุญทำทาน เสียสละเข้าสู่จิตใจ ประกอบคุณงามความดี เราจะได้รักษาศีล สมาทานศีลบ้าง ให้ทานตามหลักของพุทธศาสนา ให้ทานและก็รักษาศีล นี่ล่ะเป็นบุญเป็นกุศลเข้าสู่จิตใจ เข้าสู่นามธรรม

เงินคำทรัพย์สมบัติ เลี้ยงร่างกายนะ แต่ถึงจะเลี้ยงอิ่มหมีพีมันขนาดไหน อุดมสมบูรณ์ขนาดไหน แต่ร่างกายก็ยังแก่ เจ็บ ตายในที่สุด เพราะฉะนั้นเราก็ต้องหันมาเลี้ยงทางใจด้วย ถ้าใจของเรามีคุณธรรมศีลธรรม จริยธรรมอันดีงาม มันอบอุ่นนะลูกหลานนะ อบอุ่น เราจะเดินไปที่ไหนข้างหน้า มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นในอนาคตเราก็อบอุ่น เพราะเราได้สร้างคุณงามความดี มั่นใจในตนเองอีกต่างหาก ถ้าหากว่าข้าพเจ้าไม่ได้ไปสู่สวรรค์ ใครจะได้ไปสู่สวรรค์ ท้าทายถึงขนาดนั้นอีกต่างหากนะ

หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก
จากพระธรรมเทศนา “กฐินสามัคคีวัดป่าห้วยซวก”
แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๘





#เมื่อใจเศร้าหมองขุ่นมัวเมื่อไหร่
ให้มองดูคุณความดีที่ตนสร้างไว้
ก็ทำให้ใจเบิกบาก
เรียกว่าดับทุกข์ความวุ่นวายออกจากใจ
เป็นการเปลี่ยนอารมณ์ภายในจิตใจของตนเอง

หลวงปู่เปลี่ยน ปัญญาปทีโป







"เราต้องใคร่ครวญทบทวน พินิจพิจารณาดูเสียก่อนจึงค่อยเชื่อ

เช่นเราจะทำบุญ เห็นเขาว่าบุญๆ เท่านั้นได้ยินแต่ชื่อก็อยากได้ แต่ไม่ได้ไตร่ตรองพิจารณาว่าของสิ่งใดมันเป็นสิ่งควรแก่การทำบุญ

บุคคลชนิดไหนเป็นผู้ควรจะสมค่ากองบุญกองกุศลของเรา ต้องตรองพิจารณาดูเสียก่อน

คือตรวจดูตนของตน และตรวจดูพัสดุที่ตนจะบริจาคแล้วก็ตรวจดูบุคคลที่จะรับวัตถุไปจากเรา ว่าเป็นการคู่ควรหรือไม่ ถ้าเห็นว่าเป็นการคู่ควร ก็ทำได้

แต่ว่าทำด้วยความรู้ ไม่ทำด้วยความหลง ไม่ทำด้วยความอยาก อยากได้ก็ทำ แต่ไม่มีการโยนิโสมนสิการ ก็เชื่อว่าขาดจินตามยะ

ต้องใคร่ครวญพิจารณาทบทวนดูหลายๆชั้นเสียก่อน จึงค่อยประกอบการเหล่านั้น จึงจะเป็นไปเพื่อความบริสุทธิ์ ซึ่งเรียกว่าทำความดีอาศัยปัญญา"

ท่านพ่อลี ธมฺมธโร





ฝึกตนเป็นที่พึ่ง
...
ในการพัฒนาตน การเจริญในตนนั้น
เราต้องมีฉันทะที่อยากจะพัฒนาตนด้วย
ความอยากอย่างนี้ไม่ถือว่าเป็นกิเลส
เป็นสิ่งที่ดี เราต้องอยากพัฒนาตน
อยากฝึกตน และความอยากฝึกตน
ต้องเกิดจากความหวังดีต่อตัวเอง
ต้องการให้ตัวเองได้ดี ต้องการให้
ตัวเองทำดี ต้องการให้ตัวเองฝึกดี ...
เพราะฉะนั้น เราต้องเป็นเพื่อนกับตัวเอง
ต้องหวังดี ต้องมีเมตตาต่อตัวเอง
แต่หากเราไม่รักษาศีลเราจะมองตัวเอง
ในแง่ร้าย ถึงแม้ว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่เรา
ทำแบบปิดบังอำพราง คนอื่นไม่รู้ แต่ตัวเองรู้
มันก็ทำให้ความรู้สึกต่อตัวเองไม่ค่อยจะดี
มองตัวเองในแง่ร้าย การที่จะหากำลังใจ
ที่จะฝืนกิเลสเพื่อฝึกตนจะน้อย เพราะหาก
เป็นทุกข์แล้วเราจะรู้สึกเหมือนกับสมน้ำหน้า
คนไม่ดี จะเอาความดีได้อย่างไร จะเอา
ความดีไปทำอะไร ตัวเองไม่ดี นี่คือเป็นตัวมาร
อยู่ในใจ อยู่ในสมอง ที่คอยบอกว่า เราเป็น
คนไม่ดี เราไม่สมควรที่จะทำความดี หรือ
เข้าถึงความดี การมองตัวเองในแง่ร้ายอย่างนี้
ซึ่งดูแล้วก็น่าสงสารเหมือนกัน เกิดจากการ
ไม่รักษาศีล เพราะเหตุผลที่คนจะว่าตัวเอง
ว่าไม่ดี มักจะเป็นเรื่องของศีลทั้งนั้น
เพราะฉะนั้น ศีลเป็นที่พึ่ง ขาดศีลก็ขาดที่พึ่ง

บ้านบุญ พระพรหมพัชรญาณมุนี
(พระอาจารย์ชยสาโร)




"...ภาพ-นิมิต เป็นของดีไหม แก้ว่าดีเฉพาะผู้ที่ใช้เป็น
ใช้ให้ถูกทางตามที่เหมาะที่ควร และไม่หลงติดอยู่ใน
ภาพ-นิมิตนั้น ไม่ดีแก่ผู้ที่ใช้ไม่เป็นไม่ถูก จนเป็นเหตุ
ให้หลงเข้าไปยึดเอาภาพ-นิมิตนั้นมาเป็นจริงเป็นจัง
ไป จนทำให้ผู้ฝึกหัดภาวนากรรมฐานไม่สามารถ
ยับยั้งสติไว้ได้ ฉะนั้น จึงควรสำรวมระวังในภาพ-
นิมิต..."

#ที่มา หนังสือ บันทึกธรรม หลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี
วัดหินหมากเป้ง อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย






เราจะรัก ก็รักได้ แต่ควรจะเตือนตัวเอง
อยู่เสมอว่า เราจะอยู่ด้วยกันก็เป็นเรื่อง
ชั่วคราว จะเป็นชั่วคราวสั้นๆ เป็นเดือน
เป็นปี หรือจะเป็น ๑๐ ปี ๒๐ ปี ๕๐ ปี
อย่างไรก็ตาม มันก็เป็นเรื่องชั่วคราว

ถ้าเราระลึกอยู่ในความไม่เที่ยง
ความไม่แน่นอนของการอยู่ด้วยกัน
เราน่าจะปล่อยวางได้ง่ายขึ้น
ให้อภัยได้ง่ายขึ้น ไม่ทะเลาะเบาะแว้ง
เรื่องเล็กเรื่องน้อย เพราะเรา ...
อยู่ด้วยกันอย่างชั่วคราว …
...
พระพรหมพัชรญาณมุนี
(พระอาจารย์ชยสาโร)






“..ให้กลับความรักที่มีอยู่ให้กลายเป็นความรักสากล
ให้กลายเป็นความรักที่มีต่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย รักเหมือนแม่รักลูก พ่อรักลูก แม้ผมอยู่กับพวกท่าน ผมก็รักท่านเหมือนเป็นลูกเป็นหลาน ให้ล้างความใคร่ ออกจากความรักเหมือนหัวกลอย ต้องแล่เอาพิษออกจึงกินได้ ความรักก็เช่นเดียวกัน ต้องพิจารณา มองให้เห็นทุกข์ของมัน ค่อยๆ ล้วงเอาเชื้อแห่งความมัวเมาออก เพื่อให้เหลือแต่ความ
รักล้วนๆ เหมือนครูบาอาจารย์รักศิษย์..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระโพธิญาณเถร (หลวงปู่ชา สุภทฺโท) วัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี
(พ.ศ.๒๔๖๑-๒๕๓๕)








“..ให้กลับความรักที่มีอยู่ให้กลายเป็นความรักสากล
ให้กลายเป็นความรักที่มีต่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย รักเหมือนแม่รักลูก พ่อรักลูก แม้ผมอยู่กับพวกท่าน ผมก็รักท่านเหมือนเป็นลูกเป็นหลาน ให้ล้างความใคร่ ออกจากความรักเหมือนหัวกลอย ต้องแล่เอาพิษออกจึงกินได้ ความรักก็เช่นเดียวกัน ต้องพิจารณา มองให้เห็นทุกข์ของมัน ค่อยๆ ล้วงเอาเชื้อแห่งความมัวเมาออก เพื่อให้เหลือแต่ความ
รักล้วนๆ เหมือนครูบาอาจารย์รักศิษย์..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระโพธิญาณเถร (หลวงปู่ชา สุภทฺโท) วัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี
(พ.ศ.๒๔๖๑-๒๕๓๕)





ทำไม ? "ความดี" ถึงกลายเป็นกับดักที่น่ากลัว

เป็นกิเลสที่ "แนบเนียน" ที่สุด
มันปิดกั้น "การเรียนรู้"
กิเลสฝ่ายชั่วทำให้เราทุกข์จนอยากหนี แต่กิเลสฝ่ายดีทำให้เรา "เพลิน" (นันทิ) เราจะติดอยู่ในความอิ่มเอิบ (ปีติ)

และความรู้สึกว่า "ฉันบรรลุแล้ว" หรือ "ฉันรู้ดีแล้ว" ทำให้ใจปิดสนิท ไม่ยอมรับฟังคำชี้แนะ เพราะเชื่อว่าทางที่ตนเดินนั้นประเสริฐที่สุดแล้ว

การสร้าง "อัตตา" ผ่านความดี

การยึดมั่นถือมั่น (อุปาทาน): เมื่อเราทำดีแล้วเผลอเอาตัวตนไปเกาะไว้ว่า "ฉันเป็นคนดี" เราจะเริ่มสร้างบรรทัดฐานไปตัดสินผู้อื่น ใครทำไม่เหมือนเราจึงกลายเป็น "คนไม่ดี" หรือ "คนโง่" ในสายตาเราทันที

ความเห็นที่ว่าตนเองเหนือกว่า : ทำให้เกิดความพองโตทางใจ เมื่อเห็นคนอื่นไม่รู้ในสิ่งที่เรารู้ ใจที่เคยสงบจึงร้อนรุ่มด้วยไฟแห่งการพิพากษา

"ความคาดหวัง" คือรากของความทุกข์
เมื่อเรายึดมั่นในความดี เราจะเริ่มอยากให้โลกหมุนไปตามบรรทัดฐานของเรา

เห็นคนทิ้งขยะ เราโกรธ ใจเราสกปรกทันที เห็นคนไม่รักษาศีล เราดูแคลน ใจเราเศร้าหมองทันที

ความจริงคือ : เรากำลังเอาความสุขของตัวเองไปฝากไว้กับพฤติกรรมของคนอื่น ทั้งที่ตั้งใจจะปฏิบัติเพื่อ "ปล่อยวาง"

ให้สังเกตตัวเองว่า..
เราทำเพื่อ "ลด" หรือเพื่อ "พอก": การทำดีครั้งนี้ทำให้ตัวตนเราเล็กลง หรือทำให้เราดู "ขลัง" ขึ้นในสายตาตัวเอง?

เมตตาหรือพิพากษา : เมื่อเห็นคนทำผิด เรามีเมตตาอยากช่วย หรือมีมานะอยากตำหนิ?

วางได้ไหม : ถ้าความดีที่เราทำไม่มีใครเห็น หรือถูกเข้าใจผิด เรายังสงบใจได้อยู่หรือไม่?

"ความดีที่แท้จริง“
คือความดีที่ทำให้เราตัวเล็กลงเรื่อยๆ
จนไม่มีตัวตนให้ต้องแบก"

พระอาจารย์ตะวัน ปัญญาวัฒฑโก





#ใจที่ไม่มีสมาธิ เปรียบเหมือนท่อนฟืน หรือท่อนไม้ ท่อนซุง
ที่เขาวางทิ้งไว้บนพื้นดิน
ซึ่งคน หรือสัตว์จะเดินเหยียบย่ำหรือข้ามไป ข้ามมา ถ้าเราจับเอามันมาตั้งขึ้น หรือปักลงไปในดินมันก็จะเป็นประโยชน์ได้อย่างดีแม้จะสูงไม่มากนักสักศอก
สักแขนก็ยังดี ถึงจะไม่สูงไม่ยาวแต่ถ้าเราปักลงให้ถี่ๆ มันก็จะใช้เป็นรั้วบ้านกันคนหรือสัตว์ที่จะเข้ามาทำความเสียหายภายในบ้านเราได้ #จิตใจคนเราก็เช่นเดียวกัน ถ้าเรามีหลักของใจทำใจให้สูงขึ้นแล้ว กิเลสต่างๆ
ก็ไม่สามารถเล็ดรอดเข้ามาทำจิตใจของเราให้เศร้าหมองเปื้อนเปรอะได้

ท่านพ่อลี ธมฺมธโร





" จุดพลังอำนาจ "

เราสร้างสมาธิขึ้นมาใหม่นี่มันจะแบ่งเป็น ๒ ประเภท
ประเภทหนึ่งนั้นคือประเภทอยู่ถาวร
อีกประเภทหนึ่งนั้นเป็นประเภทที่ใช้งานตามปรกติ ประเภทใช้งานตามปรกตินั้นจะมี ๔๐% สิ่งที่จะเก็บเอาไว้นั้นมีอยู่ ๖๐%
อันนี้มันจะเป็นธรรมชาติโดยที่เราไม่ได้ไปแตะต้องอะไร ขอแต่ว่าเราได้พากันทำสมาธิให้ได้ก็แล้วกัน มันจะเก็บสะสมมันไปอย่างนั้น

เมื่อสะสมพลังจิตไว้แล้วนี่พลังจิต ๖๐% มันจะนอนเนื่องอยู่เป็นทุนสำรองไปโดยตลอด เมื่อเป็นเช่นนั้นบุคคลผู้นั้นก็เท่ากับว่าได้พลัง พลังจิตนี่เมื่อสะสมไป สะสมไปแล้วเขาก็บอกว่ามันจะถึงจุดพลังอำนาจ

วันหนึ่งเราก็จะได้ไปพบจุดพลังอำนาจ
ถ้าเราขยันหน่อย เราก็ไปถึงจุดพลังอำนาจได้เร็วขึ้น ถ้าเราขี้เกียจมากหน่อยมันก็ต้องหลายชาติกว่าจะถึงจุดพลังอำนาจ แต่ถ้าขยันหน่อยอาจจะเป็นชาตินี้เราก็จะได้จุดพลังอำนาจ

ทีนี้จุดพลังอำนาจนั้นหลวงพ่อก็จะเปรียบด้วยคนที่เขาหาเงินนี่ ถ้ายังไม่ถึงพันล้านเมื่อไหร่นี่มันจะไม่ถึงจุดพลังอำนาจ

คนที่ทำสมาธินี่ ถ้าหากว่าทำสมาธิไปถึงจุดพลังอำนาจได้มันจะมีสิ่งหนึ่ง เขาเรียกว่าตัวเตือนอยู่ภายในจิตอันนี้ จะไม่ให้จิตอันนี้เกิดความเศร้าหมอง ในขณะนี้เวลานี้เรามีพลังจิตไม่พอเพียง อะไรมากระทบหน่อยน้ำตาไหล อะไรมากระทบหน่อยก็เสียใจ อะไรมากระทบหน่อยก็ผูกพยาบาทอาฆาตจองเวร ละทิ้งกันก็ไม่ได้ เมื่อเป็นเช่นนั้นก็ถือว่าพลังจิตไม่พอแล้ว มันไม่ถึงจุดพลังอำนาจ สิ่งต่าง ๆ ที่มันจะเป็นความทุกข์นี่มันจะประดังกันเข้ามาในจิตในตัวของเราเยอะในชีวิตนึง ๆ

เราอยากจะได้จุดพลังอำนาจเราก็จำเป็นที่จะต้องพยายามทำสมาธิ วันหนึ่งมันก็จะต้องได้จนได้หละ เราก็ต้องคิดว่าเขามี ๒ มือมี ๒ เท้า เราก็มี ๒ มือ ๒ เท้าเหมือนกัน แล้วเมื่อเขาได้จุดพลังอำนาจแล้วทำไมเราไม่ได้ เราก็ต้องทำตัวของเราให้ได้

ธรรมะรุ่งอรุณ ๔ หน้าที่ ๑๐๑

สมเด็จพระญาณวชิโรดม พุทธาคมวิศิษฐ์ จิตตานุภาพ พัฒนดิลก สาธกธรรมวิจิตร วิเทศศาสนกิจไพศาล วิปัสสนาญาณธุราทร ธรรมยุตติกคณิสสรบวรสังฆาราม คามวาสี อรัญวาสี​ (หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร)

สถิต​ ณ วัดธรรมมงคลเถาบุญนนทวิหาร​ กรุงเทพมหานคร

#เจ้าประคุณสมเด็จพระญาณวชิโรดม
#หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร




รักเป็น คือ ไม่ทุกข์เพราะรัก ไม่เบียดเบียนเพราะรัก
รักเป็น เพราะรักตัวเองได้
รักตัวเองได้ เพราะเพียร:
ละสิ่งทั้งหลายในจิตใจที่ไม่น่ารัก (คือ บาปทั้งปวง)
ทำสิ่งที่น่ารักทั้งหลายในตัวเอง (คือ กุศลธรรม)ให้ถึงพร้อม
และค่อยชำระจิตให้ขาวสะอาด
และรักตัวเองได้ เพราะ
ยอมรับว่าความเป็นอิสระจากกิเลส
เป็นสิ่งสูงสุดที่มนุษย์ควรจะได้
เห็นความสำคัญยิ่งของการฝึกความอดทน
ไม่พูดร้าย ไม่ทำร้าย
บริหารกายวาจาภายในกรอบของศีลธรรมได้
รู้จักพอดีในการบริโภค
เวลาอยู่คนเดียวอยู่ได้ ไม่เหงา มีความสุขได้
ไม่ประมาทในการฝึกหัดจิตใจให้สูงยิ่งๆ ขึ้นไป
รักตัวเองได้แล้วก็จะระวังและมีปัญญาในการคบคน
เพราะรักแท้ต้องรักษ์

- พระอาจารย์ชยสาโร -






วันนี้เป็นวันอาทิตย์เป็นวันหยุดงาน เป็นวันที่ไม่ได้ทำการทำงาน พวกเราไม่ได้ไปไหนล่ะ เราไม่ได้ทำการทำงาน เป็นวันอาทิตย์ เป็นวันสร้างบุญสร้างกุศล ให้กาย วาจา ใจ พักผ่อน กายด้วย วาจาด้วย ใจด้วย พักผ่อน สร้างบุญสร้างกุศล

การเสาะแสวงหาทรัพย์เราก็เสาะแสวงหามาแล้วเจ็ดวันที่ผ่านมา เสาร์ อาทิตย์ เราก็พักผ่อน สร้างบุญสร้างกุศลเข้าสู่จิตใจ สี่ห้าวันนั้นเราหาเงินคำทรัพย์สมบัติเพื่อเลี้ยงร่างกายของเรา การทำการทำงานเพื่อหาเงิน ในเมื่อหาเงินแล้วก็มาเลี้ยงร่างกาย ปัจจัย ๔ ข้าวน้ำ โภชนาอาหาร ผ้านุ่งห่ม ยาแก้โรคภัยไข้เจ็บ ปัจจัย ๔ เราหาเงินนะ แต่วันนี้เรามาหาธรรม หาทำบุญทำทาน เสียสละเข้าสู่จิตใจ ประกอบคุณงามความดี เราจะได้รักษาศีล สมาทานศีลบ้าง ให้ทานตามหลักของพุทธศาสนา ให้ทานและก็รักษาศีล นี่ล่ะเป็นบุญเป็นกุศลเข้าสู่จิตใจ เข้าสู่นามธรรม

เงินคำทรัพย์สมบัติ เลี้ยงร่างกายนะ แต่ถึงจะเลี้ยงอิ่มหมีพีมันขนาดไหน อุดมสมบูรณ์ขนาดไหน แต่ร่างกายก็ยังแก่ เจ็บ ตายในที่สุด เพราะฉะนั้นเราก็ต้องหันมาเลี้ยงทางใจด้วย ถ้าใจของเรามีคุณธรรมศีลธรรม จริยธรรมอันดีงาม มันอบอุ่นนะลูกหลานนะ อบอุ่น เราจะเดินไปที่ไหนข้างหน้า มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นในอนาคตเราก็อบอุ่น เพราะเราได้สร้างคุณงามความดี มั่นใจในตนเองอีกต่างหาก ถ้าหากว่าข้าพเจ้าไม่ได้ไปสู่สวรรค์ ใครจะได้ไปสู่สวรรค์ ท้าทายถึงขนาดนั้นอีกต่างหากนะ

หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก
จากพระธรรมเทศนา “กฐินสามัคคีวัดป่าห้วยซวก”
แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๘






"...เรื่องภาวนามันสำคัญ อบรมบ่มอินทรีย์
อบรมกายนี่แหละ อบรมใจของตนนี่แหละ
มันยากอยู่ ครั้นอบรมได้แล้วไม่มีความ
เดือดร้อน ใจเยือกเย็นใจสบาย ไม่มีความ
หวั่นไหว อวิชชาคือใจดวงเดียวนั่นเรียกว่า
อวิชชา คือ มันไม่รู้ต่อสิ่งทั้งปวง ไม่รู้ในกอง
สังขารแล้วหลงยึด ชอบเข้าก็หลงยึด ไม่ชอบ
ก็ยึดเข้ามาเผาตน มันไม่รู้มันจึงหวั่นไหว..."

หลวงปู่ขาว อนาลโย


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 92 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร