วันเวลาปัจจุบัน 02 มี.ค. 2026, 05:35  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 ก.พ. 2026, 11:29 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 5506


 ข้อมูลส่วนตัว


เห็นบ่มีน้ำตาอย่างนี้
แต่ข้างในใจมันไหลออกมาเหมือนกันนะ
ตอนพ่อแม่ครูอาจารย์เสียนะ

#หลวงปู่ลี กุสลธโร






"เรามีแก้วน้ำใบหนึ่ง ต่อมาเราทำมันแตก
เราเสียใจ ทำไมเราจึงเสียใจ เพราะเราไม่รู้จักแก้วน้ำ
ตามความเป็นจริงว่ามันเป็นของที่แตกได้ ไม่วันใด
ก็วันหนึ่ง แต่เราไม่ค่อยได้คิดกัน เมื่อแก้วน้ำแตก
จึงเป็นทุกข์ เพราะเราไปยึดว่ามันเป็นของเรา ทุกข์เพราะ
เราคิดว่ามันไม่น่าแตก ทุกข์เพราะความผิดหวัง"

หลวงปู่ชา สุภทฺโท






..การทำคุณงามความดีนี้เป็นของที่ทำยากหน่อย เหมือนศรัทธาญาติโยมจะเอาของมาทำบุญทำทานนี้แหละ ก็ตั้งใจหลายครั้งหลายคราวบางบุคคล คิดหน้าคิดหลังคิดเข้าคิดออกอยู่ตั้งใจแล้วยังปลงยังวางไม่ได้ อันนี้เราชนะ คือชนะแย่งชิงมาจากปากลูกปากหลานหรือจากปากพ่อปากแม่ก็ดี มาทำบุญทำทานการกุศลได้ เรียกว่าเรามีชัยชนะความตระหนี่จากดวงใจของตนเองได้ ละจากกิเลส กิเลสเป็นเครื่องกั้นกลาง เพื่อไม่ให้คนได้สร้างคุณงามความดี แต่ถ้าเรานี้ใช้กิเลสให้เป็นมันก็เป็นประโยชน์ กิเลสเป็นประโยชน์อย่างไร ก็คือความอยากนั้นเป็นกิเลสตัณหาเป็นเหตุใคร่ ตัณหาคือความอยาก ใคร่อยากใคร่อยากก็เป็นกิเลส อันนี้เราอยากทำคุณงามความดีก็ต้องอาศัยกิเลส..

..#โอวาทธรรมหลวงปู่เปลี่ยน ปญฺญาปทีโป..







ทุกข์แล้วมีทางเลือกสองทาง
คือ โอดครวญให้จิตล่มจม
หรือใคร่ครวญให้จิตที่ล้มได้ลุกขึ้น

พระอาจารย์ชยสาโร






พระพุทธเจ้าสั่งสอนให้พระสาวกฝึกตน
ให้เป็นสุภโร แปลว่าภาระดี พระอยู่ด้วย
ปัจจัยสี่ที่ญาติโยมนำมาถวายก็คือว่า
เป็นภาระ ในการเป็นภาระไม่ใช่สิ่งที่ไม่ดี
เสมอไป พระพุทธองค์ไม่สั่งเตือนพระว่า
อย่าเป็นภาระแก่เขาเลย พระพุทธองค์สอน
ว่าเมื่อเป็นภาระแก่เขาแล้วให้เป็นภาระที่ดี
คือสุภโร เพราะฆราวาสดูแลพระสงฆ์เป็น
ภาระ เขาจึงมีโอกาสทำทาน เรียนรู้เรื่อง
ศีลธรรม และการภาวนา เมื่อพระมีข้อวัตร
ปฏิบัติที่ดีงาม และสามารถแนะนำฆราวาส
ในหลักธรรม ก็เรียกได้ว่าท่านเป็นภาระที่ดี
ของโยม ...

ผู้สูงอายุทั้งหลายอย่าเพิ่งกลัวว่าเป็นภาระ
แก่ลูกหลาน เป็นภาระแล้วเป็นภาระที่ดี คือ
สุภโร ให้ความอบอุ่น แบ่งปันความรู้ความ
เข้าใจในการดำเนินชีวิตอย่างดีงามให้กับเขา
อย่ามัวแต่กังวลใจว่าจะเป็นภาระ แต่ให้
ตั้งอกตั้งใจให้เป็นภาระที่ดีที่สุดที่เราเป็นได้
...
พระอาจารย์ชยสาโร







“หนูยังไม่อยากตายค่ะหลวงตา”

“ที่ว่ากลัวตายนี้ ไม่ใช่ว่ากลัวตาย แต่กลัวว่าเกิดมาแล้วยังทำหน้าที่ของตัวเองไม่ได้ครบ”

เมื่อบัณฑิตจบใหม่ถามคำถามหลวงตาพระมหาบัวว่า “กลัวความตาย” หลวงตาจะให้คำตอบบัณฑิตเหล่านั้นว่าอย่างไรเชิญอ่านได้ครับ (คำถามนี้ถามเมื่อประมาณปี ๒๕๒๖)

.
.

บรรดานักศึกษาที่เพิ่งสำเร็จรับปริญญา และต่างก็กำลังถกเถียงปัญหาเรื่องสอบเข้าทำงานในสถานที่ต่าง ๆ ได้กราบเรียนถามขึ้นว่า

“ท่านครับ #ทำอย่างไรจึงจะไม่กลัวตาย”

ท่านอาจารย์ (หลวงตาพระมหาบัว) ตอบด้วยคำถามทันที “ #ทำยังไงเราถึงกลัวตาย”

ทุกคนหัวเราะทั้งที่ยังงง

แต่ท่านอาจารย์คาดคั้นให้ตอบ “เอ้า ว่ามา”

“นั่นซีคะก็ของมันกลัว” นักศึกษาหญิงผู้หนึ่งตอบอย่างจนปัญญา

ท่านอาจารย์ถามอีก “ก็นั่นนะซิ ถึงได้ถามว่าทำไมเราถึงกลัว เมื่อเราถามอาจารย์ว่าทำอย่างไรถึงจะไม่กลัว ก็นั่นแล้วคือคำตอบ #ทำไมถึงได้กลัว”

ท่านสอนให้รู้จักใช้ปัญญา ผู้เขียนจึงกราบเรียนขยายคำถามให้นักศึกษาว่า
“คือเขาจะต้องเรียนให้รู้ว่า ความตายคืออะไร คือการเปลี่ยนของร่างกาย สังขาร เปลี่ยนชาติภพ อะไรเหล่านี้ เด็ก ๆ ไม่เข้าใจเห็นว่า ความตายนั้นน่ากลัว สยดสยอง เป็นความทุกข์นักหนา”

นักศึกษาหญิงคนหนึ่งได้ถามเสริมขึ้นว่า “เช่นคำพูดที่มีอยู่ว่า การพรากจากสิ่งที่รักเป็นทุกข์ #ความตายคือการพลัดพรากจากสิ่งที่เรารัก ทำให้เป็นทุกข์ ความทุกข์เป็นสิ่งทำให้จิตใจหม่นหมองค่ะ”

ท่านอาจารย์นิ่ง แล้วในที่สุดปรารภขึ้นกับผู้เขียนว่า

“คำว่าทุกข์ ทุกข์นั้นมีจริงเขาก็รู้อยู่นี่นะ แล้วทำไมจึงไม่รู้ว่าความทุกข์เป็นของดีหรือไม่ดี”

“เป็นของไม่ดี” ใครคนหนึ่งตอบขึ้นอย่างรวดเร็ว

ท่านอาจารย์ไล่ถามต่อไปอีกว่า “ถ้าเช่นนั้น ความทุกข์เป็นของไม่ดีใช่ไหม?”

คำถามของท่านนั้นตอบได้หลายทาง เพื่อให้เข้าประเด็นที่ถาม ผู้เขียนจึงกราบเรียนเสริมว่า

“จะว่าไม่ดีเสียเลยไม่ได้ การที่เราพยายามทุกทางเพื่อให้พ้นทุกข์นั้นคือความดีของความทุกข์ เราทุกคนกลัวทุกข์จึงต้องพยายามศึกษาค้นคว้าให้เกิดปัญญาเพื่อแก้ไขความทุกข์ เพราะความทุกข์เป็นของจริงเป็นอย่างยิ่ง เช่นเดียวกับความตายทุกคนต้องได้พบแน่”

ท่านอาจารย์ฟังจบแล้วเริ่มอธิบายด้วยความเมตตา “ก็นั่นน่ะซิ ท่านจึงว่า ทุกขัง อริยสัจจัง คนเราเมื่อได้เห็นตามความจริงที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนว่า นั้นเป็นทุกข์ มันจึงเป็นทุกข์เพิ่มขึ้น แต่ถ้าเราได้ใช้ความทุกข์นั้นเป็นหินลับปัญญาแล้ว ปัญญาก็จะคมกล้า สามารถรู้ได้ในเรื่องของความทุกข์ แม้จะเคยกลัวตายมาด้วยกันก็ตาม สัตว์โลกไม่ว่าตัวไหนละ นอกจากสัตว์ที่มันตายแล้วเท่านั้น มันถึงจะไม่กลัวตาย ใช่ไหมล่ะ ก็มันตายแล้ว เข้าใจไหม

(ท่านอาจารย์สอนพลางหัวเราะ) มันกลัวตายด้วยกันทั้งนั้น ถ้ายังมีสติสตังอยู่มันเป็นกลัวตายด้วยกันทั้งนั้น

อย่าว่าใครเลย เอ้า อย่างหลวงตาบัวนี้แหละ เคยกลัวตายมาแต่ไหนแต่ไร พอพูดถึงความตายเป็นสะดุดกึก แต่มันคงเป็นอะไรถ้าเราพิจารณาย้อนหลังดูนะ ตั้งแต่เป็นฆราวาสมานะคุยอะไรก็ได้เพลิดเพลินดี #มาถึงความตายมันสะดุดทุกทีไป

#ทีนี้พอหันมาปฏิบัติธรรม ความตายนั้นก็มี เรื่องของความตายนั่นก็มี มันปฏิบัติไปปฏิบัติไป เราก็ไม่ทราบว่า เราเข้าถึงความจริงหรือไม่ถึงความจริง เราจำได้แต่ว่า ทุกขัง อริยสัจจังนั้นเป็นของจริง ทุกข์เป็นของจริงอันประเสริฐ เวลามันจนตรอกจนมุม มันก็หมุนติ้วเข้ามาหาตรงนี้

เรื่องความทุกข์ ความทุกข์ที่อยู่ในขันธ์ของเรานั่นแหละเฉพาะอย่างยิ่งเวลาเราต่อสู้กับทุกขเวทนาด้วยการมองให้มันรู้ของจริงที่ว่า ทุกข์เป็นของจริงทำไมมันมาอยู่กับเรา ค้นคว้าหาเรื่องของความทุกข์แยกออกไปให้ได้ ให้มันรู้ชัดว่า อันใดเป็นอะไรแล้ว ความทุกข์กับความกลัวมันก็ไม่เห็นมีและนอกจากไม่เห็นมีความกลัวแล้ว มันยังกล้าหาญต่อความตายอีกด้วย

อย่าว่าแต่ทุกข์ในขณะนี้เลย แม้แต่ทุกข์ในขณะที่จะตายมันจะเอาทุกข์หน้าไหนมาหลอกเรา ถ้าไม่เอาทุกข์หน้าที่มันเป็นอยู่เวลานี้ สู้กันอยู่เวลานี้ รู้กันอยู่เวลานี้ไปหลอกเราเวลาข้างหน้าว่า มันตายแล้ว เอ้า-อะไรตาย? ไล่กันไปจนกระทั่งถึงสิ่งที่มันตาย ที่เป็นดินก็เป็นดิน น้ำเป็นน้ำ ลมเป็นลม ไฟเป็นไฟ มันเป็นของมันอยู่อย่างชัดเจน ก็ไม่เห็นมีอะไรตาย

แล้วมันกลัวอะไร? #จิตเล่า? #เป็นผู้กลัวตาย

มาดูที่จิต จิตยิ่งสว่างกระจ่างแจ้ง จิตยิ่งมีความองอาจกล้าหาญ หาความตายมาประจำจิตไม่มีเลย เอ๊ะ! แล้วมันกลัวทำไม?

#สุดท้าย มันก็ถึงขั้นทุกขัง อริยสัจจัง ทีนี้มันจะไม่จริงไปได้อย่างไร ก็เหมือนกัน มรรคก็จริง นิโรธก็จริง ต่างคนต่างจริงแล้วสิ่งเหล่านี้มันก็เป็นเพียงสมมุติที่มีมาแต่ดั้งเดิม เรามาติดอยู่ที่นี่ เฉย ๆ ถ้าจิตแยกตัวออกไปจากสิ่งเหล่านี้แล้วจะมีอะไรตาย......แน่ะเห็นไหม?”

ท่านอาจารย์อธิบายอย่างแจ่มแจ้งชัดเจน เปิดโลกให้ดูที่เดียว ท่านมิให้ยึดติดในตัวตน สมมุติ

นักศึกษาผู้หนึ่งถามขึ้นว่า “ที่ว่ากลัวตายนี้นะครับ ไม่ใช่ว่ากลัวตาย #แต่กลัวว่าเกิดมา แล้วยังทำหน้าที่ของตัวเองไม่ได้ครบ เช่นยังไม่เป็นลูกที่ดี ยังไม่ได้ทำหน้าที่ของมนุษย์ ยังไม่ได้ช่วยเหลือทำประโยชน์ให้แก่ผู้อื่น แล้วเกิดมาตายเสียก่อนเช่นนี้ นี่เป็นเหตุให้ยังไม่อยากถึงความตายนั้น คิดว่าควรที่จะทำประโยชน์ต่าง ๆ เสียก่อน อย่างนี้จะถือว่าติดข้องอยู่ในกิเลสหรือเปล่าครับ?”

ฟังคำถามนี้จบท่านอาจารย์ก็หัวเราะด้วยความเอ็นดูเด็ก ๆ “มันจะไม่ติดยังไง ก็มันอยู่นั่นเห็น ๆ มันก็ยังอยากนั้น ยังไม่อยากตาย ไม่อยากตายโดยเอาเหตุผลที่ดีขึ้นมาอ้าง แล้วก็ร้องว่ายังไม่อยากตาย.....”

ทุก ๆ คนหัวเราะ

หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน วัดป่าบ้านตาด

#วัดป่าบ้านตาดวัดเกษรศีลคุณ






บุญ ที่พวกเราทำกันอยู่ทั่ว ๆ ไป ที่บริจาคกันเนี่ย
เป็นบุญสำหรับภพภูมินะ เป็นบุญที่ใช้สำหรับ การเกิด​

​แต่ บุญ สำหรับการ ไม่เกิด เนี่ย พวกเรายังไม่ค่อยได้ทำกัน
บุญสำหรับการไม่เกิด คือ" การปฏิบัติภาวนา"

​คนที่ปฏิบัติภาวนาไปมาก ๆ แล้วเนี่ย
เขาจะไม่ค่อยทำบุญสำหรับเกิดเท่าไหร่นะ เพราะเขาเห็นว่าไม่จำเป็นแล้ว

เขาก็จะเร่งภาวนาไป แล้วเขาก็จะไม่กลัวความตายนะ
กลัวเหมือนกัน แต่ไม่ได้กลัวความเจ็บปวดในการตาย
หรือกลัวว่าตายแล้วจะไปเจออะไร

​แต่เขากลัวว่า ยังปฏิบัติไม่เห็นแจ้งแล้วตายเสียก่อน
เขาจึงเร่งความเพียรปฏิบัติภาวนาจริงจังไม่ประมาท
ด้วยระลึกอยู่เสมอว่า ชีวิตนี้น้อยนัก สั้นนัก
จึงรีบใช้เวลาที่มีอยู่อันสั้นนี้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด..."

หลวงพ่อจรัญ_ทกฺขญาโณ
​เทศนาสอนศิษย์ ช่วงเช้า
เมื่อวันที่​ ๒๗ กุมภาพันธ์​ ๒๕๖๐
ณ โรงรถ วัดสังฆทาน​ นนทบุรี


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 173 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร