วันเวลาปัจจุบัน 20 มี.ค. 2026, 15:56  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 มี.ค. 2026, 12:37 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 5525


 ข้อมูลส่วนตัว


“..ทำ "จิต" ให้อยู่กับ "ลมหายใจ" ให้เอาจิตมารวมอยู่ที่จิต แล้วเอาจิตให้รู้จักลมภาวนา พุทโธ พุทโธ

ปล่อยวางข้างนอกให้หมด อย่าไปเกาะกับสิ่งทั้งหลายทั้งปวงทั้งนั้นให้ปล่อย ให้เป็น "อันเดียว" "รวมจิต" ลงที่ "อันเดียว"

มันไม่ส่งจิตใจไปทางอื่นแล้ว มันจะรวมอยู่ที่นั่น เมื่อพบเช่นนี้ เราก็มี "อันเดียว" เท่านั้น เหลือแต่ "ความรู้อันเดียว" (ผู้รู้) ่อย่าไปหลงนะ

ไม่ต้องเอาอะไร เอาแต่ “ความรู้สึกอันเดียว” เท่านั้นแหละ ไม่ห่วงข้างหน้า ไม่ห่วงข้างหลัง "หยุดอยู่กับที่" จนกว่า ว่าเดินไปก็ไม่ใช่ ถอยกลับก็ไม่ใช่ หยุดอยู่ก็ไม่ใช่ ไม่มีที่ยึดไม่มีที่หมาย เพราะอะไร

เพราะว่า "ไม่มีตัว ไม่มีตน ไม่มีเรา และไม่มีของของเรา...หมด รู้แล้ว ก็ปล่อย ก็วาง"

อันนี้คือ "สภาวะความเป็นจริง" ที่พระพุทธเจ้าท่านสอน ถึงแม้มันจะคิด ก็ให้มันคิด แต่ว่าคิดให้อยู่กับปัญญา ให้คิดด้วยปัญญา อย่าคิดด้วยความโง่ รู้ด้วยปัญญาก็ต้องวาง ถ้ารู้ด้วยปัญญา คิดด้วยปัญญา

มันจะ "ไม่มีทุกข์" มันจะมี "ความเบิกบาน" มีความสำราญ มีความสงบ มี "ความระงับเป็นอันเดียว"

จิตใจ เรามา ”รวม” อยู่อย่างนี้ อะไรที่เราจะต้องอาศัยอยู่ในปัจจุบัน ในคราวนี้ก็ คือลม "ลมหายใจ" นี่แหละ ให้ "รวมจิต" เข้ามาเป็น "หนึ่ง" นี้คือธุระหน้าที่ของเรา..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระโพธิญาณเถร (หลวงปู่ชา สุภทฺโท) วัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี
(พ.ศ.๒๔๖๑-๒๕๓๕)






“..สิ่งใดที่เป็นของรัก สิ่งนั้นย่อมเป็นศัตรูแก่ดวงใจ
จึงควรละสิ่งนั้นเสีย
แล้วตนเอง ก็จะมีความสุข”

ฉะนั้น ... คนเราจึงอย่าไปเหยียดหยาม ดูถูกในคนที่เขามีปัญญาน้อย หรือฐานะกำเนิดชาติสกุลของเขาที่ตกอยู่ในความต่ำต้อย เพราะสิ่งเหล่านี้มันขึ้นอยู่ที่กรรมแห่งบุคคลซึ่งทำไว้ในกาลก่อน จึงส่งผลจำแนกให้มาเป็นในลักษณะต่างกัน

บางคนแม้จะตกไปอยู่ในสกุลที่ลำบากยากเข็ญใจ ก็สักแต่ว่ากรรมซัดไปเท่านั้น แต่ความดีซึ่งติดอยู่ในจิตสันดานเดิมของเขามีอยู่ เขาก็อาจจะสำเร็จมรรคผลได้ในวันหนึ่ง ที่กรรมนั้นซัดไปให้เกิดในสกุลยากก็เพื่อจะทรมานเขาให้แลเห็นทุกข์เห็นโทษ และใช้หนี้เวรเก่าของเขาให้หมดสิ้นไปก็มี เพราะคนเราทุกคนที่เกิดมานี้ย่อมเกิดมาแต่ผลของกรรมเก่าที่ตนกระทำไว้ทั้งสิ้น..”

ธมฺมธโรวาท
พระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์ (ท่านพ่อลี ธมฺมธโร) วัดอโศการาม อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ
(พ.ศ.๒๔๔๙-๒๕๐๔ )





“..มนุษย์เราถ้าขาดศีลธรรมภายในใจแล้ว แม้จะมีกฎหมายบ้านเมืองอยู่ก็ตาม ย่อมมีทางก่อความเดือดร้อนแก่กันได้ เพราะกฎหมายและข้อบังคับต่างๆ นั้นเพียงรักษาได้ในที่แจ้งเท่านั้น ไม่สามารถรักษาในที่ลับตาได้ คนที่ไร้ศีลธรรมภายในใจไม่มียางอาย ย่อมมีทางทำชั่วแก่กันได้ ส่วนศีลธรรมนั้นไม่มีที่แจ้งและที่ลับ เพราะศีลธรรมเป็นเครื่องปกครองใจมนุษย์ ให้มีความละอายต่อความไม่ดีทั้งหลาย ในที่ทุกสถานตลอดกาลทุกเมื่อ นอกจากนั้นยังมีความเห็นอกเห็นใจ มีความรู้สึกชั่วดีระหว่างตนกับผู้อื่น มีการขยะแขยงต่อสิ่งลามกคือบาปกรรมต่างๆ ทั้งในที่แจ้งแลที่ลับ ไม่อาจทำลงได้ เพราะเห็นว่าสิ่งนั้นเมื่อทำลงไปแล้วย่อมเป็นความชั่วเสียหายได้เสมอไป ผู้มีศีลธรรมภายในใจจึงไม่กล้าทำความชั่วทั้งในที่แจ้งและที่ลับ..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน) วัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี
(พ.ศ.๒๔๕๖-๒๕๕๔)






“สำหรับหลักธรรมในการทำงาน และการอยู่ร่วมกัน
ในสังคมที่วุ่นวาย และเห็นแก่ตัวนั้น อาตมารู้สึกว่า
ที่ดีที่สุดคือ “เมตตา” พยายามแผ่เมตตาให้มาก
คือ หวังดีต่อเขาทุกคน โดยไม่หวังจากเขาสักคน

พวกเราทั้งๆ ที่พยายามปฏิบัติ ก็ยังเผลออยู่บ่อยๆ
นับประสาอะไรกับคนที่ยังไม่เคยปฏิบัติ และไม่สนใจ
ที่จะปฏิบัติ เห็นความประพฤติของเขาเป็นเรื่องธรรมดา
เราจะไม่น้อยใจ ถ้าเผื่อเข้าใจในกฎแห่งกรรมแล้ว
เราจะโกรธใครไม่ได้

เมตตา ไม่ได้หมายความว่าต้องรักเขาทุกคน
มันเป็นไปไม่ได้ แต่เราต้องหวังดีต่อเขา
เมตตาคือความหวังดี รักไม่ได้หรอกเหลือวิสัย
แต่เราสามารถมีความหวังดีต่อเขาได้

คนที่เราไม่ชอบ เราก็หวังดี และให้อภัยเขาได้
เราต้องเป็นกัลยาณมิตรต่อเขา เป็นตัวอย่างที่ดีแก่เขา
และต้องให้อภัยเขา ที่เขาไม่เป็นกัลยาณมิตรต่อเรา
เราต้องยอมรับความจริงว่ามันเป็นอย่างนี้เอง
โลกมันเป็นอย่างนี้เอง สังคมมันเป็นอย่างนี้เอง

พระอาจารย์ชยสาโร ภิกขุ






"เมื่อเรามีสติอยู่ ก็เหมือนแมงมุมที่มันทำรังชักใยไปมา
ขึงอยู่กลางอากาศ เสร็จแล้วตัวแมงมุมก็มาอยู่ตรงกลางรัง
มันเฉยอยู่นิ่งอยู่สงบอยู่ ด้วยมีสติอยู่ ถ้าแมลงวัน แมลงผึ้ง
บินมาถูกใยมัน ก็เกิดสัมผัสขึ้น ตัวแมงมุมก็รู้ก็ตื่นขึ้น
วิ่งไปจับสัตว์ไว้เป็นอาหาร เมื่อจับเสร็จแล้วก็รีบกลับมา
อยู่จุดเก่า ทำความสงบระวังอยู่ มีสติรู้ว่าอะไรมันจะมา
ถูกเข้า ถ้ามันสัมผัสเมื่อไหร่เเมงมุมก็ตื่น เพราะว่าแมงมุม
อยู่ด้วยสติ

แมงมุม นั้นก็เหมือนกับจิตของเรา จิตของเรานั้นอยู่
กึ่งกลางของอายตนะตา หู จมูก ลิ้น กาย จิต ผู้ประพฤติ
ปฏิบัติก็เหมือนกัน ฉันนั้น

ถ้าเราระมัดระวังสังวรอยู่ สำรวมอยู่ มันจะรู้จักตัว
ของตัวเอง รู้จักจิตของตนเองว่ามันเป็นไปในลักษณะอย่างไร”

หลวงพ่อชา สุภัทโท





"ถ้าเรามาพิจารณาถึงเรื่องความตาย เห็นอายุมันสั้นไป
ไม่ยืนยาวอีกแล้ว คราวนี้จะได้รีบเตรียมเนื้อเตรียมตัว
จะได้รีบขวนขวายหาสิ่งที่เป็นสาระ สร้างคุณงามความดี
ให้เกิดมีขึ้นในตน ทันกับกาลเวลาซึ่งเรายังมีชีวิตอยู่
เพราะฉะนั้น มรณสติระลึกถึงความตายจึงเป็นของ
มีคุณค่ามาก แต่คนทั้งหลาย ถ้าพูดถึงเรื่องความตายแล้ว
ไม่ชอบกลับกลัว แต่ความดีอยู่ที่ความตาย
ถ้าคนเราพิจารณาถึงความตายแล้วทำดีได้ง่าย"

หลวงปู่เทสก์ เทสรํสี








"...คำว่าบุญๆนั้นไม่มีรูปมีร่าง แต่เป็นสิ่งที่จะสัมผัสรู้ได้ที่ใจของผู้บำเพ็ญบุญ ผู้ทำบาปพระพุทธเจ้าไม่สามารถที่จะมาวาดภาพแห่งบาปให้พวกเราเห็นได้ แต่จะรู้ในบุคคลผู้ทำบาปเกิดความเดือดร้อน เสียอกเสียใจ เกิดความทุกข์ความทรมานที่ใจของผู้ทำบาปนั้นแล ไม่มีภาพอันใดก็ตาม แต่สภาพที่ปรากฏอยู่เป็นความสุขความทุกข์นั้น มีอยู่ที่ใจของเรา ถ้าหากว่าพระพุทธเจ้าทรงวาดภาพได้แล้ว ก็จะวาดภาพบอกสัตว์ทั้งหลายให้ทั่วถึงกันหมด แต่นี้ไม่สามารถที่จะวาดภาพออกมาได้ เห็นอยู่รู้อยู่เต็มพระทัย พระสาวกอรหันต์ท่านรู้บาปรู้บุญ รู้นรกรู้สวรรค์ รู้นิพพานเต็มหัวใจ ท่านก็ไม่สามารถที่จะวาดภาพได้ เป็นแต่เพียงเป็นผู้แนะนำสั่งสอนพวกเรา
พวกเราทั้งหลายซึ่งเป็นชาวพุทธขอให้เชื่อพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเป็นผู้ไม่มีกิเลส เชื่อสรณะของพวกเรา พุทฺธํ ธมฺมํ สงฺฆํ นี้เป็นธรรมชาติที่สะอาดที่สุด ปลอดภัย ให้แก่สัตว์ทั้งหลายโดยทั่วไปตลอดมา แต่เรื่องของกิเลสนั้นเป็นสิ่งที่ก่อภัยก่อเวร แต่มันอยู่ในใจของสัตว์ พระพุทธเจ้าจึงเรียกว่ากิเลส คำว่ากิเลสเราจะไปหาที่ไหนไม่มี ต้องหาที่จิตใจของบุคคล เพราะกิเลสมีอยู่กับหัวใจของทุกคน พระพุทธเจ้าก็บอกว่ากิเลสอยู่ที่ใจ ไม่ได้อยู่ที่ดินฟ้าอากาศที่ไหน แต่อยู่ที่ใจของคน

ความโลภก็เกิดขึ้นที่ใจ ความโกรธเกิดขึ้นที่ใจ ราคะตัณหาเกิดขึ้นที่ใจ ผลักใจให้ดีดให้ดิ้นให้ทะเยอทะยาน ไม่รู้จักเป็นจักตาย ไม่รู้จักดีจักชั่ว วิ่งตามความอยาก วิ่งไปเท่าไรก็เหมือนกับวิ่งเข้าหาไฟๆ นี้คือกิเลสเป็นสิ่งที่หลอกลวงต้มตุ๋นโลกมานาน เป็นคู่แข่งกับธรรมของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าทรงแสดงด้วยความถูกต้องแม่นยำทุกสิ่งทุกอย่าง แต่กิเลสมันจะลบไปหมด บาปมีกิเลสจะบอกว่าบาปไม่มี แล้วเสี้ยมสอนสัตว์ทั้งหลายให้ชอบทำตั้งแต่สิ่งที่ต้องการ สิ่งที่อยาก
สิ่งที่อยากนั้นคืออะไร คือบาป คือความชั่วทั้งหลาย มันก็ดึงลงไปทางชั่วโดยถ่ายเดียว เมื่อเป็นเช่นนั้นความทุกข์จึงล่วงไหลเข้ามาสู่ใจของเรา นรกมีหรือไม่มีเราอย่าไปถามถึงเลย เราดูนรกที่ปัจจุบันของเรา ซึ่งควรจะรู้ได้ด้วยกันทุกคนนี้ คือดูที่หัวใจ วันหนึ่งใจของเรามีความสงบเยือกเย็นอย่างไรหรือไม่ ใจของเรามีความเดือดร้อนวุ่นวายอย่างไรหรือไม่ ส่วนมากต่อมากจะมีแต่ความเดือดร้อนวุ่นวาย เผาลนจิตใจอยู่ตลอดเวลา หาความสุขไม่ค่อยมีภายในจิตใจ เพราะใจเป็นผู้สั่งสมความชั่วอยู่ตลอดเวลา ด้วยการผลักดันของมันเองเป็นอัตโนมัติ

กิเลสเป็นอัตโนมัติ หมุนสัตว์ทั้งหลายให้หมุนเวียนเปลี่ยนแปลง ทำความชั่วช้าลามก ให้เกิดแก่เจ็บตายในสถานที่ต่างๆ ไม่มีประมาณ ตามแต่กรรมชั่วที่กิเลสผลักดันให้ทำนั้น จะพาให้เป็นไปอย่างไร สัตว์โลกก็หมุนไปตามกรรมของตัวอย่างนั้นเรื่อยมา นี่เรียกว่ากิเลสมันหมุนสัตว์โลกหมุนอย่างนี้แล แล้วมันก็กว้านเอากองทุกข์เข้ามาเผาจิตใจ วันหนึ่งตื่นขึ้นมาจนกระทั่งถึงค่ำหาความสุขไม่เจอเลย มีแต่ความทุกข์เดือดร้อนวุ่นวาย ไขว่คว้า ไม่มีฝั่งมีฝา ไม่มีที่เกาะที่ยึด เอากิเลสเป็นเครื่องเกาะเครื่องยึด ก็เท่ากับเราเกาะเรายึดฟืนไฟมาเผาไหม้ตัวเองนั่นแล

เพราะฉะนั้นจงพากันยึดพุทโธ ธัมโม สังโฆ ยึดคุณงามความดีทั้งหลาย ให้พยายามสร้างเนื้อสร้างตัว สร้างเนื้อสร้างตัวคือสร้างด้วยความดีงามทั้งหลายนั้นแล ความเย็นอกเย็นใจจะมีแก่ตัวของเรา เราเย็นอกเย็นใจแล้ว สวรรค์ในเมืองมนุษย์เราจะเห็นได้ที่ใจ ซึ่งเกิดความสงบโดยลำดับลำดา และเห็นได้โดยลำดับจนกระทั่งถึงนิพพาน เมื่อจิตบริสุทธิ์แล้วไม่ต้องถามถึงนิพพาน เราจะรู้ประจักษ์ภายในจิตใจ พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว พระองค์ไม่เคยถามหานิพพาน พระสงฆ์สาวกอรหันต์ท่านตรัสรู้ธรรมแล้วไม่ต้องถามหานิพพาน เพราะจิตนั้นเป็นนิพพานแล้ว

ใจกับธรรมเป็นอันเดียวกันแล้ว นิพพานกับจิตเป็นอันเดียวกันแล้ว ท่านไม่ถามหานิพพาน เพราะจิตนี้เป็นธรรมชาติที่ละเอียดสุขุมมากที่สุด เกินกว่าที่สิ่งทั้งหลายจะเอาไปคาดไปเทียบเคียงได้ จิตนี้เป็นของไม่ตาย และคำที่ว่าจิตเป็นของไม่ตายนี้กิเลสก็เข้าไปสวมรอยด้วยว่า ตายแล้วสูญ

คำว่าตายแล้วสูญนั้นก็คือว่าหมดเชื้อที่จะสืบต่อไปในภพหน้าภพใดๆทั้งนั้น อยากทำอะไรก็ทำ กิเลสจะหมุนให้ทำ ก็ทำตั้งแต่ตามความอยาก ความอยากนั้นเป็นความอยากในทางที่ชั่วช้าลามก ก็หมุนตัวไปในทางความอยาก เวลาตายแล้วก็หมุนลงไปนรก คำว่าสูญนั้นไม่มี จะไปจมอยู่ในนรกมากน้อยเพียงไร นี่ก็เป็นเรื่องของกิเลสซึ่งเป็นข้าศึกต่อธรรม

เราที่เป็นชาวพุทธขอให้ระลึกถึงตัวเสมอ เวลานี้ชาวพุทธของเรารู้สึกจะไขว่คว้าหาที่ยึดที่เกาะไม่ได้ ใจไม่มีที่ยึดที่เกาะ ใจไม่มีธรรมเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว ใจไม่มีธรรมเป็นเครื่องเกาะ ธรรมคือสติธรรมเป็นของสำคัญ ระลึกรู้ตัวเสมอ ก่อนจะเคลื่อนไหวไปมาทางใดให้ระลึก เวลานี้เราจะทำความชั่วหรือทำความดี ถ้าจะทำความชั่วก็ระลึกรู้ตัวแล้วไม่ทำ จะทำความดีระลึกรู้ตัวแล้วก็พยายามทำความดี ความดีคืออะไร ประพฤติตัวให้ดี อย่าไปทำความเหลวแหลกแหวกแนวต่าง ๆ เรียกว่าความดี เช่นอย่างการให้ทานนี้ก็เรียกว่าความดี การรักษาศีลนี้ก็เรียกว่าความดี.."

หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน
จากธรรมเทศนา “ธรรมชาติที่ไม่สูญสิ้น”
แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๑
ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กทม.







ถ้าได้แค่ “สมาธิ”
เสื่อมเเน่นอน
จิตของเราต้องให้เหนือสมาธิ
ผู้รู้ถึงไม่เสื่อม
แต่ผู้รู้ต้องเห็นธาตุ ๔
เป็นไตรลักษณ์ให้ได้
และขันธ์ ๕
เป็นไตรลักษณ์ให้ได้
นั่นเสื่อมไม่ได้เลย

#หลวงพ่อเยื้อน ขนฺติพโล








สติเป็นสิ่งสำคัญ
...
สตินี้เป็นสิ่งสำคัญมาก ถ้าเราทราบ
ระเบียบวินัยที่มีอยู่มากมายอย่างละเอียด
รอบคอบแล้ว และตามรักษาได้อย่างครบถ้วน สติของเราก็จะต่อเนื่องกัน จิตใจก็จักจดจ่อ
อยู่แน่ในข้อวัตรปฏิบัติของตน ไม่มีโอกาส
ที่จะแส่ส่ายไปภายนอก ถ้าขาดสติ โอกาส
ที่จิตใจจะวิ่งไปตามอารมณ์ภายนอกมันก็
มีมากขึ้น และอารมณ์ทั้งหลายก็ย่อม
ครอบงำจิตให้หลงไหลมัวเมาได้ง่ายขึ้น ....
...
หลวงปู่กินรี จันทิโย


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 72 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร