วันเวลาปัจจุบัน 20 มี.ค. 2026, 15:56  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 มี.ค. 2026, 05:28 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 5525


 ข้อมูลส่วนตัว


“..สิ่งใดที่เป็นของรัก สิ่งนั้นย่อมเป็นศัตรูแก่ดวงใจ
จึงควรละสิ่งนั้นเสีย
แล้วตนเอง ก็จะมีความสุข”

ฉะนั้น ... คนเราจึงอย่าไปเหยียดหยาม ดูถูกในคนที่เขามีปัญญาน้อย หรือฐานะกำเนิดชาติสกุลของเขาที่ตกอยู่ในความต่ำต้อย เพราะสิ่งเหล่านี้มันขึ้นอยู่ที่กรรมแห่งบุคคลซึ่งทำไว้ในกาลก่อน จึงส่งผลจำแนกให้มาเป็นในลักษณะต่างกัน

บางคนแม้จะตกไปอยู่ในสกุลที่ลำบากยากเข็ญใจ ก็สักแต่ว่ากรรมซัดไปเท่านั้น แต่ความดีซึ่งติดอยู่ในจิตสันดานเดิมของเขามีอยู่ เขาก็อาจจะสำเร็จมรรคผลได้ในวันหนึ่ง ที่กรรมนั้นซัดไปให้เกิดในสกุลยากก็เพื่อจะทรมานเขาให้แลเห็นทุกข์เห็นโทษ และใช้หนี้เวรเก่าของเขาให้หมดสิ้นไปก็มี เพราะคนเราทุกคนที่เกิดมานี้ย่อมเกิดมาแต่ผลของกรรมเก่าที่ตนกระทำไว้ทั้งสิ้น..”

ธมฺมธโรวาท
พระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์ (ท่านพ่อลี ธมฺมธโร) วัดอโศการาม อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ
(พ.ศ.๒๔๔๙-๒๕๐๔ )





"..ศีล คือรั้วกั้นความเบียดเบียนและทำลายสมบัติร่างกายและจิตใจของกันและกัน ศีลคือพืชแห่งความดีอันยอดเยี่ยมที่ควรมีประจำชาติมนุษย์ ไม่ปล่อยให้สูญหายไปเสีย เพราะมนุษย์ที่ไม่มีศีลเป็นรั้วกั้นและเป็นเครื่องประดับตัวเสียเลย ก็คือกองเพลิงแห่งมนุษย์เราดี ๆ นี่เอง การเบียดเบียนและทำลายกันย่อมมีไปทุกหย่อมหญ้าและทั่วโลกดินแดน ไม่มีเกาะมีดอนพอจะเอาศีรษะซุกนอนให้หลับสนิทได้โดยปลอดภัย แม้โลกจะเจริญด้วยวัตถุจนกองสูงกว่าพระอาทิตย์บนท้องฟ้า แต่ความรุ่มร้อนแผดเผาจะทวีคูณยิ่งกว่าพระอาทิตย์เป็นไหน ๆ โลกจะไม่มีที่ปลงใจได้เลยถ้ายังมัวคิดว่าวัตถุมีคุณค่ายิ่งกว่าศีลธรรมอยู่ เพราะศีลธรรมเป็นสมบัติของจอมมนุษย์ คือพระพุทธเจ้า ผู้ค้นพบและนำมาประดับโลกที่กำลังมืดมัวกลัวทุกข์พอให้สว่างไสวร่มเย็น ควรอาศัยได้บ้างด้วยอำนาจศีลธรรมเป็นเครื่องปัดเป่ากำจัด ลำพังความคิดของมนุษย์ที่มีกิเลสคิดผลิตอะไรออกมา ทำให้โลกร้อนจะบรรลัยอยู่แล้ว ยิ่งจะปล่อยให้คิดตามอำนาจโดยไม่มีกลิ่นแห่งศีลธรรมช่วยเป็นยาแก้และชะโลมไว้บ้าง ก็น่ากลัวความคิดนั้น ๆ จะผลิตยักษ์ใหญ่ตัวโหดร้ายที่ทรงพิษขึ้นมากี่แสนกี่ล้านตัว ออกเที่ยวหากว้านกินมนุษย์ให้ฉิบหายกันทั้งโลก ไม่มีอะไรเหลืออยู่บ้างเลย.."

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)






“..ทำ "จิต" ให้อยู่กับ "ลมหายใจ" ให้เอาจิตมารวมอยู่ที่จิต แล้วเอาจิตให้รู้จักลมภาวนา พุทโธ พุทโธ

ปล่อยวางข้างนอกให้หมด อย่าไปเกาะกับสิ่งทั้งหลายทั้งปวงทั้งนั้นให้ปล่อย ให้เป็น "อันเดียว" "รวมจิต" ลงที่ "อันเดียว"

มันไม่ส่งจิตใจไปทางอื่นแล้ว มันจะรวมอยู่ที่นั่น เมื่อพบเช่นนี้ เราก็มี "อันเดียว" เท่านั้น เหลือแต่ "ความรู้อันเดียว" (ผู้รู้) ่อย่าไปหลงนะ

ไม่ต้องเอาอะไร เอาแต่ “ความรู้สึกอันเดียว” เท่านั้นแหละ ไม่ห่วงข้างหน้า ไม่ห่วงข้างหลัง "หยุดอยู่กับที่" จนกว่า ว่าเดินไปก็ไม่ใช่ ถอยกลับก็ไม่ใช่ หยุดอยู่ก็ไม่ใช่ ไม่มีที่ยึดไม่มีที่หมาย เพราะอะไร

เพราะว่า "ไม่มีตัว ไม่มีตน ไม่มีเรา และไม่มีของของเรา...หมด รู้แล้ว ก็ปล่อย ก็วาง"

อันนี้คือ "สภาวะความเป็นจริง" ที่พระพุทธเจ้าท่านสอน ถึงแม้มันจะคิด ก็ให้มันคิด แต่ว่าคิดให้อยู่กับปัญญา ให้คิดด้วยปัญญา อย่าคิดด้วยความโง่ รู้ด้วยปัญญาก็ต้องวาง ถ้ารู้ด้วยปัญญา คิดด้วยปัญญา

มันจะ "ไม่มีทุกข์" มันจะมี "ความเบิกบาน" มีความสำราญ มีความสงบ มี "ความระงับเป็นอันเดียว"

จิตใจ เรามา ”รวม” อยู่อย่างนี้ อะไรที่เราจะต้องอาศัยอยู่ในปัจจุบัน ในคราวนี้ก็ คือลม "ลมหายใจ" นี่แหละ ให้ "รวมจิต" เข้ามาเป็น "หนึ่ง" นี้คือธุระหน้าที่ของเรา..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระโพธิญาณเถร (หลวงปู่ชา สุภทฺโท) วัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี
(พ.ศ.๒๔๖๑-๒๕๓๕)






” อยู่ที่ตัวเราเท่านั้น “

อยู่ในโลกฆราวาสนี้ บางทีสังคมพวกนี้ก็เป็นอุปสรรคในการภาวนา ก็ปลีกออกมาบ้าง เช่น วันเสาร์ วันอาทิตย์ วันหยุด ก็ไปอยู่วัดกัน ต้องค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่อยู่ดีๆจะตัดทีเดียวให้ขาดเลย แต่ก็ต้องพยายาม กล้าหาญที่จะทำในสิ่งที่เราพอทำได้ ถึงแม้จะไม่ชอบทำ ถึงแม้จะลำบาก แต่รู้ว่าเป็นทางที่จะต้องไปก็ต้องกระเสือกกระสนไปให้ได้ ไม่ใช่จะรอให้โอกาสมาฉุดเราไป มันไม่มีหรอก เพราะโอกาสดีๆ ที่จะฉุดเรานั้นมีอยู่แล้ว ครูบาอาจารย์ดีๆ ก็มีอยู่แล้ว

เมืองไทยก็เป็นเมืองพุทธที่น่าอยู่ มีการทำบุญทำทาน รักษาศีล ภาวนากันอยู่แล้ว ไม่มีอะไรเป็นอุปสรรค อยู่ที่ตัวเราเท่านั้นว่าจะไปได้หรือไม่ ถ้ายังอยู่แบบเดิมๆ ทำแบบเดิมๆ ก็จะได้แค่รักษาบุญวาสนาที่เคยสะสมมา ก็ทำได้แค่นั้น ถ้าเคยรักษาศีล ๕ ได้ ก็จะรักษาได้แค่ศีล ๕ ถ้าเคยทำบุญทำทานได้ในระดับนี้ก็จะทำได้ในระดับนี้เท่านั้น ถ้าไม่ผลักดันตัวเราให้ทำให้มากขึ้นชอบใช้ของแพงๆ แทนที่จะซื้อสบู่ก้อนละ ๑๐ บาท ก็ซื้อก้อนละ
๑๐๐ บาท มันก็เป็นสบู่เหมือนกัน ทำหน้าที่เหมือนกัน แต่ต้องมียี่ห้อหรือต้องมาจากฝรั่งเศส ถ้าใช้น้อยเราก็มีเงินเหลือไปทำบุญเยอะ ทำให้จิตใจเรามีความสุขเยอะขึ้น ทำให้ความอยากใช้เงินน้อยลงไปอีก ทำให้เราพัฒนาความสุขในใจให้มีมากยิ่งขึ้นไป ถ้าต้องการความสุขที่แท้จริงต้องทำบุญเยอะๆ อย่าไปหาความสุขทางร่างกายทางโลก หาเท่าที่จำเป็น

นักปฏิบัติธรรมท่านก็สอนให้อยู่แบบง่ายๆ อยู่แล้ว มีชุดขาว๒ ชุด ก็อยู่ได้แล้ว สลับกันใส่ ชุดนี้ใส่ ชุดนั้นก็เอาไปซัก นอนกับพื้นไม้ ปูเสื่อนอนก็พอแล้ว กินก็ง่ายๆ กิน ๒ มื้อ ก็อยู่ได้เหมือนกัน คนกินข้าวมื้อละ ๕๐ บาท กับคนกินข้าวมื้อละ ๕,๐๐๐ บาท ก็อิ่มเหมือนกัน แล้วมันก็ผ่านไปเหมือนกัน แต่ความสุขของคนที่กินข้าว ๕๐ บาท มีความสุขกว่าเพราะไม่มีความกดดันที่จะต้องไปหาเงิน ๕,๐๐๐ บาท มาเลี้ยงตัวเอง ยกเว้นถ้าเป็นคนมีบุญวาสนามาเกิดบนกองเงินกองทอง อยู่กับพ่อแม่ที่กินอาหารแบบนี้ก็กินไป แต่ก็อาจจะเป็นตัวคอยเหนี่ยวรั้งเราไว้ก็ได้ เพราะถ้าอยากจะแสวงหาความสุขทางจิตใจ ก็ต้องมาอยู่แบบเรียบๆ ง่ายๆ ถ้าไม่เคยก็อาจจะอยู่ไม่ได้

เกิดมาชาตินี้ได้พบศาสนาพุทธแต่ก็ไม่ได้รับประโยชน์ เพราะเกิดเป็นมหาเศรษฐี เสียดายทรัพย์เสียดายความสุขทางโลกที่ตนเองได้แสวงหามา นอกจากคนที่ได้บำเพ็ญมาแล้วมากๆอย่างพระพุทธเจ้าเท่านั้น ที่จะไม่ติดพันกับความเป็นมหาเศรษฐี ความเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ในสมัยนี้ มีพระเจ้าแผ่นดินองค์ไหนบ้าง ที่สละราชสมบัติออกบวช เพราะมีบุญบารมีไม่มากเท่ากับพระพุทธเจ้า ที่ได้ทรงสะสมมา จึงยังติดอยู่กับความสุขทางโลก ที่มีพร้อมบริบูรณ์

แต่พระพุทธเจ้ากลับไม่ได้ทรงมีความอาลัยอาวรณ์เลย เพราะทรงมีสมาธิมาแต่เดิมแล้ว ในพระพุทธประวัติทรงตรัสไว้ว่า เคยประทับอยู่ใต้ต้นไม้ในวันที่มีพิธีแรกนาขวัญ คนอื่นเขาไปทำพิธีกรรมต่างๆ ทรงประทับอยู่พระองค์เดียว จิตก็เลยรวมลงเป็นความสงบขึ้นมา เพราะบุญเก่าที่ทรงได้บำเพ็ญมา จึงทำให้จิตรวมลง ทรงมีความสุขมาก ดีกว่าความสุขที่ได้จากการดื่ม การกิน การเสพกามรสต่างๆ จึงไม่รู้สึกเสียดาย สละออกบวชไปอยู่แบบขอทานได้อย่างสบาย จากในวังไปอยู่เป็นขอทาน คิดดูสิจาก ๑๐๐ ลงมาเหลือแค่บาทเดียวเท่านั้น พระองค์ก็ทรงอยู่ได้.

คัดลอกจากหนังสือ
ทวนกระแส หน้า๖-๙

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี






“มองตัวเองให้มาก จึงจะกลายเป็นคนดีได้ มัวแต่มองผู้อื่นแล้วไซร้ ก็กลายเป็นคนพาลไปไม่รู้ตัว เพราะนิสัยคนพาล ย่อมเพ่งโทษผู้อื่นเป็นวัตร”

หลวงปู่หล้า เขมปัตโต
วัดภูจ้อก้อ อ.หนองสูง จ.มุกดาหาร





#สิ่งใดที่เป็นของรัก สิ่งนั้นย่อมเป็นศัตรูแก่ดวงใจ
จึงควรละสิ่งนั้นเสีย
แล้วตนเอง ก็จะมีความสุข”

ฉะนั้น ... คนเราจึงอย่าไปเหยียดหยาม ดูถูกในคนที่เขามีปัญญาน้อย หรือฐานะกำเนิดชาติสกุลของเขาที่ตกอยู่ในความต่ำต้อย เพราะสิ่งเหล่านี้มันขึ้นอยู่ที่กรรมแห่งบุคคลซึ่งทำไว้ในกาลก่อน จึงส่งผลจำแนกให้มาเป็นในลักษณะต่างกัน

บางคนแม้จะตกไปอยู่ในสกุลที่ลำบากยากเข็ญใจ ก็สักแต่ว่ากรรมซัดไปเท่านั้น แต่ความดีซึ่งติดอยู่ในจิตสันดานเดิมของเขามีอยู่ เขาก็อาจจะสำเร็จมรรคผลได้ในวันหนึ่ง ที่กรรมนั้นซัดไปให้เกิดในสกุลยากก็เพื่อจะทรมานเขาให้แลเห็นทุกข์เห็นโทษ และใช้หนี้เวรเก่าของเขาให้หมดสิ้นไปก็มี เพราะคนเราทุกคนที่เกิดมานี้ย่อมเกิดมาแต่ผลของกรรมเก่าที่ตนกระทำไว้ทั้งสิ้น..”

ธมฺมธโรวาท
พระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์ (ท่านพ่อลี ธมฺมธโร) วัดอโศการาม อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ
(พ.ศ.๒๔๔๙-๒๕๐๔ )








หากท่านอดทน และซื่อตรงพอจะเพ่งโทษ
เตือนตนเองให้เห็นกิเลสในจิต แล้วเพียร
ลดละขัดเกลา ให้เข้าใกล้ความบริสุทธิ์
ยิ่งขึ้นอยู่ทุกขณะ

ท่านย่อมได้ชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติตาม
พระพุทธานุศาสนีที่ว่า สจิตฺตมนุรกุขถ
ซึ่งแปลความว่า ท่านทั้งหลายจงตามรักษา
จิตของตน จัดเป็นปฏิบัติบูชาอันยิ่งใหญ่
ที่พระพุทธองค์ทรงสรรเสริญ ...
...
สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อัมพร อมฺพโร)
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก





" จิตของคนตามธรรมชาตินั้น ไม่มีความดีใจเสียใจ...ที่มีความดีใจเสียใจนั้นไม่ใช่จิต
แต่เป็นอารมณ์ที่มาหลอกลวง จิตก็หลงไปตามอารมณ์โดยไม่รู้ตัว แล้วก็เป็นสุขเป็นทุกข์
ไปตามอารมณ์...ผู้ใดตามดูจิต ผู้นั้นจักพ้นจากบ่วงของมาร "

หลวงปู่ชา สุภทฺโท






"ส่วนมากความทุกข์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นทั้งหมดไม่ได้มาจากตรงนี้(จิต)เลย

มันมาจากจุดที่เราไปแสวงหามันนั้น

ถ้าเราไปแสวงหาว่าสิ่งนั้นก็เป็นของเรา สิ่งโน้นก็เป็นของเรา

ทั้งหมดนั้นคือตัวทุกข์

ถ้าเราไม่แสวงหาตรงนั้นแล้ว ตัวทุกข์ทั้งหลายมันก็จะหลุดออกไป

เพราะความทุกข์นั้นมันอยู่ภายนอก(จิต)"

#หลวงพ่อเยื้อน ขันติพโล
วัดเขาศาลาอตุลฐานะจาโร
อ.บัวเชตุ จ.สุรินทร์





พี่น้องทั้งหลายพากันไปภาวนาใน วันมาฆบูชา
พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา อยู่ที่ใจของเราให้สงบเย็นนะ วันนี้นะ
ไม่ใช่วันฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม เป็นวันสงบเย็นด้วยศีลด้วยธรรม
มีมาฆบูชา ครอบหัวใจเอาไว้ใจ...จะได้สงบเย็นนะ

โอวาทธรรม หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน








คำว่า “รู้แจ้งแทงตลอด” ก็หมายเอาความรู้ที่รู้ชัดรู้แจ้งของผู้รู้ ที่รู้ไม่เหลือไม่เกิน. แทงตลอดคือตลอดเบื้องต้นตั้งแต่เริ่มคิดเริ่มรู้ จนตรวจตรอง รู้ชัดถ่องแท้ลงเป็นสภาวธรรม จิตไม่ส่งส่ายแส่หาอะไรอีกต่อไป เพราะความแจ้งแทงตลอดในเหตุผลนั้นๆ หมดสิ้นแล้ว..

หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี วัดหินหมากเป้ง
ตำบลพระพุทธบาท อำเภอศรีเชียงใหม่
จังหวัดหนองคาย






หลวงพ่อชาสอนแม่บ้านว่า เวลาล้างจานให้ล้างใจไปด้วย ท่านว่าบางคนขยันทำความสะอาดบ้าน ขยันล้างจาน แต่ปล่อยให้จิตใจสกปรก ขุ่นมัวหน้าบูด เอาแต่ความสะอาดภายนอก แต่ไม่สนใจเรื่องความสะอาดภายใน ท่านบอกว่า จานสะอาด แต่จิตใจไม่สะอาด

หลักการสำคัญทางพุทธศานา คือ ความสมดุลหรือความพอดี ต้องมีความสอดคล้องกันระหว่างเรื่องภายในและเรื่องภายนอก เพราะถ้าเรามัวแต่จัดแจงทุกสิ่งทุกอย่างนอกตัวเราให้เรียบร้อย แต่ปล่อยปละละเลยในเรื่องจิตใจ ก็ย่อมไม่เกิดประโยชน์

บางคนรักสะอาด บางคนไม่รักสะอาด แต่การรักสะอาดที่เกินพอดีก็มี คือ รักความสะอาดเสียจนใครไปทำให้สกปรกแม้แต่นิดเดียวก็จะโกรธทันที บางคนทำราวกับบ้านเป็นพิพิธภัณฑ์ ถ้าใครมานั่งเล่นมาทำลายความเรียบร้อยในบ้าน ก็จะโกรธ ถ้าเป็นเช่นนั้นก็เท่ากับว่าเสียหลัก เพราะมัวห่วงแต่ความสะอาดเรียบร้อยทางวัตถุ จนมองข้ามไปว่า ความหงุดหงิด หรือความรำคาญใจในสิ่งที่ไม่สะอาดนั้นเป็นมลทินทางใจ ความอยากให้สะอาดอยากให้เรียบร้อยกลายเป็นความสกปรกในใจ ฉะนั้น ท่านจึงสอนว่า ล้างจานก็ล้างใจไปด้วย พยายามให้หน้าที่ทุกอย่างที่เราทำ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาชีวิต

- พระอาจารย์ชยสาโร -






ถ้าเราฉลาดจริง
เราไม่มาเกิดกันแล้ว
ถ้ามาเกิด แสดงว่าเรายังโง่อยู่
#เรายังหยุดการเกิดไม่ได้

โอวาทธรรม พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต







"คนที่บำเพ็ญ...#บารมี"

"ก็มีมาเกิดอยู่เรื่อยๆ ไม่ปรากฏให้เราได้รู้ได้เห็น
ไม่อย่างนั้น จะมีพระปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ
มาสั่งสอนเราได้อย่างไร

เพียงแต่คนที่มี "บารมี"
ไม่ปากโป้ง ยิ่งรู้ยิ่งเงียบ...."

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร จ.ชลบุรี


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 72 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร