วันเวลาปัจจุบัน 20 มี.ค. 2026, 15:56  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 มี.ค. 2026, 10:21 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 5525


 ข้อมูลส่วนตัว


“..จิตที่ออกจากร่างเก่าไป สู่ร่างใหม่
ก็ขึ้นอยู่กับทรัพย์ภายในคือ บุญกุศล
ถ้าบุญกุศลมีมาก ร่างที่จิตไปก่อภพใหม่
ก็สดสวยงดงาม อายุก็ยื่นนาน
ความสุข เป็นเครื่องเสวยก็มี
ไม่อับจนในภพชาตินั้นๆ

ถ้าหาไม่ก็ลดภพชาติและฐานะ
ให้ต่ำลงมาตามลำดับ และอาจลดลงมา
เป็นภพชาติแห่ง สัตว์ตัวอาภัพก็ได้
ไม่มีประมาณ

ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าขยาดอย่างยิ่ง
สำหรับมนุษย์ผู้มีวิจารณญาณ
จึงไม่ควรนอนใจ เมื่ออยู่ในฐานะ
ที่ยังพอแก้ไขได้อยู่ยังไม่สายเกินไป..”

โอวาทธรรม หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน






“..กามกิเลส..การต่อสู้กามกิเลสเป็นสงครามอันยิ่งใหญ่กามกิเลสนี้ร้ายนักมันมาทุกทิศทุกทาง
พิจารณาให้รู้แจ้งเห็นจริง ก็ถอนได้กามนี้มันหมุนรอบโลก มันเป็นเจ้าโลก กามกิเลสนี้แหละ ที่ทำให้เกิดสงครามต่อสู้กัน
เกิดก็เพราะกาม ตายก็เพราะกาม รักก็เพราะกาม ชังก็เพราะกาม

กามทุกอย่างนี้เรียกว่ากามกิเลส
การต่อสู้กามกิเลสเป็นสงครามอันยิ่งใหญ่
กามกิเลสนี้ร้ายนัก มันมาทุกทิศทุกทาง ความพอใจก็คือกิเลส ความไม่พอใจก็คือกิเลส กามกิเลสนี้อุปมาเหมือนแม่น้ำ
ธารน้ำน้อยใหญ่ไม่มีประมาณไหลลงสู่ทะเลไม่มีที่เต็มฉันใดก็ดี
กามตัณหาที่ไม่พอดี ภวตัณหา วิภวตัณหา
เป็นแหล่งก่อทุกข์ ก่อความเดือดร้อนไม่มีที่สิ้นสุด
ทั้งหมดอยู่ที่ใจ สุขก็อยู่ที่ใจ ทุกข์ก็อยู่ที่ใจ ใจนี่แหละคือตัวเหตุ ทำความพอใจให้อยู่ที่ใจนี่

หมั่นเพียรและตั้งสัจจะให้มั่น
รักษาศีล รักษาตา รักษาหู รักษาตัว รักษาปาก
สำรวมอินทรีย์ รักษาธาตุ ๔ ขันธ์ ๕ พิจารณาเข้าไป ตจปัญจกกรรมฐาน ๕ กายคตากรรมฐาน
พิจารณาให้รู้แจ้งเห็นจริงก็จะถอนได้

พวกหมู หมา เป็ด ไก่ มันก็เสพกามกันทั่วแผ่นดิน อย่าได้ไปอัศจรรย์ มีแต่ศีล สมาธิ ปัญญา ผู้ใดรักษาศีล ภาวนาเข้าจนเกิดสมาธิแล้ว สติก็ดิ่งเข้าไปแล้ว
ก็จะได้ทำจิตทำใจของตนให้บริสุทธิ์ พระธรรมแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ ท่านชี้เข้าหาใจนี่แหละ ทำใจให้บริสุทธิ์ ให้มีสติสัมปชัญญะนำคืนออกให้หมด
ถ้ามีสติแล้วก็นำความผิดออกจากกายจากใจของตน อย่าหลงสมมติทั้งหลาย มีรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส อย่าเอามาหมักไว้ในใจ

กามตัณหาเปรียบเหมือนแม่น้ำไหลไปสู่ทะเล ไม่รู้จักเต็มสักที อันนี้ฉันใด ความอยากของตัณหามันไม่พอ ต้องทำความพอจึงจะดี เราจะต้องทำใจให้ผ่องใส ตั้งอยู่ในศีล ตั้งอยู่ในทาน ตั้งอยู่ในธรรม ตั้งอยู่ในสมาธิก็ดี
ทุกอย่างเราทำความพอดี ความพอใจนำออกเสีย
ความไม่พอใจก็นำออกเสีย เวลานี้เราจะพักจิต ทำกายของเราทำใจของเราให้รู้แจ้งในกายในใจของเรานี้ รู้ความเป็นมา
วางให้หมด วางอารมณ์ วางอดีตอนาคตทั้งปวง ที่ใจนี่แหละ

เรื่องสังขารนี้สังขารมันปรุง สังขารมันแต่ง
มันเกิด มันแก่ มันเจ็บ มันดับ เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา วางอยู่นี่แหละ อดีตอนาคตมันก็มานี่แหละ ตัดอดีตอนาคตลงหมด จิตดิ่งอยู่ในปัจจุบัน รู้ในปัจจุบัน ละในปัจจุบัน วางในปัจจุบัน ทำจิตทำใจของเราให้สว่าง ให้รู้แจ้งในมรรคในผล ในศีล สมาธิ ปัญญา
เอาที่ใจนี้แหละ ให้มันสำเร็จขึ้นที่ใจ

เวลาปฏิบัติจริงกิเลสมันมาได้ทุกทิศทุกทาง ใจนี้มันสำคัญ เหตุมันเกิดจากใจนี้ ตั้งสัจจะจริงกายจริงวาจาจริงใจ อย่าหลงไปตามเขา ตามอารมณ์ ละทิ้งความที่เกิดขึ้นทางตา หู จมูก ลิ้น กาย สมบัติของเจ้าพ่อเจ้าแม่ทั้งหมดนี้เป็นที่ตั้งของทาน เป็นที่ตั้งของมรรค เป็นที่ตั้งของพระนิพพาน จงละและวางให้เป็นพุทโธ ละวางหมดก็เป็นสุข ปล่อยวางก็สบาย..”

สุจิณฺโณวาท
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ
วัดดอยแม่ปั๋ง อ.พร้าว จ.เชียงใหม่
(พ.ศ.๒๔๓๐–๒๕๒๘)






“..ศาสนาจะเสื่อมน่ะเป็นยังไง
ศาสนาเจริญเป็นยังไง
ศาสนาจะเจริญได้คือเรามาทำกันอย่างนี้ล่ะ
เข้าถึงคุณพระพุทธเจ้า
เข้าถึงคุณพระธรรม
เข้าถึงคุณพระสงฆ์
เข้าถึงคุณพระพุทธเจ้า คือเข้าถึงพุทธะ คือความรู้
นี่ล่ะ เราวางกายให้สบายแล้ว
เราระลึกถึงความรู้ของเรา
ถ้าเราไม่รู้จักที่อยู่พุทธะคือความรู้
ไม่รู้อยู่ตรงไหนแล้ว
ในเบื้องต้นให้นึกถึงคำบริกรรมเสียก่อน
ผู้ที่เคยแล้วก็ดี ผู้ยังไม่ได้เคยก็ดี
ให้ระลึกว่าพระพุทธเจ้าอยู่ในใจ
พระธรรมอยู่ในใจ
พระอริยสงฆ์สาวกอยู่ในใจ
เชื่อมั่นอย่างนั้นแล้ว
จึงให้ระลึกคำบริกรรมภาวนาว่า
พุทโธ ธัมโม สังโฆ
พุทโธ ธัมโม สังโฆ
พุทโธ ธัมโม สังโฆ
3 หนแล้ว รวมเอาแต่ พุทโธ พุทโธ คำเดียว
หลับตา งับปากซะ
ให้ระลึกเข้าในใจ ลิ้นก็ไม่กระดกกระดิก
ให้ระลึกอยู่ในใจ
พุทโธความรู้สึกอยู่ตรงไหนแล้ว
ตั้งสติไว้ตรงนั้น
และตาเราก็เพ่งดูสิความรู้สึกนั้น
หูลงไปฟังที่รู้สึกอยู่นั้น
นี่ล่ะ เราจึงรู้จักว่าศาสนามันเสื่อม ศาสนามันเจริญ..”

พหุลกถาโอวาท
หลวงปู่ฝั้น อาจาโร
วัดป่าอุดมสมพร อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร
(พ.ศ.๒๔๔๒-๒๕๒๐)







“..ทำจิตให้สงบได้ยาก..”
“..การปฏิบัติภาวนาสมาธินั้น จะให้ได้ผลเร็วช้าเท่าเทียมกันเป็นไปไม่ได้ บางคนได้ผลเร็ว บางคนก็ช้าหรือยังไม้ได้ผลลิ้มรสแห่งความสงบเลยก็มี แต่ก็ไม่ควรท้อถอย ก็ชื่อว่าเป็นผู้ได้ประกอบความเพียรทางใจ ย่อมเป็นบุญกุศลขั้นสูงต่อจากการบริจาคทาน รักษาศีล เคยมีลูกศิษย์เป็นจำนวนมากเรียนถามหลวงปู่ว่า อุตส่าห์พยายามภาวนาสมาธินานมาแล้ว แต่จิตไม่เคยสงบเลยแส่ออกไปข้างนอกอยู่เรื่อย มีวิธีอื่นใดบ้างที่พอจะปฏิบัติได้ หลวงปู่เคยแนะนำวิธีอีกอย่างหนึ่งว่า

“ถึงจิตไม่สงบก็ไม่ควรให้มันออกไปไกล ใช้สติระลึกไปแต่ในกายนี้ ดูให้เห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อสุภสัญญา หาสาระแก่นสารไม่ได้ เมื่อจิตมองเห็นชัดแล้ว จิตก็เกิดความสลดสังเวช เกิดนิพพิทา ความหน่าย คลายกำหนัดย่อมตัดอุปาทานขันธ์ได้เช่นเดียวกัน..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระราชวุฒาจารย์
(หลวงปู่ดูลย์ อตุโล)
วัดบูรพาราม อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ (พ.ศ.๒๔๓๑-๒๕๒๖)






“ต้องเน้นการหาความรู้
มากกว่าการให้ความเห็น

ต้องให้การแสดงความเห็นนั้น
ตั้งอยู่บนฐานของ...

“ความรู้ที่มั่นคงที่สุด”

เวลานี้ มีปัญหามากเหลือเกิน
คนชอบแสดงความเห็น
โดยไม่หาความรู้เลย”
.
#สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป. อ. ปยุตฺโต)







ที่อธิบายอยู่เนี่ย คือชีวิตเฉยๆ
จิตไป “ โลกุตตรธรรม” แล้ว
ก็อยู่โน่นละ ไม่ได้มานี่
อันนี้คือชีวิตยังไม่ไปเฉยๆ
เพราะเราใช้ชีวิตมาบอกโยม
มาบอกโยมว่าวิธีเราไปแล้ว คุณจะไปมั้ย
เออ ถ้าคุณยังไม่ไป คุณก็อยู่ก่อนละกัน แค่นั้นเอง

#หลวงพ่อเยื้อน ขนฺติพโล







"คุณสมบัติของผู้ที่จะบรรลุธรรม"

ถ้ามีปัญญาที่สามารถตัดกิเลสได้ก็บรรลุได้ ถ้าขจัดความอยากต่างๆ ให้หมดไปจากใจได้ ก็บรรลุธรรมได้ แต่ส่วนใหญ่มันจะตัดไม่ได้ถ้าไม่มีสมาธิ เพราะถ้าไม่มีสมาธิ ใจจะไม่มีกำลังที่จะไปตัดกิเลส ถึงแม้จะมีมีด แต่ไม่มีกำลังไม่มีเรี่ยวไม่มีแรง ก็ตัดไม่ได้ แต่ถ้ามีเรี่ยวมีแรงแล้วมีมีด ก็จะสามารถฟันกิเลสฆ่ากิเลสให้ตายได้ ตอนนี้เรามีปัญญาที่เกิดจากการฟังธรรม แต่ใจของเรานี้อ่อนปวกเปียกเหมือนเด็กทารก ไม่มีกำลังที่จะเอาปัญญาเอามีดของพระพุทธเจ้านี้ไปฆ่ากิเลสได้ เราจึงต้องมาฝึกสมาธิกัน เพื่อทำให้จิตนี้แข็งแรงเหมือนเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ ไม่ใช่เป็นเด็กทารก คนที่ไม่มีสมาธินี้ก็เป็นเหมือนเด็กทารก ใจจะอ่อนปวกเปียก จะโลเล จะไม่มีหลักไม่มีเกณฑ์ แต่ถ้ามีสมาธิแล้วจะเป็นคนหนักแน่น มีหลักมีเกณฑ์ มีพลังที่จะทำอะไรต่างๆได้

ดังนั้น การฟังเทศน์ฟังธรรมอย่างเดียวถ้าไม่มีสมาธินี้ ยากที่จะบรรลุได้ ผู้ที่บรรลุจากการฟังเทศน์ฟังธรรมนั้นส่วนใหญ่เขามีสมาธิกันแล้ว เช่นในครั้งพุทธกาล ครั้งที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมให้กับบรรดานักบวชทั้งหลาย พวกนี้เขามีฌานมีสมาธิกันแล้ว แต่เขาไม่มีปัญญา พอเขาได้ปัญญาจากพระพุทธเจ้า เขาก็เอาปัญญานั้นมาฆ่ากิเลสได้ทันทีเลย บรรลุธรรมได้ในขณะที่ฟัง เพราะเขามีสมาธิแล้ว เขามีกำลังที่จะเอามีดที่พระพุทธเจ้าหยิบยื่นให้ไปฆ่ากิเลสของเขา แต่พวกเรานี้ตรงกันข้าม พวกเรามีมีด เราฟังเทศน์ฟังธรรมของพระพุทธเจ้า เรารู้ว่ากิเลสคืออะไร แต่เราไม่มีกำลังที่จะไปฆ่ามัน

ดังนั้น เราต้องมาฝึกสมาธิกันก่อน คือถ้าเราฟังเทศน์แล้วไม่บรรลุ เรายังตัดกิเลสไม่ได้ ก็แสดงว่าเราไม่มีกำลังไม่มีสมาธิ เราก็ต้องมาฝึกสมาธิกัน ถ้าเรามีสมาธิแล้วเราอยากเอาธรรมะที่พระพุทธเจ้าสอนให้เราเอามาใช้ เราก็จะสามารถเอามาฆ่ากิเลสตัณหาต่างๆให้หมดไปจากใจได้ เราก็จะสามารถบรรลุธรรมขั้นต่างๆ ได้.

หนังสือสติธรรม

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ จังหวัดชลบุรี







ท่านพ่อลี สอนว่า ....

"ถ้าเรารู้เรื่องธรรมดาของโลกและรู้จักความเป็นจริงของธรรมแล้ว เราก็จะไม่ต้องมีความยุ่งยากในการเป็นอยู่ เรื่องภายนอกนั้น ถึงเราจะศึกษาให้มีความรู้สึกเท่าไรๆ ก้ไม่ทำให้เราพ้นจากความทุกข์ได้ สู้การเรียนรู้จิตใจของตนอยู่ภายในวงแคบๆ นี้ไม่ได้"








#แก้ด้วยการพิจารณาให้เห็นชัดตามความเป็นจริง

"การภาวนาไม่ใช่เพียงการกำหนดลมหายใจเข้าหายใจออก ไม่ใช่แค่การภาวนาพุทโธ ธัมโม สังโฆ อย่างเดียว การภาวนาเป็นการแก้อารมณ์ อุบายอันไหนเป็นวิธีการที่จะแก้อารมณ์ วิธีการอย่างไรที่จะเป็นวิธีการแก้กิเลส การกระทำอย่างนั้นเป็นการภาวนาทั้งนั้น จึงให้แก้เราอยู่เสมอ เพราะคำสอนของพระพุทธเจ้าทรงสอนให้แก้เรา แก้กิเลส ความอยากเรื่องอาหารของเรา มันต้องแก้ด้วยการพิจารณาอาหารให้มันรู้จักให้มันเห็นว่าความจริงของอาหารเขาเป็นอย่างไร

ที่โลกสมมุติว่าเป็นอาหารอันนั้นๆ มีค่าสูงอย่างนั้นๆ มีความเอร็ดอร่อยอย่างนั้นๆ กินเข้าไปผ่านลำคอเข้าไปแล้วมันมีรสชาติไหม กินเข้าไปผ่านลิ้นแล้วเอามือล้วงคอให้มันออกมา แล้วจะเป็นอย่างไร จะมีความประณีตตกค้างอยู่หรือเปล่า มันก็ของทิ้งดีๆ นี่

พิจารณาร่างกายของเรา ผมตัดออกไป ขนโกนออกไป เล็บตัดออกไป ฟันถอนออกไป หนังก็เหมือนกันลอกออกไป แล้วผม ขน เล็บ ฟัน หนังที่ออกไปนั้นเป็นคนหรือเป็นของทิ้ง

ของทิ้งทั้งนั้นก็ว่าเป็นเรา กิเลสมันไม่ใช่ของเล่นนะ มันดื้อด้าน มันเห็นชัดๆ มันก็ยังว่าของเรา มันดื้อด้าน มันไม่ฟังเหตุฟังผล มันไม่ยอมรับความจริง นี่ มันของทั้งทั้งนั้น ของทิ้งของตายที่ร่างกายของเรา เราตาย ตายแล้วก็เป็นของทิ้ง เป็นของทิ้งทั้งหมด"

...หลวงปู่แบน ธนากโร






การทำกรรมมีผลตรงตามเหตุแน่นอน
เสมอไป อย่าอ้างว่าทำไปเพราะไม่รู้
อย่าอ้าง เพราะไม่เกิดผลในการอ้าง
การทำสำคัญกว่า สำคัญที่สุด ทำแล้ว
ผลจะต้องเกิดแน่นอนแล้ว จะอ้างรู้ไม่รู้
ตั้งใจไม่ตั้งใจไม่ได้ ไม่เกิดประโยชน์
เพราะฉะนั้น จงรอบคอบในการคิดพูดทำ
ทุกเรื่องทุกอย่าง เพื่อรักษาชีวิตให้สวัสดี
ไม่ให้มีกรรมนำไปสู่ความแรงร้ายของ
อำนาจแห่งกรรมไม่ดีทั้งหลาย จงรอบคอบ
ให้อย่างยิ่งในการทำกรรมทั้งปวง ทั้งใน
การคิด การพูด การทำ แม้เชื่อว่ากรรม
มีผลจริง และกลัวผลร้ายของกรรมร้าย
ก็จงรอบคอบให้อย่างยิ่งในการคิด
ในการพูด ในการทำทุกอย่าง ...
...
พระคติธรรม สมเด็จพระสังฆราชเจ้า
กรมหลวงวชิรญาณสังวร




“การภาวนาก็เป็นบุญ เป็นกุศลมากมาย ถ้าทำได้ทุกๆวัน ทำได้เสมอไป ก็เป็นกุศลทุกวัน ให้คิดดู ความแก่ ความเจ็บ ความตาย จะมาถึงวันไหน เราก็ไม่รู้ ไม่ว่าแต่คนเฒ่าคนแก่ คนหนุ่มก็ตายได้ ฝึกหัดทำทุกวันๆ มันตายไปก็ยังได้ขึ้นสวรรค์“

หลวงปู่สาม อกิญจโน
วัดป่าไตรวิเวก อ.เมือง จ.สุรินทร์






ขอจากตนเอง คือ
ขอให้ตนเอง เว้นความประพฤติต่าง ๆ ที่ชั่วร้าย
ขอให้ตนเอง สร้างคุณความดี
ขอให้ตนเอง ระงับใจจากความโลภโกรธหลง
พรเหล่านี้ ตนเองเท่านั้นที่จะให้ได้
ใครอื่นจะขอหรือแนะนำตักเตือนสักเท่าไร
ถ้าตนเองไม่ทำแล้ว ก็ไม่สำเร็จประโยชน์
.
--- พระคติธรรม สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร





“ความเคยชิน”

คนเราถึงแม้จะเกิดมาจากพ่อแม่คนเดียวกัน พอโตขึ้นมาก็มีความแตกต่างกัน บางคนก็จะเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้า บางคนก็กลายเป็นโจรไป ไม่ได้มาจากพ่อจากแม่ เพราะพ่อแม่ก็สอนให้ลูกเป็นคนดีเหมือนกัน แต่กรรมของเขาเป็นตัวที่ผลักดันให้เขาไปในทิศทางที่เขาได้สะสมมา ถ้าสะสมในทิศทางที่ไม่ดี ก็จะผลักให้เขาไปทำในสิ่งที่ไม่ดีต่อไป เพราะเป็นความเคยชิน ทำแล้วง่าย เหมือนคนที่ถนัดมือซ้ายก็จะใช้มือซ้าย คนที่ถนัดมือขวาก็จะใช้มือขวา

แต่เปลี่ยนได้ ถ้าเห็นว่าไม่ถูกไม่เกิดประโยชน์ ถ้าเห็นว่าใช้มือซ้ายแล้วสู้คนใช้มือขวาไม่ได้ ก็หัดใช้มือขวาไป ไหม่ๆ จะรู้สึกไม่ถนัด พอใช้ไปเรื่อยๆ ก็จะถนัด เช่นเดียวกับการทำความดีหรือความชั่ว คนที่เคยทำความชั่วมาจะทำความชั่วง่าย พูดโกหกนี้จะเร็ว สะดวก หยิบข้าวของๆ คนอื่นโดยไม่ขออนุญาตก่อน จะทำได้ง่าย ทำได้รวดเร็ว ถ้ามารู้ในภายหลังว่าไม่ดีไม่เจริญ อยากจะเป็นคนดี อยากจะเจริญ ก็ต้องฝึกนิสัยใหม่ เวลาพูดอะไรก็ต้องระมัดระวัง มีสติมีปัญญาคอยกลั่นกรองว่าสิ่งที่จะพูดนั้นถูกผิดอย่างไร จริงหรือเท็จ

ถ้าพูดความจริงไม่ได้ ก็พูดเรื่องอื่นแทนหรือไม่พูดเลยจะได้ไม่ต้องพูดปด ข้าวของๆ คนอื่นก็เช่นเดียวกัน ไม่ถือวิสาสะ ถ้าอยากได้ก็ต้องคิดก่อนว่าของนี้มีเจ้าของ ถ้าอยากได้ก็ต้องขออนุญาตก่อน ทำให้ถูกต้อง ฝึกทำได้ ต่อไปก็จะเป็นนิสัย ก็จะทำง่าย ดังมีคำพูดว่า คนดีทำดีง่าย คนชั่วทำดียาก คนดีทำชั่วยาก คนชั่วทำชั่วง่าย เพราะความเคยชิน ถ้าเคยชินกับการทำชั่ว ย่อมทำชั่วง่าย ถ้าเคยชินกับการทำความดี ย่อมทำดีง่าย

ชีวิตของเราก็อยู่ตรงนี้เอง อยู่ที่ทำดีละบาป กำจัดโลภโกรธหลงที่เป็นต้นเหตุของความวุ่นวาย ของความทุกข์ ของความชั่วทั้งหลาย ถ้ารู้ว่ายังทำดีไม่ครบ ก็พยายามทำให้ครบ ถ้ารู้ว่ายังทำบาปอยู่ ก็ต้องพยายามตัด ถ้ารู้ว่ายังมีโลภโกรธหลงอยู่ ก็ต้องพยายามกำจัด.

กัณฑ์ที่ ๓๓๒ (จุลธรรมนำใจ ๑๐)
วันที่ ๒ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๐

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ จังหวัดชลบุรี








" คนจรอย่าคบ คนประจบอย่ารัก คนทักอย่านิ่ง
คนจริงอย่าหน่าย คนอายอย่าล้อ คนง้ออย่าโกรธ
คนโฉดอย่าเข้าใกล้ คนตายอย่ากลัว คนชั่วอย่านำพา "

หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม







จิตของเราที่ติดอยู่ในโลกนี้ก็เพราะอาศัยความสนุกสนาน ความเป็นไปของโลกเป็นเครื่องอยู่ๆแล้ว จิตนั้นจะดิ้นรนอยู่ตลอดเวลา หาความสงบไม่ได้เลย ความสงบเกิดขึ้น ณ ตรงนั้น ย่อมไม่ได้ เพราะตรงนั้นเป็นตำแหน่งที่จะต้องดิ้นรน กวัดแกว่งตลอด จริงอยู่ความสุขทางโลกนั้นมีอยู่ เรียกว่า กามคุณ ๕ พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า กามนี้มีสุขน้อยแต่มีทุกข์มาก ไม่ได้ปฏิเสธว่า กามนี้ไม่มีความสุขเลยก็หาไม่ กามนั้นมีความสุขอยู่ แต่ความสุขนั้นเต็มไปด้วยความทุกข์ เป็นความสุขที่เจือด้วยความทุกข์นั่นเอง เราต้องมองด้วยว่า ความสุขที่โลกมีอยู่นั้น คือความทุกข์ แล้วความทุกข์นี้เป็นผลตามมา โดยมีความสุขเป็นเบื้องต้น ถ้าไม่มีความสุขเกิดขึ้นก่อน หรือกามคุณไม่มีขึ้นก่อน ไม่มีขึ้นแล้ว สัตว์ทั้งหลายเราท่านทั้งหลาย คงไม่ติดอยู่ในโลกนี้เพราะไม่มีสุข ความสุขนี้ทำให้เราติดสุข สุขนี้นำมาซึ่งความวกวนสับสนของจิตมากมาย มีอาการต่างๆ เป็นอเนกอนันต์ ความปรุงแต่งของจิตทับทวีคูณมากขึ้นไปอีก จิตที่ติดอยู่ในความสุขของโลก ติดอยู่ในกามคุณจากการที่ความคิดปรุงแต่งทวีคูณมากขึ้น

หลวงพ่อจรัญ ทักขญาโณ






สุญโญ สัพโพ “มันเป็นของว่าง”
มันไม่ได้เป็นของผู้ใด

เราทั้งหลายไม่เข้าใจธรรมะในสภาวะอันนี้
ไม่เข้าใจในสังขารอันนี้ จึงคิดว่า
“ของเรา - ของเขา” เกิดอุปาทานขึ้นมา
เมื่อเกิดอุปาทานก็เข้าไปยึดภพ
เกิดภพ เกิดชาติ ชรา พยาธิ มรณะต่อไป
มันเป็นทุกข์เช่นนี้ ...
...
พระโพธิญาณเถร (ชา สุภทฺโท)


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 72 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร