วันเวลาปัจจุบัน 20 มี.ค. 2026, 17:32  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 มี.ค. 2026, 16:46 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 5525


 ข้อมูลส่วนตัว


“..ความจริง พระพุทธเจ้าท่านทรงบอกทรงสอนไว้หมดทุกอย่างแล้ว เรื่องศีลก็ดี สมาธิก็ดี ปัญญาก็ดีตลอดจนข้อประพฤติปฏิบัติทุกประการก็ทรงพร่ำสอนไว้หมดทุกอย่าง เราไม่ต้องไปคิด ไปบัญญัติอะไรอีกแล้วเพียงให้ทำตามในสิ่งที่ท่านทรงสอนไว้เท่านั้น นับว่าพวกเราเป็นผู้มีบุญ มีโชคอย่างยิ่ง ที่ได้มาพบหนทางที่ท่านทรงแนะทรงบอกไว้แล้ว คล้ายกับว่าพระพุทธเจ้าท่านทรงสร้างสวนผลไม้ที่อุดมสมบูรณ์พร้อมไว้ให้เรา แล้วก็เชิญให้พวกเราทั้งหลายไปกินผลไม้ในสวนนั้น โดยที่เราไม่ต้องออกแรงทำอะไรในสวนนั้นเลย เช่นเดียวกับคำสอนในทางธรรม ที่พระองค์ทรงสอนหมดแล้ว ยังขาดแต่บุคคลที่จะมีศรัทธาเข้าไปประพฤติปฏิบัติเท่านั้น..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระโพธิญาณเถร (หลวงปู่ชา สุภทฺโท) วัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี
(พ.ศ.๒๔๖๑-๒๕๓๕)







“เรื่องกรรมเมื่อกระทำแล้วจะหลีกเลี่ยงแก้ไม่ได้
พระในปัจจุบันอย่างพ่อแม่ครูอาจารย์ชอบท่านเหาะเหินเดินอากาศหายตัวได้
ท่านยังเลี่ยงกรรมของตนเองไม่พ้น ท่านยังเป็นอัมพฤกษ์อัมพาต
เพราะกรรมหักขากบเขียดดึงขาปูให้ขาดออกจากกัน

เราถามพ่อแม่ครูอาจารย์ใช้ฤทธิ์รักษาตนเองได้ไหมข้าน้อย
พ่อแม่ครูอาจารย์ชอบบอก ฤทธิ์เดชใดๆ กะสู้ฤทธิ์กรรมบ่ได้
เฮาขอใช้กรรมเป็นชาติสุดท้ายให้จบเบิ่ดทุกอย่าง...”

#หลวงพ่อสมศรี อัตตสิริ
วัดป่าเวฬุวนาราม (วัดป่าผาน้อย)
บ้านโนนกกจาน ต.ผาน้อย อ.วังสะพุง จ.เลย

บันทึกโดย ครูบากล้วย ธีรภัทโท พ.ศ.๒๕๔๖





“..ผู้ปฏิบัติที่แท้จริงนั้น ไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงชาติหน้า ชาติหลังหรือนรกสวรรค์อะไรก็ได้ ให้ตั้งใจปฏิบัติให้ตรง ศีล สมาธิ ปัญญา อย่างแน่วแน่ก็พอ ถ้าสวรรค์มีจริงถึง ๑๖ ชั้นตามตำรา ผู้ปฏิบัติดีแล้ว ก็ย่อมได้เลื่อนฐานะของตนเองโดยลำดับ หรือถ้าสวรรค์นิพพานไม่มีเลย ผู้ปฏิบัติดีแล้วในขณะนี้ก็ย่อมไม่ไร้ประโยชน์ ย่อมอยู่เป็นสุข เป็นมนุษย์ชั้นเลิศ การฟังจากคนอื่น การค้นคว้าจากตำรานั้น ไม่อาจแก้ข้อสงสัยได้ ต้องเพียรปฏิบัติ ทำวิปัสสนาญาณให้แจ้งความสงสัยก็หมดไปเองโดยสิ้นเชิง..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระราชวุฒาจารย์
(หลวงปู่ดูลย์ อตุโล)
วัดบูรพาราม อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ (พ.ศ.๒๔๓๑-๒๕๒๖)







“..หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต พรรณนาคุณของพระพุทธเจ้า..”
“..ข้าพเจ้าจะพรรณนาคุณของพระพุทธเจ้าให้ท่านเข้าใจโดยย่อ เพราะว่าคุณของพระพุทธเจ้านั้นมากไม่มีที่สิ้นสุด เหลือที่จะพรรณนา แต่ถ้าย่อเข้า ก็มี ๓ ประการคือ

๑.พระปัญญาคุณ เพราะพระองค์ตรัสรู้ธรรมอย่างเยี่ยม มีอริยสัจ ๔ และ ปฏิจจสมุปบาท เป็นต้น จึงได้ทรงพระนามว่า สมฺมาสมพุทฺโธ ผู้ตรัสรู้เองโดยชอบแล้ว

๒.พระปริสุทธิคุณ เพราะพระองค์ไกลจากกิเลส มีพระสันดานบริสุทธิ์ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุขเกิดขึ้น ควรจะเป็นที่ตั้งแห่งโสมนัสยินดี ก็ทรงทราบว่าโลกธรรมฝ่ายดีทั้ง ๔ อย่างนั้น ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา โสมนัสยินดีเพราะโลกธรรมที่ดีทั้ง ๔ อย่างนั้นไม่เกิดขึ้นครอบงำทำพระหฤทัยของพระองค์ให้ฝันแปรไปได้ หรือความเสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์เกิดขึ้นควรจะเป็นที่ตั้งแห่งโทมนัสเสียใจ ก็ทรงทราบว่าโลกธรรมฝ่ายข้างไม่ได้ทั้ง ๔ นั้น ไม่เที่ยงเป็นทุกข์ มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา โทมนัสเสียใจเพราะโลกฝ่ายข้างไม่ดีทั้ง ๔ อย่างนั้น ไม่เกิดขึ้นครอบงำพระหฤทัยของพระองค์ให้ผันแปรไปได้ และพระสารีบุตรได้เคยแสดงแก่ภิกษุทั้งหลาย ให้ทราบพระคุณของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น คือ ฉฬังคุเบกขา ๖ ความสังเขป

พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ก็มีอาตยนะ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เหมือนอย่างเราทั้งหลายนี้แหละ พระองค์ก็ได้ทอดพระเนตรเห็นรูปารมณ์ รู้จักรูปที่ดีและไม่ดี และได้ทรงสดับสัททารมณ์ รู้จักเสียงที่ดีและไม่ดี และได้ทรงสูดดมคันธารมณ์ รู้จักกลิ่นที่ดีและไม่ดี และได้เสวยพระกระยาหาร รู้จักรสที่ดี และไม่ดี และได้ทรงกระทบโผฏฐัพพารมณ์ รู้จักกายสัมผัสที่ดีและไม่ดี และได้ทรงทราบ ธัมมารมณ์ อารมณ์ของใจที่ดีและไม่ดีอารมณ์ ๖ ส่วนที่ดีควรจะเป็นที่ตั้งแห่งความยินดี อารมณ์ ๖ ส่วนที่ไม่ดีจะเป็นที่ตั้งแห่งความยินร้าย พระองค์ก็ไม่ทรงยินดียินร้าย พระหฤทัยเฉยเป็นกลางด้วย ฉฬังคุเบกขา จึงได้ทรงพระนามว่า อรหํ ผู้ไกลจากกิเลส ผู้ควรรับบูชาสักการะเคารพนับถือของโลก

๓. พระกรุณาคุณที่พระองค์ทรงแสดงธรรมสั่งสอน โดยไม่เห็นแก่ความเหนื่อยยากลำบาก และไม่ได้ทรงมุ่งหวังต่อลาภสักการะ ทรงสอนไม่เลือกหน้าว่า กษัตริย์ พราหมณ์ เศรษฐี คฤหบดี หรือคนยากจนเข็ญใจ ผู้ใหญ่และเด็ก ตลอดถึง เทวดา อินทร์ พรหม พระองค์มีพระหฤทัยประกอบด้วยพระมหากรุณาแผ่ไปในหมู่สัตว์ไม่มีประมาณ แม้ที่สุดอยู่ในที่ไกลๆ ก็อุตส่าห์เสด็จไปสอน พระองค์ทรงบำเพ็ญพุทธกิจ ๕ อย่าง จนตลอดดับขันธปรินิพพาน พุทธกิจ อย่างนั้น คือ

๑. ปุพฺพณฺเห ปิณฺฑปาตญฺจ เวลาเช้าบิณฑบาต
๒. สายณฺเห ธมฺมเทสนํ เวลาเย็นทรงแสดงธรรม
๓. ปโทเส ภิกฺขุโอวาทํ เวลาค่ำประทานโอวาทแก่ภิกษุ
๔. อฑฺฒรตฺเต เทวปญฺหนํ เวลาเที่ยงคืนพยากรณ์ปัญหาเทวดา
๕. ปจฺจูเสว คเต กาเล เวลาใกล้รุ่งทอดพระเนตรสัตว์
ภพฺพาภพฺเพ วิโลกนํ ที่ควรตรัสรู้และไม่ควรตรัสรู้
เอเต ปญฺจวิเธ กิจฺเจ พระพุทธเจ้าเป็นมุนีผู้ประเสริฐ
วิโสเธติ มุนิปุงฺคโว ได้ทรงยังกิจ ๕ ประการอย่างนี้ให้หมดจด

ดังนี้จึงได้ทรงพระนามว่า สตฺถา เทวมนุสฺสานํ พระองค์เป็นครูสั่งสอนของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร
(พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)
“ที่มา ธัมมานุธัมมปฏิบัติ..”








“..เมื่อเรามาเห็นโอกาสและเวลา เหมาะสมแก่เรื่องราวของเราเช่นนั้น ก็ควรจะพากันรีบถ่อ รีบแจว รีบพาย รีบขวนขวายพยายาม อย่างภาษิตเขาว่า “รีบถ่อรีบพาย ตลาดมันจะวาย สายบัวมันจะเน่า” คือ ยายแก่พายเรือไปเก็บสายบัว จะไปขายที่ตลาด มัวแต่ช้าเมินเฉยอยู่ ตลาดเขาเลิกหมด บัวมันก็จะต้องเน่า นี่ท่านจึงสอนว่า “รีบถ่อรีบพาย ตะวันมันจะสาย ตลาดจะวาย สายบัวมันจะบูด” เราก็เหมือนกัน เมื่อมีศรัทธาก็รีบเร่ง บากบั่นพยายาม ตลาดคือได้แก่การที่พวกเราทั้งหลายได้มาฟังเทศน์ สวดมนต์ อบรมจิตใจ ถ้าโอกาสและเวลาเช่นนั้นหมดไป เราก็จะไม่ได้ทำ ที่เขาเรียกว่าสายบัวคืออะไร คือชีวิตไม่รีบเร่งขวนขวายเข้าไปมันจะตาย ไม่มีนิมิตเครื่องหมายว่าลมหายใจมันจะขาดเมื่อไร แจวเข้าไป คือ ความพากความเพียรบากบั่นพยายาม รีบไปเก็บเครื่องที่จะให้เกิดบุญเกิดกุศลแก่ตน รวบรวมไปขายในตลาด ใส่บาตรใส่พก บำเพ็ญคุณงามความดี นอกจากนั้นทีนี้ สายบัวมันก็จะต้องเน่า เมื่อหมดลมก็ตาย ตลาดจะต้องวาย พระสงฆ์ก็เป็นของไม่แน่ บางทีก็ตาย บางทีก็สึก บางทีก็หนี บางทีวัดมันร้าง ไม่ร้างบางทีคนชั่วมาอยู่ นี่ตลาดมันวาย ก็พอดีและตลาดก็วาย สายบัวคือลมหายใจมันก็ขาด เราก็ไม่สามารถไปขวนขวายพยายาม หาพัสดุข้าวของมาถวายทานการกุศลได้ เมื่อโอกาสเหมาะสมแก่เรื่องราว ภาวะและชีวิตของเรา ก็ควรจะต้องทำ ไม่ประมาท พยายามรีบเร่งขวนขวาย พยายามเสียโดยเร็ว นี่เป็นอย่างนี้..”

ธมฺมธโรวาท
พระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์ (ท่านพ่อลี ธมฺมธโร) วัดอโศการาม อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ
(พ.ศ.๒๔๔๙-๒๕๐๔ )







"การระลึกถึงพระพุทธเจ้านั้น มีความมุ่งหมายอย่างนี้
คือเตือนใจให้พัฒนาตนเอง ไม่ใช่ให้มาหวังผลจากการ
อ้อนวอนพระองค์"

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)






"ทุกชีวิตมีเวลาจำกัด อย่างมากไม่เกิดร้อยปี
ก็จะต้องละร่างนี้ละโลกนี้ไป อย่าผัดวันประกันพรุ่ง
ที่จะทำความดี เพราะถ้าสายเกินไปเมื่อไร
ก็ตนเองนั่นแหละ จะต้องได้เสวยผลของการไม่กระทำ
กรรมดี ไม่มีผู้ใดอื่นจะรับผลของความดีความชั่ว
ที่ตนเองทำไว้ เจ้าตัวเองเท่านั้นจักเป็นผู้รับผลของ
ความดีความชั่วที่ตนทำ"

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ









“ผู้ที่อบรมสมาธิทำใจให้สงบมาก ก็เท่ากับฝึกใจ
ให้คุ้นเคยกับความสงบมากมีความสงบมาก
ผู้ที่ปล่อยใจให้ฟุ้งซ่านวุ่นวายไปกับอารมณ์ต่างๆ มาก
ก็เท่ากับฝึกใจให้วุ่นวายฟุ้งซ่านมาก เพราะคุ้นเคย
กับความวุ่นวายฟุ้งซ่านมาก ความสงบมีน้อย
ผู้ที่อบรมปัญญามาก พยายามฝึกให้เกิดเหตุผลให้มาก
ก็จะคุ้นเคยกับการใช้เหตุผล ไม่ขาดเหตุผล
ผู้มีเหตุผล ก็คือผู้มีปัญญา ผู้ที่ขาดเหตุผล คือผู้ขาดปัญญา
เหตุผลหรือปัญญาก็ฝึกได้เป็นไปตรงตามที่ว่า
ผู้ประพฤติดีย่อมฝึกตนนั่นเอง”

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ







ลูกหลานอย่าลืมเจ้าของอย่าหลงเจ้าของ อย่าผยองพองตนให้อยู่ในศีลให้อยู่ในธรรม ส่วนพระลูกหลานก็ให้อยู่ในหลักพระธรรมวินัย เรื่องของโลกก็คือเรื่องของโลกเรื่องของวัฏสงสาร แต่อย่าลืมเจ้าของ เจ้าของปฏิบัติศีลปฏิบัติธรรมยังไง หวังทางพ้นทุกข์ยังไง การปฎิบัติธรรมของเราจะทำยังไงจึงจะพลิกจิตพลิกใจ ผันจิตใจของเราให้พ้นจากทุกข์ในวัฏสงสารจะไม่มาเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสาร ตามแนวแถวที่พระพุทธเจ้าพ่อแม่ครูบาอาจารย์ท่านแนะแนวแนะนำสั่งสอนบอกกล่าว โลกวัฏสงสารอย่างเห็นๆ พวกเราเห็น ใครว่ามีความสุข สุขจริงไหม โดยมากมันหมกเม็ดหมกเห็ดอยู่ข้างใน ถึงจะมีความสุขมันก็มีความทุกข์ไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ในโลกวัฏสงสารนี่

เพราะฉะนั้นอย่าไปคิดว่าโลกวัฏสงสารมีความสุข บาดเวลาใจจะขาดเท่านั้นล่ะ ไปนอนโรงพยาบาลใจจะขาดเอาไหมจะให้เงินสักร้อยล้าน เอาไปใช้นะ โอ้ยไม่ๆ ขอให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บก็แล้วกัน เงินไม่ต้องการขอให้หายจากโรค ผลที่สุดเจ็บไข้ได้ป่วยตาลีตาเหลือกกระเสือกกระสน เลยใจขาดตายไปจะหาความสุขได้ไหม หาความสุขไม่ได้ เพราะฉะนั้นอย่ามาเกิดดีที่สุด จะทำยังไงจึงไม่มาเกิดต้องศึกษาในหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ชำระใจ ชำระกิเลสภายในใจ ชำระกิเลสราคะโทสะโมหะภายในใจ ให้จิตใจไม่มีเชื้อไม่มีกิเลส นั่นละจิตใจพ้น จิตใจเป็นอิสระ ไม่มีกิเลสราคะโทสะ จิตใจเป็นไท จิตใจหมดจดจากกิเลสนั่นนะ จะไม่มาเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสาร เป็นอนันตกาล ตามแนวแถวของพระพุทธเจ้า พระอรหันตสาวก พ่อแม่ครูบาอาจารย์ท่านประกาศอย่างนั้นนะลูกหลานนะ

หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก
๑๗ มีนาคม ๒๕๖๙


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: Google [Bot] และ บุคคลทั่วไป 53 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร