วันเวลาปัจจุบัน 20 มี.ค. 2026, 17:22  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 มี.ค. 2026, 12:26 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 5525


 ข้อมูลส่วนตัว


เดินจงกรมอยู่บ้านบง (อ.ภูเรือ) เกิดเวทนาปวดขาหลายเกือบตาย เลยสู้เวทนาคิดในใจว่า แม่เราคลอดเราออกมายังปวดมากกว่านี้ เราต้องสู้เพื่อตอบบุญแทนคุณท่าน..

ครูบาอาจารย์กว่าท่านจะพ้นทุกข์ได้อยู่ฟากตายพู้นแหล่ว

คติธรรม
หลวงพ่อสมศรี อตฺตสิริ
วัดป่าเวฬุวนาราม ต.ผาน้อย อ.วังสะพุง จ.เลย







“..เห็นทุกข์ทำให้เกิดปัญญา..”
“..ทุกข์..เป็นข้อแรกของอริยสัจจ์ คนทั้งหลายพากันเกลียดกลัวทุกข์ อยากหนีทุกข์ ไม่อยากให้มีทุกข์เลย ความจริง ทุกข์นี่แหละจะทำให้เราฉลาดขึ้นล่ะ ทำให้เกิดปัญญา ทำให้เรารู้จักพิจารณาทุกข์ สุขนั่นสิมันจะปิดหูปิดตาเรา มันจะทำให้ไม่รู้จักอด ไม่รู้จักทน ความสุขสบายทั้งหลายจะทำให้เราประมาท
กิเลสสองตัวนี้ทุกข์เห็นได้ง่าย ดังนั้นเราจึงต้องเอาทุกข์นี่แหละมาพิจารณา แล้วพยายามทำความดับทุกข์ให้ได้ แต่ก่อนจะปฏิบัติภาวนาก็ต้องรู้จักเสียก่อนว่าทุกข์คืออะไร

ตอนแรกเราจะต้องฝึกใจของเราอย่างนี้ เราอาจยังไม่เข้าใจว่ามันเป็นอย่างไร ทำไป ทำไปก่อน ฉะนั้นเมื่อครูอาจารย์บอกให้ทำอย่างใดก็ทำตามไปก่อน แล้วก็จะค่อยมีความอดทนอดกลั้นขึ้นเองไม่ว่าจะเป็นอย่างไรให้อดทนอดกลั้นไว้ก่อน เพราะมันเป็นอย่างนั้นเองอย่างเช่นเมื่อเริ่มฝึกนั่งสมาธิ เราก็ต้องการความสงบทีเดียวแต่ก็จะไม่ได้ความสงบ เพราะมันยังไม่เคยทำสมาธิมาก่อน ใจก็บอกว่า"จะนั่งอย่างนี้แหละจนกว่าจะได้ความสงบ..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระโพธิญาณเถร (หลวงปู่ชา สุภทฺโท) วัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี
(พ.ศ.๒๔๖๑-๒๕๓๕)







“..คนที่ฉลาดทางโลกนั้น
เขาจะแสวงหา..เงินตรา..แต่บุคคลที่มีปัญญานั้นท่านจะแสวงหา..ธรรมมะ..”

โอวาทธรรม
หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต







“..โลกุตตรศีล เป็นขั้นแรกของพระนิพพาน ถึงแม้จะเวียนว่ายตายเกิด ก็ยังเป็นคนพิเศษอยู่ ผิดจากมนุษย์ธรรมดา ใครปฏิบัติได้เช่นนั้นนับว่าเป็นผู้มีโชคลาภ มีทรัพย์อันแน่นอน เปรียบเหมือนแท่งทอง ย่อมใช้ประโยชน์ได้ทั่วไปในโลก ไม่เหมือนธนบัตรหรือเงินตรา ซึ่งมีขอบเขตจำกัดที่จะต้องใช้กันภายในประเทศนั้นๆ ส่วนทองใช้ได้ทั่วทุกสถาน เพราะเป็นทรัพย์พิเศษก้อนหนึ่งของมนุษย์ นี้ฉันใด ใจที่เป็นศีลเป็นธรรม ย่อมใช้ได้ในโลกนี้ และโลกอื่น จึงจัดว่าเป็นผู้ได้อริยทรัพย์อันประเสริฐของนักปฏิบัติในทางศาสนา..”

ธมฺมธโรวาท
พระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์ (ท่านพ่อลี ธมฺมธโร) วัดอโศการาม อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ
(พ.ศ.๒๔๔๙-๒๕๐๔ )





“..เราทั้งหลายต่างเกิดมาด้วยวาสนา..”
“..มีบุญพอเป็นมนุษย์ได้อย่างเต็มภูมิ ดังที่ทราบอยู่แก่ใจ แต่อย่าลืมตัวลืมวาสนาของตัว โดยลืมสร้างคุณงามความดีเสริมต่อภพชาติของเราที่เคยเป็นมนุษย์ จะเปลี่ยนแปลงและกลับกลายหายไป ชาติต่ำทรามที่ไม่ปรารถนาจะกลายมาเป็นตัวเราเข้าแล้วแก้ไม่ตก ความสูงศักดิ์ ความต่ำทราม ความสุขทุกขั้นจนถึงบรมสุข และความทุกข์ทุกขั้นจนเข้าขั้นมหันตทุกข์เหล่านี้ มีได้กับทุกคนตลอดสัตว์ถ้าตนเองทำให้มี อย่าเข้าใจว่าจะมีได้เฉพาะผู้กำลังเสวยอยู่เท่านั้น โดยผู้อื่นมีไม่ได้ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นสมบัติกลาง แต่กลับกลายมาเป็นสมบัติจำเพาะของผู้ผลิตผู้ทำก็ได้ ฉะนั้นท่านจึงสอนไม่ให้ดูถูกเหยียดหยามกัน เมื่อเห็นเขาตกทุกข์หรือกำลังจน จนน่าทุเรศ เราอาจมีเวลาเป็นเช่นนั้นหรือยิ่งกว่านั้นก็ได้ เมื่อถึงวาระเข้าจริง ๆ ไม่มีใครมีอำนาจหลีกเลี่ยงได้ เพราะกรรมดีชั่วเรามีทางสร้างได้เช่นเดียวกับผู้อื่น จึงมีทางเป็นได้เช่นเดียวกับผู้อื่น และผู้อื่นก็มีทางเป็นได้เช่นที่เราเป็นและเคยเป็น..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร
(พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)






“..สุโข ปุญฺญสฺส อุจฺจโย” ผู้สั่งสมบุญย่อมนำมาซึ่งความสุข”
“บุญภายนอก” เปรียบเหมือนเปลือกผลไม้ เช่น ขนุน มะม่วง ทุเรียน เป็นต้น “บุญภายใน’’ เปรียบเหมือนเนื้อหนัง เราจะอาศัยบุญภายในอย่างเดียวหรือภายนอกอย่างเดียว..ไม่ได้ จะต้องอาศัยซึ่งกันและกัน ผลไม้ถ้าไม่มีเปลือกนอก ก็เป็นเนื้อเป็นหนังขึ้นมาไม่ได้ หรือมีแต่เปลือกไม่มีเนื้อใน ก็กินไม่ได้ฉะนั้น “บุญภายนอกจึงต้องอาศัยบุญภายใน” ด้วย เป็นการช่วยเหลือกัน แต่ “คุณภาพ” ต่างกัน บุญภายนอกเป็นเครื่องห่อหุ้มบุญภายใน

“บุญภายนอก” ได้แก่ วัตถุ กายต้องอาศัยวัตถุ อาหารเรียกว่าปัจจัยสี่แต่จะเป็นสุขเพราะอาหารอย่างเดียวก็ไม่ได้ ถ้าเรากินแต่อาหารแล้วไม่นุ่งผ้าหรือไม่มีที่อยู่อาศัย ต้องเปียกน้ำเปียกฝน ฯลฯ หรือเจ็บไข้ไม่มียารักษาก็เป็นทุกข์ ตัวเราคือ ธาตุสี่นี้จำต้องอาศัยวัตถุภายนอก คือ ปัจจัยสี่ ด้วย จึงจะประกอบบุญกุศลได้สำเร็จเต็มที่ เหตุนั้น พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนให้บริจาควัตถุเหล่านี้ ก็จะสำเร็จประโยชน์ชาตินี้และเบื้องหน้า

“บุญภายใน” ได้แก่ การดัดตัวของเราเองให้เป็นบุญกุศล ตัวเราเปรียบเหมือนต้นไม้ในป่า เช่น ต้นตะโก ถ้าเรานำมาใส่กระถาง ดัดแปลงกิ่งก้านให้สวยงามก็จะมีราคาสูงขึ้น คนที่ไม่ดัดกายวาจาใจของตัวเองก็เรียกว่า เป็นคนที่มีราคาต่ำ เราควรดัดมือดัดแขนให้รู้จักไหว้กราบพระ ดัดเท้าให้รู้จักเดินไปวัด ดัดหูให้รู้จักฟังธรรมและคำที่เป็นคุณเป็นประโยชน์ ดัดตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ของเราให้สิ่งที่ไหลเข้าไป ล้วนแต่เป็นบุญกุศล จมูกก็อย่าหายใจเปล่า ให้หายใจเอา “พุทโธ” เข้าออกเหมือนกับน้ำ ที่ไหลเข้าไปในร่างกาย ใจเราก็จะเย็นสบาย เป็นสุข ปากก็หมั่นสวดมนต์ภาวนา อย่าด่าแช่งเสียดสีหรือพูดเท็จต่อใคร กล่าวแต่สิ่งที่เป็นธรรมและไม่ดื่มเหล้าเมายา ให้เก็บบุญเอาตามตัวของเรา มีมือ เท้า แขน ขา ตา หู จมูก ลิ้น เหล่านี้เป็นต้น

ส่วน "แก่นของบุญ" นั้นคือ "ใจ" ต้องทำใจของเรา ให้สงบระงับจากโลภะ โทสะ โมหะ ทางอายตนะนั้นเปรียบด้วยเปลือกหรือกระพี้ ก็ทำประโยชน์ได้เหมือนกันถ้าตัวเรารู้จักสะสมความดี ก็เป็นประโยชน์แก่ตัว

คัดลอกเนื้อหาจาก
หนังสือแนวทางวิปัสสนา-กัมมัฏฐาน, ท่านลี ธมฺมธโร.
วัดอโศการาม อ.เมือง จ.สมุทรปราการ แสดงพระธรรมเทศนา ณ วัดเขาแก้ว จ.จันทบุรี เมื่อวันที่ ๑๓ เมษายน พ.ศ. ๒๔๙๖






" ธรรมะนี้ใครๆ ก็ปฏิบัติได้ ปฏิบัติที่ไหนก็ได้ "

หน้าที่ของเรานั้น ทำเหตุให้ดีที่สุด

‎โยม อย่าลืมนะ หน้าที่ของเรานั้น
ทำเหตุให้ดีที่สุดเท่านั้น
ส่วนผลที่จะได้รับเป็นเรื่องของเขา

ถ้าเราดำเนินชีวิต
โดยมี "การปล่อยวาง" เช่นนี้แล้ว
ทุกข์ก็ไม่รุมล้อมเรา ธรรมะอย่างนี้ใครๆ ก็ปฏิบัติได้
ปฏิบัติที่ไหนก็ได้ ปฏิบัติเมื่อไรก็ได้ .

ให้มีจิตตั้งมั่น คือ ไม่หลงไปกับอารมณ์
อารมณ์เป็นอารมณ์
จิตเป็นจิต
ที่จิต เป็นสุขเป็นทุกข์ เป็นดีเป็นชั่ว
เพราะจิตหลงอารมณ์
ถ้าไม่หลงอารมณ์แล้ว
ไม่เป็นอะไร จิตนี้ไม่ได้หวั่นไหว
สภาวะอันนี้ เรียกว่า เป็นสภาพรู้อันหนึ่ง .
---/
หลวงปู่ชา สุภัทโท
วัดหนองป่าพง จ.อุบลราชธานี





อยู่ถ้ำ

"...ถ้าเราไปอยู่ในที่อย่างนั้นแล้ว ทำความสงบใจเช่นว่า เจริญอานาปานสติ มันก็ทำได้ง่าย
ไม่มีอารมณ์ภายนอกมากระทบ ก็อยู่สงบ
ไม่โกรธใครแล้ว อยู่ที่นั่น แล้วก็ไม่รู้ว่าจะเกลียดใครเพราะไม่มีใครทำให้เกลียด ไม่รักใคร เพราะไม่มีใครมายั่วให้เกิดความรักอะไร

ถ้าออกจากถ้ำมา มาอยู่กับชุมนุมชน เราก็จะเห็นว่าสภาพจิตเปลี่ยนไปทันที พอมากระทบกับอารมณ์ภายนอก กระทบคน...เห็นรูป ฟังเสียง ได้กลิ่น ได้รสได้สัมผัสถูกต้องอะไรเป็นสิ่งภายนอก จิตมันก็เปลี่ยนไปทันทีถ้าเราไม่คอยคุมมันไว้ เพราะฉะนั้นเวลาออกจากที่อย่างนั้น เราต้องคอยกำหนดไว้อย่าให้เกิดความยินดี อย่าให้เกิดความยินร้าย อย่าให้เกิดความ
วุ่นวายทางใจ รักษาสภาพนั้นไว้ให้เหมือนเดิม..."

ที่มา หนังสือ การเจริญสมาธิด้วยการใช้สติกำหนดรู้
โอวาทธรรม หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ







“ในการปฏิบัติธรรมนั้น ความต่อเนื่อง
สม่ำเสมอ มีความสำคัญยิ่ง เราต้องใช้
ทั้งสองสิ่งนี้ในการสร้างแรงเหวี่ยง
ให้พ้นจากกิเลสได้ มิฉะนั้นแล้ว เราอาจเป็น
เหมือนชายโง่เขลาคนหนึ่งที่เอากิ่งไม้มาสีกัน
ให้เกิดไฟ พอรู้สึกเหนื่อยล้าหรือเบื่อก็หยุดทำ
กว่าจะหยิบขึ้นมาสีต่อในแต่ละครั้ง กิ่งไม้
ก็เย็นลงแล้วและต้องเริ่มจากศูนย์อีกรอบ
ไม่นานก็รู้สึกขุ่นใจ เริ่มนึกสงสัยว่าวิธีนี้จะจุด
ไฟได้จริงหรือเปล่า ท้ายสุดก็สรุปว่าการเอา
กิ่งไม้มาสีกันไม่มีทางทำให้เกิดไฟได้ หลงเชื่อ
ไปว่าตนได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นเพียงความเชื่อ
งมงาย เขาหาเหตุผลให้ตัวเองเชื่อว่าการยอม
จำนนต่อกิเลสเป็นชัยชนะอีกแบบหนึ่ง
อย่าเป็นอย่างชายผู้นี้ ปฏิบัติไปเรื่อย ๆ
อย่าหยุด ถ้ายังเดินไม่ได้ก็คลานเอา
ไม่เห็นเป็นไร ขอแค่อย่าหยุด แล้วเรา
ย่อมไปถึงจุดหมาย” ...
...
คำสอน พระอาจารย์ชยสาโร
สถานพำนักสงฆ์บ้านไร่ทอสี นครราชสีมา








ใจไม่สามารถที่จะดูแลรักษาร่างกายนี้ไปได้ตลอด สักวันหนึ่งกายกับใจก็ต้องแยกทางเดินกัน

กายก็ต้องกลับคืนสู่สภาพเดิม คือธาตุ 4 ดิน น้ำ ลม ไฟ

ใจก็ต้องไปต่อที่เรียกว่าไปสู่สัมปรายภพ คือไปสู่ภพหน้า ชาติหน้า ไปหาร่างกายอันใหม่ หาธาตุขันธ์อันใหม่

จะได้ธาตุขันธ์ที่ดี ที่เลว ที่หยาบ หรือละเอียด ก็ขึ้นอยู่กับคุณงามความดี หรือความชั่ว บุญหรือกรรม ที่ได้สะสมกันมาทั้งในอดีตและในปัจจุบัน

โอวาทธรรม : พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต






"...ยกจิตขึ้นสู่ อารมณ์ของสมถะ คือ ลมหายใจเข้าออกหรือพุทธานุสติ ธรรมานุสติ สังฆานุสติหรือกายคตาสติ พิจารณากาย ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ว่าเป็นสิ่งปฏิกูลไม่สะอาด เพื่อให้จิตพ้นจากนิวรณ์คือกิเลสที่เป็นเครื่องกั้นไว้ทั้งหลาย ได้แก่ตัวราคะโทสะ โมหะ ที่บังเกิดยุ่มย่ามอยู่ในใจ การยกจิตขึ้นสู่อารมณ์ของสมถะดั่งนี้เรียกว่า สมถกรรมฐาน หรือว่า สมาธิภาวนา การทำสมาธิให้มีขึ้น ให้เป็นขึ้นแต่ก็อย่าเข้าใจว่าเป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายอย่างใจหวังเพราะว่าใจนั้นอยู่กับอารมณ์และกิเลสเสียจนชินเหมือนอย่างปลาที่อยู่ในน้ำ อารมณ์และกิเลสก็กลายเป็นอาลัย คือเป็นที่อาศัยจิตใจสามัญ ฉะนั้น เมื่อยกจิตใจสามัญนี้ขึ้นสู่อารมณ์ของสมถะ จิตใจนี้จึงมักจะดิ้นเพื่อจะกลับไปสู่อาลัย คือ กาม อันเป็นที่อยู่อาศัยปกติของตน ฉะนั้น ก็ต้องอาศัยความมี อาตาปะ คือความเพียรเผากิเลส สัมปชานะ ความรู้ในตนเอง สติ ความระลึกที่กำหนดแน่วแน่ และอุเบกขา คือความที่
คอยกำจัดยินดียินร้าย ประคองใจให้สงบ ให้วาง ให้เฉย ไม่วุ่นวายอยู่เสมอ ดั่งนี้ก็จะค่อยได้สมถะคือความสงบ ได้สมาธิ คือความมีใจตั้งมั่นแน่วแน่..."

ที่มา หนังสือ แนวปฏิบัติทางจิต หน้า ๑๖๐
สมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน)





“..เห็นทุกข์ทำให้เกิดปัญญา..”
“..ทุกข์..เป็นข้อแรกของอริยสัจจ์ คนทั้งหลายพากันเกลียดกลัวทุกข์ อยากหนีทุกข์ ไม่อยากให้มีทุกข์เลย ความจริง ทุกข์นี่แหละจะทำให้เราฉลาดขึ้นล่ะ ทำให้เกิดปัญญา ทำให้เรารู้จักพิจารณาทุกข์ สุขนั่นสิมันจะปิดหูปิดตาเรา มันจะทำให้ไม่รู้จักอด ไม่รู้จักทน ความสุขสบายทั้งหลายจะทำให้เราประมาท
กิเลสสองตัวนี้ทุกข์เห็นได้ง่าย ดังนั้นเราจึงต้องเอาทุกข์นี่แหละมาพิจารณา แล้วพยายามทำความดับทุกข์ให้ได้ แต่ก่อนจะปฏิบัติภาวนาก็ต้องรู้จักเสียก่อนว่าทุกข์คืออะไร

ตอนแรกเราจะต้องฝึกใจของเราอย่างนี้ เราอาจยังไม่เข้าใจว่ามันเป็นอย่างไร ทำไป ทำไปก่อน ฉะนั้นเมื่อครูอาจารย์บอกให้ทำอย่างใดก็ทำตามไปก่อน แล้วก็จะค่อยมีความอดทนอดกลั้นขึ้นเองไม่ว่าจะเป็นอย่างไรให้อดทนอดกลั้นไว้ก่อน เพราะมันเป็นอย่างนั้นเองอย่างเช่นเมื่อเริ่มฝึกนั่งสมาธิ เราก็ต้องการความสงบทีเดียวแต่ก็จะไม่ได้ความสงบ เพราะมันยังไม่เคยทำสมาธิมาก่อน ใจก็บอกว่า"จะนั่งอย่างนี้แหละจนกว่าจะได้ความสงบ..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระโพธิญาณเถร (หลวงปู่ชา สุภทฺโท) วัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี
(พ.ศ.๒๔๖๑-๒๕๓๕)


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 93 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร