วันเวลาปัจจุบัน 20 มี.ค. 2026, 16:07  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 มี.ค. 2026, 13:07 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 5525


 ข้อมูลส่วนตัว


“..ถ้าเรามีคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไว้ที่ใจของเรา บริบูรณ์เต็มที่ เราจะไปอยู่โลกไหนก็ไปได้ เพราะเรามีที่พึ่งที่อาศัย ที่ไป ที่อยู่แล้ว เราจะไปจะอยู่ก็มีความสุข เราจะพึ่งอะไรก็พึ่งได้ เมื่อเรามีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไว้ในใจของเราอย่างล้นฝั่งอยู่เสมอ ไม่บกพร่อง เราจะพึ่งโลกไหนก็ พึ่งได้โดยแท้ ไม่ต้องสงสัย เมื่อพวกท่านทั้งหลาย ได้สดับในโอวาทานุศาสนีแล้ว ให้พากันกำหนดจดจำไว้ในใจ นำเอาไปปฏิบัติตาม อย่าพากันมีดวามประมาท ดังได้แสดงมาด้วยประการ ฉะนี้..”

อาจาโรวาท
หลวงปู่ฝั้น อาจาโร
วัดป่าอุดมสมพร อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร
(พ.ศ.๒๔๔๒-๒๕๒๐)






“..สุนัขบนกองข้าวเปลือก..”

“..เปรียบกับสุนัขนอนอยู่บนกองข้าวเปลือก ท้องร้องจ๊อก จ๊อก มันก็นอนอยู่ จิตวิตก จะไปกินที่ไหนหนอ ท้องมันหิว ก็โจนออกไปจากกองข้าวเปลือก วิ่งไปหาเศษอาหาร อาหารมีอยู่ แต่มันไม่รู้จัก เพราะไม่เห็นข้าว มันกินข้าวเปลือกไม่ได้ความรู้มีอยู่ ไม่ปฏิบัติก็ไม่รู้เรื่อง โง่ขนาดสุนัขมันนอนบนกองข้าวเปลือก น่าสงสาร ข้าวสารมีอยู่แต่เปลือกมันปิด เหมือนกับวิมุตติมีอยู่แต่สมมติมันปิด..”

สุภทฺโทวาท
พระโพธิญาณเถร (หลวงปู่ชา สุภทฺโท)
วัดหนองป่าพง ต.โนนผึ้ง อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี
(พ.ศ.๒๔๖๑–๒๕๓๕)





“..ชีวิตหลังความตายไม่มีการต่อรองได้ หากบุญมากก็ไปสวรรค์ในชั้นที่เหมาะกับแรงกุศลของตนเท่านั้น จะขอความเป็นทิพย์แห่งสวรรค์ที่มากหรือน้อยกว่านั้นไม่ได้ และหากแรงบาปมากก็ต้องไปนรกขุมต่างๆ ตามแรงกรรมของตนซึ่งเต็มไปด้วย ทุกข์ กับ ร้อนเท่านั้น จะขอต่อรองพักยกความทุกข์ร้อนทรมานเพียง ช้างกระพือหู งูแลบลิ้นไม่ได้เลย ต้องก้มหน้ารับกรรมไป ต่อรองได้แต่ในชีวิตจริงในโลกมนุษย์ขณะนี้ เดี๋ยวนี้เท่านั้นที่ทุกคนมีสิทธิ์จะเลือกทำดีหรือชั่ว บุญหรือบาป ฉะนั้น ขอทุกคนจะเร่งทาน เร่งศีล เร่งภาวนาของตนแต่บัดนี้เสีย จะได้ออกไปจากการซัดเหวี่ยงของสังสารวัฏนี้ได้..’’

อาจาโรวาท
หลวงปู่ฝั้น อาจาโร
วัดป่าอุดมสมพร อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร
(พ.ศ.๒๔๔๒-๒๕๒๐)





“..การทำบุญที่ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต สรรเสริญ..”

“..การสั่งสอนญาติโยมชาวบ้านหนองผือของท่านพระอาจารย์มั่นในสมัยนั้น ส่วนมากท่านจะเน้นให้ญาติ โยมสมาทานศีลห้าเป็นหลัก ส่วนศีลแปดหรือศีลอุโบสถ ท่านไม่ค่อยจะเน้นหนักเท่าไหร่ท่านกล่าวว่า ศีลห้าเหมาะสมที่สุดสำหรับฆราวาสญาติโยมผู้ครองเรือน ถ้างดเว้น ตลอดไปไม่ได้ก็ขอให้งดเว้นให้ได้

ในวันพระวันศีล สำหรับการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตนั้นท่านบอกว่า "สัตว์ที่มีบุญคุณนั้นห้ามเด็ดขาด" นอกจากนั้นท่านกล่าวว่า "จะงดเว้นไม่ได้ดอกหรือ เพียงวันสองวันเท่านั้น การกินในวันรักษาศีลจะกินอะไรก็คงได้ ไม่จำเป็นต้องเป็น สัตว์ที่ฆ่าเอง แค่นี้ทำไม่ได้หรือ ไม่ตายดอก..."

สำหรับการขอศีลนั้น ท่านไม่นิยมนิยมให้ขอ และท่านก็ไม่เคยให้ศีล (ตอนอยู่หนองผือ) ท่านให้ใช้วิธีรัดงดเว้นเอาเลย ไม่ต้อง ไปขอจากพระซ้ำๆ ซากๆ ผู้ใดมีเจตนาจะรักษาศีลจะเป็นศีลห้า ศีลแปดก็ตาม ให้ตั้งอกตั้งใจเอาเลย แค่นั้นก็เป็นศีลได้แล้ว

และการถวายทานในงานบุญต่าง ๆ ท่านก็ไม่นิยมให้กล่าวคำถวายเช่นกัน ท่านอธิบายว่า "บุญนั้นผู้ถวายได้ถวายได้แล้วสำเร็จแล้วตั้งแต่ตั้งใจ หรือเจตนาในครั้งแรก ตลอดจนนำมาถวายสำเร็จ ไม่จำเป็นต้องกล่าวอะไรอีก เพียงแต่ตั้งเจตนาดีเป็นกุศลหวังผลคือความสุข การพ้นจากทุกข์ทั้งปวงเท่านี้ก็พอแล้วนั่นมันเป็นพิธีการหรือกฏเกณฑ์อย่างหนึ่งของเขา ไม่ต้องเอาอะไรทุกขั้นทุกตอนดอก"

ครั้งนั้นมีศรัทธาญาติโยมจากสกลนคร เขาเป็นคนเชื้อสายจีน มีชื่อว่า เจ๊กไฮ แซ่อะไรนั้นเขาไม่ได้บอกไว้ เขามีความลื่อมใส ศรัทธาในองค์ท่านพระอาจารย์มั่นมาก ขอเป็นเจ้าภาพกฐินในปีนั้น เมื่อถึงเวลากำหนดกรานกฐินแล้ว จึงได้ตระเตรียมเดินทางมาพัก นอนค้างคืนที่บ้านหนองผือหนึ่งคืน โดยพักบ้านของทายกวัดคนหนึ่ง เพื่อจะได้จัดเตรียมอาหารคาวหวานสำหรับไปจังหันตอนเช้าด้วย

พอเช้าขึ้นพวกเขาจึงพากันนำเครื่องกฐินพร้อมกับเครื่องไทยทานอาหารต่างๆ เหล่านั้นไปที่วัด เมื่อถึงวัดล้างเท้าที่หัวบันไดแล้วพากัน ขึ้นบนศาลาวางเครื่องของ คุกเข่ากราบพระประธาน แล้วจึงรวบรวมสิ่งของ เครื่องผ้ากฐิน พร้อมทั้งของอันเป็นบริวารต่างๆ วางไว้ที่หน้าพระประธานในศาลา

ส่วนเจ๊กไฮ ผู้เป็นหัวหน้านำผ้ากฐินมานั้น เมื่อวางจัดผ้ากฐินพร้อมทั้งของอันเป็นบริวารต่างๆ เรียบร้อยแล้ว นั่งสักครู่ เห็นว่ายังไม่มีอะไร จึงพากันกราบพระประธาน (เจ๊กไฮ ก็กราบเหมือนกัน ท่าทางเหมือนคนจีนทั่วไปเขากราบนั่นแหละ)

แล้วเขาก็ลงจากศาลาไปเดินเลาะเลียบชมวัดวาอารามเฉยอย่างสบายอารมณ์ จนกระทั่งพระเณรกลับจากบิณฑบาตรแล้ว ขึ้นบนศาลาเตรียมจัด แจงอาหารลงบาตรจนเสร็จสรรพเรียบร้อยทุกองค์ ท่านพระอาจารย์มั่นจึงให้เรียกเจ๊กไฮมาเพื่อจะได้อนุโมทนารับพร ต่อไป แต่เจ๊กไฮ ก็ไม่มารับพรด้วย มีคนถามเขาว่า "ทำไมไม่รับพรด้วย" เขาบอกว่า "อั๊วได้บุญแล้ว ไม่ต้องรับพรก็ได้ การกล่าวคำถวายก็ไม่ต้องว่า เพราะอั๊วได้บุญตั้งแต่อั๊วตั้งใจจะทำบุญทีแรกแล้ว ฉะนั้นอั๊วจึงไม่ต้องรับพรและคำกล่าวถวายใดๆ เลย"

ภายหลังฉันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ท่านพระอาจารย์มั่นได้พลิกวิธีคำว่าผ้ากฐินมาเป็นผ้าบังสุกุลแทน ท่านจึงพิจารณากองผ้ากฐิน เป็นผ้าบังสุกุล เสร็จแล้วท่านได้เทศน์ฉลองยกย่องผ้าบังสุกุลของเจ๊กไฮเป็นการใหญ่เลย ท่านกล่าวถึงผ้ากฐินนั้นได้รับอานิสงส์น้อยเพียง แค่ ๔ เดือนเท่านั้นไม่เหมือนกับผ้าบังสุกุลซึ่งได้อานิสงส์ตลอดไป คือ ผู้ใช้สามารถใช้ได้ตลอดไม่มีกำหนดเขตใช้จนขาดหรือใช้ไม่ได้จึงจะทำอย่างอื่นต่อไป และสุดท้ายท่านกล่าวอีกว่า

"ใครทำบุญก็ไม่เหมือนเจ๊กไฮทำบุญ เจ๊กไฮทำบุญได้บุญมากที่สุด พรเขาก็ไม่ต้องรับ คำถวายก็ไม่ต้องว่าเขาได้บุญตั้งแต่เขาออกจากบ้านมา บุญเขาเต็มอยู่แล้ว ไม่ตกหล่นสูญหายไปไหน บุญเป็นนามธรรมอยู่ที่ใจ อย่างนี้จึงเรียกว่า ทำบุญได้บุญแท้.."

ทุกคนที่ไปกฐินในครั้งนี้ต่างก็มีความปลาบปลื้มปีติในธรรมะ ที่ท่านกล่าวออกมาซึ่งล้วนแต่มีเหตุผลที่แปลกใหม่ ยังไม่เคย ได้ยินได้ฟังมาจากที่อื่นเลย โดยเฉพาะกับเจ๊กไฮผู้เป็นเจ้าภาพยิ่งมีความปลื้มปีติมากกว่าเพื่อน เพราะสิ่งที่เขาได้ทำไปแล้วนั้นเป็นสิ่งที่ ถูกต้องเป็นที่พออกพอใจของครูบาอาจารย์ที่เขาเคารพเลื่อมใส จึงเป็นที่ตรึงตราใจของเขาไปจนตลอดสิ้นชีวิตและได้เป็นเรื่องเล่าขาน กันมาจนกระทั่งถึงทุกวันนี้..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร
(พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)
จากหนังสือรำลึกวันวาน หลวงตาทองคำ จารุวัณโน






“..ศาสนาก็คือคำสอน
สอนให้ละชั่ว ทำความดี
เพื่อขจัดทุกข์ให้ประสบความสุข ถ้าผลบุญ ผลบาป ไม่มีอยู่จริง จะมีคนรํ่ารวย มียศถาบรรดาศักดิ์ และมีคนทุกข์ยาก กระจอกงอกง่อย ขี้ทูดกุดถังได้อย่างไร ของมันเห็นๆกันอยู่ แต่ไม่พิจารณา ก็ย่อมไม่เข้าใจ..”

โอวาทธรรม
หลวงปู่ฝั้น อาจาโร







"ศีล ๕ ประการ มีคุณในการตัดทอนผลเพิ่มของบาป
บาปที่เราเคยทำมาตั้งแต่เมื่อวานนี้ หรือตั้งแต่เช้านี้
บัดนี้ เรามางดเว้นจากการทำบาป ตามกฎของศีล ๕
ข้อนั้น

เราได้ชื่อว่า ตั้งใจตัดกรรมตัดเวร ตั้งแต่บัดนี้
เป็นต้นไป ถ้าหากเราสามารถปฏิบัติต่อๆ ไป
จนกระทั่งตลอดชีวิตของเรา เราก็จะได้ตัดกรรม
ตัดเวรตลอดชีวิตของเรา

การตัดกรรม ก็คือ หยุดทำความชั่วความบาป
การตัดเวร ก็คือ หยุดการพยาบาทอาฆาตจองเวร
ซึ่งกันและกัน คือไม่แก้แค้นซึ่งกัน และกัน
รู้จักคำว่าให้อภัยซึ่งกัน และกัน ผู้ทำผิดก็ให้รู้จัก
คำว่าขอโทษ ผู้ถูกขอโทษ ก็ควรจะรู้จักคำว่า
ให้อภัย ไม่เป็นไรหรอก

อันนี้เป็นอุบายตัดกรรมตัดเวร"

หลวงพ่อพุธ ฐานิโย








"การระลึกถึงพระพุทธเจ้านั้น มีความมุ่งหมายอย่างนี้
คือเตือนใจให้พัฒนาตนเอง ไม่ใช่ให้มาหวังผลจากการ
อ้อนวอนพระองค์"

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)







"ทุกชีวิตมีเวลาจำกัด อย่างมากไม่เกิดร้อยปี
ก็จะต้องละร่างนี้ละโลกนี้ไป อย่าผัดวันประกันพรุ่ง
ที่จะทำความดี เพราะถ้าสายเกินไปเมื่อไร
ก็ตนเองนั่นแหละ จะต้องได้เสวยผลของการไม่กระทำ
กรรมดี ไม่มีผู้ใดอื่นจะรับผลของความดีความชั่ว
ที่ตนเองทำไว้ เจ้าตัวเองเท่านั้นจักเป็นผู้รับผลของ
ความดีความชั่วที่ตนทำ"

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ






" ชีวิตที่เป็นมานี้ก็ได้ด้วยยากยิ่งนัก เพราะอันตรายชีวิตทั้งภายใน ภายนอก มีมากต่างๆ นานา
และการที่ได้ฟังธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
นี้ ก็ได้ด้วยยากยิ่งขึ้นไปอีกเหตุนี้ เราทั้งหลาย
พึงอยู่ด้วยความไม่ประมาทเถิด อย่าให้เสียที
ที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนานี้เลย "

หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล








" อานุภาพของความดี มีมากนัก ใครผู้ใดฉลาดสร้างไว้ได้ ความดีนั้นเป็นเสน่ห์ดึงดูดสิ่งดีงามต่างๆ เข้ามาสู่ตัวเสมอ "
หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม






“#เรื่องกรรมเมื่อกระทำแล้วจะหลีกเลี่ยงแก้ไม่ได้
พระในปัจจุบันอย่างพ่อแม่ครูอาจารย์ชอบท่านเหาะเหินเดินอากาศหายตัวได้
ท่านยังเลี่ยงกรรมของตนเองไม่พ้น ท่านยังเป็นอัมพฤกษ์อัมพาต
เพราะกรรมหักขากบเขียดดึงขาปูให้ขาดออกจากกัน

เราถามพ่อแม่ครูอาจารย์ใช้ฤทธิ์รักษาตนเองได้ไหมข้าน้อย
#พ่อแม่ครูอาจารย์ชอบบอก ฤทธิ์เดชใดๆ กะสู้ฤทธิ์กรรมบ่ได้
เฮาขอใช้กรรมเป็นชาติสุดท้ายให้จบเบิ่ดทุกอย่าง...”

#หลวงพ่อสมศรี อัตตสิริ
#วัดป่าเวฬุวนาราม (วัดป่าผาน้อย)
บ้านโนนกกจาน ต.ผาน้อย อ.วังสะพุง จ.เลย

บันทึกโดย ครูบากล้วย ธีรภัทโท พ.ศ.๒๕๔๖






“..ศาสนาก็คือคำสอน
สอนให้ละชั่ว ทำความดี
เพื่อขจัดทุกข์ให้ประสบความสุข ถ้าผลบุญ ผลบาป ไม่มีอยู่จริง จะมีคนรํ่ารวย มียศถาบรรดาศักดิ์ และมีคนทุกข์ยาก กระจอกงอกง่อย ขี้ทูดกุดถังได้อย่างไร ของมันเห็นๆกันอยู่ แต่ไม่พิจารณา ก็ย่อมไม่เข้าใจ..”

โอวาทธรรม
หลวงปู่ฝั้น อาจาโร


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 76 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร