วันเวลาปัจจุบัน 26 มี.ค. 2026, 12:01  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสต์ เมื่อ: 23 มี.ค. 2026, 16:15 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 5529


 ข้อมูลส่วนตัว


“..ที่มานี่เราก็พากันมารักษาศีล ก็รักษาตัวของเรา ไม่ได้รักษาอื่น นี่กุศลอันนี้นำผลให้เรามาหลายภพหลายชาติ ผู้ที่ขี้ร้ายขี้เหร่ ก็เพราะเขาไม่ได้รักษาศีลจะดูในปัจจุบันนี้ก็ดูนั่น คนที่มาอยู่ที่วัดนี้มีกี่ร้อยกี่พันหรือกี่คน แล้วผู้ไปเที่ยวล่ะ ดูซิ โอ้โฮ นับทีซิ หมื่นหนึ่งน่ะซี่ จะเอาเสี้ยวหนึ่งก็ไม่ได้ คิดดูซี่ นี่ผู้เข้าวัดเข้าวาอย่างนี้นับซิมีกี่คน ให้พากันพึงรู้พึงเข้าใจ นัยต่อไปคืออานิสงส์การเกิดมามีสติปัญญาใครก็อยากได้ เกิดมามีสติปัญญา ของเราไม่ได้ภาวนาก็ไม่ได้ ท่านสอนให้ภาวนา เกิดมาจะมีสติปัญญาเฉลียวฉลาด ท่านสอนให้ภาวนาพุทโธ ธัมโม สังโฆนี้ ให้ระลึกเอาในใจ พิจารณาเลือกเฟ้นหัวใจของเราใจมันมีมาก ใจดีใจชั่ว ใจสุขใจทุกข์ ใจนรกใจเปรตใจสัตว์เดรัจฉานก็มี ใจใบ้ใจบ้า ใจเสียจริตก็มี ใจคนเรามีหลายใจ ใจเทวบุตรใจเทวธิดาใจพระอินทร์ใจพระพรหมก็มี ใจท้าวพญามหากษัตริย์ก็มี ใจเศรษฐีคหบดีก็มี แน่ะ ใจคนมั่งมีศรีสุข ใจนายร้อยนายพัน นายพล ใจจอมพลก็มี จะเอาอย่างไรเล่า เลือกเอาซี่..”

อาจาโรวาท
หลวงปู่ฝั้น อาจาโร
วัดป่าอุดมสมพร อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร
(พ.ศ.๒๔๔๒-๒๕๒๐)







“..เมื่อบุคคลยังไม่รู้จักตัวเอง ธรรมะไม่เข้าถึงใจ ใจไม่เข้าถึงธรรมะ จะทำความชั่วอะไรก็กลัว กลัวคนอื่นจะเห็น กลัวพ่อแม่จะเห็น กลัวครูบาอาจารย์จะเห็น กลัวคนอื่นจะรู้ คือคนยังไม่เห็นธรรมก็ต้องเป็นอย่างนั้น เมื่อไปในสถานที่ใดๆ ที่ว่างจากผู้คน ว่างจากพ่อแม่ว่างจากครูบาอาจารย์ เห็นว่าไม่มีเพื่อนมนุษย์ทั้งหลาย ไม่มีใครอยู่ในที่นั้น ก็พยายามทำความชั่วอยู่ที่ตรงนั้น ด้วยความประมาท เพราะความโง่เขลาเบาปัญญานั่นเอง การกระทำเช่นนั้นเขาก็คิดว่าเขาทำถูกแล้ว พ้นภัยแล้ว เพราะว่าไม่มีใครเห็นเขา ไม่มีใครรู้ว่าเขาเป็นเขาอย่างนี้ ก็กระทำอย่างสนิทใจเลย แต่คนคนนั้นในทางธรรมถือว่าเป็นคนโง่ที่สุด คือเป็นคนดูถูกตัวเองที่สุด ความเป็นจริงนั้นเมื่อจิตมันเป็นธรรมะ เมื่อธรรมะเป็นจิต มันจะกลมกลืนเป็นอันเดียวกันเลย จะไปทำผิดอะไรที่ตรงไหนเป็นต้น ก็ต้องมีคนเห็น คนอื่นไม่เห็นเราก็เห็นคนอื่นไม่รู้เราก็รู้ ดังนั้นถึงจะไปอยู่ตรงไหนก็เป็นอยู่อย่างนั้น จึงเป็นธรรมะ ไม่กล้าทำ เพราะใจมันเป็นธรรมะแล้ว พระอริยสาวกทุกๆ องค์เมื่อใจเป็นธรรมะแล้วก็ต้องเป็นอย่างนั้นทุกๆ องค์ ที่ลับไม่มี ที่แจ้งไม่มี อะไรๆ มันก็ไม่มี รู้แต่ว่าท่านประพฤติปฏิบัติถึงที่แล้ว..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระโพธิญาณเถร (หลวงปู่ชา สุภทฺโท) วัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี
(พ.ศ.๒๔๖๑-๒๕๓๕)






“..คิดดูง่ายๆ สิ่งที่เราหวงแหนทุกอย่าง
ยิ่งหวงมากห่วงมากก็ยิ่งทุกข์มาก
เช่น ลูกของเรา สามีภรรยาของเรา
พ่อแม่ของเรา เราถือเป็นของของเรา
พวกเหล่านั้นหากป่วยไข้
จิตใจของเราจะต้องกังวลวุ่นวาย
วิ่งเต้นหาหยูก หายา หามดหาหมอมารักษา
ไม่เป็นอันกินอันนอนถ้าป่วยหนักเข้า
ทั้งๆที่เราอยู่สบายกายของเราไม่มีไข้ไม่มีเจ็บอะไร
แต่ก็เป็นไปเพราะความรัก อำนาจของใจที่ไปยึดไปเกี่ยวข้อง

คนอื่นซึ่งนอกจากความรักของเรา
ไม่ไปเกี่ยวข้อง ไม่ไปยึดถือ
เขาป่วยเขาเป็นเขาล้มเขาตาย
สบาย...ไม่มีการคิดอะไร
ว่าคนนั้นป่วยหนัก คนนั้นตายไป..
เสียจิตเสียใจอย่างนั้นอย่างนี้ไม่มี
จิตของพวกเราที่ไม่มีธรรมอคติอย่างนี้

ถือยึดในสิ่งของของตน แล้วไม่ยึดไม่ถือ
ไม่ถือว่าเป็นของของตนญาติของตน คนของตน
ทั้งๆที่คนเหล่านั้นมีคุณค่าเสมอกัน
คนเราตายหรือคนเขาตาย ก็คือตายด้วยกัน
คนเขาเจ็บ คนเราเจ็บก็คือเจ็บด้วยกัน
แต่พวกเราท่านนี่ไม่พิจารณา
จิตจึงยึดเป็นบางเกาะบางดอนบางสิ่งบางอย่าง
นี่คือ “จิตไม่เสมอ” จิตยังไม่เห็นอรรถธรรม
ไม่พิจารณาตามเป็นจริง..”

ธัมมวโรวาท
พระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร วัดป่าแก้วชุมพล บ้านชุมพล อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร
(พ.ศ.๒๔๖๗–๒๕๒๓)




“..ตัวของเรานี้แล อันได้กำเนิดเกิดมาเป็นมนุษย์..”
“..ซึ่งเป็นชาติสูงสุด เป็นผู้เลิศตั้งอยู่ในฐานะอัน
เลิศด้วยดี คือมีกายสมบัติ วจีสมบัติ แลมโน
สมบัติบริบูรณ์ จะสร้างสมเอาสมบัติภายนอก
คือ ทรัพย์สินเงินทองอย่างไรก็ได้ จะสร้างสม
เอาสมบัติภายในคือมรรคผลนิพพานธรรมวิเศษ
ก็ได้ พระพุทธองค์ทรงบัญญัติพระธรรมวินัย
ก็ทรงบัญญัติแก่มนุษย์เรานี้เอง มิได้ทรงบัญญัติ
แก่ ช้าง ม้า โค กระบือที่ไหนเลย
มนุษย์นี้เองจะเป็นผู้ปฏิบัติถึงซึ่งความบริสุทธิ์ได้
ฉะนั้นจึงไม่ควรน้อยเนื้อต่ำใจว่า ตนมีบุญวาสนา
น้อย เพราะมนุษย์ทำได้ เมื่อไม่มี ทำให้มีได้ เมื่อมีแล้วทำให้ยิ่งได้สมด้วยเทศนานัยอันมาในเวสสันดรชาดกว่า ทานํ เทติ สีลํ รกฺขติ ภาวนํ ภาเวตฺวา เอกจฺโจ สคฺคํ คจฺฉติ เอกจฺโจ โมกฺขํ คจฺฉติ นิสฺสํสยํ เมื่อได้ทำกองการกุศล คือ ให้ทานรักษาศีลเจริญภาวนา ตามคำสอนของพระบรมศาสดาจารย์เจ้าแล้ว บางพวกทำน้อยก็ต้องไปสู่สวรรค์
บางพวกทำมากและขยันจริงพร้อมทั้งวาสนาบารมี
แต่หนหลังประกอบกัน ก็สามารถเข้าสู่พระนิพพานโดยไม่ต้องสงสัยเลย พวกสัตว์ดิรัจฉานท่านมิได้กล่าวว่าเลิศ เพราะจะมาทำเหมือนพวกมนุษย์ไม่ได้
จึงสมกับคำว่ามนุษย์นี้ตั้งอยู่ในฐานะอันเลิศด้วยดี
สามารถนำตนเข้าสู่มรรคผล เข้าสู่พระนิพพานอันบริสุทธิ์ได้แล..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)






"...เรื่องธรรมชั้นสูงขององค์หลวงปู่มั่น ที่องค์ท่านยืนยันว่า "ไม่ว่าธรรมะส่วนใด ถ้าสำคัญตนว่าเสวย ก็เป็นอันผิดทั้งนั้น" ถ้าผู้ชอบแย้งก็จะมีข้อแย้งว่า เพราะมีในปฐมสมโพธิและในพุทธประวัติว่าพระพุทธเจ้าสำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างเต็มที่แล้ว ก็ทรงเสวยวิมุตติสุขแห่งละ ๗ วัน รวมเป็น ๔๙ วัน เพราะนางสุชาดาถวายอาหาร คือข้าวมธุปายาสทั้งถาดนั้น แบ่งออกได้เป็น ๔๙ คำ คงไปได้วันละคำ ก็กล่าวคำว่า เสวยวิมุตติสุข โต้งๆ
แต่ผู้เขียนเพื่อแบ่งเบาหลวงปู่มั่นว่า ชะรอยเกจิอาจารย์ผูกสมมุติขึ้นเพื่อให้ผู้ฟังรู้จักความหมายว่าพระองค์เสวยวิมุตติสุข คำว่า “เสวยวิมุตติสุข” นั้น ออกจากพระโอษฐ์ของพระองค์โดยแท้ หรือหากว่าเกจิอาจารย์ผูกสมมุติเพื่อให้ผู้ฟังเข้าใจก็อาจเป็นไปได้ ผู้เขียนเข้าใจว่า พระองค์สำคัญตัวว่าอยู่ในที่ไหนยังไงก็ไม่ทราบได้ เพราะรสจิตใจและธรรมะของพระองค์ไม่เป็นฐานะของสาวกจะรู้ได้ทุกแง่ทุกมุม

เช่น พระอนุรุทธตามพระองค์ได้ในเวลาเข้านิโรธสมาบัติ ก็คงตามได้เป็นบางครั้งบางคราว จะให้เท่าเทียมถึงพระองค์ย่อมเป็นไปไม่ได้ ถ้าไม่อย่างนั้นแล้วสาวกก็ต้องตีเสมอเหมือนพระองค์ได้ทั้งนั้น เช่น ทรงสรรเสริญพระมหาสารีบุตรทรงมีพระปัญญามากก็ตาม แต่คงไม่ถึงเสี้ยวของพระองค์เลย แม้พระสิวลีมีลาภมาก ก็คงไม่ถึงเสี้ยวของพระองค์อีกด้วย

อีกประการหนึ่งที่น่าควรคิดเช่น นางธรรมทินนาภิกษุณี เข้านิโรธสมาบัติแล้ว วิสาขคฤหบดีไปทรงเรียนถามนางธรรมทินนาว่า.."ในขณะที่เข้านิโรธสมบัติอยู่นั้น ได้สำคัญตัวว่าอยู่ที่ไหนหรือไม่”
นางก็ตอบว่า “มิได้สำคัญตัวว่าอยู่ในนิโรธสมาบัติ และไม่สำคัญว่า ตัวอยู่นอกนิโรธสมาบัติ หรืออาการใดๆ ทั้งสิ้น” เหล่านี้เป็นต้น

เมื่อเป็นดังนี้ ก็ตรงกับคำของหลวงปู่มั่นที่ว่า ไม่ว่าธรรมส่วนใด ถ้าสำคัญตนว่าเสวย เป็นสำคัญผิดทั้งนั้น นี้เป็นธรรมชั้นสูงของพระพุทธศาสนา ถ้าจะอาจเอื้อมแซงคำเทศน์ของหลวงปู่มั่นในขณะนี้ก็ต้องพิจารณาให้รอบคอบดังกล่าวมาแล้วนั้น..."

หลวงปู่หล้า เขมปัตโต






การศึกษาธรรม ด้วยการอ่านการฟัง
สิ่งที่ได้ก็คือ “สัญญา” (ความจำได้)

การศึกษาธรรม ด้วยการลงมือปฏิบัติ
สิ่งที่เป็นผลงานของการปฎิบัติ
คือ “ภูมิธรรม”
...
หลวงปู่ดุลย์ อตุโล






"...เมื่อจิตเราสงบภายในแล้ว อุปมาเหมือนน้ำสงบ น้ำสงบมันก็ใส ใสแล้วก็มองเห็นเหตุ มองเห็นผล มองเห็นบุญกุศล มองเห็นสุข มองเห็นทุกข์ มองเห็นดี มองเห็นชั่ว มันสงบแล้ว อันนี้จิตของเราสงบแล้ว พอมันจะออกข้างซ้าย หรือจะออกข้างขวา ข้างหน้าข้างหลัง ข้างบน ข้างล่าง เราก็รู้ จึงว่ามันตั้งมั่นนี่ เพ่งเล็งตั้งสติอยู่ตรงนี้ นี่หละให้พึงรู้ พึงเข้าใจต่อไปการที่ทำสมาธิ

อันนี้เมื่อจิตของเราเห็นแล้วอย่างนี้ เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในสังขารทั้งหลายและมันจะได้เกิด ปัญญา ความรอบรู้ในกองสังขาร ใครเป็นผู้ปรุง ใครเป็นผู้แต่ง ไม่ใช่อันอื่นปรุงแต่ง กายสังขาร จิตสังขาร นี่หละ ปรุงแต่งขึ้นจากจิตของเรา นี่หละมันจึงได้เกิดเป็น วิปัสสนา ขั้นต่อไปของสมถะ

สมถะเป็นบาทของวิปัสสนา เดี๋ยวนี้คนทั้งหลาย พูดถึงวิปัสสนา ๆ แต่ว่าไม่รู้จักว่า วิปัสสนามันเป็นยังไง นี่ สมถะเป็นบาทของวิปัสสนา คือเมื่อจิตสงบแล้ว มาเห็นที่เกิดแห่งสังขาร แล้วก็เห็นที่ดับแห่งสังขารนี่แหละ มันเป็นยังงี้ ให้พากันรู้ เดี๋ยวนี้เราไม่รู้ว่าอะไรมันเกิดจากไหน ไม่รู้จักที่เกิดและไม่รู้จักที่ดับ มันจะเป็นวิปัสสนาได้ยังไงล่ะ

วิปัสสนา คือเมื่อจิตเราสงบแล้ว ก็เห็นที่เกิดแห่งสังขาร โอ เกิดจากจิตของเรา เราก็ดับสังขารที่จิตของเรา ก็ดับได้เพราะเหตุใด เราเห็นโทษแห่งสังขาร เห็นภัยแห่งสังขารทั้งหลาย เห็นทุกข์แห่งสังขารทั้งหลาย นี่มันจะดับได้ก็ตรงนี้ เมื่อเป็นทุกข์เห็นโทษแล้วมันก็ตัด จึงเรียกว่า เป็นวิปัสสนา ความรู้แจ้งเห็นจริง เห็นสัจจธรรม..."

หลวงปู่ฝั้น อาจาโร





“..#ตัวของเรานี้แล อันได้กำเนิดเกิดมาเป็นมนุษย์..”
“..ซึ่งเป็นชาติสูงสุด เป็นผู้เลิศตั้งอยู่ในฐานะอัน
เลิศด้วยดี คือมีกายสมบัติ วจีสมบัติ แลมโน
สมบัติบริบูรณ์ จะสร้างสมเอาสมบัติภายนอก
คือ ทรัพย์สินเงินทองอย่างไรก็ได้ จะสร้างสม
เอาสมบัติภายในคือมรรคผลนิพพานธรรมวิเศษ
ก็ได้ พระพุทธองค์ทรงบัญญัติพระธรรมวินัย
ก็ทรงบัญญัติแก่มนุษย์เรานี้เอง มิได้ทรงบัญญัติ
แก่ ช้าง ม้า โค กระบือที่ไหนเลย
#มนุษย์นี้เองจะเป็นผู้ปฏิบัติถึงซึ่งความบริสุทธิ์ได้
ฉะนั้นจึงไม่ควรน้อยเนื้อต่ำใจว่า ตนมีบุญวาสนา
น้อย เพราะมนุษย์ทำได้ เมื่อไม่มี ทำให้มีได้ เมื่อมีแล้วทำให้ยิ่งได้สมด้วยเทศนานัยอันมาในเวสสันดรชาดกว่า ทานํ เทติ สีลํ รกฺขติ ภาวนํ ภาเวตฺวา เอกจฺโจ สคฺคํ คจฺฉติ เอกจฺโจ โมกฺขํ คจฺฉติ นิสฺสํสยํ เมื่อได้ทำกองการกุศล คือ #ให้ทานรักษาศีลเจริญภาวนา ตามคำสอนของพระบรมศาสดาจารย์เจ้าแล้ว บางพวกทำน้อยก็ต้องไปสู่สวรรค์
บางพวกทำมากและขยันจริงพร้อมทั้งวาสนาบารมี
แต่หนหลังประกอบกัน ก็สามารถเข้าสู่พระนิพพานโดยไม่ต้องสงสัยเลย พวกสัตว์ดิรัจฉานท่านมิได้กล่าวว่าเลิศ เพราะจะมาทำเหมือนพวกมนุษย์ไม่ได้
จึงสมกับคำว่ามนุษย์นี้ตั้งอยู่ในฐานะอันเลิศด้วยดี
สามารถนำตนเข้าสู่มรรคผล เข้าสู่พระนิพพานอันบริสุทธิ์ได้แล..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) #วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)







“..คิดดูง่ายๆ สิ่งที่เราหวงแหนทุกอย่าง
ยิ่งหวงมากห่วงมากก็ยิ่งทุกข์มาก
เช่น ลูกของเรา สามีภรรยาของเรา
พ่อแม่ของเรา เราถือเป็นของของเรา
พวกเหล่านั้นหากป่วยไข้
จิตใจของเราจะต้องกังวลวุ่นวาย
วิ่งเต้นหาหยูก หายา หามดหาหมอมารักษา
ไม่เป็นอันกินอันนอนถ้าป่วยหนักเข้า
ทั้งๆที่เราอยู่สบายกายของเราไม่มีไข้ไม่มีเจ็บอะไร
แต่ก็เป็นไปเพราะความรัก อำนาจของใจที่ไปยึดไปเกี่ยวข้อง

คนอื่นซึ่งนอกจากความรักของเรา
ไม่ไปเกี่ยวข้อง ไม่ไปยึดถือ
เขาป่วยเขาเป็นเขาล้มเขาตาย
สบาย...ไม่มีการคิดอะไร
ว่าคนนั้นป่วยหนัก คนนั้นตายไป..
เสียจิตเสียใจอย่างนั้นอย่างนี้ไม่มี
จิตของพวกเราที่ไม่มีธรรมอคติอย่างนี้

ถือยึดในสิ่งของของตน แล้วไม่ยึดไม่ถือ
ไม่ถือว่าเป็นของของตนญาติของตน คนของตน
ทั้งๆที่คนเหล่านั้นมีคุณค่าเสมอกัน
คนเราตายหรือคนเขาตาย ก็คือตายด้วยกัน
คนเขาเจ็บ คนเราเจ็บก็คือเจ็บด้วยกัน
แต่พวกเราท่านนี่ไม่พิจารณา
จิตจึงยึดเป็นบางเกาะบางดอนบางสิ่งบางอย่าง
นี่คือ “จิตไม่เสมอ” จิตยังไม่เห็นอรรถธรรม
ไม่พิจารณาตามเป็นจริง..”

ธัมมวโรวาท
พระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร วัดป่าแก้วชุมพล บ้านชุมพล อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร
(พ.ศ.๒๔๖๗–๒๕๒๓)





"...ผู้ปฏิบัติพึงใช้อุบายปัญญา ฟังธรรมเทศนา
ทุกเมื่อ ถึงจะอยู่คนเดียวก็ตาม คืออาศัยการสำเหนียก กำหนดพิจารณาธรรมอยู่ทั้งกลาง
วันและกลางคืน ตา หู จมูก ลิ้น กาย ก็เป็น
รูปธรรมที่มีอยู่ปรากฏอยู่

รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ก็มีอยู่ปรากฏ
อยู่ ได้เห็นอยู่ ได้ยินอยู่ ได้สูดดมลิ้มเลีย และ
สัมผัสอยู่ จิตใจเล่า ก็มีอยู่ความคิดนึกรู้สึกใน
อารมณ์ต่างๆ ทั้งดี และร้าย ก็มีอันมีอยู่โดย
ธรรมดา เขาแสดงความจริง คือความไม่เที่ยง
เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตาให้ปรากฏอยู่ทุกเมื่อ

เช่นใบไม้เหลืองร่วงหล่นจากต้น ก็แสดงความ
ไม่เที่ยงให้เห็นได้ดังนี้ เป็นต้น เมื่อผู้ปฏิบัติ มา
พินิจพิจารณาด้วยสติปัญญา โดยอุบายนี้อยู่
เสมอแล้ว ชื่อว่าได้ฟังธรรมอยู่ทุกเมื่อ ทั้งกลาง
วัน และกลางคืน..."

หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต






"...ผู้ปฏิบัติพึงใช้อุบายปัญญา ฟังธรรมเทศนา
ทุกเมื่อ ถึงจะอยู่คนเดียวก็ตาม คืออาศัยการสำเหนียก กำหนดพิจารณาธรรมอยู่ทั้งกลาง
วันและกลางคืน ตา หู จมูก ลิ้น กาย ก็เป็น
รูปธรรมที่มีอยู่ปรากฏอยู่

รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ก็มีอยู่ปรากฏ
อยู่ ได้เห็นอยู่ ได้ยินอยู่ ได้สูดดมลิ้มเลีย และ
สัมผัสอยู่ จิตใจเล่า ก็มีอยู่ความคิดนึกรู้สึกใน
อารมณ์ต่างๆ ทั้งดี และร้าย ก็มีอันมีอยู่โดย
ธรรมดา เขาแสดงความจริง คือความไม่เที่ยง
เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตาให้ปรากฏอยู่ทุกเมื่อ

เช่นใบไม้เหลืองร่วงหล่นจากต้น ก็แสดงความ
ไม่เที่ยงให้เห็นได้ดังนี้ เป็นต้น เมื่อผู้ปฏิบัติ มา
พินิจพิจารณาด้วยสติปัญญา โดยอุบายนี้อยู่
เสมอแล้ว ชื่อว่าได้ฟังธรรมอยู่ทุกเมื่อ ทั้งกลาง
วัน และกลางคืน..."

หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต





“..ตัวของเรานี้แล อันได้กำเนิดเกิดมาเป็นมนุษย์..”
“..ซึ่งเป็นชาติสูงสุด เป็นผู้เลิศตั้งอยู่ในฐานะอัน
เลิศด้วยดี คือมีกายสมบัติ วจีสมบัติ แลมโน
สมบัติบริบูรณ์ จะสร้างสมเอาสมบัติภายนอก
คือ ทรัพย์สินเงินทองอย่างไรก็ได้ จะสร้างสม
เอาสมบัติภายในคือมรรคผลนิพพานธรรมวิเศษ
ก็ได้ พระพุทธองค์ทรงบัญญัติพระธรรมวินัย
ก็ทรงบัญญัติแก่มนุษย์เรานี้เอง มิได้ทรงบัญญัติ
แก่ ช้าง ม้า โค กระบือที่ไหนเลย
มนุษย์นี้เองจะเป็นผู้ปฏิบัติถึงซึ่งความบริสุทธิ์ได้
ฉะนั้นจึงไม่ควรน้อยเนื้อต่ำใจว่า ตนมีบุญวาสนา
น้อย เพราะมนุษย์ทำได้ เมื่อไม่มี ทำให้มีได้ เมื่อมีแล้วทำให้ยิ่งได้สมด้วยเทศนานัยอันมาในเวสสันดรชาดกว่า ทานํ เทติ สีลํ รกฺขติ ภาวนํ ภาเวตฺวา เอกจฺโจ สคฺคํ คจฺฉติ เอกจฺโจ โมกฺขํ คจฺฉติ นิสฺสํสยํ เมื่อได้ทำกองการกุศล คือ ให้ทานรักษาศีลเจริญภาวนา ตามคำสอนของพระบรมศาสดาจารย์เจ้าแล้ว บางพวกทำน้อยก็ต้องไปสู่สวรรค์
บางพวกทำมากและขยันจริงพร้อมทั้งวาสนาบารมี
แต่หนหลังประกอบกัน ก็สามารถเข้าสู่พระนิพพานโดยไม่ต้องสงสัยเลย พวกสัตว์ดิรัจฉานท่านมิได้กล่าวว่าเลิศ เพราะจะมาทำเหมือนพวกมนุษย์ไม่ได้
จึงสมกับคำว่ามนุษย์นี้ตั้งอยู่ในฐานะอันเลิศด้วยดี
สามารถนำตนเข้าสู่มรรคผล เข้าสู่พระนิพพานอันบริสุทธิ์ได้แล..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 149 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร