วันเวลาปัจจุบัน 15 เม.ย. 2026, 09:10  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: วันนี้, 07:52 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 5535


 ข้อมูลส่วนตัว


"...อาตมาไม่เคยคิดว่าจะได้มาบวช คิดอยากจะทำแต่ไร่แต่นา อยู่กับพ่อกับแม่ จนกระทั่งอายุ 36 ปี มันเห็นความทุกข์ความยาก เห็นทุกข์มากๆ บิดาก็ตายตั้งแต่อาตมาอายุ 21 ปี ต่อมาก็น้องชายคนสุดท้อง แล้วก็แม่อีก ตายไล่ๆ กันไปในระยะ 3-4 ปี มันเห็นความทุกข์ มันเห็นอยู่ในหัวใจ #เห็นทุกข์มากๆแล้วมันก็อยากจะออกบวช
เอ้ออ...อยู่ทางโลกเราก็ทุกข์มาพอสมควรแล้ว ทำไร่ทำนา ปีไหนฝนดีก็ดีใจ ปีไหนฝนแล้งจิตใจก็หดหู่ เห็นทุกข์มากๆ เราอยากจะออกไปบวชดูว่าทางธรรมมันจะเป็นอย่างไร ไม่ได้คิดว่าจะไปสวรรค์ นิพพานที่ไหนหรอกแต่อยากจะบวช ไม่รู้ว่าสวรรค์มี นิพพานมี เพราะอยู่แต่อยู่กับควาย อยู่กับไถกับคลาด อยู่กับนา #เมื่อเวลามันทุกข์มากๆแล้วมันออกมาเอง_ออกมาจากฆราวาสเอง มาบวชกับหลวงพ่อสนั่น อยากจะบวช มาพูดกับท่าน ท่านไปเทศน์ที่บ้านอาตมาที่จังหวัดขอนแก่น ในงานทำบุญอุทิศให้แม่ ให้น้อง ก็เลยอยากจะบวชก็เลยติดตามท่าน เมื่อมาบวชท่านก็อบรม ท่านว่า "เมื่อไม่มีทาน ไม่มีศีล ไม่มีภาวนา มันจะลำบาก ลำบากหัวใจ ทุกข์หัวใจ จิตใจจะเศร้าหมองขุ่นมัว"

#โอวาทธรรม
หลวงพ่อเสถียร ปริสุทฺโธ
วัดหนองไผ่ (วัดป่าสุขเกษมนิราศภัย) อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร

_____________________________________________
...ขอเชิญร่วมงานทำบุญครบรอบ ๗๑ ปีของพระครูสถิตสุทธิคุณ (หลวงพ่อเสถียร ปริสุทฺโธ)
เจ้าอาวาสวัดป่าสุขเกษมนิราศภัย (วัดหนองไผ่) และ
...บำเพ็ญบุญอุทิศส่วนกุศลถวายแด่หลวงปู่สนั่น รกฺขิตสีโล (ทำบุญครบรอบมรณภาพ ๒๗ ปี) อดีตเจ้าอาวาสวัดป่าสุขเกษมนิราศภัย (วัดหนองไผ่)

ณ วัดหนองไผ่ (วัดป่าสุขเกษมนิราศภัย) ต.โคกสี อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร





ใครจะว่าเราดี เราชั่วนั้น
ไม่ใช่อยู่ที่คนพูด
แต่อยู่ที่ “การกระทำ” ของเรา
ถ้าหากเค้าบอกว่าเราดี แต่เราไม่ดีจริง ...
ก็ไม่มีความหมาย
...
หลวงพ่อเกษม เขมโก







#ภาวนาปธาน
"...คำว่า ภาวนา แปลว่า ทำให้เกิด ให้มี ให้เป็น คือ ทำกาย วาจา ใจ ให้เป็น สมาธิ ปัญญา หรือทำขันธสันดานของตนที่เป็นปุถุชน ให้เป็นพระอริยบุคคลในพระพุทธศาสนา นับว่ากระทำให้เป็นไปในพระธรรมวินัยแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันต์ทีเดียว ที่มาแห่งภาวนามี ๔ ประการ คือ

๑. ปหานปธาน เพียรสละบาปอกุศล ให้ขาดจากสันดาน

๒. สังวรปธาน เพียรสำรวมระวังรักษา ไม่ให้บาปเกิดขึ้นในสันดาน

๓. ภาวนาปธาน เพียรภาวนา ให้บุญกุศลเกิดขึ้นในสันดาน

๔. อนุรักขนาปธาน เพียรรักษาบุญกุศลที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่ให้เสื่อมสูญอันตรธาน

การ ภาวนาปธาน นั้นจำเป็นต้องบำเพ็ญภาวนาปธานทุกคนตลอดไป จึงเป็นไปเพื่อพ้นจากทุกข์ในวัฏสงสาร สำเร็จมรรคผลธรรมวิเศษ บรรลุจตุปฏิสัมภิทาญาณแตกฉานในห้องพระไตรปิฏก

ถ้าไม่ได้บำเพ็ญภาวนาปธานนี้แล้ว ก็ไม่สำเร็จพระนิพพานเลยเป็นอันขาด การภาวนาปธานนี้ เป็นยอดแห่งปฏิบัติดีปฏิบัติชอบทั้งปวง..."

ธรรมโอวาทหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต






“..เราเกิดมากี่ภพกี่ชาติก็มาหัดสติตัวเดียวนี้ แต่ก็หัดสติไม่สมบูรณ์สักที เหตุนั้นจึงควรที่พวกเราจะพากันรีบเร่งหัดสติทุกคนแต่บัดนี้ อายุอานามมาถึงป่านนี้แล้ว เรียกว่าจวนเต็มที จวนจะหมดสิ้น จวนจะตายอยู่แล้ว ไม่ทราบว่าจะตายวันไหน ควรที่จะหัดสติให้อยู่ในเงื้อมมือของตนให้ได้ อย่าให้จิตไปอยู่ในเงื้อมมือของความหลงมัวเมา ผู้ใดจิตไม่อยู่ในอำนาจของตนก็ชื่อว่าเราเกิดมาแล้วเสียเปล่า ได้ฟังคำสอนของพระพุทธเจ้าเสียเปล่า เปล่าจากประโยชน์..”

เทสฺรํสีธมฺโมวาท
พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ (เทสก์ เทสรังสี) วัดหินหมากเป้ง อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย
(พ.ศ.๒๔๔๕-๒๕๓๗)





"#ที่เราเกิดเหงา เพราะเราหวังพึ่งคนอื่น สิ่งอื่น ตราบใดที่เราหวังพึ่งคนอื่น สิ่งอื่นอยู่ เวลาเราอยู่คนเดียว เราก็เหงา

ถ้าหากว่าใจมันนึกว่า "#
อัตตา หิ อัตตาโน นาโถ" #ตนเป็นที่พึ่งของตน มันก็หายเหงา"

กราบโอวาทธรรม...หลวงพ่อพุธ ฐานิโย







“#ให้พากันอบรมจิตใจบ้าง เวลานี้กิเลสตัณหามันฉุดมันลาก จนไม่รู้เนื้อรู้ตัว ไม่รู้บาปรู้บุญ ไม่รู้นรกสวรรค์ ไม่รู้เป็นรู้ตาย เกิดมาก็เกิดมากับโลกเขา #เขาดิ้นเราก็ดิ้น เขาดีดเราก็ดีด เลยไม่ทราบว่าดิ้นไปหาอะไร ดีดไปหาอะไร #มีตั้งแต่ความทุกข์ทั้งเขาทั้งเรา เต็มเนื้อเต็มตัว หาความสุขไม่ได้

เพราะฉะนั้น #จงให้ยึดธรรมภายในใจ เมื่อได้ยึดธรรมภายในจิตใจดีๆ แล้ว เราจะมีความสงบร่มเย็นๆ ไปโดยลำดับ พี่น้องทั้งหลายขอให้พากันตั้งอกตั้งใจ”

กราบโอวาทธรรม...หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน






ใจ....ถ้าไม่มีสรณะธรรมถือครองแล้ว พระพุทธเจ้าองค์ไหนก็โปรดไม่ได้

เมื่อทำกรรมใดไว้ต้องใช้กรรมอย่างเดียว จนกว่าจะพ้นโทษจากกรรมที่ตนเองได้กระทำไว้ #ผู้พิพากษายุติธรรมที่สุด คือกรรมของเราเอง.

กราบโอวาทธรรม...หลวงปู่ชอบ ฐานสโม






“..เราเกิดมากี่ภพกี่ชาติก็มาหัดสติตัวเดียวนี้ แต่ก็หัดสติไม่สมบูรณ์สักที เหตุนั้นจึงควรที่พวกเราจะพากันรีบเร่งหัดสติทุกคนแต่บัดนี้ อายุอานามมาถึงป่านนี้แล้ว เรียกว่าจวนเต็มที จวนจะหมดสิ้น จวนจะตายอยู่แล้ว ไม่ทราบว่าจะตายวันไหน ควรที่จะหัดสติให้อยู่ในเงื้อมมือของตนให้ได้ อย่าให้จิตไปอยู่ในเงื้อมมือของความหลงมัวเมา ผู้ใดจิตไม่อยู่ในอำนาจของตนก็ชื่อว่าเราเกิดมาแล้วเสียเปล่า ได้ฟังคำสอนของพระพุทธเจ้าเสียเปล่า เปล่าจากประโยชน์..”

เทสฺรํสีธมฺโมวาท
พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ (เทสก์ เทสรังสี) วัดหินหมากเป้ง อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย
(พ.ศ.๒๔๔๕-๒๕๓๗)






ทำไมต้องนั่งสมาธิทุกวัน
การนั่งสมาธิ เป็นการปรับสภาพใจเข้าสู่ความปกติสมดุล เมื่อใจสมดุล เราจะสามารถมองอะไรเป็นไปตามความเป็น จริงได้มากขึ้น

ครั้นเมื่อเจอเรื่องร้ายๆเข้ามาในชีวิตเราก็จะ ไม่เสียใจจนเกินไป ใจเราจะถูกยกขึ้นเหนืออุปสรรค เราจะไม่เสียใจ น้อยใจกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง เราจะไม่ทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่

ใจเราจะถูกทำให้สงบ ท่ามกลางความวุ่นวายสับสน เราจะสามารถตัดความฟุ้งซ่านรำคาญใจไปได้หลายๆ เรื่อง

ใจเราจะถูกกระแสบุญหล่อเลี้ยง สามารถเชื่อมต่อกับบุญ เก่าที่เราเคยทำมาในอดีต ให้มีโอกาสส่งผลโดยง่าย และที่สำคัญเป็นการกระทำมุ่งต่อหนทางบรรลุมรรคผล นิพพานโดยตรง

ดังนั้น จงรีบทำความเพียรเถิด เพียรที่จะนั่งสมาธิให้ สม่ำเสมอ เพื่อชีวิตที่ดีขึ้นเรื่อยๆ

เพราะการปฏิเสธการนั่งสมาธิ เท่ากับเป็นการปฏิเสธการ เข้าถึงธรรมของตัวเรา และการปฏิเสธการนั่งสมาธิอย่าง เป็นประจำ เท่ากับเป็นการเลื่อนเวลาการเข้าถึงธรรมของ ตัวเองออกไปเรื่อยๆ

ดังนั้น หากรักตัวเอง รักที่จะทำให้คนรอบข้างมีสัมมาทิฏฐิ อย่างที่เราวาดฝัน จงนั่งสมาธิ ให้ได้ทุกๆวัน

พระราชปัญญาวชิโรดม พุทธาคมคุณากร ยติคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี (สุพล ขนฺติพโล)

สถิต ณ วัดเทพเจติยาจารย์ จังหวัดเชียงใหม่

เจ้าอาวาสวัดเทพเจติยาจารย์ อ. จอมทอง จ. เชียงใหม่
เจ้าคณะอำเภอจอมทอง (ธ)
ผู้อำนวยการโรงเรียนพระปริยัติธรรม วัดธรรมมงคล

#พระราชปัญญาวชิโรดม
#สุพล ขนฺติพโล





“ส่วนมากมีแต่การทำลายเราด้วยการคิดนึกของเราเอง”

จิตใจคน เมื่อได้คิดไปในทางที่ไม่ดี ซึ่งเป็นเครื่องก่อกวน วุ่นวายตัวเอง โดยไม่มี “ธรรม” เป็นเครื่องระงับ

ก็ทำนองเดียวกัน ถ้าคิดมาทางเหตุทางผล ทางอรรถทางธรรม ก็มีการยับยั้งชั่งตวงตัวเอง มีการแยกแยะ แบ่งสู้แบ่งรับ มีการต่อสู้ในสิ่งที่ตนเห็นว่าเป็นข้าศึกแก่ใจ จิตใจก็มีความเจริญขึ้นได้ เมื่อมีความบำรุงรักษากันอยู่

ส่วนมากมีแต่การทำลายด้วยการคิดนึก พูด ทำในแง่ต่าง ๆ ทั้งที่ตนเข้าใจว่า บำรุงรักษาใจ เช่น นั่งภาวนาเพื่อสงบอารมณ์ แต่กลับนั่งสั่งสมอารมณ์ที่เป็นข้าศึกแก่ใจเป็นต้น

ใจ เปรียบเหมือนผ้าขาว ไม่อิ่มสีต่าง ๆ ใจนั้นไม่อิ่มต่อการอยากรู้อยากเห็น อยากได้ยินได้ฟัง อยากรู้ทุกสิ่งทุกอย่างที่มาสัมผัสสัมพันธ์ใจ ใจไม่มีความอิ่มพอในอารมณ์ ไม่ว่าจะเป็นใจเด็ก ใจผู้ใหญ่ เพศใด วัยใด มีความอยากรู้อยากเห็นอยู่เป็นประจำเช่นเดียวกันทั่วโลก

ความอยากรู้อยากเห็นสิ่งต่าง ๆ ที่มีอยู่แล้วนั้น เป็นปัจจัยผลักดันอยู่เสมอ เมื่อสิ่งต่าง ๆ เข้ามาสัมผัสเกี่ยวข้องภายในใจ จึงเป็นเหมือนเอาสีต่างๆ มาย้อม ย้อมผ้าขาว สีเป็นอย่างไร ผ้าขาวต้องเป็นไปตามสีที่ย้อมนั้น

จิตใจทีแรกท่านก็บอกว่า “ผ่องใส” ตามหลักธรรมชาติ ท่านกล่าวไว้ แต่อาศัยกิเลสที่จรมา ตอนที่กิเลสจรมา ก็ตอนที่จิตนี้เองจรออกไปหากิเลส จรออกเที่ยวหาอารมณ์ต่างๆออกไปทางรูป ทางเสียง ทางกลิ่น ทางรส เครื่องสัมผัส แล้วก็นำอารมณ์เหล่านั้นเข้ามาคละเคล้าจิตที่ผ่องใส ให้กลายเป็นจิตที่เศร้าหมองขุ่นมัวไปตาม ๆ กัน

ที่ว่า “กิเลสจรมา” คือมากับอารมณ์นี้เอง เนื่องจากจิตไปคว้าไปยึดเหนี่ยวเอาสิ่งนั้น ๆ เข้ามาเป็นอารมณ์ของใจกลายเป็นจิตที่เศร้าหมองไปด้วยสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่ดีทั้งหลาย

หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน วัดป่าบ้านตาด





ใครจะว่าเราดี เราชั่วนั้น
ไม่ใช่อยู่ที่คนพูด
แต่อยู่ที่ “การกระทำ” ของเรา
ถ้าหากเค้าบอกว่าเราดี แต่เราไม่ดีจริง ...
ก็ไม่มีความหมาย
...
หลวงพ่อเกษม เขมโก


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: Google [Bot] และ บุคคลทั่วไป 22 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร