วันเวลาปัจจุบัน 24 เม.ย. 2026, 20:33  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสต์ เมื่อ: วันนี้, 11:48 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 5541


 ข้อมูลส่วนตัว


วันนี้เป็นวันพระ ถึงหลวงพ่อจะพูดให้ศีลหรือไม่ให้ศีล พานำสมาทานศีลหรือไม่พานำสมาทานศีล ก็ให้ลูกหลานคณะศรัทธาญาติโยมรู้หน้าที่ พอถึงวันนี้ขึ้นมาเเล้วก็ เออ เป็นวันพระของผู้ข้า เป็นวันรักษาศีลของข้าพเจ้า ก็ตั้งอกตั้งใจสมาทานศีล สมาทิยามิ ทั้ง ๕ ข้อ หรือ ๘ ข้อ ก็สุดแท้แต่พวกเราที่จะสมาทานได้

ตามที่จริงผู้เฒ่าผู้แก่ผู้สูงวัยก็ควรจะรักษาศีล ๘ ถ้าหากว่าผู้ที่มีภาระก็ควรจะรักษาศีล ๕ เป็นพื้นฐานเอาไว้ ในวันพระ ๘ ค่ำ ๑๕ ค่ำ รักษาสำรวมกาย วาจาให้เรียบร้อยเป็นผู้มีศีล ถ้าหากว่าเป็นผู้มีศีลอยู่ประจำ กาย วาจา ของเราแล้ว เราอุ่นใจในระดับหนึ่ง ถ้าหากว่ามีอะไรเกิดขึ้นฉุกเฉินก็ดี เจ็บไข้ได้ป่วยก็ดี เราระลึกถึงคุณงามความดีของเรา เราก็อุ่นใจ ไม่ว้าเหว่เคว้งคว้างในจิตในใจ

เพราะฉะนั้นควรจะเตรียมตัวไว้แต่เนิ่นๆ พอวันพระวันศีลมาก็อย่างวันนี้ล่ะ ตั้งแต่บัดนี้ล่ะเป็นต้นไป วันพระข้าพเจ้าจะรักษาศีลอุโบสถ รักษาศีล ๘ และก็จะไหว้พระทุกวัน ตอนเย็นมาถ้าเป็นไปได้ก็เก็บดอกไม้ในละแวกที่อยู่ในบ้าน เป็นพวงมาลา พวงมาลัย หรือว่าเก็บดอกไม้ล้างให้สะอาดมาบูชาพระที่ในบ้านของเรา ก็ล้วนแล้วแต่เป็นคุณงามความดี ล้วนแล้วแต่เป็นบุญเป็นกุศลสำหรับพวกเราทุกๆ ท่าน

หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก
จากพระธรรมเทศนา “เอไอ เอหลอกมิจฉาชีพ”
แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙






“..ที่แกทำ ๆ ไปน่ะ มันสูญเปล่า ชีวิตจะมีค่าก็ตอนไหว้พระ สวดมนต์ ภาวนาเท่านั้น..”

“..เงินทอง ทรัพย์สมบัติที่หากันมาก็แค่ “หาอยู่ หากิน” เลี้ยงอัตภาพร่างกายเท่านั้น พอหมดลมแล้วก็หมดกัน เอาติดตัวไปไม่ได้ ไม่เหมือนการภาวนาเพื่อพัฒนายกระดับจิตใจให้มันกินลึกไปข้างในและเอาติดตัวข้ามภพข้ามชาติไปได้

สมบัติทางโลก จะมากมายและวิจิตรประณีตขนาดไหน มันก็เป็นแค่ “สมบัติน้ำแข็ง” อยู่ดีเพราะมันจะค่อยๆ ละลายเรากำมันไว้ได้แค่ชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น.

หลวงปู่เคยเล่าว่า

“เด็กทารกทั่วไปเกิดมาก็กำมือมา บ่งบอกการเกิดมาพร้อมกับความยึดมั่นถือมั่น”

#พวกเราลองพิจารณาดูเถิด สุดท้ายตอนตายทุกคนก็ต้องแบมือหมด แม้น้ำที่คนเขามารดน้ำศพก็ยังกำเอาไว้ไม่อยู่เลย

#อาหารที่สุดแสนประณีตก็ได้แค่อิ่ม บ้านที่เป็นดุจคฤหาสน์ก็แค่ที่พักอาศัยหลับนอนไปคืนหนึ่งๆ มนุษย์สร้างสมมุติที่ซับซ้อนหรอกตัวเองเสียจนหลงลืมความจริงพื้นฐานของชีวิต

“..สมบัติน้ำแข็ง..”

#คือข้อที่ควรคิดคำนึงเพื่อเตือนจิตเตือนใจตนเองไว้เสมอ ๆ เพื่อให้ตระหนักว่ากิจกรรมชีวิตอันใดที่เราควรทุ่มเท กิจกรรมชีวิตอันใดที่ทำเพียงแค่พอเป็นเครื่องอาศัย
“..เวลาเหลืออีกไม่มากแล้ว ให้พากันปฏิบัติ..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)






การให้ทานแก่คนที่มีศีลไม่บริสุทธิ์ ๑๐๐ ครั้ง มีผลไม่เท่ากับให้ทานแก่ผู้ที่มีศีลบริสุทธิ์ครั้งหนึ่ง

การให้ทานแก่ท่านผู้มีศีลบริสุทธิ์ ๑๐๐ ครั้ง มีผลไม่เท่ากับให้ทานแก่พระโสดาปัตติมรรคครั้งหนึ่ง

การให้ทานแก่พระโสดาปัตติมรรค ๑๐๐ ครั้ง มีผลไม่เท่ากับให้ทานแก่พระโสดาปัตติผลครั้งหนึ่ง

การให้ทานแก่พระโสดาปัตติผล ๑๐๐ ครั้ง มีผลไม่เท่ากับให้ทานแก่พระสกิทาคามีมรรคครั้งหนึ่ง

การให้ทานแก่พระสกิทาคามีมรรค ๑๐๐ ครั้ง มีผลไม่เท่ากับให้ทานแก่พระสกิทาคามีผลครั้งหนึ่ง

การให้ทานแก่พระสกิทาคามีผล ๑๐๐ ครั้ง มีผลไม่เท่ากับให้ทานแก่พระอนาคามีมรรคครั้งหนึ่ง

การให้ทานแก่พระอนาคามีมรรค ๑๐๐ ครั้ง มีผลไม่เท่ากับให้ทานแก่พรอนาคามีผลครั้งหนึ่ง

การให้ทานแก่พระอนาคามีผล ๑๐๐ ครั้ง มีผลไม่เท่ากับให้ทานแก่พระอรหัตมรรคครั้งหนึ่ง

ถวายทานแก่พระอรหัตมรรค ๑๐๐ ครั้ง มีผลไม่เท่ากับถวายทานแก่พระอรหันต์ครั้งหนึ่ง

ถวายทานแก่พระอรหัตผล ๑๐๐ ครั้ง มีผลไม่เท่ากับถวายทานแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าครั้งหนึ่ง

ถวายทานแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า ๑๐๐ ครั้ง มีผลไม่เท่ากับถวายทานแก่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าครั้งหนึ่ง

ถวายทานแก่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๑๐๐ ครั้ง มีผลไม่เท่ากับถวายสังฆทานครั้งหนึ่ง

ถวายสังฆทาน ๑๐๐ ครั้ง มีผลไม่เท่ากับถวายวิหารทานครั้งหนึ่ง

ถ้าเทียบดู สร้างถนน สร้างศาลา สร้างวิหารการเปรียญ คนที่ใช้มีศีลขนาดไหน ก็เทียบเอานะ

จากหนังสือ หลวงพ่อตอบปัญหาธรรม ฉบับพิเศษ เล่ม ๔ หน้า ๗๘-๗๙
พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤๅษี วัดท่าซุง)







#ท่านพ่อลีท่านกล่าวถึง..
ความมุ่งมั่นของท่านเพิ่มอีกว่า.!!

"... คราวที่ธุดงค์อยู่ทางภาคเหนือ
ติดตามหาท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต​ ท่านกินใบไม้บนยอดเขาต่างข้าว เพราะท่านตำหนิตัวของท่านเองว่า.. ยังไม่ดีพอ

เมื่อมันยังดีไม่พออย่างที่ใจหวัง ให้มันเป็นบุ้งเป็นหนอนไปเสียเถิด อย่าสมควรกินข้าวของชาวบ้านเขาเลย​

ท่านสอนใจเตือนตัวเอง​ พูดกับตัวเองว่า

มาบวชอยู่ป่าแล้ว ก็ยังคิดถึงคนนั้น​ รักคนนี้ เกลียดคนโน้นอยู่​ มึงมันเลวอย่างนี้ มึงอย่ากินข้าวของเขาหนา​ ถ้ามึงไม่ดีเป็นผู้เป็นคนแล้ว ก็อย่ากลับไปให้เขาเห็นหน้าอีก​ ทิ้งร่างกายตายมันอยู่ในป่านี่แหละ

ท่านพ่อลี ท่านชอบท่องเที่ยววิเวกไปตามป่าเขาเพียงรูปเดียว
สละตายเพื่อการปฏิบัติธรรม.. หลายครั้ง

ท่านให้คติเป็นข้อคิดในการเดินทางของท่านว่า..
ท่านไม่คิดว่า จะตั้งตัวเป็นคนบ้านนั้น เมืองนี้วัดนั้นวัดนี้​ ดังนั้นจึงเที่ยวสัญจรไปทั่วทุกหนแห่ง

เหมือนแมลงผึ้งบินโฉบ ไปดูดรสหวานจากเกสรดอกไม้ แล้วก็บินลับจากไปโดยไม่อาลัย และไม่ทำให้ดอกไม้นั้นชอกช้ำ ..."
-------------------------
#โอวาทธรรม__
#พระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์
#พระอาจารย์ลี_ธมฺมธโร
วัดอโศการาม ต.ท้ายบ้าน อ.เมือง จ.สมุทรปราการ (พ.ศ.๒๔๔๙-๒๕๐๔)







"เงินทอง ข้าวของ

มีได้ หาได้ เสียไปได้ เป็นธรรมดา

แต่คุณงามความดี ที่จะเป็นสมบัติ ติดตัว แต่ละคน

ให้เป็นคนมีสง่ารา เป็นของหายาก ยิ่งกว่าเงินทองนะ

โอวาทธรรม : หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน วัดป่าบ้านตาด จังหวัดอุดรธานี







ผู้เทิดทูนพระพุทธธรรม ที่สมเด็จพระบรม
ศาสดาทรงแสดงสอนไว้ ก็ยังต่อสู้กับจิตใจ
ของตน ที่ตกอยู่ใต้อำนาจของบาปอกุศล
ชนะบ้าง แพ้บ้าง ก็ยังดี ดีกว่าขาดสติ สิ้นเชิง
ไม่ยอมรู้ดีรู้ชั่ว ไม่คิดที่จะต่อต้านอำนาจของ
บาปอกุศลเสียเลย ยอมแพ้แก่อำนาจของบาป
อกุศล คิดพูดทำไปอย่างไม่รู้ถูกไม่รู้ผิดไม่รู้ดี
ไม่รู้ชั่ว เช่นนี้

ท่านกล่าวว่าเป็นการน่าเสียดายที่สุดสำหรับ
ผู้นั้น ที่ได้เกิดแล้วเป็นมนุษย์พบพระพุทธ
ศาสนา แต่ไม่พยายามศึกษาให้รู้ว่าเป็นความ
สำคัญเพียงไรที่จะต้องต่อสู้กับอำนาจของ
กรรม คือบาปอกุศล ให้เต็มสติปัญญา
ความสามารถ เพื่อช่วยให้พ้นจากการคิด
การพูดการทำ ที่ละเมิดหัวใจพระพุทธศาสนา
ที่สมเด็จพระบรมศาสดา พระผู้ประเสริฐ
เลิศโลกทั้งปวงทรงกำหนดไว้ และได้ทรงมี
พระมหากรุณาประกาศให้โลกรู้ เพื่อทรงช่วย
สัตว์โลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือมนุษย์ ให้พ้น
จากอำนาจนรกอเวจี ที่จะให้ความทุกข์ทรมาน
พ้นจะพรรณนา ไม่เป็นที่ปรารถนาของสัตว์
โลกทั้งปวง ...
...
พระคติธรรม สมเด็จพระสังฆราชเจ้า
กรมหลวงวชิรญาณสังวร






พลังบุญ พลังธรรม
สมบัติทั้งโลก ไม่มีสมบัติใด
มีคุณค่า...เท่า “ ใจ ”

โอวาทธรรม หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน





“ถ้าเห็นจิตแล้ว จบทั้งโลก
แต่ถ้าไม่เห็นจิต ทุกข์ทั้งโลก
เราเห็นจิต โลกนี้ก็หมดความหมายแล้ว”

หลวงพ่อเยื้อน ขนฺติพโล




ผู้ใดประพฤติธรรม
ผู้นั้นย่อมเข้าถึงธรรม
ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเราตถาคต..

..ปฏิบัติผู้ใดเห็นทุกข์
ผู้นั้นเห็นธรรม ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นทุกข์
ไม่เห็นทุกข์ ก็ไม่เห็นธรรม
ก็ไม่เห็นพระพุทธเจ้า ไม่เห็นเราตถาคต..

..แสดงว่าทุกข์นี่เป็นตัว ปัญญา ทุกข์กาย ทุกข์ใจ
ทุกข์ปวด ทุกข์เมื่อย
ทุกข์หิว ทุกข์กระหาย
ทุกข์เจ็บ ทุกข์ป่วย ทุกข์ทั้งภายใน ภายนอก
ทุกข์ภายนอกคือทุกข์กาย ทุกข์ภายนอกก็คือทุกข์ความคิด..

.. หนีทุกข์ไม่พ้นหรอก
ถ้าตราบใดยังไม่เข้าถึง โสดามรรคโสดาผล จนถึงพระอรหันต์..

..นี่คือทางพ้นทุกข์
พ้นที่ไหน พ้นที่เราไปตามดูจิตตัวเองเจอนั่นเอง แล้วเวลาเราทำสมาธิก็ต้องเข้าไปดูจิตตัวเอง..

..จิตจะมีทั้งสว่างและมืด บางครั้ง จิตสว่างไสว สงบเย็น ดิ่งลึกเข้าไปแบบเหมือนไม่อยากเลิกนั่งเลย นั่งไปแล้วมีความสุขมาก..

.. นั่งแล้วสบาย ออกมาจากสมาธิก็ไม่อยากคิดอะไรมาก อยากอยู่เฉยๆ อยากอยู่นิ่งๆ ในจิตมันสงบก็เป็นอย่างงั้น..

..ต่างคนที่นั่งไม่สงบ โอ้ๆ นั่งก็ไม่สงบ นอนก็ไม่สงบ
ตรงไหนก็หาที่อยู่ไม่ได้
ไม่อยากนั่ง ไม่อยากนอน
ไม่อยากเดิน ภาวนาอะไรก็ไม่สงบ เลยไม่อยากเภาวนา นี่ปุถุชน ปุถุชนย่อมวุ่นวาย สงบไม่เป็น..

...ฉะนั้นบุญกุศลเนี่ย มันต้องสร้างขึ้นมาจากการประพฤติปฏิบัติ จึงเป็นยอดบุญ.

โอวาทธรรม.หลวงพ่อสนอง. กตปุญโญ







"เงินทอง ข้าวของ

มีได้ หาได้ เสียไปได้ เป็นธรรมดา

แต่คุณงามความดี ที่จะเป็นสมบัติ ติดตัว แต่ละคน

ให้เป็นคนมีสง่ารา เป็นของหายาก ยิ่งกว่าเงินทองนะ

โอวาทธรรม : หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน วัดป่าบ้านตาด จังหวัดอุดรธานี







“..สิ่งใดเป็นไปเพื่อทุกข์ เป็นไปเพื่อโทษ ก็รีบชำระสะสางให้หมดสิ้นไปจากดวงใจของเรา ให้พึงเข้าใจในสิ่งเหล่านี้อยู่เสมอมิใช่ว่าเราไม่รู้ คือให้รู้ภายในจิตใจของตน อย่าส่งรู้ออกภายนอกจิตใจของตน ให้พากันดูให้พากันฟัง สมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน ซึ่งมีอยู่ในตัวเราทุกคนครบบริบูรณ์ ขณะนี้เราอยู่ในสมถกรรมฐาน คือความสงบ วางอารมณ์ภายนอกทั้งหมดได้ ไม่กำหนัดรักใคร่ยินดี ใจไม่หงุดหงิด ไม่ซึมเซา ไม่ท้อแท้ และไม่งมงาย เราอยู่ในวิปัสสนากรรมฐาน ก็ตัดหมด ตัดภพ ตัดชาติทั้งหลาย อารมณ์สัญญาที่เป็นไปตามกระแสโลกตัดหมด ไม่มีเหลือ เป็นเรื่องสมมตินิยมกันเท่านั้น จิตของเราเป็นวิมุติ หลุดพ้นไปหมด เรื่องภพ เรื่องชาติ เรื่องทุกข์ เรื่องภัย ไม่มีอีกแล้ว นี้แหละเป็นข้อปฏิบัติ..”

อาจาโรวาท
หลวงปู่ฝั้น อาจาโร
วัดป่าอุดมสมพร อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร
(พ.ศ.๒๔๔๒-๒๕๒๐)







..วันนี้เป็นวันพระเป็นวันอุโบสถศีล ตามจารีตประเพณีชาวพุทธก็พากันจำศีล ถ้าไม่ได้จำศีลอยู่ที่วัดก็ไม่เป็นไร เมื่อรับศีลแล้วได้สมาทานไว้แล้ว ก็พยายามประคับประคองรักษาอยู่ที่บ้านของตนเองก็ได้ ศีล 5 ศีล 8 นี้ก็สามารถรักษาได้ ถ้าหากเรารู้จักว่ามีการยกเว้นอย่างไร เราก็งดเว้นเอา เราก็จะได้ศีล ศีลนี้ถ้าได้รักษาไว้วันหนึ่งกับคืนหนึ่งแค่นั้นก็ยังมีอานิสงส์มาก สามารถทำให้คนนี้ไปสู่สวรรค์ได้ เพราะได้รักษาตนเองทางกายวาจาใจตั้งอยู่ในศีลธรรม เพราะว่าศีลนั้นไม่ได้มีแต่ทางกายวาจาเท่านั้น ใจที่มีศีลอยู่เรียกว่าใจมีความตั้งมั่นอยู่ในศีลธรรม เหตุฉะนั้นจึงเป็นตัวเจตนาของศีล พระพุทธองค์ทรงสอนไว้ว่าเจตนาหังภิกขเว สีลังปะทามิ ดูก่อนภิกษุทั้งหลายเราตถาคตตรัสว่าเจตนาเป็นตัวศีล นั้นก็คือ จิตใจนั้นเองที่มีเจตนา ไม่ใช่ร่างกายไม่ใช่วาจา เจตนามาจากจิตใจเรียกว่า ศีลจะบริบูรณ์ได้ก็โดยอาศัยซึ่งตัวเจตนานั้น งดเว้นสิ่งที่มันผิดจากข้อศีลธรรมที่เราได้สมาทานเอาไว้ เรียกว่าตั้งอยู่ในศีล ศีล 5 นี้สามารถทำให้บุคคลบรรลุโสดาบันได้ ในสมัยครั้งพุทธกาลก็มีสามีภรรยาเป็นพระโสดาบันบุคคลทั้งคู่ ก็อยู่กันได้ทั้งคู่ด้วยศีล 5 เหตุฉะนั้นเราได้รักษาศีล 5 แล้ว ก็ถือว่าเป็นผู้ที่โชคดียังมีโอกาสละเว้น วันพระวันโกน วันแรมค่ำ 1 อย่างนี้หรือวันไหน ก็เจตนารักษาวันไหนได้ทั้งนั้นแหละ ที่มีการกำหนดไว้ให้ ก็เพื่อเตือนพุทธบริษัททั้งหลายนี้ให้ได้รู้ว่าวันนี้เป็นวันศีลวันพระนะ ก็จะได้รู้จักว่าควรจะรับศีลสมาทานศีลเอาไว้ แม้เพียงจะได้วันหนึ่งกับคืนหนึ่งก็เอา ก็ดีกว่าคนที่ไม่ได้รักษาเลย ถ้ารักษาได้ตลอดเลย รักษาไปเรื่อยๆ รักษาไปทุกวันๆก็ยิ่งเป็นผู้ที่มีศีลมั่นคง เจตนาตัวนี้เป็นเจตนาที่มีความเมตตาเป็นข้อแรกอยู่แล้ว เหตุฉะนั้นถ้ามีเมตตาแล้วศีลทั้งหลายก็จะครอบคลุมไปได้ทั้งหมด เหตุฉะนั้นตัวเจตนาจึงเป็นตัวที่สำคัญที่ใจของพวกเรา..

..#โอวาทธรรมหลวงปู่เปลี่ยน ปญฺญาปทีโป..




อย่าเที่ยวดูถูกใคร อย่าทำร้ายใครด้วยคำพูดหรือการกระทำ

ทุกอย่างคือพลังงาน ที่จะหมุนเข้าหาตัวเอง ฉะนั้นจงสำรวมกายและใจเอาไว้ให้ดี

(หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ)







" ธรรมมะทุกวันนี้มันจำมาจากครูบาอาจารย์ จากตำหรับตำรามันเป็นแค่ตัวหนังสือไม่ใช่ของจริง ของจริงมาจากการปฏิบัติ "

" คนเราเกิดมาไม่ว่าผู้หญิงผู้ชาย จะให้เสมอเหมือนกันไม่มี ไปเพราะเหตุ มาเพราะเหตุที่สร้างดี สร้างชั่ว สร้างบาป สร้างกรรมไว้ มาถึงจุดนี้แล้ว เรารู้ว่าสร้างบาปให้ผลเป็นทุกข์ สร้างความดีให้ผลเป็นความสุขความเจริญ ฉะนั้น..ฝากลูกหลานทุกคนสร้างความดี
ทุกวัน ทุกนาที ทุกชั่วโมง อย่าหลงไปตามกิเลสให้รู้จักพอเพียง อย่าทะเยอทะยานมากเกินไปมันเป็นทุกข์ "

โอวาทธรรมหลวงปู่ลี ถาวโร






ไม่ได้เดินทางมาจากไหน
เกิดอยู่กับกายกับใจเรานี้ ฉะนั้น จงพากันตั้งใจภาวนา
อย่าได้ขาดวันขาดคืน เราทุกรูปทุกนาม ไม่ว่าหนุ่มหรือแก่
เดินใกล้ความตายด้วยกันทุกคน ไม่มีใครเดินห่างจากความตาย แม้แต่คนเดียว

โอวาทธรรม หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน






" ทำไมคนตายในวัยเด็กโดนยิงตาย โดนรถชน โดนอุบัติเหตุ โดนโรคมะเร็งกิน กระทั่งมียารักษาโรคอยู่มากมาย นั่นคือกฎแห่งกรรมจากการกระทำ "
หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม







"…จงมองตนเองเพื่อแก้ไข
และมองคนอื่นเพื่อให้อภัย
จะอยู่สุขใจ และเป็นอิสระ…"

โอวาทธรรม
หลวงปู่ศรี มหาวีโร






บุญกุศลให้รีบสร้างไว้เสียแต่วันนี้
อย่าไปหวังคนอื่นทำบุญอุทิศไปให้
ตายแล้วใครจะอุทิศให้หรือไม่อุทิศให้
ไม่สำคัญเพราะเราสร้างของเราไว้แล้ว

หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 31 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร