วันเวลาปัจจุบัน 10 พ.ค. 2026, 16:36  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: วันนี้, 11:37 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 5555


 ข้อมูลส่วนตัว


“..คำว่า “สติ” ย่อมถือเป็นธรรมสำคัญของความเพียรทุก ๆ ประโยค
และคำว่า “ปัญญา” ก็ย่อม ถือเป็นสำคัญในเวลาที่ควรใช้ตามกาลของตน เพราะปัญญาเป็นธรรมจำเป็นไปตามภูมิของจิต ของธรรม ส่วนสติเป็นธรรมจำเป็นตลอดไปในอิริยาบถต่าง ๆ

กาลใดที่ขาดสติ กาลนั้นเรียกว่า ขาดความเพียร แม้กำลังเดินจงกรมหรือนั่งสมาธิอยู่ก็สักแต่ว่าเท่านั้น แต่มิได้เรียกว่า เป็นความเพียรชอบ ดังนั้นท่านจึงสอนเน้นลงในความมีสติมากกว่าธรรมอื่น ๆ เพราะ สติเป็นรากฐานสำคัญของความเพียรทุกประเภทและทุกประโยคที่ทำ จนกลายเป็น มหาสติขึ้นมาและผลิตปัญญาให้เป็นไปตาม ๆ กัน

ภูมิต้นเพื่อความสงบต้องใช้สติ ให้มาก ภูมิต่อไปสติกับปัญญาควรเป็นธรรมควบคู่กันไปตลอดสาย..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)






“..ร่างกายเสื่อมก็ช่างจิตเราต้องไม่เสื่อมตาม.."
"..ร่างกายมีสภาพแต่จะต้องตกไปในกระแสของความเสื่อมถ่ายเดียว
แต่ส่วน "จิต" จะไม่ตกไปอย่างนั้น
จะต้องไหลไปสู่ความเจริญได้ตามกำลังของมัน
ถ้าใครมีกำลังแรงมากก็ไปได้ไกล

ถ้าใครไปติดอยู่ในเกิด เขาก็จะต้องเกิด
ใครไปติดอยู่ในแก่ เขาก็จะต้องแก่
ใครไปติดอยู่ในเจ็บ เขาก็จะต้องเจ็บ
ใครไปติดอยู่ในตาย เขาก็จะต้องตาย
ถ้าใครไม่ไปติดอยู่ในเกิด ไม่ติดอยู่ในแก่
ไม่ติดอยู่ในเจ็บ และไม่ติดอยู่ในตาย
เขาก็จะต้องไปอยู่ในที่ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ และไม่ตาย

เรียกว่า มองเห็นก้อน "อริยทรัพย์" แล้ว คือ ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ
ผู้นั้นก็จะไม่ต้องกลัวจน ถึงร่างกายเราจะแก่ จิตของเราไม่แก่
มันจะเจ็บก็เจ็บไป ตายก็ตายไป แต่จิตของเราไม่เจ็บ จิตของเราไม่ตาย
พระอรหันต์นั้นใครจะตีให้หัวแตก แต่จิตของท่านก็อาจไม่เจ็บด้วย

"จิต" เมื่อมันสุมคลุกเคล้ากับโลก ก็จะต้องมีการกระทบ
เมื่อกระทบแล้วก็จะหวั่นกลอกกลิ้งไปกลิ้งมา
เหมือนก้อนหินกลมๆ ที่มันอยู่รวมกันมากๆ ก็จะกลิ้งไปกลิ้งมาอย่างเดียวกัน
ดังนั้นใครจะดีจะชั่ว เราไม่เก็บมาคิดให้เกิดความชอบความชัง
ปล่อยไปให้หมด เป็นเรื่องของเขา

นิวรณ์ เป็นตัวโรค ๕ ตัว ซึ่งเกาะกินจิตใจคนให้ผอมและหิวกระหาย
ถ้าใครมี "สมาธิ" เข้าไปถึงจิตก็จะฆ่าตัวโรคทั้ง ๕ นี้ให้พินาศไปได้
ผู้นั้นก็จะต้องอิ่มกาย อิ่มใจ เป็นผู้ไม่หิว ไม่อยาก ไม่ยาก ไม่จน
ไม่ต้องไปขอความดีจากคนอื่น

ผลที่ได้ คือ
๑) ทำให้ตัวเองเป็นผู้เจริญด้วย "อริยทรัพย์"
๒) ถ้าพระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ก็จะต้องพอพระทัยมาก
เหมือนพ่อแม่ที่มีลูกเป็นคนร่ำรวย ตั้งเนื้อตั้งตัวได้เอง
ท่านก็หมดความเป็นห่วงใย นอนตาหลับได้

สรุปแล้ว
"โลกียทรัพย์" เป็นเครื่องบำรุงกาย
"อริยทรัพย์" เป็นเครื่องบำรุงกำลังใจ

จึงขอให้พากันน้อมนำธรรมะข้อนี้ไปปฏิบัติ
เพื่อฝึกตน ขัดเกลากาย วาจา ใจของตน
ให้เป็นความดีงาม บริสุทธิ์ เพื่อจะได้ถึงซึ่งอริยทรัพย์
อันเป็นทางนำมาแห่งความสุขเป็นอย่างยอด คือ พระนิพพาน.."

ธมฺมธโรวาท
พระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์ (ท่านพ่อลี ธมฺมธโร) วัดอโศการาม อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ
(พ.ศ.๒๔๔๙-๒๕๐๔ )





“..บุญและบาปสิ่งใดๆ ใจถึงก่อน ใจเป็นรากฐาน ใจเป็นประธาน มันสำเร็จที่ใจ

ตัวบุญคือใจสบาย เย็นอกเย็นใจ
ตัวบาปคือใจไม่สบาย ใจเดือดใจร้อน

เราไม่อยากเป็นกรรมเป็นเวร เราต้องตัด ตัดอารมณ์น่ะแหละ ให้อยู่ในที่รู้ อยู่ตรงไหน แล้วเราก็เพ่งอยู่ตรงนั้น

ปัญญา คือ ความรอบรู้ในกองทุกข์สังขาร

ถ้าคนเราไม่ได้ทำ ไม่ได้หัดไม่ได้ขัด ไม่ได้เกลา ที่ไหนเล่าจะมีพระอรหันต์ในโลก

ให้สติกำหนดที่ผู้รู้ อย่าส่งไปข้างหน้า ข้างหลัง ข้างซ้าย ข้างขวา ข้างบน ข้างล่าง อดีต อนาคต กำหนดอยู่ที่ผู้รู้แห่งเดียวเท่านั้นแหละ

จำไว้พุทโธ ธัมโม สังโฆ ทำอะไรๆ ก็พุทโธ กลัวก็พุทโธ ใจไม่ดีก็พุทโธ ขี้เกียจก็พุทโธ เพื่อไม่ให้หลงถือทิฐิมานะอหังการ ถือว่าเป็นตัวเป็นตน เป็นสัตว์เป็นบุคคล เป็นเราเป็นเขา..”

อาจาโรวาท
หลวงปู่ฝั้น อาจาโร
วัดป่าอุดมสมพร อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร
(พ.ศ.๒๔๔๒-๒๕๒๐)






ร่างกายที่เรามาอยู่มาอาศัย ข้าวของเงินทอง เราก็มาใช้เพียงชั่วระยะเท่านั้น แต่จิตใจมันกลับมาหลง มายึดมาติด ในรูปกายสังขาร ยึดในทรัพย์สมบัติ

เมื่อมันมาหลงอยู่อย่างนี้ มันจึงมองไม่เห็นทาง จึงพากันเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในโลกนี้ และจะกลับมาเกิดอีกไม่รู้อีกกี่ภพกี่ชาติ ถ้ายังมาหลง มายึดมาติด ไม่รู้เบื่อไม่รู้หน่าย

หลวงปู่บุญมา คัมภีรธัมโม







“..คำว่า “สติ” ย่อมถือเป็นธรรมสำคัญของความเพียรทุก ๆ ประโยค
และคำว่า “ปัญญา” ก็ย่อม ถือเป็นสำคัญในเวลาที่ควรใช้ตามกาลของตน เพราะปัญญาเป็นธรรมจำเป็นไปตามภูมิของจิต ของธรรม ส่วนสติเป็นธรรมจำเป็นตลอดไปในอิริยาบถต่าง ๆ

กาลใดที่ขาดสติ กาลนั้นเรียกว่า ขาดความเพียร แม้กำลังเดินจงกรมหรือนั่งสมาธิอยู่ก็สักแต่ว่าเท่านั้น แต่มิได้เรียกว่า เป็นความเพียรชอบ ดังนั้นท่านจึงสอนเน้นลงในความมีสติมากกว่าธรรมอื่น ๆ เพราะ สติเป็นรากฐานสำคัญของความเพียรทุกประเภทและทุกประโยคที่ทำ จนกลายเป็น มหาสติขึ้นมาและผลิตปัญญาให้เป็นไปตาม ๆ กัน

ภูมิต้นเพื่อความสงบต้องใช้สติ ให้มาก ภูมิต่อไปสติกับปัญญาควรเป็นธรรมควบคู่กันไปตลอดสาย..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)





“..คำว่า “สติ” ย่อมถือเป็นธรรมสำคัญของความเพียรทุก ๆ ประโยค
และคำว่า “ปัญญา” ก็ย่อม ถือเป็นสำคัญในเวลาที่ควรใช้ตามกาลของตน เพราะปัญญาเป็นธรรมจำเป็นไปตามภูมิของจิต ของธรรม ส่วนสติเป็นธรรมจำเป็นตลอดไปในอิริยาบถต่าง ๆ

กาลใดที่ขาดสติ กาลนั้นเรียกว่า ขาดความเพียร แม้กำลังเดินจงกรมหรือนั่งสมาธิอยู่ก็สักแต่ว่าเท่านั้น แต่มิได้เรียกว่า เป็นความเพียรชอบ ดังนั้นท่านจึงสอนเน้นลงในความมีสติมากกว่าธรรมอื่น ๆ เพราะ สติเป็นรากฐานสำคัญของความเพียรทุกประเภทและทุกประโยคที่ทำ จนกลายเป็น มหาสติขึ้นมาและผลิตปัญญาให้เป็นไปตาม ๆ กัน

ภูมิต้นเพื่อความสงบต้องใช้สติ ให้มาก ภูมิต่อไปสติกับปัญญาควรเป็นธรรมควบคู่กันไปตลอดสาย..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)






ร้อนกับเย็น
...
เหมือนไฟมันลุกตรงไหน มันร้อนตรงไหน
มันก็ดับที่ตรงนั้น มันร้อนที่ไหนก็ให้มัน
เย็นตรงนั้น ก็เหมือนกับนิพพานก็อยู่กับ
วัฏฏสงสาร วัฏฏสงสารก็อยู่กับนิพพาน

เหมือนกับความร้อนและความเย็น มันก็อยู่
ที่เดียวกันนั่นเอง ความเย็นก็อยู่ที่มันร้อน
เมื่อมันร้อนขึ้น มันก็หมดเย็น
เมื่อมันหมดเย็น มันก็ร้อน ...
...
พระโพธิญาณเถร (ชา สุภทฺโท)
รวมธรรมอุปมา





" ถ้ารักตน สงสารตน ก็อย่าทิ้ง "ศีล" อย่าทิ้ง "ธรรม" อย่าทำลายตนด้วยการ มองข้าม "ศีล"มองข้าม "ธรรม" ถ้าเรารู้จัก "ศีล" รู้จัก "ทาน" รู้จัก "ภาวนา" แล้ว ...เธอก็ชื่อว่ารักตนเอง "

โอวาทธรรม
หลวงปู่บุญมา คัมภีรธัมโม





ร่างกายที่เรามาอยู่มาอาศัย ข้าวของเงินทอง เราก็มาใช้เพียงชั่วระยะเท่านั้น แต่จิตใจมันกลับมาหลง มายึดมาติด ในรูปกายสังขาร ยึดในทรัพย์สมบัติ

เมื่อมันมาหลงอยู่อย่างนี้ มันจึงมองไม่เห็นทาง จึงพากันเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในโลกนี้ และจะกลับมาเกิดอีกไม่รู้อีกกี่ภพกี่ชาติ ถ้ายังมาหลง มายึดมาติด ไม่รู้เบื่อไม่รู้หน่าย

หลวงปู่บุญมา คัมภีรธัมโม






“ ใจที่สิ้นกิเลส ”

ทุกคนในโลกนี้คิดว่าการจะมีความสุข คือการมีลาภยศสรรเสริญ มีรูปเสียงกลิ่นรสต่างๆ จึงเกิดความโลภอยากได้ลาภยศสรรเสริญ อยากได้รูปเสียงกลิ่นรส พอได้มาก็เกิดความโกรธเวลาที่เกิดการสูญเสีย เกิดการแย่งชิงกัน พอเวลาใครมาลักของของเราไป เราก็จะโกรธขึ้นมา แล้วก็เราก็จะหลงคิดว่าจะอยู่กับเราเป็นของเราไปตลอด จะให้ความสุขกับเราไปตลอด แต่เดี๋ยวมันก็หายไปได้หรือมันหมดไปได้ หรือเวลาเราแก่เราก็จะไม่สามารถใช้มันให้ความสุขกับเราได้ การหาลาภยศสรรเสริญ หาความสุขทางรูปเสียงกลิ่นรสนี้เป็นการเพิ่มความโลภความโกรธความหลง ให้มีอยู่ในใจให้มากขึ้น แทนที่จะเกิดความสุขใจมากขึ้น กลับเกิดความทุกข์ใจเกิดความไม่สบายใจมากขึ้น เพราะเมื่อมีแล้วก็จะรักจะหวงจะห่วง เวลาใครมาแย่งไปก็จะโกรธ จะเสียใจทำให้ไม่สบายใจ เวลามีก็จะคอยวิตกกังวล บางทีไม่อยากไปไหนกลัวทรัพย์สมบัติข้าวของเงินทองจะหายไป ต้องคอยอยู่เฝ้าทรัพย์สมบัติข้าวของเงินทอง ไม่มีความสุข มีแต่ความทุกข์กับการหา แล้วก็มาทุกข์กับการดูแลรักษา แล้วก็มาทุกข์กับการสูญเสีย ได้มามากน้อยเดี๋ยวก็ต้องมีการจากกัน ไม่จากกันตอนเป็นก็ต้องจากกันตอนตาย

พระพุทธเจ้าทรงเห็นอย่างชัดเจนว่าการหาลาภยศสรรเสริญ การหาความสุขจากรูปเสียงกลิ่นรสต่างๆ ไม่ได้เป็นวิธีชำระใจให้สะอาดบริสุทธิ์ แต่กลับทำให้ใจมีความสกปรกเพิ่มมากขึ้น เพราะเมื่อได้อะไรมาแล้วมันมักจะโลภมากขึ้นไป ได้คืบก็อยากจะได้ศอก เห็นไม๊ ได้ศอกก็อยากจะได้วา เป็นนายสิบก็อยากจะเป็นนายร้อย เป็นนายร้อยก็อยากจะเป็นนายพัน นายพล เป็นนายพลก็อยากจะเป็นนายก มันอยากไปเรื่อยๆ เป็นนายกแล้วก็อยากจะเป็นหลายๆ รอบ มันไม่มีวันหยุด นี่คือปัญหาของการที่เราไปหาความสุขจากลาภยศสรรเสริญ จากรูปเสียงกลิ่นรสต่างๆ มันจะทำให้เราตะเกียกตะกาย อยากอยู่เรื่อยๆ แล้วพอเกิดอุปสรรคขึ้นมาก็ทำให้ไม่สบายใจ กว่าจะได้เป็นนายกรอบนี้เหนื่อยไม๊ นั่งรอกัน นั่งลุ้นกัน นั่งอะไรกัน พอได้มาปั๊บก็ถูกเขาด่าเขาว่าแล้ว เปิดสภาวันแรกก็อภิปรายไม่ไว้วางใจแล้ว ขุดคุ้ยความเลวทั้งหลายที่ได้เคยทำเอาไว้ขึ้นมาประจานกัน นี่แหละคือความสุขจากการได้ลาภได้ยศได้สรรเสริญ มันไม่ได้เป็นความสุขเลย แต่ความหลงมันทำให้เห็นว่าเป็นความสุข ทั้งๆ ที่เจอแต่ความทุกข์ตลอดทั้งวันทั้งคืน แต่ก็คิดว่ามันเป็นความสุขกัน ก็ยอมทน ทนกับความทุกข์สารพัดสารเพ นี่เป็นเพราะว่าไม่ได้ศึกษาธรรมะ ไม่ได้ฟังเทศน์ฟังธรรม ไม่มีเวลามานั่งคิดไตร่ตรอง มาเปรียบเทียบ ไม่เคยเห็นความสุขอีกแบบหนึ่ง ไม่เคยเห็นความสุขที่เกิดจากการชำระใจให้สะอาดบริสุทธิ์ว่าเป็นความสุขที่ดีกว่าเหนือกว่า เป็นความสุขที่ไม่ต้องวุ่นวายกับการแสวงหา เป็นความสุขที่เราสามารถสร้างขึ้นมาได้โดยที่ไม่ต้องไปขอจากใครไม่ต้องไปยุ่งกับใคร

นี่คือสิ่งที่พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสรู้ ได้ทรงค้นพบ ท่านจึงเรียกพระองค์ว่า “อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า” ผู้ค้นพบวิธีสร้างความสุขให้กับใจด้วยการชำระใจของตนเองให้สะอาดบริสุทธิ์ กำจัดความโลภความโกรธความหลงที่มีอยู่ในใจให้หมดสิ้นไปเท่านั้นเอง ถ้าความโลภความโกรธความหลงหมดสิ้นไปแล้ว ใจจะสะอาดบริสุทธิ์เต็มที่ก็จะได้รับความสุขเต็มที่ ได้รับ “บรมสุข” คือได้ “นิพพานัง ปรมัง สุขัง” ความสุขของพระนิพพานเป็นความสุขที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ความสุขพระนิพพานก็คือใจที่สิ้นกิเลสนี่เอง ผู้ที่สิ้นกิเลสด้วยตนเองเรียกว่า “พระพุทธเจ้า” หลังจากที่พระพุทธเจ้าได้ทรงสิ้นกิเลส ได้ทรงค้นพบใจที่สะอาดบริสุทธิ์แล้ว พระองค์ก็ทรงนำเอามาเผยแผ่สั่งสอนให้แก่ผู้ไม่รู้อย่างพวกเรา ใครได้ยินได้ฟังแล้วน้อมนำเอาไปปฏิบัติตามคำสอน นอกจากบอกให้เราชำระใจแล้ว ยังบอกวิธีหรือเครื่องมือที่เราต้องใช้ในการชำระใจด้วย พอทรงบอกวิธีคนที่ได้ยินได้ฟังก็เอาวิธีนั้นไปปฏิบัติ พอปฏิบัติไม่นานใจก็สะอาดบริสุทธิ์ได้ ในสมัยพุทธกาล สมัยที่พระพุทธเจ้าทรงประกาศธรรมนี้ มีพระอรหันตสาวกเป็นจำนวนมากเพราะว่าสามารถบรรลุธรรมได้อย่างรวดเร็ว

พระองค์ทรงตรัสว่า “ถ้าไม่ ๗ วันก็ ๗ เดือน ไม่ ๗ เดือนก็ไม่เกิน ๗ ปี ใจจะต้องสะอาดบริสุทธิ์อย่างแน่นอน ถ้าเปรียบเทียบกับการเรียนปริญญาตรี การชำระใจนี้รู้สึกจะใช้เวลาสั้นกว่าเสียด้วยซ้ำไป กว่าจะได้ปริญญาตรีนี้ต้องเรียนตั้ง ๑๖ ปี เรียน ๑๒ ปีในชั้นประถมมัธยม แล้วก็ต้องมาต่ออีก ๔ ปีในระดับอุดมศึกษา ถึงจะได้ปริญญาตรี แต่การชำระใจให้สะอาดบริสุทธิ์นี้พระองค์ทรงบอกว่า ถ้าเก่งก็ ๗ วันก็ได้ ถ้าเก่งน้อยหน่อยก็ ๗ เดือน ถ้าเก่งน้อยกว่านั้นก็ ๗ ปี หรือนักเรียน ๔ จุดก็ ๗ วัน นักเรียน ๓ จุดก็ ๗ เดือน นักเรียน ๒ จุดก็ ๗ ปี ถ้าต่ำกว่า ๒ ก็อาจจะ ๗ ชาติ รอไป ช้าหน่อย แต่ก็ยังบรรลุ อย่างน้อยก็ได้เป็นโสดาบัน ถ้าไม่สอบตก ถ้าไม่ต่ำกว่า ๑ ถ้าต่ำกว่า ๑ นี่ก็จะไม่ได้อะไร นี่คือพระพุทธเจ้าทรงรับประกันว่า ถ้าได้ทำตามที่พระพุทธเจ้าได้ทรงสอนได้ทรงปฏิบัติมา รับรองได้ว่าไม่นานใจของเรา ก็จะสะอาดบริสุทธิ์ได้.

สนทนาธรรมบนเขา
วันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๖๒

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี





#ทำอย่างไรเมื่อจิตสร้างมโนภาพขึ้นมา
"...เมื่อมันเกิดมโนภาพขึ้นมา กำหนดจิตรู้ เฉยอยู่ ไม่ต้องไปวิพากษ์วิจารณ์อะไรกับภาพนั้นมโนภาพคือจิตเรามันสร้างขึ้นมาเอง รู้จิตอยู่เฉยๆ ถ้าระวังไม่ให้จิตมันหวั่นไหวได้ ถ้าเป็นมโนภาพ ถ้ามันนิ่งอยู่จนกระทั่งเป็นนิมิตติดตา ก็ได้อุคคหนิมิต ถ้าสมาธิมันเจริญขึ้น มันสามารถปฏิวัติมโนภาพให้เปลี่ยนแปลงไปในลักษณะต่างๆ มันก็เป็นปฏิภาคนิมิต

อุคคหนิมิต สมาธิเป็นสมถกรรมฐาน
ปฏิภาคนิมิต สมาธิเป็นวิปัสสนากรรมฐาน เพราะจิตกำหนดหมายรู้ความเปลี่ยนแปลง
ในเมื่อสมาธิมันเป็นแล้วนี่ มันจะมีอะไรเกิดขึ้น ให้เฉยอยู่ลูกเดียว อย่าไปรบกวน

ถ้าหากว่ามันสงบลงไปนิดหน่อย เรามาทักมันว่า สงบหนอ สมาธิก็ถอน เพราะฉะนั้น พอมันสงบแล้วเราปล่อยไปเลย หน้าที่ของเราก็คือพยายามรู้ตัวอยู่เท่านั้นเองสิ่งที่มันเกิดขึ้น เราไม่ตั้งใจจะรู้ มันก็รู้เองเพราะมันเป็นงานที่จิตสร้างขึ้น จิตเขาเป็นผู้สร้างงานขึ้นมา ก็ต้องรู้ว่างานเขาคืออะไร

การรู้เห็นนี้ เป็นปัจจัตตัง เรารู้เฉพาะตัวเราเอง ถ้าไปเปิดเผยคุยหน่อย บางทีเราอาจเผลอประมาทไปว่าเราเป็นผู้วิเศษหรือไปหลงติดมัน มันจะรู้เห็นอะไร หรือไม่รู้เห็นอะไร ก็ช่างมัน ให้เรารู้จิตเราเอง อย่าไปหลงติดมัน..."

หลวงพ่อพุธ ฐานิโย







“..ร่างกายเสื่อมก็ช่างจิตเราต้องไม่เสื่อมตาม.."
"..ร่างกายมีสภาพแต่จะต้องตกไปในกระแสของความเสื่อมถ่ายเดียว
แต่ส่วน "จิต" จะไม่ตกไปอย่างนั้น
จะต้องไหลไปสู่ความเจริญได้ตามกำลังของมัน
ถ้าใครมีกำลังแรงมากก็ไปได้ไกล

ถ้าใครไปติดอยู่ในเกิด เขาก็จะต้องเกิด
ใครไปติดอยู่ในแก่ เขาก็จะต้องแก่
ใครไปติดอยู่ในเจ็บ เขาก็จะต้องเจ็บ
ใครไปติดอยู่ในตาย เขาก็จะต้องตาย
ถ้าใครไม่ไปติดอยู่ในเกิด ไม่ติดอยู่ในแก่
ไม่ติดอยู่ในเจ็บ และไม่ติดอยู่ในตาย
เขาก็จะต้องไปอยู่ในที่ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ และไม่ตาย

เรียกว่า มองเห็นก้อน "อริยทรัพย์" แล้ว คือ ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ
ผู้นั้นก็จะไม่ต้องกลัวจน ถึงร่างกายเราจะแก่ จิตของเราไม่แก่
มันจะเจ็บก็เจ็บไป ตายก็ตายไป แต่จิตของเราไม่เจ็บ จิตของเราไม่ตาย
พระอรหันต์นั้นใครจะตีให้หัวแตก แต่จิตของท่านก็อาจไม่เจ็บด้วย

"จิต" เมื่อมันสุมคลุกเคล้ากับโลก ก็จะต้องมีการกระทบ
เมื่อกระทบแล้วก็จะหวั่นกลอกกลิ้งไปกลิ้งมา
เหมือนก้อนหินกลมๆ ที่มันอยู่รวมกันมากๆ ก็จะกลิ้งไปกลิ้งมาอย่างเดียวกัน
ดังนั้นใครจะดีจะชั่ว เราไม่เก็บมาคิดให้เกิดความชอบความชัง
ปล่อยไปให้หมด เป็นเรื่องของเขา

นิวรณ์ เป็นตัวโรค ๕ ตัว ซึ่งเกาะกินจิตใจคนให้ผอมและหิวกระหาย
ถ้าใครมี "สมาธิ" เข้าไปถึงจิตก็จะฆ่าตัวโรคทั้ง ๕ นี้ให้พินาศไปได้
ผู้นั้นก็จะต้องอิ่มกาย อิ่มใจ เป็นผู้ไม่หิว ไม่อยาก ไม่ยาก ไม่จน
ไม่ต้องไปขอความดีจากคนอื่น

ผลที่ได้ คือ
๑) ทำให้ตัวเองเป็นผู้เจริญด้วย "อริยทรัพย์"
๒) ถ้าพระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ก็จะต้องพอพระทัยมาก
เหมือนพ่อแม่ที่มีลูกเป็นคนร่ำรวย ตั้งเนื้อตั้งตัวได้เอง
ท่านก็หมดความเป็นห่วงใย นอนตาหลับได้

สรุปแล้ว
"โลกียทรัพย์" เป็นเครื่องบำรุงกาย
"อริยทรัพย์" เป็นเครื่องบำรุงกำลังใจ

จึงขอให้พากันน้อมนำธรรมะข้อนี้ไปปฏิบัติ
เพื่อฝึกตน ขัดเกลากาย วาจา ใจของตน
ให้เป็นความดีงาม บริสุทธิ์ เพื่อจะได้ถึงซึ่งอริยทรัพย์
อันเป็นทางนำมาแห่งความสุขเป็นอย่างยอด คือ พระนิพพาน.."

ธมฺมธโรวาท
พระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์ (ท่านพ่อลี ธมฺมธโร) วัดอโศการาม อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ
(พ.ศ.๒๔๔๙-๒๕๐๔ )








อำนาจแห่งพุทธานุสสติ
...
มีพระพุทธเจ้าอยู่ในใจ
มีพุทโธอยู่ในใจ
ถ้าไม่หมดอายุ
โรคภัยหรืออุบัติเหตุ
แม้ร้ายแรงเพียงไร
ก็ไม่สามารถทำลายชีวิตได้
ถ้าหมดอายุ ก็จะไปสู่สุคติ
จึงควรนึกถึงพระพุทธเจ้า
ภาวนาพุทโธไว้เสมอ
...
พระคติธรรม สมเด็จพระสังฆราชเจ้า
กรมหลวงวชิรญาณสังวร






#ชำระศีลห้าของตนให้บริสุทธิ์

"... ทางตานี่ก็เป็นศีลประเภทหนึ่ง
ทางหูก็เป็นศีลประเภทหนึ่ง นำความผิดออกจากตา ออกจากหู ออกจากจมูก ออกจากลิ้น ออกจากกาย ทั้งสี่ ทั้งห้านี้แหละ

ศีลทั้งห้าก็อันนี้แหละ นำความผิด
ความยินดียินร้ายออกจากจิตใจของตนให้บริสุทธิ์หมดจด ทำให้เป็นไป จะเอาพุทโธเป็นบริกรรมก็เอา หรือจะเอาธัมโมเป็นบริกรรม เป็นมรรคภาวนาก็ได้ เคยทำกันมาแล้วกระมัง

ครั้นได้พุทโธ พุทโธ นี้เป็นอารมณ์ของจิตใจอยู่เป็นนิจ เวลาเอาเข้าหนักเข้า หนักเข้า ลมมันก็สงบได้เหมือนกัน แต่รักษาไว้อย่าให้เป็นธรรมเมา พุทโธ พุทโธ นี่นะ พุทโธ พุทโธ กลายเป็นธรรมเมา ธัมโม ธัมโม มันไม่เป็นธัมโม มันกลายเป็นธรรมเมาไปเสีย สังโฆ สังโฆ พวกนี้เป็นอารมณ์ของใจ ให้ดิ่งอยู่เป็นอันหนึ่ง นาน ๆ เข้าจิตใจก็สงบลงเป็นสมาธิได้เหมือนกันนั่นละ

รักษาธรรมเมานี้ไม่ให้เกิด อดีตธรรมเมา อนาคตธรรมเมา อดีตที่ล่วงแล้วมันนำมาหเป็นธรรมเมา อนาคตยังไม่มาถึงก็เป็นธรรมเมา ถ้าจิตดิ่งอยู่ปัจจุบันมันจึงเป็นธัมโม อดีต อนาคตเป็นธรรมเมาแล้วจงรักษาดี ๆ มีสองอย่างเท่านั้นแหละ มันเป็นธรรมเมา นอกจากจิตดิ่งอยู่ปัจจุบันนี่เป็นธัมโม มันไม่หมุนตามสังขาร มาหมุนตามสมมติ แล้วมันก็ใช้ได้

นี่ก็พิจารณา จะเอาพุทโธเป็นมรรคก็ได้ มรรคภาวนาหรือจะเอากายเป็นมรรค พิจารณากาย สังขาร นาม รูป อันนี้ใช้ชำนิชำนาญบุราณท่าน หรือสมัยนี้ก็เหมือนกัน กุลบุตรทั้งหลายที่มาบวชบรรพชาเพศ อุปัชฌาย์ท่านสอน

กายนี่แหละเป็นมรรค เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ ตโจ ทันตา นขา โลมา เกสา อนุโลม ปฏิโลม ทั้งเบื้องบนพิจารณาแต่เล็บเท้าขึ้นมาถึงปลายผม เบื้องต่ำพิจารณาตั้งแต่ปลายผมถึงเล็บเท้า นี่แหละเป็นมรรค เอากายเป็นมรรค

ต่อเมื่อใดวางหมดแล้ว ไม่ยึดรูปธรรม นามธรรมเป็นตนเป็นตัว สัญญาก็สงบลง สังขาร ความปรุงแต่ง ความเกิด ความดับ โทษ ทุกข์ ภัย อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ดับลง วิญญาณ ความรู้ รู้ดี รู้ชั่ว รู้บุญ รู้บาป รู้ผิด รู้ถูก ก็ดับลงหมด แล้วมันก็จิตสงบลงได้ ... "

""""""""""""""""""""""""""""""""""""""
#หลวงปู่แหวน_สุจิณโณ
วัดดอยแม่ปั๋ง ตำบลแม่ปั๋ง อำเภอพร้าว
จังหวัดเชียงใหม่ (พ.ศ.๒๔๓๐ - ๒๕๒๘)







ธรรมขั้นสูงนั้นมิได้อยู่ที่ไหน
หากอยู่ในความธรรมดาสามัญ
เพราะธรรมดาสามัญนั้นเอง ผู้เข้าถึงธรรม
คือผู้เข้าถึงธรรมดา กลมกลืนกับธรรมดา
ไม่ขัดขืนโต้แย้งกับธรรมดา ทั้งไม่ผลักไส
หรือยึดติดธรรมดา เพราะธรรมดานั้น
ไม่มีบวกหรือลบ สูงหรือต่ำ น่ายินดี
หรือไม่น่ายินดี หากเป็นใจของเราต่างหาก
ที่ไปกำหนดหมายหรือให้ค่าเอาเอง ...
...
พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล






“..บางคนจะทำบุญแต่ละที ก็คอยแต่จะให้มีเงินมากๆเสียก่อน เลยไม่ได้ทำสักที เห็นคนอื่นทำก็ออนซอน* กับท่าน คิดว่าเพิ่นบุญหลายหนอคนไม่รู้จักบุญ บุญไม่ใช่อย่างนั้น การละความชั่ว ละความผิดมันก็เป็นบุญแล้ว การรักษาศีล การเจริญภาวนา การฟังพระธรรมเทศนาทำให้เกิดความเฉลียวฉลาดขึ้นมา เหล่านี้ก็ทำให้เกิดบุญขึ้นได้ แล้วคนเราสมัยนี้เข้าใจว่า การทำบุญ ก็คือการให้ทานเท่านั้น เพราะส่วนมากได้ยินพระท่านเทศน์เรื่อง ทานบารมี ทานอุปบารมี ทานปรมัตถ-บารมี แต่ไม่ได้อธิบายให้เกิดความเข้าใจ

คนส่วนมากจึงมักเข้าใจกันว่า การทำบุญคือ การนำเอาสิ่งของไปถวายพระมากๆ คนยากจนก็เลยทำไม่ได้ เพราะไม่เข้าใจภาษาบาลีดังที่กล่าว

ความจริงเรื่องการให้ทาน ท่านแบ่งไว้ ๓ ระดับ คือ การเสียสละสิ่งของภายนอก จัดเป็นทานบารมี การสละอวัยวะ จัดเป็นทานอุปบารมี การสละชีวิต จัดเป็นทานปรมัตถบารมี หรืออีกอย่างหนึ่งว่า ยอมเสียทรัพย์เพื่อรักษาอวัยวะ ยอมเสียอวัยวะเพื่อรักษาชีวิตยอมเสียชีวิตเพื่อรักษาธรรม

เหล่านี้ถ้าเราเข้าใจก็ไม่มีปัญหา ไม่ว่าคนรวยคนจนก็สามารถทำบุญให้ทานได้ โดยเฉพาะทานที่ไม่ต้องสิ้นเปลืองทรัพย์สินเงินทองคือ อภัยทาน ซึ่งทุกคนสามารถทำได้ และทานชนิดนี้พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญด้วย ดังนั้นการสร้างคุณงามความดีมีอยู่หลายอย่าง ให้พากันเข้าใจ บางคนคิดว่าการทำบุญให้ทานได้ผลอานิสงส์มาก ก็ทุ่มเทใส่จนหมดเนื้อหมดตัว ไม่รู้เรื่อง

ส่วนคนรู้เรื่อง มีขนาดไหนก็ใช้ไปขนาดนั้น มันอยู่ที่การกระทำถ้าทำถูกมันเป็นบุญเป็นกุศลทุกอย่างนั้นแหละ ตัวอย่างเช่น การช่วยเขาขุดบ่อน้ำริมถนน เราผ่านไปก็ได้เห็น เขาทำอะไรก็ช่วยทำ ถามว่าได้บุญไหม ตอบว่าได้ ได้อย่างไร การช่วยเขาขุดบ่อน้ำต่อไปภายหน้าเราก็ไม่ต้องซื้อน้ำ ใครผ่านมาก็ไม่ต้องซื้อกิน เพราะเป็นน้ำสาธารณะให้ความสุขแก่มนุษย์ทั่วๆไป อย่างนี้เป็นต้น

อย่างเราอยู่ศาลา ก็ช่วยเขาปัดกวาด เขาถอนหญ้า เราก็ช่วยเขาทำอะไรก็ช่วย ไปอาศัยบ้านเขาอยู่ก็เหมือนกัน จะเป็น ๒ วัน๓ วัน ก็ต้องช่วยเขาทำในสิ่งที่เราทำได้ นี้เรียกว่าบุญ บุญมันอยู่ที่ใจของเรา บ้านไหนมีบุญเรารู้ได้ คนในบ้านรู้จักเคารพพ่อแม่ เคารพผู้เฒ่าผู้แก่ ทำอะไรก็มีความสุข มีความหมาย คนไม่รู้จักบุญก็วุ่นวายอยู่นั่น จะทำบุญแต่ละครั้งต้องฆ่าเป็ด ฆ่าไก่ ฆ่าวัว ไม่รู้จักเสียเลยจริงๆ บุญไม่ลำบากอย่างนั้นนะ ง่ายๆทำไปแล้วสบาย คิดขึ้นมาตอนไหนก็สบายใจ จะอยู่บ้านไหนเมืองไหนก็สบาย ไม่ทะเลาะเบาะแว้งกัน ถ้าเข้าถึงธรรมะแล้วเป็นอย่างนั้น..”

#ที่มา> จากหนังสือกบเฒ่านั่งเฝ้ากอบัว
โอวาทธรรมคำสอน
พระโพธิญาณเถร (หลวงปู่ชา สุภทฺโท) วัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี
(พ.ศ.๒๔๖๑-๒๕๓๕)








“..บุญนี้พากันตกแต่งไปเถอะ ถ้าไม่มีบุญแล้วหมดหวังนะคนเรา ความสมหวังอยู่กับที่บุญของเรานั้นแหละ ไม่ได้อยู่ที่บาปนะ บาปมีแต่ทำให้ผิดหวังทั้งนั้นแหละ ไม่ว่าจะสัตว์จะบุคคลไปเกิดในภพใดแดนใดไปเกิดด้วยความผิดหวัง ความสมหวังไม่ค่อยมี ถ้าเราได้สร้างบุญสร้างกุศลไว้แล้วก็เกิดในที่สมหวัง อายุยืนนาน สิ่งเสวยทิพสมบัติก็มีมากมูนไพศาล ถ้าไม่มีบุญมีกรรมเสียอย่างเดียวอดยากขาดแคลนจนจะเป็นจะตายก็ไม่ได้กิน ทุกข์ยากลำบากอยู่เช่นนั้น เรียกว่าคนไม่มีบุญ คนมีบุญอยู่ที่ไหนสิ่งที่จะมาสนองความต้องการนี้ดีทั้งนั้นละ เพราะฉะนั้นเราต้องการของดีก็ขอให้พากันแสวงหาบุญกุศล หาความดีงามใส่ตน อย่าหาแต่ความชั่วช้าลามกใส่ตน ตายแล้วจะจม อันนี้ก็พากันจำไว้ทุกคนนะ..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน) วัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี
(พ.ศ.๒๔๕๖-๒๕๕๔)








#ชำระศีลห้าของตนให้บริสุทธิ์
"... ทางตานี่ก็เป็นศีลประเภทหนึ่ง
ทางหูก็เป็นศีลประเภทหนึ่ง นำความผิดออกจากตา ออกจากหู ออกจากจมูก ออกจากลิ้น ออกจากกาย ทั้งสี่ ทั้งห้านี้แหละ

ศีลทั้งห้าก็อันนี้แหละ นำความผิด
ความยินดียินร้ายออกจากจิตใจของตนให้บริสุทธิ์หมดจด ทำให้เป็นไป จะเอาพุทโธเป็นบริกรรมก็เอา หรือจะเอาธัมโมเป็นบริกรรม เป็นมรรคภาวนาก็ได้ เคยทำกันมาแล้วกระมัง

ครั้นได้พุทโธ พุทโธ นี้เป็นอารมณ์ของจิตใจอยู่เป็นนิจ เวลาเอาเข้าหนักเข้า หนักเข้า ลมมันก็สงบได้เหมือนกัน แต่รักษาไว้อย่าให้เป็นธรรมเมา พุทโธ พุทโธ นี่นะ พุทโธ พุทโธ กลายเป็นธรรมเมา ธัมโม ธัมโม มันไม่เป็นธัมโม มันกลายเป็นธรรมเมาไปเสีย สังโฆ สังโฆ พวกนี้เป็นอารมณ์ของใจ ให้ดิ่งอยู่เป็นอันหนึ่ง นาน ๆ เข้าจิตใจก็สงบลงเป็นสมาธิได้เหมือนกันนั่นละ

รักษาธรรมเมานี้ไม่ให้เกิด อดีตธรรมเมา อนาคตธรรมเมา อดีตที่ล่วงแล้วมันนำมาหเป็นธรรมเมา อนาคตยังไม่มาถึงก็เป็นธรรมเมา ถ้าจิตดิ่งอยู่ปัจจุบันมันจึงเป็นธัมโม อดีต อนาคตเป็นธรรมเมาแล้วจงรักษาดี ๆ มีสองอย่างเท่านั้นแหละ มันเป็นธรรมเมา นอกจากจิตดิ่งอยู่ปัจจุบันนี่เป็นธัมโม มันไม่หมุนตามสังขาร มาหมุนตามสมมติ แล้วมันก็ใช้ได้

นี่ก็พิจารณา จะเอาพุทโธเป็นมรรคก็ได้ มรรคภาวนาหรือจะเอากายเป็นมรรค พิจารณากาย สังขาร นาม รูป อันนี้ใช้ชำนิชำนาญบุราณท่าน หรือสมัยนี้ก็เหมือนกัน กุลบุตรทั้งหลายที่มาบวชบรรพชาเพศ อุปัชฌาย์ท่านสอน

กายนี่แหละเป็นมรรค เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ ตโจ ทันตา นขา โลมา เกสา อนุโลม ปฏิโลม ทั้งเบื้องบนพิจารณาแต่เล็บเท้าขึ้นมาถึงปลายผม เบื้องต่ำพิจารณาตั้งแต่ปลายผมถึงเล็บเท้า นี่แหละเป็นมรรค เอากายเป็นมรรค

ต่อเมื่อใดวางหมดแล้ว ไม่ยึดรูปธรรม นามธรรมเป็นตนเป็นตัว สัญญาก็สงบลง สังขาร ความปรุงแต่ง ความเกิด ความดับ โทษ ทุกข์ ภัย อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ดับลง วิญญาณ ความรู้ รู้ดี รู้ชั่ว รู้บุญ รู้บาป รู้ผิด รู้ถูก ก็ดับลงหมด แล้วมันก็จิตสงบลงได้ ... "

""""""""""""""""""""""""""""""""""""""
#หลวงปู่แหวน_สุจิณโณ
วัดดอยแม่ปั๋ง ตำบลแม่ปั๋ง อำเภอพร้าว
จังหวัดเชียงใหม่ (พ.ศ.๒๔๓๐ - ๒๕๒๘)






ในโลกนี้ ถ้าไม่มีปัญหาไม่ทุกข์
ถ้าปัญหาแก้ได้ ก็ดับทุกข์ได้
ถ้าปัญหาแก้ไม่ได้ ก็ทุกข์มาก

ฉะนั้นคนเรา ทุกข์เพราะมีปัญหาที่ใจ
เพราะแก้ใจไม่ได้
จึงมีทุกข์ ต้องเศร้าโศก เสียใจผิดหวัง
มีความทุกข์ทรมาน เพราะคิดไม่หยุด
กินไม่ได้ นอนไม่หลับ ผ่ายผอม
เพราะทุกข์ที่จิต ดับที่จิตไม่ได้
คิดมากเกินกว่าความเป็นจริง..
--------
#ธรรมะคำสอน
#หลวงพ่อสนอง_กตปุญโญ







“..#บุญและบาปสิ่งใดๆ ใจถึงก่อน ใจเป็นรากฐาน ใจเป็นประธาน มันสำเร็จที่ใจ

ตัวบุญคือใจสบาย เย็นอกเย็นใจ
ตัวบาปคือใจไม่สบาย ใจเดือดใจร้อน

เราไม่อยากเป็นกรรมเป็นเวร เราต้องตัด ตัดอารมณ์น่ะแหละ ให้อยู่ในที่รู้ อยู่ตรงไหน แล้วเราก็เพ่งอยู่ตรงนั้น

ปัญญา คือ ความรอบรู้ในกองทุกข์สังขาร

ถ้าคนเราไม่ได้ทำ ไม่ได้หัดไม่ได้ขัด ไม่ได้เกลา ที่ไหนเล่าจะมีพระอรหันต์ในโลก

ให้สติกำหนดที่ผู้รู้ อย่าส่งไปข้างหน้า ข้างหลัง ข้างซ้าย ข้างขวา ข้างบน ข้างล่าง อดีต อนาคต กำหนดอยู่ที่ผู้รู้แห่งเดียวเท่านั้นแหละ

#จำไว้พุทโธ ธัมโม สังโฆ ทำอะไรๆ ก็พุทโธ กลัวก็พุทโธ ใจไม่ดีก็พุทโธ ขี้เกียจก็พุทโธ เพื่อไม่ให้หลงถือทิฐิมานะอหังการ ถือว่าเป็นตัวเป็นตน เป็นสัตว์เป็นบุคคล เป็นเราเป็นเขา..”

อาจาโรวาท
#หลวงปู่ฝั้น อาจาโร
วัดป่าอุดมสมพร อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร
(พ.ศ.๒๔๔๒-๒๕๒๐)









"ทุกครั้งที่เธอพูดปด
ความน่าเชื่อถือในตัวเธอ
จะน้อยลงไปเรื่อยๆ
ถ้าพูดปด พูดเท็จ จนเป็นนิสัย
ต่อไปจะไม่มีใครเชื่อ
คําพูดของเธอ
เธอจะกลายเป็น
คนไม่มีค่าในที่สุด"

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร จ.ชลบุรี







“..บุญและบาปสิ่งใดๆ ใจถึงก่อน ใจเป็นรากฐาน ใจเป็นประธาน มันสำเร็จที่ใจ

ตัวบุญคือใจสบาย เย็นอกเย็นใจ
ตัวบาปคือใจไม่สบาย ใจเดือดใจร้อน

เราไม่อยากเป็นกรรมเป็นเวร เราต้องตัด ตัดอารมณ์น่ะแหละ ให้อยู่ในที่รู้ อยู่ตรงไหน แล้วเราก็เพ่งอยู่ตรงนั้น

ปัญญา คือ ความรอบรู้ในกองทุกข์สังขาร

ถ้าคนเราไม่ได้ทำ ไม่ได้หัดไม่ได้ขัด ไม่ได้เกลา ที่ไหนเล่าจะมีพระอรหันต์ในโลก

ให้สติกำหนดที่ผู้รู้ อย่าส่งไปข้างหน้า ข้างหลัง ข้างซ้าย ข้างขวา ข้างบน ข้างล่าง อดีต อนาคต กำหนดอยู่ที่ผู้รู้แห่งเดียวเท่านั้นแหละ

จำไว้พุทโธ ธัมโม สังโฆ ทำอะไรๆ ก็พุทโธ กลัวก็พุทโธ ใจไม่ดีก็พุทโธ ขี้เกียจก็พุทโธ เพื่อไม่ให้หลงถือทิฐิมานะอหังการ ถือว่าเป็นตัวเป็นตน เป็นสัตว์เป็นบุคคล เป็นเราเป็นเขา..”

อาจาโรวาท
หลวงปู่ฝั้น อาจาโร
วัดป่าอุดมสมพร อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร
(พ.ศ.๒๔๔๒-๒๕๒๐)






#ผู้ชี้ทางสว่าง

พอมีพระพุทธเจ้า เป็นผู้ที่มาชี้
แนะแนวทาง รู้บุญ รู้บาป ให้รู้กรรม
ให้รู้เวร ให้คนเราพ้นจากความเป็นมนุษย์ปุถุชน

พ้นจากความเป็นคนหยาบช้า กลายเป็นคนมีนิสัย มีปัจจัยที่จะทำความดีให้ตัวเองพ้นทุกข์ไปได้.

โอวาทธรรม หลวงพ่อสนอง กตปุญโญวัดสังฆทาน จ.นนทบุรี






คนที่จะข้ามโอฆะ
(ห้วงน้ำ หมายถึงการเวียนว่ายตายเกิด) ได้ ต้องมีศรัทธาเสียก่อน
ถ้าไม่มีศรัทธาเสียอย่างเดียวก็หมดทางที่จะข้ามโอฆะได้
ศรัทธาจึงเป็นของสำคัญที่สุด เช่น เชื่อมั่นในกรรม เชื่อผลของกรรม ดังที่ได้อธิบายมาแล้ว
แต่ว่าศรัทธาอันนั้น เป็นเบื้องต้นที่จะทำทาน
ถ้ามีศรัทธาแล้ว ไม่อดเรื่องการทำทาน อยู่ที่ไหนก็ทำได้ ทำมากก็ได้ ทำน้อยก็ได้ ไม่ต้องเลือกวัตถุในการทำทาน จะเป็นข้าว น้ำ อาหาร หมากพลู .... สารพัดสิ่งเป็นทาน ได้ทั้งหมด แม้แต่ใบไม้ ใบตอง ใบหญ้า ก็เป็นทานได้

เราทำด้วยความเชื่อมั่นว่า สิ่งนี้ทำไปแล้วจะเป็นประโยชน์แก่ผู้นั้น ๆ เราก็อิ่มอกอิ่มใจขึ้นมา ก็เป็นบุญ
นั่นแหละ ศรัทธา
มันทำให้อิ่มอกอิ่มใจ ทำให้เกิดบุญ ซาบซึ้งถึงใจทุกอย่างไม่ลืมเลย อันนั้นจึงเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ข้ามโอฆะ.

เทสโกวาท
หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี.
วัดหินหมากเป้ง อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย
จากธรรมเทศนาเรื่อง หลักการปฏิบัติธรรม
วัดป่านิโรธรังสี






“..คำว่า “สติ” ย่อมถือเป็นธรรมสำคัญของความเพียรทุก ๆ ประโยค
และคำว่า “ปัญญา” ก็ย่อม ถือเป็นสำคัญในเวลาที่ควรใช้ตามกาลของตน เพราะปัญญาเป็นธรรมจำเป็นไปตามภูมิของจิต ของธรรม ส่วนสติเป็นธรรมจำเป็นตลอดไปในอิริยาบถต่าง ๆ

กาลใดที่ขาดสติ กาลนั้นเรียกว่า ขาดความเพียร แม้กำลังเดินจงกรมหรือนั่งสมาธิอยู่ก็สักแต่ว่าเท่านั้น แต่มิได้เรียกว่า เป็นความเพียรชอบ ดังนั้นท่านจึงสอนเน้นลงในความมีสติมากกว่าธรรมอื่น ๆ เพราะ สติเป็นรากฐานสำคัญของความเพียรทุกประเภทและทุกประโยคที่ทำ จนกลายเป็น มหาสติขึ้นมาและผลิตปัญญาให้เป็นไปตาม ๆ กัน

ภูมิต้นเพื่อความสงบต้องใช้สติ ให้มาก ภูมิต่อไปสติกับปัญญาควรเป็นธรรมควบคู่กันไปตลอดสาย..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)





“..ให้ทราบว่าในโลกนี้ไม่มีแก่นสารอันใด
เกิดมาแล้วก็ต้องตาย เอาอะไรไปไม่ได้สักอย่าง
ที่จะเอาได้ก็เป็นเรื่องของดวงจิตเท่านั้น...
ฉะนั้น...จึงให้รู้จักทำจิตคลายจากความชั่ว
ความเศร้าหมอง ทำจิตใจ
ให้เป็นบุญเป็นกุศล เป็นจิตที่สงบผ่องใส เป็นสมาธิ
ให้รู้จักใช้ปัญญา พิจารณารูปนาม
ให้เห็นตามความเป็นจริงของสังขาร
จนสามารถละวางตัณหาอุปทานทั้งหลายได้..
“ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นทุกข์”
ผู้ที่เห็นทุกข์เหล่านั้นจึงขวนขวายหาหนทางพ้นทุกข์
เมื่อเห็นทุกข์แล้ว จงเร่งความเพียรภาวนาเรื่อยไป
เพื่อให้รู้แจ้งเห็นจริงด้วยตนเอง..”

พหุลกถาโอวาท
หลวงปู่ฝั้น อาจาโร
วัดป่าอุดมสมพร อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร
(พ.ศ.๒๔๔๒-๒๕๒๐)





" คนไม่เหมือนกัน จิตใจก็ไม่เหมือนกัน การที่จะไปกะเกณฑ์ให้คนอื่นสิ่งอื่น เพื่อให้ได้ดังใจของตน ตัวเราเองนั่นแหละต้องร้อนใจ เพราะความต้องการของเราเอง จะเผาใจของเราเอง "

หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม






“..ร่างกายเสื่อมก็ช่างจิตเราต้องไม่เสื่อมตาม.."
"..ร่างกายมีสภาพแต่จะต้องตกไปในกระแสของความเสื่อมถ่ายเดียว
แต่ส่วน "จิต" จะไม่ตกไปอย่างนั้น
จะต้องไหลไปสู่ความเจริญได้ตามกำลังของมัน
ถ้าใครมีกำลังแรงมากก็ไปได้ไกล

ถ้าใครไปติดอยู่ในเกิด เขาก็จะต้องเกิด
ใครไปติดอยู่ในแก่ เขาก็จะต้องแก่
ใครไปติดอยู่ในเจ็บ เขาก็จะต้องเจ็บ
ใครไปติดอยู่ในตาย เขาก็จะต้องตาย
ถ้าใครไม่ไปติดอยู่ในเกิด ไม่ติดอยู่ในแก่
ไม่ติดอยู่ในเจ็บ และไม่ติดอยู่ในตาย
เขาก็จะต้องไปอยู่ในที่ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ และไม่ตาย

เรียกว่า มองเห็นก้อน "อริยทรัพย์" แล้ว คือ ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ
ผู้นั้นก็จะไม่ต้องกลัวจน ถึงร่างกายเราจะแก่ จิตของเราไม่แก่
มันจะเจ็บก็เจ็บไป ตายก็ตายไป แต่จิตของเราไม่เจ็บ จิตของเราไม่ตาย
พระอรหันต์นั้นใครจะตีให้หัวแตก แต่จิตของท่านก็อาจไม่เจ็บด้วย

"จิต" เมื่อมันสุมคลุกเคล้ากับโลก ก็จะต้องมีการกระทบ
เมื่อกระทบแล้วก็จะหวั่นกลอกกลิ้งไปกลิ้งมา
เหมือนก้อนหินกลมๆ ที่มันอยู่รวมกันมากๆ ก็จะกลิ้งไปกลิ้งมาอย่างเดียวกัน
ดังนั้นใครจะดีจะชั่ว เราไม่เก็บมาคิดให้เกิดความชอบความชัง
ปล่อยไปให้หมด เป็นเรื่องของเขา

นิวรณ์ เป็นตัวโรค ๕ ตัว ซึ่งเกาะกินจิตใจคนให้ผอมและหิวกระหาย
ถ้าใครมี "สมาธิ" เข้าไปถึงจิตก็จะฆ่าตัวโรคทั้ง ๕ นี้ให้พินาศไปได้
ผู้นั้นก็จะต้องอิ่มกาย อิ่มใจ เป็นผู้ไม่หิว ไม่อยาก ไม่ยาก ไม่จน
ไม่ต้องไปขอความดีจากคนอื่น

ผลที่ได้ คือ
๑) ทำให้ตัวเองเป็นผู้เจริญด้วย "อริยทรัพย์"
๒) ถ้าพระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ก็จะต้องพอพระทัยมาก
เหมือนพ่อแม่ที่มีลูกเป็นคนร่ำรวย ตั้งเนื้อตั้งตัวได้เอง
ท่านก็หมดความเป็นห่วงใย นอนตาหลับได้

สรุปแล้ว
"โลกียทรัพย์" เป็นเครื่องบำรุงกาย
"อริยทรัพย์" เป็นเครื่องบำรุงกำลังใจ

จึงขอให้พากันน้อมนำธรรมะข้อนี้ไปปฏิบัติ
เพื่อฝึกตน ขัดเกลากาย วาจา ใจของตน
ให้เป็นความดีงาม บริสุทธิ์ เพื่อจะได้ถึงซึ่งอริยทรัพย์
อันเป็นทางนำมาแห่งความสุขเป็นอย่างยอด คือ พระนิพพาน.."

ธมฺมธโรวาท
พระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์ (ท่านพ่อลี ธมฺมธโร) วัดอโศการาม อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ
(พ.ศ.๒๔๔๙-๒๕๐๔ )







"...ความยิ่งหย่อนแห่งวาสนาบารมีนั้นมีได้ทั้งคนและสัตว์ สัตว์บางตัวมีวาสนาบารมีและอัธยาศัยดีกว่ามนุษย์บางคน แต่เขาตกอยู่ในภาวะความเป็นสัตว์ ก็จำต้องทนรับเสวยไป สัตว์เดรัจฉานก็ยังมีและเสวยกรรมไปตามวิบากของมัน มิให้ประมาทเขาว่าเป็นสัตว์ที่เกิดในกำเนิดต่ำทราม ความจริงเขาเพียงเสวยกรรมตามวาระที่เวียนมาถึงเท่านั้น เช่นเดียวกับมนุษย์ ขณะที่ตกอยู่ในความทุกข์จนข้นแค้น ก็จำต้องทนเอาจนกว่าจะสิ้นกรรม เมื่อมนุษย์เราเกิดเสวยชาติเป็นคน มีสุขบ้าง ทุกข์บ้าง ตามวาระของกรรมที่อำนวย มนุษย์ก็มีกรรมชนิดหนึ่งที่พาให้มาเป็นอย่างนี้ ซึ่งล้วนผ่านกำเนิดต่างๆ จนนับไม่ถ้วน ให้ตระหนักในกรรมของสัตว์ว่ามีต่างๆ กัน เพราะฉะนั้นไม่ให้ดูถูกเหยียดหยามในชาติกำเนิดความเป็นอยู่ของกันและกัน และสอนให้รู้ว่าสัตว์ทั้งหลายมีกรรมดี กรรมชั่วเป็นของๆ ตน..."

โอวาทธรรม

หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต






"...ความยิ่งหย่อนแห่งวาสนาบารมีนั้นมีได้ทั้งคนและสัตว์ สัตว์บางตัวมีวาสนาบารมีและอัธยาศัยดีกว่ามนุษย์บางคน แต่เขาตกอยู่ในภาวะความเป็นสัตว์ ก็จำต้องทนรับเสวยไป สัตว์เดรัจฉานก็ยังมีและเสวยกรรมไปตามวิบากของมัน มิให้ประมาทเขาว่าเป็นสัตว์ที่เกิดในกำเนิดต่ำทราม ความจริงเขาเพียงเสวยกรรมตามวาระที่เวียนมาถึงเท่านั้น เช่นเดียวกับมนุษย์ ขณะที่ตกอยู่ในความทุกข์จนข้นแค้น ก็จำต้องทนเอาจนกว่าจะสิ้นกรรม เมื่อมนุษย์เราเกิดเสวยชาติเป็นคน มีสุขบ้าง ทุกข์บ้าง ตามวาระของกรรมที่อำนวย มนุษย์ก็มีกรรมชนิดหนึ่งที่พาให้มาเป็นอย่างนี้ ซึ่งล้วนผ่านกำเนิดต่างๆ จนนับไม่ถ้วน ให้ตระหนักในกรรมของสัตว์ว่ามีต่างๆ กัน เพราะฉะนั้นไม่ให้ดูถูกเหยียดหยามในชาติกำเนิดความเป็นอยู่ของกันและกัน และสอนให้รู้ว่าสัตว์ทั้งหลายมีกรรมดี กรรมชั่วเป็นของๆ ตน..."
โอวาทธรรม

หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต







คนที่จะข้ามโอฆะ
(ห้วงน้ำ หมายถึงการเวียนว่ายตายเกิด) ได้ ต้องมีศรัทธาเสียก่อน
ถ้าไม่มีศรัทธาเสียอย่างเดียวก็หมดทางที่จะข้ามโอฆะได้
ศรัทธาจึงเป็นของสำคัญที่สุด เช่น เชื่อมั่นในกรรม เชื่อผลของกรรม ดังที่ได้อธิบายมาแล้ว
แต่ว่าศรัทธาอันนั้น เป็นเบื้องต้นที่จะทำทาน
ถ้ามีศรัทธาแล้ว ไม่อดเรื่องการทำทาน อยู่ที่ไหนก็ทำได้ ทำมากก็ได้ ทำน้อยก็ได้ ไม่ต้องเลือกวัตถุในการทำทาน จะเป็นข้าว น้ำ อาหาร หมากพลู .... สารพัดสิ่งเป็นทาน ได้ทั้งหมด แม้แต่ใบไม้ ใบตอง ใบหญ้า ก็เป็นทานได้

เราทำด้วยความเชื่อมั่นว่า สิ่งนี้ทำไปแล้วจะเป็นประโยชน์แก่ผู้นั้น ๆ เราก็อิ่มอกอิ่มใจขึ้นมา ก็เป็นบุญ
นั่นแหละ ศรัทธา
มันทำให้อิ่มอกอิ่มใจ ทำให้เกิดบุญ ซาบซึ้งถึงใจทุกอย่างไม่ลืมเลย อันนั้นจึงเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ข้ามโอฆะ.

เทสโกวาท
หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี.
วัดหินหมากเป้ง อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย
จากธรรมเทศนาเรื่อง หลักการปฏิบัติธรรม
วัดป่านิโรธรังสี





"หลวงปู่ชอบ ฐานสโม"
ได้เล่าถึงเรื่องการสวดมนต์ไหว้พระ
ให้พระเณรฟังว่า..!!

"... การสวดมนต์ไหว้พระนั้น ถึงแม้ว่า
เราจะออกเสียงหรือไม่ออกเสียงก็ตาม พวกเทพเจ้าเหล่าเทวดาเขามีหูทิพย์ตาทิพย์ เขาก็จะได้ยินเสียงที่เรา สวดมนต์ไหว้พระด้วยพระสูตรต่างๆ
เมื่อเขาได้ยิน เขาก็จะเกิดความปีติยินดีในการสวดมนต์ไหว้พระกับเรา เขาก็จะพากันมาร่วมอนุโมทนาบุญกับเราด้วย ถ้าจิตเราสงบลงไปบ้างสักเล็กน้อย เราก็จะได้ยินเสียงที่เขามาอนุโมทนากับเรา​ เสียงที่เขาเปล่งสาธุการนั้นมันดังปานฟ้าสิถล่มทลายลงมาทับดิน.

หลวงปู่ ได้เล่าเรื่องที่ท่านเที่ยววิเวกในเมืองพม่า ดังนี้..
ครั้งหนึ่ง.เราพักจำพรรษาที่บ้านยางแดงประเทศพม่า​ วัดที่เราอยู่นั้นมันมีศาลาอยู่เพียงหลังเดียว และศาลานี้ก็มีเสาอยู่ตรงกลางต้นเดียว เราให้เขากั้นห้องเป็นสองห้อง ห้องหนึ่งเราเอาไว้พัก อีกห้องหนึ่งเราก็เอาไว้นอน ตรงกลางศาลา จะมีแท่นบูชาพระพุทธรูป มีพระพุทธรูปอยู่หนึ่งองค์ สูงประมาณศอกหนึ่ง พระพุทธรูปองค์นี้แกะสลักจากไม้สัก
ในแต่ละวันเราก็อาศัยสวดมนต์ไหว้พระอยู่หน้าพระประธานองค์นี้แหละ

คืนนั้นเรากำลังไหว้พระสวดมนต์อยู่ดีๆ
พอสวดบทธัมมะจักกัปปะวัตตนะสูตร ถึงท่อนที่ว่า จาตุมมหาราชิกา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุงฯ จาตุมมหาราชิกานัง เทวานัง สัททัง สุตวา.​
ช่วง ท่อนที่กำลังไล่ชื่อสวรรค์ชั้นต่างๆอยู่นั้น ปรากฏมีเสียงดังสะท้านไปทั่ว​ เป็นเสียงที่ดังกระหึ่มลงมาจากท้องฟ้า เสียงดังกระหึ่มนั้นทำให้ศาลาที่เรานั่งสวดมนต์ไหว้พระอยู่นั้นเกิดการสั่นไหวขึ้นมา เสียงศาลามันลั่นเอี๊ยดอ๊าดๆ โยกไหวไปมาเหมือนกับว่าแผ่นดินมันไหว..เราก็เลยหยุดสวดมนต์เอาไว้ก่อน มานั่งฟังเสียงดูว่ามันเป็นเสียงอะไรกันแน่​ เรามานั่งรำลึกในใจของเราว่า " โฮ้ๆ ! เกิดอีหยังขึ้นหนอที่นี่ เสียงดังสนั่นหวั่นไหวปานนี้ มันสิเฮ็ดให้ศาลามันพังลงมาซะบ่น้อ ! "
เราจึงดับไฟเทียนที่หน้าพระประธาน นั่งฟังเสียงดังกระหึ่มนี้อย่างเดียว พอเรามานั่งฟัง เสียงดังๆนั้นมันก็เงียบหายไป " บ่มีอีหยังอีก.. "เมื่อเสียงดังนั้นหายไปแล้ว หลวงปู่ท่านก็สวดมนต์ต่ออีก ท่านเล่าดังนี้

"เราก็เลยสวดมนต์ต่อ พอสวดถึงท่อนไล่ชื่อสวรรค์ชั้นต่างๆนั้น เสียงดังกระหึ่มมันก็กลับมาอีกรอบ​ เราบ่นออกเสียงว่า ฮ่วย ! มันเป็นอีหยังอีกน้อบาดนี่ !​ พอว่าจังซั่นล่ะ ขนคี่ง (ขนตามตัว ตามแขนขา) ขนหัว กะพากันลุกยาบๆ เอามือลูบไว้กะบ่อยู่​ ฮ่วย ! ฮ่วย ! อีหยังกันน้อบาดนี่ แผ่นดินมันไหวบ้อน๊อ ?" เรานั่งฟัง เสียงนั้นอยู่อีกนานพอสมควร เสียงนั้นจึงเงียบลงไป เราก็เลยสวดมนต์ต่อไปจนจบครบสูตร ระหว่างที่สวดนั้น ก็ไม่ปรากฏมีเหตุการณ์อะไรขึ้นมาอีก​ สวดมนต์เสร็จเรียบร้อยแล้ว เราก็กลับเข้าไปที่ในห้องพักเพื่อที่จะนั่งภาวนาต่อ ตอนที่มานั่งภาวนานี้แหละ ถึงได้มารู้ว่า เสียงที่มันดังกระหึ่มปานฟ้าจะถล่มลงมาทับดินนั้น มันคือเสียงอนุโมทนาสาธุการของเทพเจ้าเหล่าเทวดา พวกเขาได้ยินเสียงเราสวดมนต์ไหว้พระ พอพวกเขาได้ยินแล้ว ก็เกิดความปีติยินดีขึ้นมา จึงพากันเปล่งเสียงอนุโมทนาสาธุการกัน ..."

#เสียงอนุโมทนาของพวกเทพเจ้าเหล่าเทวดามีอานุภาพมาก จนทำให้แผ่นดินเฉพาะตรงที่เราอยู่นั้น เกิดการสั่นไหวขึ้นมาชั่วขณะ เทวดาเขามาแสดงปาฏิหาริย์ให้เรารับรู้ "

"""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""
#หลวงปู่ชอบ_ฐานสโม
วัดป่าสัมมานุสรณ์ บ้านโคกมน ต.ผาน้อย
อ.วังสะพุง จ.เลย (พ.ศ.๒๔๔๔ - ๒๕๓๘)






.“..บางคนจะทำบุญแต่ละที ก็คอยแต่จะให้มีเงินมากๆเสียก่อน เลยไม่ได้ทำสักที เห็นคนอื่นทำก็ออนซอน* กับท่าน คิดว่าเพิ่นบุญหลายหนอคนไม่รู้จักบุญ บุญไม่ใช่อย่างนั้น การละความชั่ว ละความผิดมันก็เป็นบุญแล้ว การรักษาศีล การเจริญภาวนา การฟังพระธรรมเทศนาทำให้เกิดความเฉลียวฉลาดขึ้นมา เหล่านี้ก็ทำให้เกิดบุญขึ้นได้ แล้วคนเราสมัยนี้เข้าใจว่า การทำบุญ ก็คือการให้ทานเท่านั้น เพราะส่วนมากได้ยินพระท่านเทศน์เรื่อง ทานบารมี ทานอุปบารมี ทานปรมัตถ-บารมี แต่ไม่ได้อธิบายให้เกิดความเข้าใจ

คนส่วนมากจึงมักเข้าใจกันว่า การทำบุญคือ การนำเอาสิ่งของไปถวายพระมากๆ คนยากจนก็เลยทำไม่ได้ เพราะไม่เข้าใจภาษาบาลีดังที่กล่าว

ความจริงเรื่องการให้ทาน ท่านแบ่งไว้ ๓ ระดับ คือ การเสียสละสิ่งของภายนอก จัดเป็นทานบารมี การสละอวัยวะ จัดเป็นทานอุปบารมี การสละชีวิต จัดเป็นทานปรมัตถบารมี หรืออีกอย่างหนึ่งว่า ยอมเสียทรัพย์เพื่อรักษาอวัยวะ ยอมเสียอวัยวะเพื่อรักษาชีวิตยอมเสียชีวิตเพื่อรักษาธรรม

เหล่านี้ถ้าเราเข้าใจก็ไม่มีปัญหา ไม่ว่าคนรวยคนจนก็สามารถทำบุญให้ทานได้ โดยเฉพาะทานที่ไม่ต้องสิ้นเปลืองทรัพย์สินเงินทองคือ อภัยทาน ซึ่งทุกคนสามารถทำได้ และทานชนิดนี้พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญด้วย ดังนั้นการสร้างคุณงามความดีมีอยู่หลายอย่าง ให้พากันเข้าใจ บางคนคิดว่าการทำบุญให้ทานได้ผลอานิสงส์มาก ก็ทุ่มเทใส่จนหมดเนื้อหมดตัว ไม่รู้เรื่อง

ส่วนคนรู้เรื่อง มีขนาดไหนก็ใช้ไปขนาดนั้น มันอยู่ที่การกระทำถ้าทำถูกมันเป็นบุญเป็นกุศลทุกอย่างนั้นแหละ ตัวอย่างเช่น การช่วยเขาขุดบ่อน้ำริมถนน เราผ่านไปก็ได้เห็น เขาทำอะไรก็ช่วยทำ ถามว่าได้บุญไหม ตอบว่าได้ ได้อย่างไร การช่วยเขาขุดบ่อน้ำต่อไปภายหน้าเราก็ไม่ต้องซื้อน้ำ ใครผ่านมาก็ไม่ต้องซื้อกิน เพราะเป็นน้ำสาธารณะให้ความสุขแก่มนุษย์ทั่วๆไป อย่างนี้เป็นต้น

อย่างเราอยู่ศาลา ก็ช่วยเขาปัดกวาด เขาถอนหญ้า เราก็ช่วยเขาทำอะไรก็ช่วย ไปอาศัยบ้านเขาอยู่ก็เหมือนกัน จะเป็น ๒ วัน๓ วัน ก็ต้องช่วยเขาทำในสิ่งที่เราทำได้ นี้เรียกว่าบุญ บุญมันอยู่ที่ใจของเรา บ้านไหนมีบุญเรารู้ได้ คนในบ้านรู้จักเคารพพ่อแม่ เคารพผู้เฒ่าผู้แก่ ทำอะไรก็มีความสุข มีความหมาย คนไม่รู้จักบุญก็วุ่นวายอยู่นั่น จะทำบุญแต่ละครั้งต้องฆ่าเป็ด ฆ่าไก่ ฆ่าวัว ไม่รู้จักเสียเลยจริงๆ บุญไม่ลำบากอย่างนั้นนะ ง่ายๆทำไปแล้วสบาย คิดขึ้นมาตอนไหนก็สบายใจ จะอยู่บ้านไหนเมืองไหนก็สบาย ไม่ทะเลาะเบาะแว้งกัน ถ้าเข้าถึงธรรมะแล้วเป็นอย่างนั้น..”

#ที่มา> จากหนังสือกบเฒ่านั่งเฝ้ากอบัว
โอวาทธรรมคำสอน
พระโพธิญาณเถร (หลวงปู่ชา สุภทฺโท) วัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี
(พ.ศ.๒๔๖๑-๒๕๓๕)


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 39 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร