วันเวลาปัจจุบัน 12 พ.ค. 2026, 19:28  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: เมื่อวานนี้, 14:31 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 5556


 ข้อมูลส่วนตัว


อุบายธรรมนั้นไม่ได้เกิดขึ้นแต่เวลานั่งสมาธิหรือเดินจงกรมเท่านั้น ย่อมเกิดขึ้นได้ทุกกรณี แม้แต่เวลาเราตื่นนอนก็ยังเกิดได้ แต่จะต้องเกิดในขณะเดียวกันกับขณะตื่นนอนแต่เรื่องนี้ก็รู้กันได้หรือฟังกันออกเฉพาะผู้ปฏิบัติเป็นแล้วเท่านั้น ผู้ที่ยังไม่เป็นด้วยตนเองอาจจะมองไปหลายทางเหมือนกัน
สำหรับอุบายทางธรรมนั้น สามารถเพิ่มกำลังความเพียรได้ดี และทำความเห็นของตนให้กระจ่างแจ้งไปตามลำดับ ทั้งจะรู้จักสรณาคมน์ของตนได้ดี พอเข้าใจคุณค่า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ได้ด้วย และเป็นเหตุให้สนใจในธรรมปฏิบัติต่อไป ชอบนำเอาธรรมะที่ได้ยินได้ฟังมา ไปค้นคิดและลงมือปฏิบัติไปด้วย เพราะมีความอยากรู้อยากเห็นต่อความจริง แต่ก็เป็นความฉลาดที่หนักไปทางศรัทธา จึงไม่ค่อยจะรอบคอบเท่าไรนัก ความเพียรถึงจะกล้า ก็ด้วยกำลังแห่งศรัทธา
ผู้ปฏิบัติทั้งหลายที่ตกเข้ามาถึงขั้นนี้ มักจะหยิ่งในความรู้เห็นเป็นไปของตนโดยส่วนมาก และมักจะเสื่อมเสียเพราะความเย่อหยิ่งของตน
ฉะนั้น จะต้องรู้จักการประคองตนไว้ในความสงบ แล้วใช้ความแยบคายให้มากจึงจะไม่เสื่อมเสีย ข้อสำคัญก็คือ ไม่ควรจะตีราคาตนเองก็เป็นพอ พิจารณาตรวจค้นดูตนเองอยู่เสมอและไม่ควรเอาตนเองออกเทียบกับผู้อื่น เพราะจะเป็นเหตุให้สำคัญว่าตนดีกว่าท่าน ธรรมดาคนเรามักจะเข้าข้างตนเองเสมอ ไม่ว่ากรณีใด ๆ ทั้งสิ้น เมื่อเราสำรวจตนเองอยู่บ่อย ๆ ก็จะรู้ความพอดีต่อความปฏิบัติของตนต่อไป

โอวาทธรรม
พระอาจารย์วัน อุตตโม




ก่อนจะละสังขารหลวงปู่ชี้ไปที่กระจกแล้วถามหลวงพ่อเยื้อน ขันติพโล ว่า

"เห็นตัวเองไหม?"

ธรรมะนี้เป็น “หัวใจของหลวงปู่ดูลย์ อตุโล ” อย่างแท้จริง — ลึก เรียบ ง่าย แต่แทงทะลุความยึดมั่นของผู้ฟังทันที

1) ทำไมหลวงปู่ถามว่า “เห็นตัวเองไหม”
คำถามนี้ไม่ใช่คำถามธรรมดา
ไม่ใช่ถามว่า “เห็นหน้าตัวเองในกระจกไหม”
แต่ถามว่า…

“ผู้ที่เห็น…คืออะไร”

เพราะทันทีที่เราบอกว่า “เห็นตัวเอง”
เรากำลังหลงเชื่อว่า
ภาพในกระจก = ตัวเรา
ผู้มอง = ตัวเรา
ความรู้สึกว่า “ฉันกำลังดู” = ตัวเรา

หลวงปู่กำลังชี้ให้เห็นว่า
ทั้งภาพที่เห็น และผู้ที่กำลังเห็น — ล้วนไม่ใช่ของจริง

2) “ทั้งผู้มองและภาพที่เห็น ล้วนไม่เที่ยง”
นี่คือการตัดอัตตาแบบลึกที่สุด

- ภาพในกระจกเปลี่ยนทุกวัน
- ร่างกายเปลี่ยนทุกลมหายใจ
- ความคิดที่ว่า “ฉัน” ก็เปลี่ยนตลอดเวลา
- แม้แต่ความรู้สึกว่า “ผู้รู้ ผู้เห็น” ก็เกิดดับเหมือนกัน

หลวงปู่กำลังสอนว่า
ไม่มีสิ่งใดในกระบวนการรับรู้ที่เป็นของจริงถาวรเลย

เมื่อไม่มีอะไรเป็นของเรา
ก็ไม่มีอะไรให้ยึด
เมื่อไม่มีอะไรให้ยึด
ก็ไม่มีอะไรให้ทุกข์

3) “จงอยู่ระหว่างความว่างกับสิ่งที่เห็น”
ประโยคนี้ลึกมาก
เป็นหัวใจของ “จิตผู้รู้ที่ไม่เข้าไปยึด”

ความหมายคือ…

- ไม่ต้องผลักสิ่งที่เห็น
- ไม่ต้องดึงสิ่งที่เห็น
- ไม่ต้องเข้าไปเป็นสิ่งที่เห็น
- ไม่ต้องเข้าไปเป็นผู้เห็น

แค่รู้เฉย ๆ อยู่ในความว่างที่ไม่ยึด

เหมือนยืนอยู่ระหว่าง
“สิ่งที่ปรากฏ” กับ “ความว่างที่ไม่ปรุงแต่ง”

นี่คือสภาวะที่จิตตั้งมั่น
แต่ไม่เข้าไปแบกโลกไว้

4) “ใจมีตัวรู้อยู่ร่วมกับกายได้ แต่ไม่จำเป็นต้องแบกรับกายทั้งหมด”
นี่คือการสอนให้เห็นความต่างระหว่าง

- กาย (รูป)
- ใจ (นาม)
- ผู้รู้ (สติที่ตั้งมั่น)

หลวงปู่กำลังบอกว่า…

กายเป็นของโลก
ใจเป็นของธรรม
ผู้รู้เป็นเพียงสภาวะที่เกิดขึ้นชั่วคราว

เมื่อผู้รู้ไม่เข้าไปยึดกาย
ความเจ็บ ความป่วย ความแก่
จะไม่สามารถ “บีบคั้นจิต” ได้เหมือนเดิม

กายทุกข์ได้
แต่ใจไม่จำเป็นต้องทุกข์ตาม

นี่คือเมตตาสูงสุดของครูบาอาจารย์
ที่สอนให้ศิษย์ “พ้นทุกข์ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่”

5) ทำไมหลวงปู่สอนเรื่องนี้ก่อนละสังขาร
เพราะนี่คือธรรมะที่ช่วยศิษย์ได้จริงที่สุด
โดยเฉพาะในเวลาที่ต้องเผชิญความเปลี่ยนแปลงใหญ่ที่สุดในชีวิต

หลวงปู่กำลังบอกว่า…

> “อย่ายึดแม้แต่ชีวิตของตัวเอง
> เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด
> เป็นเพียงภาพในกระจกของธรรมชาติ”

เมื่อไม่ยึด
ก็ไม่กลัว
เมื่อไม่กลัว
ใจก็เป็นอิสระ

6) ธรรมะของหลวงปู่ยังอบอุ่นอยู่ เพราะมันไม่ขึ้นกับรูปกาย
หลวงปู่ดูลย์เคยสอนว่า

> “ธรรมะไม่ตาย
> ผู้รู้ไม่ตาย
> มีแต่กายเท่านั้นที่ตาย”

เพราะธรรมะของท่านไม่ใช่คำพูด
แต่เป็น “ทางเดินของจิต”
ที่ใครก็ตามสามารถเดินตามได้ทุกวัน

ไม่ต้องรอให้บรรลุ
ไม่ต้องรอให้ว่างทั้งวัน
แค่รู้ทันใจหนึ่งขณะ
ก็เดินตามหลวงปู่แล้ว

สรุปแบบจับใจความง่าย ๆ
- ภาพที่เห็นไม่ใช่เรา
- ผู้เห็นก็ไม่ใช่เรา
- สิ่งที่เรียกว่า “เรา” เป็นเพียงการปรุงแต่ง
- อยู่ในความว่างที่ไม่ยึด
- ใจไม่ต้องแบกกาย
- ทุกข์จึงเบาลงทันที
- ธรรมะของหลวงปู่ยังอยู่ เพราะมันอยู่ในใจที่ปล่อยวางได้
====================================
เราเกิดเป็นมนุษย์ได้พบพระพุทธศาสนานับว่าโชคดี ต้องหมั่นให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา อยู่เป็นประจำ สิ่งไหนเป็นบาปกรรมชั่วอย่าพากันทำ ให้สร้างแต่บุญกุศลคุณงามความดีในทุกๆวัน มีสติอยู่ในศีลธรรมอยู่เสมอ ไม่ทำร้ายเบียดเบียนซึ่งกันและกัน ให้มีเมตตา กรุณา ต่อกัน เพราะเราทุกคนคือเพื่อนร่วมวัฏสงสาร หมั่นคิดดี ทำดี พูดดี ตอนยังแข็งแรงให้หมั่นเจริญภาวนาเพื่อความหลุดพ้น อาศัยความเพียรปฏิบัติธรรมเจริญภาวนา เพราะมรรคผลนิพพาน ถ้ามีศีลธรรมภายในใจชีวิตจะร่มเย็นเป็นสุข







“..บุรุษผู้หนึ่งหิวน้ำจัด เพราะเดินทางมาไกล มาขอกินน้ำ เจ้าของน้ำก็บอกว่า น้ำนี่จะกินก็ได้ สีมันก็ดี กลิ่นมันก็ดีรสมันก็ดี แต่ว่ากินเข้าไปแล้วมันเมานะ บอกให้รู้เสียก่อน เมาจนตาย หรือเจ็บเจียนตายนั่นแหละ แต่บุรุษผู้หิวน้ำก็ไม่ฟัง เพราะหิวมากเหมือนคนไข้หลังผ่าตัดที่ถูกหมอบังคับให้อดน้ำ ก็ร้องขอน้ำกิน

คนหิวในกามก็เหมือนกัน หิวในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ล้วนของเป็นพิษ พระพุทธเจ้าได้บอกไว้ว่า รูป เสียง กลิ่นรส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์นั้น มันเป็นพิษเป็นบ่วง ก็ไม่ฟังกันเหมือนกับบุรุษหิวน้ำผู้นั้น ที่ไม่ยอมฟังคำเตือนเพราะความหิวกระหายมันมีมาก ถึงจะต้องทุกข์ยากลำบากเพียงใด ก็ขอให้ได้กินน้ำเถอะ เมื่อได้กินได้ดื่มแล้ว มันจะเมาจนตาย หรือเจียนตายก็ช่างมัน จับจอกน้ำได้ก็ดื่มเอาๆ เหมือนกับคนหิวในกามก็กินรูป กินเสียง กินกลิ่น กินรส กินโผฏฐัพพะ กินธรรมารมณ์ รู้สึกอร่อยมาก ก็กินเอาๆหยุดไม่ได้ กินจนตาย ตายคากาม

อย่างนี้ท่านเรียกว่าติดโลกียวิสัย ปัญญาโลกีย์ก็แสวงหารูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ ถึงปัญญาจะดีสักปานใดก็ยังเป็นปัญญาโลกีย์อยู่นั่นเอง สุขปานใดก็แค่สุขโลกีย์มันไม่สุขเหมือนโลกุตตระ คือมันไม่พ้นโลก..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระโพธิญาณเถร (หลวงปู่ชา สุภทฺโท) วัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี
(พ.ศ.๒๔๖๑-๒๕๓๕)







ถาม... มีบางอาจารย์สอนว่าให้พิจารณาปัญญาไปเลย ไม่จำเป็นในการทำสมถะ
คือ ความสงบใจก่อน นั่นจะไม่ขัดกันหรือปู่

หลวงปู่ขาว อนาลโย... ถ้าเราไม่ไปขัดเขา
และเขาก็ไม่มาขัดการปฏิบัติของเราก็ไม่มีอะไรขัด เขาชอบทำอย่างนั้นก็เป็นเรื่องของเขา เราทำเช่นนี้ก็เป็นการปฏิบัติของเรา และเพื่อเราเอง มิได้เพื่อใคร เพราะธรรม.. ของพระพุทธเจ้าเป็นสมบัติกลาง ใครจะแสวงหาด้วยวิธีใดก็ได้ ไม่มีใครไปห้ามและกีดขวาง ส่วนถูกหรือผิดนั้น ต่างเป็นผู้รับผิดชอบของตัวเอง ผู้อื่นมิใช่ฐานะจะเข้าไปเกี่ยวข้อง ถ้าเขาไม่ขอให้เกี่ยวข้อง เรื่องก็มีเท่านั้น.

หลานสงสัยอะไรและเป็นกังวลกับใคร ...
เวลานี้ปู่พูดกับหลาน ปู่สอนหลานต่างหาก มิได้สอนใครพอจะนำเรื่องของผู้อื่นเข้ามา
เป็นกังวลใจให้ยุ่งเปล่าๆ.."

""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""
#หลวงปู่ขาว_อนาลโย
วัดถ้ำกลองเพล ต.โนนทัน อ.เมือง
จ.หนองบัวลำภู (พ.ศ.๒๔๓๑ - ๒๕๒๖)






ก่อนจะละสังขารหลวงปู่ชี้ไปที่กระจกแล้วถามหลวงพ่อเยื้อน ขันติพโล ว่า

"เห็นตัวเองไหม?"

ธรรมะนี้เป็น “หัวใจของหลวงปู่ดูลย์ อตุโล ” อย่างแท้จริง — ลึก เรียบ ง่าย แต่แทงทะลุความยึดมั่นของผู้ฟังทันที

1) ทำไมหลวงปู่ถามว่า “เห็นตัวเองไหม”
คำถามนี้ไม่ใช่คำถามธรรมดา
ไม่ใช่ถามว่า “เห็นหน้าตัวเองในกระจกไหม”
แต่ถามว่า…

“ผู้ที่เห็น…คืออะไร”

เพราะทันทีที่เราบอกว่า “เห็นตัวเอง”
เรากำลังหลงเชื่อว่า
ภาพในกระจก = ตัวเรา
ผู้มอง = ตัวเรา
ความรู้สึกว่า “ฉันกำลังดู” = ตัวเรา

หลวงปู่กำลังชี้ให้เห็นว่า
ทั้งภาพที่เห็น และผู้ที่กำลังเห็น — ล้วนไม่ใช่ของจริง

2) “ทั้งผู้มองและภาพที่เห็น ล้วนไม่เที่ยง”
นี่คือการตัดอัตตาแบบลึกที่สุด

- ภาพในกระจกเปลี่ยนทุกวัน
- ร่างกายเปลี่ยนทุกลมหายใจ
- ความคิดที่ว่า “ฉัน” ก็เปลี่ยนตลอดเวลา
- แม้แต่ความรู้สึกว่า “ผู้รู้ ผู้เห็น” ก็เกิดดับเหมือนกัน

หลวงปู่กำลังสอนว่า
ไม่มีสิ่งใดในกระบวนการรับรู้ที่เป็นของจริงถาวรเลย

เมื่อไม่มีอะไรเป็นของเรา
ก็ไม่มีอะไรให้ยึด
เมื่อไม่มีอะไรให้ยึด
ก็ไม่มีอะไรให้ทุกข์

3) “จงอยู่ระหว่างความว่างกับสิ่งที่เห็น”
ประโยคนี้ลึกมาก
เป็นหัวใจของ “จิตผู้รู้ที่ไม่เข้าไปยึด”

ความหมายคือ…

- ไม่ต้องผลักสิ่งที่เห็น
- ไม่ต้องดึงสิ่งที่เห็น
- ไม่ต้องเข้าไปเป็นสิ่งที่เห็น
- ไม่ต้องเข้าไปเป็นผู้เห็น

แค่รู้เฉย ๆ อยู่ในความว่างที่ไม่ยึด

เหมือนยืนอยู่ระหว่าง
“สิ่งที่ปรากฏ” กับ “ความว่างที่ไม่ปรุงแต่ง”

นี่คือสภาวะที่จิตตั้งมั่น
แต่ไม่เข้าไปแบกโลกไว้

4) “ใจมีตัวรู้อยู่ร่วมกับกายได้ แต่ไม่จำเป็นต้องแบกรับกายทั้งหมด”
นี่คือการสอนให้เห็นความต่างระหว่าง

- กาย (รูป)
- ใจ (นาม)
- ผู้รู้ (สติที่ตั้งมั่น)

หลวงปู่กำลังบอกว่า…

กายเป็นของโลก
ใจเป็นของธรรม
ผู้รู้เป็นเพียงสภาวะที่เกิดขึ้นชั่วคราว

เมื่อผู้รู้ไม่เข้าไปยึดกาย
ความเจ็บ ความป่วย ความแก่
จะไม่สามารถ “บีบคั้นจิต” ได้เหมือนเดิม

กายทุกข์ได้
แต่ใจไม่จำเป็นต้องทุกข์ตาม

นี่คือเมตตาสูงสุดของครูบาอาจารย์
ที่สอนให้ศิษย์ “พ้นทุกข์ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่”

5) ทำไมหลวงปู่สอนเรื่องนี้ก่อนละสังขาร
เพราะนี่คือธรรมะที่ช่วยศิษย์ได้จริงที่สุด
โดยเฉพาะในเวลาที่ต้องเผชิญความเปลี่ยนแปลงใหญ่ที่สุดในชีวิต

หลวงปู่กำลังบอกว่า…

> “อย่ายึดแม้แต่ชีวิตของตัวเอง
> เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด
> เป็นเพียงภาพในกระจกของธรรมชาติ”

เมื่อไม่ยึด
ก็ไม่กลัว
เมื่อไม่กลัว
ใจก็เป็นอิสระ

6) ธรรมะของหลวงปู่ยังอบอุ่นอยู่ เพราะมันไม่ขึ้นกับรูปกาย
หลวงปู่ดูลย์เคยสอนว่า

> “ธรรมะไม่ตาย
> ผู้รู้ไม่ตาย
> มีแต่กายเท่านั้นที่ตาย”

เพราะธรรมะของท่านไม่ใช่คำพูด
แต่เป็น “ทางเดินของจิต”
ที่ใครก็ตามสามารถเดินตามได้ทุกวัน

ไม่ต้องรอให้บรรลุ
ไม่ต้องรอให้ว่างทั้งวัน
แค่รู้ทันใจหนึ่งขณะ
ก็เดินตามหลวงปู่แล้ว

สรุปแบบจับใจความง่าย ๆ
- ภาพที่เห็นไม่ใช่เรา
- ผู้เห็นก็ไม่ใช่เรา
- สิ่งที่เรียกว่า “เรา” เป็นเพียงการปรุงแต่ง
- อยู่ในความว่างที่ไม่ยึด
- ใจไม่ต้องแบกกาย
- ทุกข์จึงเบาลงทันที
- ธรรมะของหลวงปู่ยังอยู่ เพราะมันอยู่ในใจที่ปล่อยวางได้
====================================
เราเกิดเป็นมนุษย์ได้พบพระพุทธศาสนานับว่าโชคดี ต้องหมั่นให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา อยู่เป็นประจำ สิ่งไหนเป็นบาปกรรมชั่วอย่าพากันทำ ให้สร้างแต่บุญกุศลคุณงามความดีในทุกๆวัน มีสติอยู่ในศีลธรรมอยู่เสมอ ไม่ทำร้ายเบียดเบียนซึ่งกันและกัน ให้มีเมตตา กรุณา ต่อกัน เพราะเราทุกคนคือเพื่อนร่วมวัฏสงสาร หมั่นคิดดี ทำดี พูดดี ตอนยังแข็งแรงให้หมั่นเจริญภาวนาเพื่อความหลุดพ้น อาศัยความเพียรปฏิบัติธรรมเจริญภาวนา เพราะมรรคผลนิพพาน ถ้ามีศีลธรรมภายในใจชีวิตจะร่มเย็นเป็นสุข







“... พระพุทธศาสนาสอนให้มนุษย์มอง
เพื่อนมนุษย์ด้วยความเมตตาธรรม
ให้ตระหนักในความจริงที่ว่า ทุกชีวิต
ล้วนเป็นเพื่อนร่วม เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกัน
ทั้งหมดทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น การถือเขาถือเรา
การยกตนข่มท่าน การทะเลาะวิวาทบาดหมาง
หรือแสดงความจงเกลียดจงชังกัน ย่อมไม่ใช่
วิธีปฏิบัติตามหลักการในพระพุทธศาสนา ...”
...
พระโอวาท สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ
(อมฺพรมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราช
สกลมหาสังฆปริณายก


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: Google [Bot] และ บุคคลทั่วไป 34 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร