วันเวลาปัจจุบัน 26 พ.ค. 2026, 06:54  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: วันนี้, 05:28 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 5566


 ข้อมูลส่วนตัว


คนเรามีแต่ความทะยาน
อยากที่จะทำให้ตัวเองมีความสุข
ทั้งที่โลกนี้เต็มไปด้วยทุกข์
อย่าไปพยายามเปลี่ยนแปลงอะไร
ที่มันเป็นไปไม่ได้เลย
ห้ามแก่ ห้ามเจ็บ ไม่ได้
แต่สิ่งที่เปลี่ยนได้คือใจตัวเอง
เปลี่ยนใจมายอมรับความจริงนี้เสียที
แล้วหาทางออกจากทุกข์นั้นเสีย
.................................
#หลวงพ่อวันชัย วิจิตโต
วัดภูสังโฆ จ.อุดรธานี





(..อัครฐาน ฐานะอันเลิศ..)

“..ฐานะอันเลิศนั้นมีอยู่ในมนุษย์" ฐานะอันเลิศนั้นเป็นทางดำเนินไปเพื่อความบริสุทธิ์ของสัตว์ โดยอธิบายว่า เราได้รับมรดก มาแล้วจากนโม คือบิดามารดา "กล่าวคือตัวของเรานี้แล อันได้กำเนิดเกิดมาเป็นมนุษย์ ซึ่งเป็นชาติสูงสุด เป็นผู้เลิศตั้งอยู่ในฐานะ อันเลิศด้วยดี" คือมีกายสมบัติ วจีสมบัติ และมโนสมบัติบริบูรณ์

จะสร้างสมเอาสมบัติภายนอกคือทรัพย์สินเงินทองอย่างไรก็ได้ "จะสร้างสมเอาเป็นสมบัติภายในคือ มรรค ผล นิพพาน ธรรมวิเศษ ก็ได้.." พระพุทธองค์ทรงบัญญัติพระธรรมวินัย "ก็ทรงบัญญัติแก่มนุษย์เรานี่เอง" มิได้ทรงบัญญัติแก่ ช้าง ม้า โค กระบือ ฯลฯ ที่ไหนเลย "มนุษย์นี้เองจะเป็นผู้ปฏิบัติถึงซึ่งความบริสุทธิ๋ได้.."

ฉะนั้นจึง ไม่ควรน้อยเนื้อตํ่าใจว่า "ตนมีบุญวาสนาน้อย เพราะมนุษย์ทำได้ เมื่อไม่มีทำให้มีได้ เมื่อมีแล้วทำให้ยิ่งได้..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)







“บุญที่แท้จริงและถูกต้องนั้น คือ
บุญสงเคราะห์ตัวเอง (ปฏิบัติธรรม) เป็นบุญประเภท ๑
แต่การทำบุญ ถวายสังฆทาน ถวายปัจจัย เป็นบุญประเภท ๒ ...ถ้าสงเคราะห์ตัวเองไม่ได้แล้ว ไหนเลยจะไปสงเคราะห์คนอื่น
ปัจจัยก็ไม่พอจะเลี้ยงชีพ เงินทองก็ไม่พอจะส่งลูกเรียนหนังสือ
ไปสงเคราะห์ที่โน่น สงเคราะห์ที่นี่ ทำบุญที่โน่น ทำบุญที่นี่
ทัวร์บุญกันเหลือเกิน ไม่นึกถึงลูกเต้ากันเลยนะ
ไม่ดูแลลูกเต้า ไปทัวร์บุญกัน น่าจะทัวร์อารมณ์ตัวเอง”

คำสอน หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม หนังสือ “อนุสาสนีปาฏิหาริย์” รวบรวมและเรียบเรียงโดย ชินวัฒก์ รัตนเสถียร






“#ไม่จำเป็นต้องนั่งภาวนานานนับเป็นหลายชั่วโมง
บางคนคิดว่ายิ่งนั่งภาวนานานเท่าใด ก็ยิ่งจะเกิดปัญญามากเท่านั้น ปัญญาที่แท้เกิดจากการที่เรามีสติในทุกๆ อิริยาบท การฝึกปฏิบัติของท่านต้องเริ่มขึ้นทันทีที่ท่านตื่นนอนตอนเช้า และต้องปฏิบัติให้ต่อเนื่องไปจนกระทั่งนอนหลับไป อย่าไปห่วงว่าท่านต้องนั่งภาวนาให้นานๆ สิ่งสำคัญก็คือ ท่านเพียงแต่เฝ้าดู ไม่ว่าท่านจะเดินอยู่หรือนั่งอยู่ หรือกำลังเข้าห้องน้ำอยู่

#แต่ละคนต่างก็มีทางชีวิตของตนเอง บางคนต้องตายเมื่อมีอายุ ๕๐ ปี บางคนเมื่ออายุ ๖๕ ปี และบางคนเมื่ออายุ ๙๐ ปี ฉันใดก็ฉันนั้น ปฏิปทาของท่านทั้งหลายก็ไม่เหมือนกัน อย่าคิดมากหรือกังวลใจในเรื่องนี้เลย
#จงพยายามมีสติ และปล่อยทุกสิ่งให้เป็นไปตามปกติของมัน แล้วจิตของท่านก็จะสงบมากขึ้นในสิ่งแวดล้อมทั้งปวง มันจะสงบนิ่งเหมือนหนองน้ำใสในป่า ที่บรรดาสัตว์ป่าสวยงามและหายาก จะมาดื่มน้ำในสระนั้น ท่านจะได้เห็นความมหัศจรรย์ และแปลกประหลาดทั้งหลายเกิดขึ้นและดับไป แต่ท่านก็จะสงบอยู่เช่นเดิม ปัญหาทั้งหลายจะบังเกิดขึ้น แต่ท่านจะรู้ทันมันได้ทันที นี่แหละคือศานติสุขของพระพุทธเจ้า..”

โอวาทธรรมคำสอน
#พระโพธิญาณเถร (หลวงปู่ชา สุภทฺโท) วัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี
(พ.ศ.๒๔๖๑-๒๕๓๕)







เรื่องของตนผู้เดียว
...
“เมื่อเกิดมาก็มาตนผู้เดียว คราวจะตายไป
ก็คงไปตนผู้เดียวอีกเหมือนกัน บุคคล และ
สิ่งทั้งปวงแม้จะเป็นที่รักยิ่งนัก ก็เกิดขึ้น
หรือมาพบกันเข้าในภายหลังและมีอยู่เฉพาะ
ในชีวิตนี้ ไม่มีที่จะไปด้วยกันกับตนในภพหน้า
สิ่งที่จะไปด้วยคือบุญหรือบาปที่ทำไว้เอง
แม้ในชีวิตนี้ก็มิใช่ว่าจะร่วมสุขร่วมทุกข์ไป
ด้วยกันทุกอย่าง เช่น ถึงคราวเจ็บก็ต้อง
เจ็บเอง ใครจะเจ็บแทนกันหาได้ไม่
ตนเองเท่านั้นต้องร่วมสุขทุกข์กับตนเอง
ตลอดไป ในคราวเกิด แก่ เจ็บ ตาย ในโลกนี้
โลกหน้า ในมนุษย์ ในนรก ในสวรรค์ ตลอดถึง
นิพพาน ก็เป็นเรื่องของตนเองผู้เดียวทั้งหมด
พิจารณาให้ตระหนักในความจริงดังนี้
จะช่วยถอนความผูกใจเป็นทุกข์ออกได้บ้าง
ไม่มากก็น้อย” ...
...
พระคติธรรม สมเด็จพระสังฆราชเจ้า
กรมหลวงวชิรญาณสังวร





#ให้มีพุทธะเป็นที่พึ่งของจิต
"...และอีกนัยหนึ่ง ขอย้ำเตือนว่า คนเราเกิดมาแต่ละครั้งแต่ละที่นั้นเป็นของยากกว่าจะได้ชีวิตเป็นคน และการได้พบธรรมะคำสอนของพระพุทธเจ้าก็ยากสำบาก ดังนั้น ทุกๆ ท่านควรจะหาที่พึ่งทางใจให้ใด้คนละอย่าง จะเอาอะไรก็ได้

แต่อาตมาขอเสนอแนะว่า ให้เอาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะที่พึ่งที่ระลึก การที่เอาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะที่พึ่งที่ระลึกนั้น เราอาจจะนึกว่า พุทโธ ธัมโม สังโฆ แล้วก็มานึกเอา พุทโธ พุทโธ พุทโธ คำเดียว ยืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม ทำ พูด คิด ช่วงไหนพอที่จะนึกพุทโธได้ ก็นึกพุทโธ พุทโธ พุทโธ เป็นประจำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งญาติโยมซึ่งอยู่ในชนบทนั้น มีการศึกษาน้อย มีความเข้าใจน้อยในเรื่องของธรรมมะ อาตมาจึงขอเสนอแนะไห้ยืดเอาหลักง่ายๆ ให้เอาพุทโธเป็นสรณะที่พึ่ง ท่านจะทำอะไรอยู่ก็ตาม ไห้ท่านนึกพุทโธ พุทโธพุทโธ เป็นกิจประจำ นึกอยู่อย่างนั้นแหละ

ในเมื่อนึกพุทโธแล้ว ถึงแม้ใจไม่สงบ มันก็ยังเกิดผลพลอยได้ คือ มีพุทโธเป็นพุทธานุสติระลึกถึงคุณพระพุทธเจ้า เป็นกามาวจรกุศล แล้วอีกนัยหนึ่ง ถ้าหากว่ท่านนึก พุทไธ พุทโธ พุทโธ ติตต่อกัน ๑ นาที ช่วงนั้นจิตของท่านจะไม่มีไอกาสส่งไปสร้างบาปสร้างกรรมอย่างอื่น ถ้าท่านเพิ่มขึ้นเป็น ๒ นาที ๓ นาที ๒๐-๓๐ นาที หรือ ๑ ชั่วโมงแล้ว พุทโธติดต่อกันอยู่อย่างนั้นไม่ว่างเว้น จิตของท่านก็ไม่สามารถส่งกระแสไปสร้างบาปสร้างกรรมในทางอื่น ล้วนแต่สร้างบุญกุคลคือนึกอยู่แต่พุทโธเท่านั้น ถ้าหากว่า ท่านสามารถกพุทโธได้ตลอดชีวิตของท่าน จิตของท่านจะไม่สามารถส่งกระแสไปสร้างบาปสร้างกรรมทางอื่น จะสร้างแต่บุญแต่กุศล คือพุทโธคืออุบายที่จะหาที่พึ่งในทางจิต ให้พากันนึกพุทโธ พุทโธ พุทโธ เข้าไว้ ให้จิตกับพุทโธติดกัน แนบสนิทกันอย่างแนบแน่น อย่างบางทีเราไม่ได้ตั้งใจที่จะนึก แต่เผลอๆไปทำอะไรพลาดเข้าแล้ว จิตนึกพุทไธโดยอัตโนมัตินั่นแหละยิ่งดี

ที่ขอแนะนำอย่างนี้ก็เพราะเหตุว่าเคยได้เห็นผู้เฒ่าผู้แก่ตามบ้านนอกทั้งหลาย เวลาจวนใกล้จะตาย ลูกหลานให้คำแนะนำให้คำตักเตือน หรือให้สติ เตือนสติว่า “ยาย นึกถึง พุทโธนะ" ด้วยทุกขเวทนาซึ่งเกิดขึ้นจากความเจ็บป่วยมักครอบงำ แกก็ไขว่คว้าหาหยิบโน่น หยินนี่ ไปหยิบได้วัตถุอันหนึ่งก็ยกชูขึ้น แล้วถามหลานๆ ว่า นี่หรือพุทโธ นี่ ถ้าเป็นอย่างนี้แล้ว มันก็แย่หน่อย เพราะฉะนั้น ได้เห็นตัวอย่างและประสบการณ์มาแล้ว จึงได้นำมาเป็นคติเตือนใจสำหรับบรรดาท่านทั้งหลาย อันนี้คืออุบายที่จะเข้าถึงพุทธโธ..."

หลวงพ่อพุธ ฐานิโย
วัดป่าสาละวัน จ.นครราชสีมา







เฝ้า “ดูจิต” นี่แหละ
คือการปฏิบัติของเรา
ซึ่งจะนำไปสู่ความไม่เห็นแก่ตัว
และความสงบสันติ
...
หลวงพ่อชา สุภัทโท






คนเรามีแต่ความทะยาน
อยากที่จะทำให้ตัวเองมีความสุข
ทั้งที่โลกนี้เต็มไปด้วยทุกข์
อย่าไปพยายามเปลี่ยนแปลงอะไร
ที่มันเป็นไปไม่ได้เลย
ห้ามแก่ ห้ามเจ็บ ไม่ได้
แต่สิ่งที่เปลี่ยนได้คือใจตัวเอง
เปลี่ยนใจมายอมรับความจริงนี้เสียที
แล้วหาทางออกจากทุกข์นั้นเสีย
...................................
#หลวงพ่อวันชัย วิจิตโต
วัดภูสังโฆ จ.อุดรธานี







(..อัครฐาน ฐานะอันเลิศ..)

“..ฐานะอันเลิศนั้นมีอยู่ในมนุษย์" ฐานะอันเลิศนั้นเป็นทางดำเนินไปเพื่อความบริสุทธิ์ของสัตว์ โดยอธิบายว่า เราได้รับมรดก มาแล้วจากนโม คือบิดามารดา "กล่าวคือตัวของเรานี้แล อันได้กำเนิดเกิดมาเป็นมนุษย์ ซึ่งเป็นชาติสูงสุด เป็นผู้เลิศตั้งอยู่ในฐานะ อันเลิศด้วยดี" คือมีกายสมบัติ วจีสมบัติ และมโนสมบัติบริบูรณ์

จะสร้างสมเอาสมบัติภายนอกคือทรัพย์สินเงินทองอย่างไรก็ได้ "จะสร้างสมเอาเป็นสมบัติภายในคือ มรรค ผล นิพพาน ธรรมวิเศษ ก็ได้.." พระพุทธองค์ทรงบัญญัติพระธรรมวินัย "ก็ทรงบัญญัติแก่มนุษย์เรานี่เอง" มิได้ทรงบัญญัติแก่ ช้าง ม้า โค กระบือ ฯลฯ ที่ไหนเลย "มนุษย์นี้เองจะเป็นผู้ปฏิบัติถึงซึ่งความบริสุทธิ๋ได้.."

ฉะนั้นจึง ไม่ควรน้อยเนื้อตํ่าใจว่า "ตนมีบุญวาสนาน้อย เพราะมนุษย์ทำได้ เมื่อไม่มีทำให้มีได้ เมื่อมีแล้วทำให้ยิ่งได้..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)





พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งความเพียร พระพุทธองค์ตรัสว่าเป็นหลักคำสอนประเภทวิริยวาท คือ เน้นว่าการพ้นทุกข์ไม่เคยเกิดเพราะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ดลบันดาล ไม่เกิดด้วยพิธีกรรม ไม่เกิดด้วยการอ้อนวอนหรือบูชายัญ แต่เกิดจากความเพียรของมนุษย์เราเอง ผู้ตั้งมั่นในสัมมาทิฐิ อดทน และฝึกตนตามหลัก ศีล สมาธิ และปัญญา เท่านั้น ที่มีโอกาสพ้นจากบ่วงแห่งมาร

- พระอาจารย์ชยสาโร -





"คนเรามีทุกข์มาก ทุกข์จากการเกิด จากความแก่ ความเจ็บ และความตาย ความพลัดพราก ทุกข์จากความคิดปรุงแต่งในอดีต ในอนาคต ฉะนั้นจงอย่าประมาท อย่าทำชั่ว อย่าทำบาป"

โอวาทธรรม
หลวงปู่อ่ำ ธัมมกาโม
วัดสันติวรญาณ อ.วังโป่ง จ.เพชรบูรณ์





#การปฏิบัติที่ถูกต้อง
"...การปฏิบัติถ้าปัญญาไม่รอบคอบ
ทาน ก็ไม่ถูก ถ้าปัญญา ไม่ละเอียด
สมาธิ ก็ไม่เกิด ศีล ก็รักษาไม่ได้
ถ้าพูดถึงการปฏิบัติแล้ว ปัญญามาก่อน
ถ้าพูดตามปริยัติ ต้องทาน ศีล สมาธิ แล้ว
จึงปัญญา

แต่ถ้าพูดถึงปฏิบัติ คนต้องมีปัญญาก่อน
จึงจะรู้จักการให้ทาน พอมีปัญญาแล้ว
การให้ทานจะสมบูรณ์ ศีลมี ปัญญามี
ศีลก็สมบูรณ์ สมาธิมี ปัญญา ก็สมบูรณ์
ศีล สมาธิ ปัญญา มันกลมกลืนกันอย่างนี้

ถ้ามีศรัทธาเฉย ๆ ปัญญา ก็เป็นอธิโมกข์
เสีย (ความน้อมใจเชื่อ) เชื่อตามเขาไปเสีย
ทำตามเขาเสีย ทิ้งปัญญา ไม่ได้
ปัญญาต้องควบคุมทุกครั้ง ทำอะไรทุกอย่าง
ต้องใช้ปัญญานำ..."

หลวงพ่อชา สุภัทโท
วัดหนองป่าพง จ.อุบลราชธานี







(..อัครฐาน ฐานะอันเลิศ..)

“..ฐานะอันเลิศนั้นมีอยู่ในมนุษย์" ฐานะอันเลิศนั้นเป็นทางดำเนินไปเพื่อความบริสุทธิ์ของสัตว์ โดยอธิบายว่า เราได้รับมรดก มาแล้วจากนโม คือบิดามารดา "กล่าวคือตัวของเรานี้แล อันได้กำเนิดเกิดมาเป็นมนุษย์ ซึ่งเป็นชาติสูงสุด เป็นผู้เลิศตั้งอยู่ในฐานะ อันเลิศด้วยดี" คือมีกายสมบัติ วจีสมบัติ และมโนสมบัติบริบูรณ์

จะสร้างสมเอาสมบัติภายนอกคือทรัพย์สินเงินทองอย่างไรก็ได้ "จะสร้างสมเอาเป็นสมบัติภายในคือ มรรค ผล นิพพาน ธรรมวิเศษ ก็ได้.." พระพุทธองค์ทรงบัญญัติพระธรรมวินัย "ก็ทรงบัญญัติแก่มนุษย์เรานี่เอง" มิได้ทรงบัญญัติแก่ ช้าง ม้า โค กระบือ ฯลฯ ที่ไหนเลย "มนุษย์นี้เองจะเป็นผู้ปฏิบัติถึงซึ่งความบริสุทธิ๋ได้.."

ฉะนั้นจึง ไม่ควรน้อยเนื้อตํ่าใจว่า "ตนมีบุญวาสนาน้อย เพราะมนุษย์ทำได้ เมื่อไม่มีทำให้มีได้ เมื่อมีแล้วทำให้ยิ่งได้..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 64 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร