วันเวลาปัจจุบัน 09 มิ.ย. 2026, 06:34  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: เมื่อวานนี้, 11:49 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 5572


 ข้อมูลส่วนตัว


“..ตัวของเรานี้แล อันได้กำเนิดเกิดมาเป็นมนุษย์..ซึ่งเป็นชาติสูงสุด เป็นผู้เลิศตั้งอยู่ในฐานะอัน
เลิศด้วยดี คือมีกายสมบัติ วจีสมบัติ แลมโน
สมบัติบริบูรณ์ จะสร้างสมเอาสมบัติภายนอก
คือ ทรัพย์สินเงินทองอย่างไรก็ได้ จะสร้างสม
เอาสมบัติภายในคือมรรคผลนิพพานธรรมวิเศษ
ก็ได้ พระพุทธองค์ทรงบัญญัติพระธรรมวินัย
ก็ทรงบัญญัติแก่มนุษย์เรานี้เอง มิได้ทรงบัญญัติ
แก่ ช้าง ม้า โค กระบือที่ไหนเลย
มนุษย์นี้เองจะเป็นผู้ปฏิบัติถึงซึ่งความบริสุทธิ์ได้
ฉะนั้นจึงไม่ควรน้อยเนื้อต่ำใจว่า ตนมีบุญวาสนา
น้อย เพราะมนุษย์ทำได้ เมื่อไม่มี ทำให้มีได้ เมื่อมีแล้วทำให้ยิ่งได้สมด้วยเทศนานัยอันมาในเวสสันดรชาดกว่า ทานํ เทติ สีลํ รกฺขติ ภาวนํ ภาเวตฺวา เอกจฺโจ สคฺคํ คจฺฉติ เอกจฺโจ โมกฺขํ คจฺฉติ นิสฺสํสยํ เมื่อได้ทำกองการกุศล คือ ให้ทานรักษาศีลเจริญภาวนา ตามคำสอนของพระบรมศาสดาจารย์เจ้าแล้ว บางพวกทำน้อยก็ต้องไปสู่สวรรค์
บางพวกทำมากและขยันจริงพร้อมทั้งวาสนาบารมี
แต่หนหลังประกอบกัน ก็สามารถเข้าสู่พระนิพพานโดยไม่ต้องสงสัยเลย พวกสัตว์ดิรัจฉานท่านมิได้กล่าวว่าเลิศ เพราะจะมาทำเหมือนพวกมนุษย์ไม่ได้
จึงสมกับคำว่ามนุษย์นี้ตั้งอยู่ในฐานะอันเลิศด้วยดี
สามารถนำตนเข้าสู่มรรคผล เข้าสู่พระนิพพานอันบริสุทธิ์ได้แล..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)





“..การภาวนารักษาจิต..”

“..จิต เป็นสมบัติอันสำคัญมากในตัวเรา" ที่ควรได้รับการเหลียวแลด้วยวิธีเก็บรักษาให้ดี ควรสนใจรับผิดชอบต่อจิตอันเป็นสมบัติมีค่ายิ่งของตน “วิธีที่ควรกับจิตโดยเฉพาะ ก็คือภาวนา”

ฝึกหัดภาวนาในโอกาศอันควร “ตรวจดูจิตว่ามีอะไรบกพร่องและเสียไป” จะได้ซ่อมสุขภาพจิต คือนั่งพินิจพิจารณาดูสังขารภายใน คือความคิดปรุงแต่งของจิตว่า คิดอะไรบ้างในวันหนึ่ง ๆ ที่นั่ง ๆ มีสาระประโยชน์ไหม “คิดแส่หาเรื่องหาโทษ ขนทุกข์มาเผาตนอยู่นั่น พอรู้ผิดถูกของตนไหม”

พิจารณาสังขารภายนอกว่า “มีความเจริญขึ้นเจริญลง สังขารร่างกายมีอะไรใหม่” หรือมีความเก่าแก่ชราหลุดลงไป พยายามเตรียมตัวเตรียมใจเสียแต่เวลาจะทำได้ ตายแล้วจะเสียการ

ให้ท่องในใจเสมอว่า “เรามีความแก่ ความเจ็บ ความตายอยู่ประจำตัวทั่วหน้ากัน ป่าช้าอันเป็นที่เผาศพภายนอกและป่าช้าฝังศพภายใน คือตัวเราเอง” เป็นป่าช้าร้อยแปดพันเก้าแห่งศพ ที่นำมาฝังหรือบรรจุจะอยู่ในตัวเราตลอดเวลา ทั้งศพเก่าศพใหม่ทุกวัน

“พิจารณาธรรมสังเวช พิจารณาความตายเป็นอารมณ์ ย่อมมีทางถอดถอนความเผลอเย่อหยิ่งในวันในชีวิตและวิทยาฐานะต่าง ๆ ออกได้” จะเห็นโทษแห่งความบกพร่องของตัวและพยายามแก้ไขได้เป็นลำดับ “มากกว่าจะไปเห็นโทษของคนอื่นแล้วมานินทาเขา’’ ซึ่งเป็นความไม่ดีใส่ตน

“นี่คือการภาวนา คือวิธีเตือนตน สั่งสอนตน ตรวจตราความบกพร่องของตน” ว่าควรแก้ไขจุดใดตรงไหนบ้าง ใช้ความพิจารณาอยู่ทำนองนี้เรื่อย ๆ ด้วยวิธีสมาธิภาวนาบ้าง ด้วยการรำพึงในอริยบถต่าง ๆ บ้าง

“ใจจะสงบเย็น ไม่ลำพองผยองตัวและความทุกข์มาเผาลนตนเอง” เป็นผู้รู้จักประมาณในหน้าที่การงาน ที่พอเหมาะพอดีแก่ตน ทั้งทางกายและทางใจ ไม่ลืมตัวมั่วสุมในสิ่งที่เป็นหายนะต่าง ๆ คุณสมบัติของผู้ภาวนานี้มีมากมาย ไม่อาจพรรณาได้จบสิ้นได้..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)





ไม่ฉลาดรักษาใจ
จึงกวัดแกว่งไปตามอารมณ์
พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภทฺโท)

เปรียบน้ำฝน มันเป็นน้ำที่สะอาด
มันจะมีความใสที่สะอาดปกติดี ถ้าหากเรา
เอาสีเขียวสีเหลืองใส่เข้าไป น้ำมันก็เป็น
สีเหลือง สีเขียว จิตใจเรานี้เช่นกัน ฉันนั้น
เมื่อมันถูกอารมณ์ที่ชอบใจ ใจมันก็สบาย
ถูกอารมณ์ที่ไม่ชอบใจ ใจมันก็ไม่สบาย
เหมือนกับใบไม้ ที่มันถูกลม มันก็กวัดแกว่ง
เอาแน่นอนไม่ได้ ดอกไม้ ผลไม้ มันก็ถูกลม
เหมือนกัน ถูกลมมาพัดมันก็ตกไปเลย
ไม่มีสุก จิตใจมนุษย์เรานี้ก็เหมือนกัน
ถูกอารมณ์มาพัดไป ถูกอารมณ์มาฉุดไป
มาดึงไป ตกไป ก็เหมือนกันกับผลไม้ ...






จิตเดิมแท้ของเราไม่มีอะไร
จิตเดิมแท้ไม่เคยทุกข์ ไม่เคยเศร้าหมอง ไม่เคยลังเลสงสัย
จิตจริงๆมันปราศจากทั้งหมด
หลวงปู่ดูลย์ท่านบอกว่า
"การภาวนาเพื่อไปสู่จิต อันที่กล่าวว่าจิต ไม่ใช่จิตดวงนี้
หมายถึงสิ่งบางสิ่งที่มีอยู่จริงคือธรรมชาติ"
ธรรมชาติในจิตมันต่างจากธรรมชาติข้างนอก
มันเป็นธรรมชาติปราศจากการปรุงแต่ง
ไม่มีโลกธรรมเกี่ยวข้อง สมมติบัญญัติทั้งหมดไม่เกิดขึ้น
นั่นแหละ....ไปสู่ธรรมชาติ

หลวงพ่อเยื้อน ขันติพโล
เทศนาโปรดญาติโยมคืนก่อนวันงานกฐิน หน้าพระอุโบสถวัดเขาศาลาอตุลฐานะจาโร วันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๕๖




“..อย่าปล่อยอย่าวาง พุทโธ ธัมโม สังโฆ กราบพระเสียก่อน ขี้เกียจขนาดไหนกดคอมันลง กดคอมันลงกราบพระพุทธเจ้า กราบพระธรรม กราบพระสงฆ์ แล้วให้หลับไปด้วยพุทโธ ๆ หรือธัมโม หรือสังโฆก็ได้ ไม่ต้องคิดอะไรเวลานั้น ตั้งหน้าภาวนาให้หลับ นี่เรียกว่าเป็นคนดีเจริญธรรมภายในใจ ไปไหนให้ระลึกพุทโธ องค์ศาสดาเลิศอยู่ภายในจิตใจ หรือธัมโม หรือสังโฆก็ได้อย่าลืมตัว เราทำกิจการงานบ้านเมืองอะไรเราก็ยังทำได้ เขียนได้ไปได้มาได้ เราคิดเรื่องอรรถเรื่องธรรมติดแนบกันไปกับงานของเราที่ทำทางโลกทางสงสาร ทำไมทำไม่ได้ ใจดวงเดียวกันทำหน้าที่การงานได้คนละสัดละส่วน ต้องทำได้ทั้งนั้น..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน) วัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี
(พ.ศ.๒๔๕๖-๒๕๕๔)






“..ตัวของเรานี้แล อันได้กำเนิดเกิดมาเป็นมนุษย์..ซึ่งเป็นชาติสูงสุด เป็นผู้เลิศตั้งอยู่ในฐานะอัน
เลิศด้วยดี คือมีกายสมบัติ วจีสมบัติ แลมโน
สมบัติบริบูรณ์ จะสร้างสมเอาสมบัติภายนอก
คือ ทรัพย์สินเงินทองอย่างไรก็ได้ จะสร้างสม
เอาสมบัติภายในคือมรรคผลนิพพานธรรมวิเศษ
ก็ได้ พระพุทธองค์ทรงบัญญัติพระธรรมวินัย
ก็ทรงบัญญัติแก่มนุษย์เรานี้เอง มิได้ทรงบัญญัติ
แก่ ช้าง ม้า โค กระบือที่ไหนเลย
มนุษย์นี้เองจะเป็นผู้ปฏิบัติถึงซึ่งความบริสุทธิ์ได้
ฉะนั้นจึงไม่ควรน้อยเนื้อต่ำใจว่า ตนมีบุญวาสนา
น้อย เพราะมนุษย์ทำได้ เมื่อไม่มี ทำให้มีได้ เมื่อมีแล้วทำให้ยิ่งได้สมด้วยเทศนานัยอันมาในเวสสันดรชาดกว่า ทานํ เทติ สีลํ รกฺขติ ภาวนํ ภาเวตฺวา เอกจฺโจ สคฺคํ คจฺฉติ เอกจฺโจ โมกฺขํ คจฺฉติ นิสฺสํสยํ เมื่อได้ทำกองการกุศล คือ ให้ทานรักษาศีลเจริญภาวนา ตามคำสอนของพระบรมศาสดาจารย์เจ้าแล้ว บางพวกทำน้อยก็ต้องไปสู่สวรรค์
บางพวกทำมากและขยันจริงพร้อมทั้งวาสนาบารมี
แต่หนหลังประกอบกัน ก็สามารถเข้าสู่พระนิพพานโดยไม่ต้องสงสัยเลย พวกสัตว์ดิรัจฉานท่านมิได้กล่าวว่าเลิศ เพราะจะมาทำเหมือนพวกมนุษย์ไม่ได้
จึงสมกับคำว่ามนุษย์นี้ตั้งอยู่ในฐานะอันเลิศด้วยดี
สามารถนำตนเข้าสู่มรรคผล เข้าสู่พระนิพพานอันบริสุทธิ์ได้แล..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)





“..#มัจจุราช คือความตาย
ไม่เคยเห็นแก่หน้าใคร เขาไม่มีการไว้หน้า
ไม่ว่าชาย ไม่ว่าหญิง เขาไม่ไว้หน้าทั้งนั้น
จะติดขัดอะไรอยู่ เขาก็ไม่รับรู้ ลูกจะเล็กอยู่ก็ตาม พ่อแม่จะป่วยอยู่ ไม่มีคนคอยช่วยเลี้ยงดู เขาก็ไม่รับรู้เรื่องอย่างนี้.
เราเคยคิดคำนึงถึงกันไว้บ้างไหม?

#ควรพิจารณาเรื่องความตาย
ให้เข้าใจว่า ต่อให้มีพรรคพวกมากมายเพียงใด มีเวทมนตร์คาถาดีสักเพียงไหน จะมียาดีสักเท่าใด จะบำบัดรักษาความเจ็บป่วยได้ ก็ชั่วกาลชั่วสมัย ระงับดับได้ก็ชั่วเวลา เป็นครั้งคราว และแล้วผลที่สุดก็ต้องตายเหมือนๆ กัน เรื่องหยุกเรื่องยาที่รักษาได้ ก็เมื่อมันยังไม่ถึงคราวถึงสมัยถึงกาลที่ควรตาย เท่านั้น ความตายจึงเป็นภัยอันตราย ซึ่งไม่เป็นที่พึงปรารถนาของใครๆแต่ก็ไม่มีใครที่จะมาแก้ไข ยกเลิก หรือหลีกเลี่ยงความตายเอาไว้ได้

ทุกคนจึงต้องตาย
บาปบุญที่ตนสะสมรวบรวมเอาไว้ นั่นแหละ!
คือ เครื่องใช้สอยของตนที่จะติดตามไป
แม้บาปบุญ จะป้องกันความตายไว้ ไม่ได้
แต่ทว่าบาปบุญนั้น.
จะเป็นกำลังเป็นเสบียงที่จะคอยติดสอยห้อย
ตามไปอำนวยทุกข์สุขให้เราในภพต่างๆ..”

ธัมมวโรวาท
#พระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร วัดป่าแก้วชุมพล บ้านชุมพล อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร
(พ.ศ.๒๔๖๗–๒๕๒๓)






"...ปล่อยวาง คือ ไม่ยึดถือ รู้เท่าทัน
เมื่อปล่อยวางแล้ว จิตถึงจะสงบ มีความ
สุขสบาย จิตไม่ดิ้นรน จิตสงบนั่นแหละ
ให้รู้ว่าจิตเราสงบ จิตเราไม่เพลิดเพลิน
กับอารมณ์ ดีก็ตาม ไม่ดีก็ตามไม่เพลิด
เพลิน เฉย เป็นกลาง เรียกว่า นิโรธะ
ปล่อยวางอันนี้ ความทะเยอทะยานหรือ
สมุทัย วางอันนี้ได้ชื่อว่าปล่อยเหตุ
วางแล้วจิตสงบ จิตเป็นกลาง..."

...โอวาทธรรม...
หลวงปู่ขาว อนาลโย...




“..อย่าปล่อยอย่าวาง พุทโธ ธัมโม สังโฆ กราบพระเสียก่อน ขี้เกียจขนาดไหนกดคอมันลง กดคอมันลงกราบพระพุทธเจ้า กราบพระธรรม กราบพระสงฆ์ แล้วให้หลับไปด้วยพุทโธ ๆ หรือธัมโม หรือสังโฆก็ได้ ไม่ต้องคิดอะไรเวลานั้น ตั้งหน้าภาวนาให้หลับ นี่เรียกว่าเป็นคนดีเจริญธรรมภายในใจ ไปไหนให้ระลึกพุทโธ องค์ศาสดาเลิศอยู่ภายในจิตใจ หรือธัมโม หรือสังโฆก็ได้อย่าลืมตัว เราทำกิจการงานบ้านเมืองอะไรเราก็ยังทำได้ เขียนได้ไปได้มาได้ เราคิดเรื่องอรรถเรื่องธรรมติดแนบกันไปกับงานของเราที่ทำทางโลกทางสงสาร ทำไมทำไม่ได้ ใจดวงเดียวกันทำหน้าที่การงานได้คนละสัดละส่วน ต้องทำได้ทั้งนั้น..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน) วัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี
(พ.ศ.๒๔๕๖-๒๕๕๔)





#ต้องการละ_ต้องหมั่นเจริญ..!!
#ต้องการละความพยาบาท
#ต้องหมั่นเจริญเมตตา_ให้ผู้อื่นมีความสุข

#ต้องการละความคิดเบียดเบียนผู้อื่น
#ต้องหมั่นเจริญกรุณา_ช่วยเหลือผู้อื่นพ้นทุกข์

#ต้องการละความอิจฉาริษยา
#ต้องหมั่นเจริญมุทิตา_ยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี

#ต้องการละความขัดใจ
#ต้องหมั่นเจริญอุเบกขา_การวางใจเป็นกลาง

#ต้องการละความกำหนัดยินดี
#ต้องหมั่นเจริญอสุภะ_เห็นความไม่งามเบื้องหลังความงาม

#ต้องการละความถือตัวถือตน
#ต้องหมั่นเจริญ_กฎการเปลี่ยนแปลงให้เข้าใจ.."

""""""""""""""""""""""""""""""""""""""
#หลวงปู่แหวน_สุจิณโณ
วัดดอยแม่ปั๋ง ตำบลแม่ปั๋ง อำเภอพร้าว
จังหวัดเชียงใหม่ (พ.ศ.๒๔๓๐ - ๒๕๒๘)







ทั้งๆที่ต้องการความเจริญ ก็ไม่สร้างเหตุ
สร้างปัจจัยของความเจริญนั้น
ทั้งๆที่ไม่ต้องการความเสื่อม ก็สร้างเหตุ
สร้างปัจจัยของความเสื่อมอยู่เรื่อย

พระพุทธองค์จึงตรัสไว้ว่าไม่มีศัตรูที่ไหน
ร้ายกาจเท่ากับจิตใจของตนที่ขาดการฝึก
อบรม และไม่มีเพื่อนที่ดีที่ไหนที่ยิ่งกว่าจิต
ที่ฝึกดีแล้ว ...
...
พระอาจารย์ชยสาโร






#ปฏิปทาทั้ง๔
"...เราได้อุบัติเกิดมาเป็นมนุษย์และได้พบพระพุทธศาสนา คือคำสั่งสอนพร้อมด้วยเหตุและผล อันเป็นแนวทางให้ไปถึงผลอันดีที่พึงหวัง "จึงชื่อว่าเราเป็นผู้มีวาสนาอยู่แล้วเวลานี้" เป็นเพียง "เราจะส่งเสริมเพิ่มเติมวาสนาบารมีของเราด้วยวิธีการต่าง ๆ ให้เป็นตัวบุญพูนผลขึ้นมา" เป็นเครื่องสนับสนุนจิตใจของเรา ให้ได้ก้าวพ้นจากทุกข์ไปโดยลำดับจนถึงวิมุตติหลุดพ้นเท่านั้น

ส่วนวาสนาของเรามีอยู่แล้ว มีอยู่ด้วยกันทุกคน เป็นแต่เพียงว่ามากน้อยต่างกัน เหมือนดั่งตาน้ำที่อยู่ลึกบ้างตื้นบ้าง ผู้บรรลุธรรมได้รวดเร็ว เช่น

"สุขา ปฏิปทา ขิปฺปาภิญฺญา"
ทั้งปฏิบัติสะดวก ทั้งรู้ได้เร็ว นั่นก็เหมือนกับตาน้ำอยู่ตื้น ๆ ขุดลงไปไม่ลึกนักก็เจอตาน้ำแล้วและที่อยู่ลึกลงไปกว่านั้นก็มี

"สุขา ปฏิปทา ทนฺธาภิญฺญา"
ปฏิบัติสะดวกแต่รู้ได้ช้านั้นก็มี

"ทุกฺขา ปฏิปทา ทนฺธาภิญฺญา"
ทั้งปฏิบัติลำบาก ทั้งรู้ได้ช้าอย่างนั้นก็มี

"ทุกฺขา ปฏิปทา ขิปฺปาภิญฺญา"
ปฏิบัติลำบาก แต่รู้ได้เร็ว
อย่างนั้นก็มีมีอยู่ในจิตใจของเรานี้แหละ

ปฏิปทาทั้งสี่นี้ไม่นอกเหนือไปจากจิตใจของผู้ปฏิบัติธรรมเลย จงอย่าคิดไปที่อื่น ๆ จะผิดจากหลักธรรมอันถูกต้องแม่นยำ..."

หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน
วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี






พระนิพนธ์เรื่อง 'ฝึกใจ'
...
“ทำสติให้ดี ระลึกให้มั่น ว่าจะไม่ทำชีวิตใด
ชอกช้ำด้วยฝีมือเรา โดยเฉพาะชีวิตของเรา
เองด้วย และจงเชื่อเถิดว่าทันทีที่มีความตั้งใจ
จริงด้วยความรู้สึกเป็นบุญ คือด้วยเมตตา
จริงใจ ทันทีทีเดียวที่จะเกิดผลแม้จะไม่อาจ
เห็นได้ด้วยสายตาสามัญชนเช่นเราท่าน
ทั้งหลาย แต่สายตาอันเป็นทิพย์ของผู้เป็น
ทิพย์ทั้งปวง ย่อมรู้ ย่อมเห็น ย่อมอนุโมทนาการ
และย่อมบันดาลผลดีตอบสนอง ควรแก่ความ
หนักแน่นจริงใจในการตั้งใจอธิษฐาน” ...
...
สมเด็จพระสังฆราชเจ้า
กรมหลวงวชิรญาณสังวร


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 35 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร