วันเวลาปัจจุบัน 25 มิ.ย. 2026, 10:28  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสต์ เมื่อ: เมื่อวานนี้, 11:46 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 5580


 ข้อมูลส่วนตัว


“..ฉะนั้นการทำสมาธิภาวนา จึงเป็นวิธีปฏิบัติต่อใจได้ดีและถูกทาง ยิ่งเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อด้วยแล้ว สติปัญญายิ่งมีความสำคัญมากในการตามรู้และรักษาจิต ตลอดการต้านทานทุกขเวทนาไม่ให้มาทับจิตในเวลาจวนตัว ซึ่งเป็นเวลาเอาแพ้เอาชนะกันจริง ๆ ถ้าพลาดท่าขณะนั้นก็เท่ากับพลาดไปอย่างน้อยภพหนึ่งชาติหนึ่ง เช่น ไปเกิดเป็นสัตว์ชนิดใดก็ต้องเสียเวลานานเท่าชีวิตของสัตว์ในภพภูมินั้น ๆ ขณะที่เสียเวลายังต้องเสวยกรรมในกำเนิดนั้นไปด้วย ถ้าจิตดีมีสติพอประคองตัวได้ อย่างน้อยก็มาเกิดเป็นมนุษย์ มากกว่านั้นก็ไปเกิดในเทวสถาน ชมวิมานและเสวยทิพย์สมบัติอยู่นานปีถึงจะกลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีก เวลามาเกิดเป็นมนุษย์ก็ไม่ลืมศีลธรรมที่ตนเคยบำเพ็ญรักษามาแต่บุพเพชาติ ทำให้เพิ่มอำนาจวาสนาบุญญาภิสมภารขึ้นโดยลำดับ จนจิตมีกำลังแก่กล้าสามารถรักษาตัวได้ การตายก็เป็นเพียงการเปลี่ยนร่างจากต่ำขึ้นไปสูง จากสั้นไปหายาว จากหยาบไปหาละเอียด จากวัฏจักรไปเป็นวิวัฏจักร ดังพระพุทธเจ้าและสาวกท่านเปลี่ยนภพเปลี่ยนภูมิ เปลี่ยนเครื่องเสวยมาเป็นลำดับ สุดท้ายก็หมดสิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงให้เป็นอะไรต่อไปอีก เพราะจิตที่ได้รับการอบรมไปทุกภพทุกชาติจนฉลาดเหนือสิ่งใด ๆ กลายเป็นนิพพานสมบัติขึ้นมาอย่างสมพระทัยและสมใจ ซึ่งล้วนไปจากการฝึกฝนอบรมจิตให้ดีไปโดยลำดับทั้งสิ้น..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)





“..ชีวิตของคนเรามันไม่นานนะ กาลเวลาไม่อยู่ที่เดิม
วันนี้มันก็กินไปแล้ว หมดไปแล้ว กินไปตลอดวันตลอดคืน
กินไปเรื่อยๆ มันไม่หมดไปเฉพาะเดือน เฉพาะปีเท่านั้น
สังขารเราก็ร่วงโรยไปด้วย เช่น ผมเดี๋ยวนี้ผมยังไม่หงอก ต่อไปมันจะหงอก
มันจะแก่ หูแก่ ตาแก่ เนื้อหนังมังสาไปด้วย แก่ไปหมดทุกสิ่งทุกอย่าง
นี่แหละท่านถึงว่าความเกิด แก่ เจ็บ ตาย มันแก่ไป ตายไป
ฉะนั้น ขอให้พากันเชื่อมั่นในตนเอง ยึดเอาคุณพระศรีรัตนตรัย
ผู้เข้าถึงพระรัตนตรัย ไม่มีอะไรจะมาทำร้ายได้..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระโพธิญาณเถร (หลวงปู่ชา สุภทฺโท) วัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี
(พ.ศ.๒๔๖๑-๒๕๓๕)





บุญที่เกิดจากความรัก... แม้แต่แมวก็รับได้

บางคืน...

คนเรานอนไม่หลับ ไม่ใช่เพราะตัวเองป่วย

แต่เพราะสิ่งมีชีวิตตัวเล็ก ๆ ที่เรารัก กำลังนอนซมอยู่ข้างบ้าน

ไม่กินข้าว
ไม่ลุกเดิน
นอนหายใจแผ่ว ๆ

และเราได้แต่นั่งมองมันด้วยความรู้สึกว่า...

"ช่วยอะไรไม่ได้เลย"

หลายคนเคยผ่านความรู้สึกแบบนี้มาแล้ว

ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ที่เฝ้าลูกป่วย
คนที่นั่งเฝ้าหมาหน้าห้องสัตวแพทย์
หรือคนที่กำลังภาวนาให้แมวที่เลี้ยงมาหลายปี รอดพ้นคืนอันยาวนานไปให้ได้

เรื่องหนึ่งที่หลวงพ่อฤๅษีลิงดำเคยเล่าไว้
เริ่มต้นจากคำถามที่ฟังดูเหมือนเรื่องขำ ๆ

ผู้ถามกราบเรียนหลวงพ่อว่า

"ถ้าถวายสังฆทานให้แมว จะได้ไหมครับ"

หลวงพ่อหัวเราะแล้วตอบว่า

"เอาแมวมาถวายสังฆทานเหรอ พระไม่รับหรอก"

แต่ความหมายที่แท้จริงไม่ได้อยู่ตรงนั้น

ผู้ถามเล่าต่อว่า

ที่บ้านมีแมวตัวหนึ่งชื่อ "มงคล"

ถูกแมวตัวใหญ่กัดจนบาดเจ็บหนัก

ไม่กินข้าวมาหลายวัน

อาการเหมือนกำลังจะตาย

เขาไม่รู้จะช่วยอย่างไรแล้ว

จึงตั้งใจอธิษฐานต่อคุณพระรัตนตรัยว่า

"ถ้าแมวตัวนี้หายป่วย ผมจะถวายสังฆทาน"

เมื่อได้ฟังจบ

หลวงพ่อจึงตอบสั้น ๆ ว่า

"อ๋อ...ถวายสังฆทานให้แมว"

แล้วกล่าวต่อว่า

"เจตนาเป็นกุศล...ใช้ได้"



คำตอบสั้น ๆ นี้ ซ่อนความหมายลึกซึ้งมาก

เพราะในทางพระพุทธศาสนา

บุญไม่ได้วัดที่ผู้รับเพียงอย่างเดียว

แต่เริ่มต้นจาก "เจตนา"

ในวินาทีที่หัวใจเราเต็มไปด้วยความเมตตา

อยากให้ผู้อื่นพ้นทุกข์

อยากให้ชีวิตหนึ่งได้มีโอกาสอยู่ต่อ

เมล็ดพันธุ์แห่งบุญก็ได้ถูกหว่านลงในจิตแล้ว

แม้ผู้ที่เราหวังช่วยเหลือจะเป็นเพียงสัตว์ตัวเล็ก ๆ ก็ตาม



ผู้ถามจึงถามต่อว่า

ถ้าหมา แมว หมู ไก่ หรือคนในบ้านเจ็บป่วย

แล้วเราถวายสังฆทาน อุทิศส่วนกุศลให้

จะมีผลหรือไม่

หลวงพ่อตอบว่า

"มีผล"

แต่หลวงพ่ออธิบายต่อว่า

ผลที่เกิดขึ้นจริงที่สุด

คือผู้ถวายได้รับบุญเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์

เพราะจิตขณะนั้นประกอบด้วยเมตตา

ประกอบด้วยพรหมวิหาร ๔

คือความรัก ความสงสาร ความยินดี และความวางใจอย่างถูกต้อง

เมื่อใจเป็นบุญ

ใจย่อมสว่างขึ้น

ใจย่อมมีกำลังขึ้น

และความดีนั้นก็ส่งผลต่อสรรพชีวิตที่เราตั้งใจอุทิศให้ได้เช่นกัน



หลวงพ่อยังเล่าว่า

มีคนจำนวนมากทำเช่นนี้

เมื่อญาติป่วยก็ถวายสังฆทาน

เมื่อสัตว์เลี้ยงป่วยก็ถวายสังฆทาน

เมื่อกลับไปดูอีกครั้ง

หลายรายมีอาการดีขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์

แต่หลวงพ่อก็ย้ำชัดเจนว่า

"ไม่ใช่เพราะฉันศักดิ์สิทธิ์"

"เพราะความดีของเขา"

ประโยคนี้สำคัญมาก

เพราะบางครั้งคนเรามัวแต่มองหาปาฏิหาริย์จากภายนอก

จนลืมว่าพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

อาจอยู่ในหัวใจที่เปี่ยมด้วยเมตตาของตัวเราเอง



ในวันที่ช่วยอะไรใครไม่ได้

อย่างน้อยเรายังช่วยได้ด้วยความปรารถนาดี

ในวันที่รักษาไม่ได้

อย่างน้อยเรายังส่งความเมตตาออกไปได้

และในวันที่ชีวิตทำให้เรารู้สึกไร้อำนาจ

บุญ คือสิ่งหนึ่งที่เรายังเลือกทำได้เสมอ

ไม่ว่าจะเพื่อคน
เพื่อสัตว์
หรือเพื่อใครก็ตามที่กำลังทุกข์อยู่ตรงหน้า

บางครั้ง บุญไม่ได้เริ่มจากการให้สิ่งของมากมาย

แต่มันเริ่มจากหัวใจดวงหนึ่ง...
ที่ไม่อยากเห็นอีกชีวิตต้องเจ็บปวดเพียงลำพังเท่านั้นเอง।

หลวงพ่อฤาษีลิงดำ






"เสื่อมจงรู้ตาม เจริญจงรู้ตาม เผลอหรือไม่เผลอ
จงตามรู้ทุกอาการ จึงจัดว่าเป็นนักค้นคว้าความรู้เท่า
ในอาการเกิดๆ ดับๆ ของสิ่งเหล่านี้ ด้วยปัญญาเสมอไป
นั่นแล จัดว่าเป็นผู้รู้เท่าทันโลก และเรียนโลกจบ
จึงจะพบของเจริง"

หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน





“บุญนั้นไม่สามารถเอาอะไรมาวัดชั่งได้
บางบุคคลทำบุญไปแล้วมีความปลื้มปิติยินดี
จนน้ำตาไหล ใจมีความสุขจนร่างกายสะเทือน
ใจก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันมีน้ำหนักเท่าไหร่ บอกไม่ได้ เป็นเรื่องของตนเองที่จะรับรู้ว่าใจมีความสุขแค่ไหน
สบายแค่ไหน เพราะ บุญมันอยู่ที่ใจ”

หลวงปู่เปลี่ยน ปัญญาปทีโป


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 54 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร