วันเวลาปัจจุบัน 25 ต.ค. 2020, 23:50  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


รวมกระทู้จากบอร์ดเก่า http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=19



กลับไปยังกระทู้  [ 146 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4, 5 ... 10  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 30 ส.ค. 2009, 19:34 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ส.ค. 2009, 15:54
โพสต์: 640

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ


แม่ขี้บ่น.....ลูกต้องไม่ขี้โกรธ

:b51: :b53: :b51: :b53: :b51: :b53: :b51: :b53: :b51: :b53: :b51:

ให้เราพิจารณาดูว่า นิสัยขี้บ่นของแม่นั้น
เราจะช่วยทำให้ลดลงได้ไหม ปกติก็จะเปลี่ยนได้ยาก
หรือเปลี่ยนไม่ได้ เราคงต้องปล่อยให้เป็นอย่างนั้น
ไม่ต้องคิดจะให้เปลี่ยน มองให้เห็นว่า อารมณ์ของแม่
เหมือนลมฟ้าอากาศ มีทั้งหนาว เย็น ร้อน ฝนตก
แห้งแล้ง มีลม ไม่มีลม ลมแรงและพายุ
อารมณ์ของแม่ที่ไม่ถูกใจเรา เปรียบเหมือนสภาวะอากาศ
ที่เราไม่ชอบ เช่น หนาวไป ร้อนไป สิ่งที่เราต้องทำก็คือ
ป้องกันรักษาตัวไม่ให้ทุกข์ จิตใจก็เหมือนกัน
เราต้องป้องกันด้วยใจดีมีเมตตา
ใช้สติปัญญารักษาใจไม่ให้ทุกข์ คือหน้าที่ของเรา
หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ ให้มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม
มีสติมั่นคง ใจเราก็ไม่ยินดียินร้าย
ถึงอย่างไรก็สำรวมกาย วาจา การแสดงออกทางกายให้เป็นปกติ
ทางวาจาให้พูดดีๆ ไพเราะน่าฟัง ใจก็คิดดี มีเมตตา
เห็นอกเห็นใจแม่ พยายามรักษาความรู้สึกที่ไม่ยึดมั่นถือมั่น
ถึงแม้ว่าไม่ชอบ ก็อดทน อดกลั้นไว้
หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ
พิจารณาดูว่า อารมณ์ขี้บ่นเป็นเหมือนอาการท้องผูก
ของเสียเก็บไว้ในร่างกายนานๆ ทำให้ไม่สบาย
เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เมื่อกินยาระบายเข้าไป
ระบายของเสียออกมาได้ ก็รู้สึกสบายกาย
สำหรับคนขี้บ่น อารมณ์หงุดหงิด เป็นของเสียที่สะสมไว้ในใจ
ถ้าเก็บกดไว้จะเครียด เป็นโรคประสาทได้
เมื่อได้ระบายออกมาทางวาจา เขาก็ค่อยสบายใจขึ้น
ตามรายงานของจิตแพทย์ พบว่าผู้หญิงอเมริกันวัยกลางคน
มีความรู้สึกปฏิเสธ หรือไม่พอใจ มากถึงประมาณ 30,000
ครั้งต่อวัน หรือทุก 3 วินาที ความรู้สึกชอบ ไม่ชอบนี้
เกิดจากการรับรู้ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
แต่ถ้าเรามีสติปัญญา เราจะจัดการกับความรู้สึกได้ถูกต้อง
โดยไม่เข้าไปยึดมั่นถือมั่น เก็บเอามาคิดปรุงแต่ง
ตรงกันข้าม ถ้าไม่ฉลาด ก็จะยึดถือ นำมาคิดปรุงแต่ง
แสดงออกทางวาจา เป็นคนขี้บ่น
ประสบการณ์ภายในใจของมนุษย์เราจริงๆ แล้วมีพอๆ กัน
แต่บางคนเก็บสะสม เหมือนอาการท้องผูก
คำพูดที่ไม่พอใจคือ บ่น ไม่มีใครอยากฟัง
แต่เมื่อแม่ของเราบ่น ให้เข้าใจว่าท่านกำลังทุกข์ไม่สบายใจ
เราควรเสียสละ ใจดีพอที่จะรับเป็นสุขภัณฑ์ที่ดีให้แก่แม่
เป็นสุขภัณฑ์สะอาด ใช้ได้สะดวก มีน้ำไหลแรงๆ หน่อย
แม่บ่นเมื่อไรก็ใจดีรับฟัง แม่จะสบายใจ ไม่ต้องขัดใจ
ยิ่งของเสียออกมากยิ่งดีต่อสุขภาพ อายุยืน
แต่เราก็ต้องระวัง ถ้าคุณภาพสุขภัณฑ์ไม่ดีพอ
เราจะ...สกปรกน่าดู
เราต้องมีสติปัญญา เมตตา กรุณา ขันติ
เป็นคุณธรรมประจำใจ
เป็นโอกาสที่เราจะสร้างคุณงามความดี
และเข้าใจธรรม ทำได้ดี ทำได้มากเท่าไร
ก็เท่ากับเราก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรม
แล้วในที่สุดจะรู้สึกขอบคุณแม่
ที่เป็นแบบฝึกหัดให้แก่เราได้พัฒนาจิตใจ
......... เป็นสุขภัณฑ์ที่ดีให้แก่แม่

.....................................................
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น


พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่าธรรมชาติของจิตนั้นไหลลงต่ำ
จะขึ้นสูงต้องออกแรงทวนกระแส
เพราะฉะนั้นให้ถามตัวเองว่าเราคิดดีได้เป็นปกติหรือยัง
ถ้ายัง ก็ยอมรับตรงๆ ว่ายัง..
อย่าหลอกตัวเองว่าดีแล้ว
เพราะผลเสียหายไม่ใช่ใครอื่น นอกจากตัวเราเองที่ยังหลงวน
ไม่รู้ตัวว่าขาดเสบียงเพื่อความพร้อมตาย...


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 30 ส.ค. 2009, 19:41 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 23 ก.พ. 2009, 04:12
โพสต์: 1067


 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: อนุโมทนาสาธุ คุณ ณ มรณา เป็นอย่างยิ่ง
มีหลายหลากอารมณ์ ให้เจริญสติจริง ๆค่ะ
ทั้งความรู้ ความบันเทิง อยู่ในกระทู้ืเดียวกัน
วันนี้อ่านอย่างรวดเร็ว แต่จะกลับมาอ่านใหม่
น่าสนใจ ทั้งบทความ ทั้งชื่อคุณ เป็นชื่อหนังสือ
เล่มโปรดเล่มหนึ่งค่ะ ชื่นชมในความเพียร
ด้วยค่ะ สาธุ
:b8:

.....................................................
...นฺตถิตัณหา สมานที...
ห้วงน้ำใหญ่โต เสมอด้วยตัณหาไม่มี


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 30 ส.ค. 2009, 19:42 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ส.ค. 2009, 15:54
โพสต์: 640

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ


*** ปรัชญา จากรวงข้าว ***


...ข้าว..จากหญ้าป่าสายพันธุ์หนึ่งที่ไร้คุณค่า...

ปัจจุบันกลายเป็นอาหารหลักของมวลมนุษยชาติ

ยามเมื่อต้นข้าวออกรวง...ล้วนนำมาซึ่งความปีติยินดี

...ให้แก่ชาวนาผู้ปลูกข้าวเป็นยิ่งนัก...

โบราณเคยเปรียบเปรยถึงคุณธรรมความดี

...ของบุคคลที่ยิ่งใหญ่ไว้ว่า...

"...ยิ่งสูงก็ยิ่งหนาว...

หากแม้ใครอยากเป็นที่ชื่นชมของเหล่าชนทั้งหลาย

ขอจงปฏิบัติตนให้เป็นดั่งเช่น...รวงข้าว..."

รวงข้าวยิ่งแก่ยิ่งสุกงอมสมบูรณ์มากเท่าใด

ก็ยิ่งน้อมรวงลงต่ำ...เรี่ยรวงโน้มลงสู่พื้นดิน...

มิได้พุ่งปลายรวงขึ้นสู่ฟ้า...เพราะด้วยต้นข้าว...

เป็นพืชพันธุ์ที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม...ต้นหญ้า...

อันต่ำต้อยกลางป่าเช่นเดียวกันกับพืชร่วมสายพันธุ์ต่างชนิด

ดังนั้น...ผู้ยิ่งใหญ่ที่แท้นั้น...

มิใช่เพียงการดำรงไว้ซึ่งอำนาจหรือทรัพย์ศฤงคารเท่านั้น

หากแต่ยังต้อง...รู้ซึ้งถึงฐานะที่แท้จริงของตน...

ไม่ลืมตัวและฐานะเดิมของตนที่เคยอยู่...เคยเป็น...

จงปฏิบัติตนให้เป็นดั่งเช่น...รวงข้าว...

จึงจะสามารถ...ครองใจมวลชนทั้งหลายได้...

นั่นคือ...บุคคลผู้ยิ่งใหญ่ที่แท้จริง...

.....................................................
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น


พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่าธรรมชาติของจิตนั้นไหลลงต่ำ
จะขึ้นสูงต้องออกแรงทวนกระแส
เพราะฉะนั้นให้ถามตัวเองว่าเราคิดดีได้เป็นปกติหรือยัง
ถ้ายัง ก็ยอมรับตรงๆ ว่ายัง..
อย่าหลอกตัวเองว่าดีแล้ว
เพราะผลเสียหายไม่ใช่ใครอื่น นอกจากตัวเราเองที่ยังหลงวน
ไม่รู้ตัวว่าขาดเสบียงเพื่อความพร้อมตาย...


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 30 ส.ค. 2009, 19:55 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ส.ค. 2009, 15:54
โพสต์: 640

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

*** ความสุขยิ่งกว่าการให้คือ...? ***
:b48: :b48: :b48: :b48: :b48: :b48: :b48: :b48: :b48: :b48: :b48: :b48: :b48:

ชายหนุ่มคนหนึ่งมีชีวิตที่เรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบ หน้าตาหล่อเหลา มีการศึกษาสูง มีงานการที่มั่นคง มีความก้าวหน้าในอนาคต มีคนรักใคร่รอบข้าง เรียกว่าใครเห็นใครรู้เป็นต้องอิจฉา

วันหนึ่งชีวิตที่สมบูรณ์แบบของชายคนนี้ยิ่งสุดยอด สมบูรณ์แบบมากขึ้น เมื่อพี่ของเขายอมควักเงินก้อนโต ซื้อรถสปอร์ตคนงามเป็นของขวัญให้กับน้องชาย ไม่ต้องบอกว่าเจ้าตัวจะยินดีปรีดาแค่ไหน เพราะรถสปอร์ตสุดหรูคันนี้ ชายหนุ่มนายนี้ฝันอยากได้ เป็นเจ้าของมาตลอดชีวิต เมื่อความฝันเป็นจริง
สิ่งที่ชายหนุ่มคิดทำอย่างแรกคือ ขับเจ้ารถสปอร์ตตระเวน
ไปตามที่ต่างๆให้สมอยาก

ใจหนึ่งต้องการทดสอบแรงม้าที่ซ่อนตัวอยู่ในห้องเครื่อง ว่าจะมีเรี่ยวแรงเต็มกำลังแค่ไหน อีกใจก็แน่นอนว่า ใครที่มีรถสวยแรงขนาดนี้ คงไม่บ้าเก็บเอาไว้ดูตามลำพัง ที่โรงรถในบ้าน ขับโฉบเฉี่ยวไปมาสักพัก ก็ถึงเวลาพักทั้งเครื่องและคน ชายหนุ่มจัดแจงจอดรถข้างถนน ระหว่างกำลังพักผ่อนอิริยาบถ

เขาเห็นเด็กคนหนึ่งเดินลูบๆคลำๆรอบรถคันงาม ด้วยกิริยาท่าทีชื่นชอบรถสปอร์ตอย่างเห็นได้ชัด ชายหนุ่มรู้สึกภาคภูมิใจในการเป็นเจ้าของ สิ่งที่หลายต่อหลายคนใฝ่ฝัน เขาเดินยืดอกมาที่รถ พร้อมพูดจาทักทายเด็กคนนั้นด้วยน้ำเสียงมั่นใจ ดั่งขุนศึกผู้ชนะสงคราม

"ระวังหน่อยน้อง เดี๋ยวเป็นรอย" เขาบอก

เด็กคนนั้นมองไปยังชายหนุ่มเจ้าของเสียง ก่อนจะพูดตอบ "รถของพี่เหรอ สุดยอดจริงๆ"

"แน่นอน" เขาตอบ

"พี่ซื้อมาราคาเท่าไหร่" เด็กคนเดิมถาม

"คนอื่นอาจต้องควักสตางค์ซื้อเอง แต่พี่ไม่ต้อง เพราะพี่ชายพี่ซื้อให้เป็นของขวัญ"

"โอ้โห! ดีจัง ผมอยาก...."

เด็กคนเดิมพูดตะกุกตะกักชะงักในตอนท้าย ชายหนุ่มคิดในใจว่า เด็กคนนี้คงไม่กล้าพูดต่อ เพราะที่เด็กอยากจะพูดแต่ยั้งปากยั้งคำไว้นั้น คงต้องการบอกว่าอิจฉาตัวเขาเอง อยากจะเป็นอย่างเขาบ้าง

...มีพี่ที่แสนดีซื้อรถสุดหรูให้เป็นของขวัญ...

แต่สิ่งที่ชายหนุ่มคิดกลับผิดถนัด "โอ้โห ดีจัง ผมอยาก....เป็นอย่างพี่ชายของพี่จัง"

เด็กคนนั้นพูด "ผมจะได้ซื้อรถให้น้องชายผมนั่งบ้าง"

ชายหนุ่มถึงกับอึ้ง ในสังคมทุกวันนี้ ที่ใครๆตั้งหน้าตั้งตาแต่จะรับ หรือบางคนไม่ยอมรอ ใช้กำลังความได้เปรียบแย่งชิงของคนอื่นมาเป็นของตัวเอง แต่เด็กคนนี้กลับคิดสวนทางใครๆ

...เขาอยากเป็นผู้ให้ มากกว่าเป็นผู้รับ...

.... ชายหนุ่มมองเด็กด้วยความรู้สึกทึ่งและพูดออกมาทันทีว่า "อยากนั่งรถเล่นกับฉันไหม"

"ครับ อยากมากเลย"

หลังจากขับรถเล่นอยู่พักหนึ่ง เด็กชายหันมาพูดด้วยดวงตาวาวแวว

"คุณจะกรุณาขับรถไปหน้าบ้านผมได้ไหมครับ" ชายหนุ่มยิ้มน้อยๆ เขาคิดว่าเขารู้ดีว่าเด็กหนุ่มต้องการอะไร

เขาคงต้องการให้เพื่อนบ้านเห็นว่าเขาได้นั่งรถคันโตกลับบ้าน
แต่ชายหนุ่มคิดผิดอีกแล้ว

"คุณจอดตรงบันไดนั่นล่ะครับ" เขาวิ่งขึ้นบันได

จากนั้นสักครู่จึงกลับมาแต่เขาไม่ได้วิ่ง เขาอุ้มน้องตัวเล็กๆที่ขาพิการมาด้วย และวางน้องลงที่บันไดล่าง กอดไว้และชี้ไปที่รถ

"นั่นไง บัดดี้ รถคันที่พี่เล่าให้ฟัง พี่ชายของเขาซื้อให้เป็นของขวัญ เขาไม่ต้องเสียตังค์เลย สักวันหนึ่งพี่จะซื้อให้น้องบ้าง น้องจะได้ดูของสวยๆงามๆด้วยตาของน้องเองเหมือนที่พี่เคยเล่าให้ฟัง"

ชายหนุ่มลงจากรถ แล้วอุ้มเด็กน้อยขึ้นรถ พี่ชายปีนตามขึ้นมานั่งใกล้และแล้วทั้งสามก็เริ่มออกเดินทาง ชายหนุ่มรู้แล้วว่า "ความสุขยิ่งกว่าการให้" หมายถึงอะไร

.....................................................
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น


พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่าธรรมชาติของจิตนั้นไหลลงต่ำ
จะขึ้นสูงต้องออกแรงทวนกระแส
เพราะฉะนั้นให้ถามตัวเองว่าเราคิดดีได้เป็นปกติหรือยัง
ถ้ายัง ก็ยอมรับตรงๆ ว่ายัง..
อย่าหลอกตัวเองว่าดีแล้ว
เพราะผลเสียหายไม่ใช่ใครอื่น นอกจากตัวเราเองที่ยังหลงวน
ไม่รู้ตัวว่าขาดเสบียงเพื่อความพร้อมตาย...


แก้ไขล่าสุดโดย ณ มรณา เมื่อ 30 ส.ค. 2009, 19:56, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 30 ส.ค. 2009, 20:05 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ส.ค. 2009, 15:54
โพสต์: 640

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ


:b46: :b46: :b46: :b46: :b46: :b46: **ปรัชญาน่ารัก ๆ 19 ข้อ** :b46: :b46: :b46: :b46: :b46: :b46:

1. อย่าขับรถเร็วเกินที่เทวดาประจำตัวของคุณบินทันเป็นอันขาด

2. การแก้แค้นไม่ทำให้เรารู้สึกดีขึ้นเหมือนกับดื่มน้ำทะเลเวลาหิวน้ำนั่นแหละ

3. ความหมายของความสุขขึ้นอยู่กับสิ่งที่คุณอยากให้มันเป็น

4. "อย่ากลัวความฝันของคุณ: มันง่ายกว่าที่คิด"

5. นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า ทุกๆ 4 คนจะมีคนหนึ่งที่สติเพี้ยน ๆ ลองเช็คเพื่อนคุณสัก 3 คนสิ ถ้าทุกคนปกติดีก็คุณน่ะแหละ

6. แบ่งปันรอยยิ้มของคุณให้กับทุกคน แต่ให้เก็บจุมพิตให้กับคนเพียงคนเดียว

7. น้ำตาจะให้คุณก็แค่ความเห็นอกเห็นใจ แต่เหงื่อจะทำให้คุณประสบความสำเร็จ

8. สิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตนี้ไม่ใช่วัตถุ

9. การออกกำลังกายที่ดีที่สุดสำหรับจิตใจคือการก้มลงแล้วช่วยคนอื่นให้ลุกขึ้น

10. คนๆหนึ่งอาจทำอะไรผิดพลาดได้หลายอย่าง แต่มันจะกลายเป็นความพ่ายแพ้ไปจริงๆ เมื่อเขาเริ่มโยนความผิดไปให้คนอื่น

11. เรารู้สึกดีที่มีความสำคัญ แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือเป็นคนดี

12. มีแต่ปลาตายที่ลอยตามน้ำ

13. คุณค่าของคน ๆ หนี่งบอกได้จากวิธีที่เขาปฏิบัติต่อคนที่เขาไม่ต้องการ

14. เงยหน้าขึ้นรับแสงตะวัน แล้วคุณจะไม่มีวันพบกับเงามืด

15. คนอ่อนแอเท่านั้นที่ให้อภัยใครไม่เป็นการให้อภัยเป็นคุณสมบัติของผู้ เข้มแข็ง

16. ในโลกนี้ไม่มีคนแปลกหน้าสำหรับเรา มีแต่เพื่อนที่เรายังไม่ได้พบเท่านั้น

17. เมื่อคุณพูดความจริง คุณไม่จำเป็นต้องไปนั่งจำอะไรทั้งนั้น

18. เด็กๆต้องการความรักมากที่สุดเมื่อพวกเขาทำตัวไม่น่ารัก

19. คำว่า listen (ฟัง) นั้นใช้ตัวอักษรชุดเดียวกับคำว่า silent (เงียบ)

.....................................................
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น


พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่าธรรมชาติของจิตนั้นไหลลงต่ำ
จะขึ้นสูงต้องออกแรงทวนกระแส
เพราะฉะนั้นให้ถามตัวเองว่าเราคิดดีได้เป็นปกติหรือยัง
ถ้ายัง ก็ยอมรับตรงๆ ว่ายัง..
อย่าหลอกตัวเองว่าดีแล้ว
เพราะผลเสียหายไม่ใช่ใครอื่น นอกจากตัวเราเองที่ยังหลงวน
ไม่รู้ตัวว่าขาดเสบียงเพื่อความพร้อมตาย...


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 30 ส.ค. 2009, 20:06 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ส.ค. 2009, 15:54
โพสต์: 640

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

.....................................................
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น


พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่าธรรมชาติของจิตนั้นไหลลงต่ำ
จะขึ้นสูงต้องออกแรงทวนกระแส
เพราะฉะนั้นให้ถามตัวเองว่าเราคิดดีได้เป็นปกติหรือยัง
ถ้ายัง ก็ยอมรับตรงๆ ว่ายัง..
อย่าหลอกตัวเองว่าดีแล้ว
เพราะผลเสียหายไม่ใช่ใครอื่น นอกจากตัวเราเองที่ยังหลงวน
ไม่รู้ตัวว่าขาดเสบียงเพื่อความพร้อมตาย...


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 30 ส.ค. 2009, 20:15 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ส.ค. 2009, 15:54
โพสต์: 640

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

โลกสวยงามขึ้น ถ้าเราเดินช้าลง

โลกสวยงามขึ้น..เมื่อเราเดินช้าลง
เวลาที่เราขับรถเร็ว
ก็เพราะเราต้องการให้ถึงที่หมายเร็วๆ
เป็นการให้ความสำคัญกับปลายทางเป็นสิ่งแรก

แต่บางครั้ง...
มีเหมือนกันที่มันเร็วเสียจนเลยบ้าน เลยซอย
ที่เป็นจุดหมายปลายทางไป
เลยทำให้ที่อยากให้เร็ว กลายเป็นช้าไปก็มี

เมื่อเราขับรถช้า หรือไปเรื่อยๆ (มีเวลามากพอ)
ก็หมายถึงว่า เราไม่ได้รีบร้อน
เพียงแค่จะไปให้ถึงปลายทางเพียงอย่างเดียว

เราอาจมีเวลาสังเกตถนนหนทาง ผู้คนบนท้องถนน
ความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้น
อาจมองเห็นว่ามีร้านขายดอกไม้มาเปิดใหม่
ร้านขายอาหารเจ้าเก่าได้ย้ายไปแล้ว...ฯลฯ

นั่นคือ...เราได้เห็นรายละเอียดต่างๆ
ระหว่างเส้นทางที่ผ่านไปมากขึ้น

ทุกวันนี้...

ความเร็ว ได้ถูกดึงมาใช้เป็นสิ่งสำคัญลำดับต้นๆ
ในชีวิตประจำวันเราสามารถได้รับข่าวสารหลายๆ เรื่องอย่างง่ายดาย
ภายในเวลาไม่กี่นาที

เพียงแค่ใช้ปลายนิ้วกดลงบนคีย์บอร์ดของคอมพิวเตอร์
หรือโทรศัพท์มือถือ
ข้อความหรือถ้อยคำเหล่านั้นก็ถูกส่งมาให้อ่านแบบทันอกทันใจ

และอีกไม่กี่นาทีเช่นกัน
เราก็สามารถส่งต่อข้อความเหล่านั้นไปยังคนอื่นๆ ได้
ดูเหมือนว่าสิ่งเหล่านี้จะทำให้ชีวิตคนเราสะดวกสบายขึ้น
จนกระทั่ง...
บางทีลืมสังเกตไปด้วยว่า
ความละเมียดละไมในชีวิต กลับเหือดหายน้อยลง

สำหรับคนที่ชอบละเลียดความสุขแบบค่อยเป็นค่อยไป
ไม่เคยนิยามให้กับค่าของความสุข
เป็น "บาท" เป็น "คัน" หรือเป็น "หลัง"

..................................................

วันนี้...บนโลกของเขาอาจดูเชื่องช้า
แต่มุมมองสิ่งต่างๆ ที่ผ่านไปในแต่ละวันของเขา
อาจสวยงาม...จนบางทีคนอย่างเรานึกไม่ถึงเลยก็ได้

**************************************

.....................................................
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น


พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่าธรรมชาติของจิตนั้นไหลลงต่ำ
จะขึ้นสูงต้องออกแรงทวนกระแส
เพราะฉะนั้นให้ถามตัวเองว่าเราคิดดีได้เป็นปกติหรือยัง
ถ้ายัง ก็ยอมรับตรงๆ ว่ายัง..
อย่าหลอกตัวเองว่าดีแล้ว
เพราะผลเสียหายไม่ใช่ใครอื่น นอกจากตัวเราเองที่ยังหลงวน
ไม่รู้ตัวว่าขาดเสบียงเพื่อความพร้อมตาย...


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 30 ส.ค. 2009, 20:54 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 19 ก.ค. 2009, 18:25
โพสต์: 28

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ขอร่วมตั้งสติด้วยคนนะคะคุณณ.มรณา


ครั้งหนึ่งในชีวิตฉันได้แต่โทษผู้อื่นที่ทำให้ฉันทุกข์


ครั้งหนึ่งในชีวิตที่ฉันคิดว่าผู้อื่นไม่ดี


ครั้งหนึ่งในชีวิตฉันคอยแต่ว่ากล่าวผู้อื่น


ครั้งหนึ่งในชีวิตฉันไม่เคยมองตัวเอง


เป็นทุกข์ก็เพราะคนนั้นไม่ดีคนนี้ไม่ชอบ


มาบัดนี้ฉันรู้แล้วว่าทุกอย่างนั้นฉันเป็นคนผิด


เพราะมีฉันมีตัวฉันที่ฉันคิดว่าใช่ใครว่าฉันไม่ได้


ใครดีกว่าฉันไม่ได้ใครมาทำอะไรที่ฉันไม่ชอบไม่ได้


ตัวฉันนี้มันยั้งรากลึกลงในใจฉันและเริ่มแผ่กระจายออกไปรอบตัวฉัน


นี้แม่ของฉันนี้ลูกของฉันนี้บ้านของฉันนี้สามีของฉัน


และเริ่มที่จะมีอะไรมาแตะต้องของที่เป็นของฉันไม่ได้


มันช่างมีแต่ความทุกข์เข้ามา


มาวันนี้ฉันเริ่มเห็นเหตุแห่งทุกข์


ที่มาจากคำว่าฉันคำว่าของฉัน


มันสร้างทุกข์ทันตาเริ่มเข้าใจ


แต่กว่าจะเข้าใจคำว่าฉันจิตก็บันทึกความทรงจำเดิมๆที่เป็นฉันไว้แนบแน่น


ถึงแม้นฉันเข้าใจและรู้เหตุเมื่อเผลอตัวฉันนี้ก็ออกมาได้


เพราะสร้างตัวฉันมานานการที่จะเอาฉันออกไปไม่ง่ายเลย


แต่อย่างน้อยก็รู้วิธีการและเข้าใจจึงทำให้มีความรู้สึกที่ดี


ที่จะเดินต่อไปเพื่อวันข้างหน้าจะได้ไม่มีฉันและไม่ทุกข์ที่เกิดฉัน


จึงขอเดินทางต่อไปข้างหน้าด้วยสติ


ที่อยู่กับปัจจุบัน


ไม่ย้อนไปในอดีต


และหลงไปในอนาคต


มาเถอะมาตั้งสติอยู่กับปัจจุบันแล้วจะไม่ต้องพบกับคำว่าทุกข์ใจอีกเลย


แก้ไขล่าสุดโดย โดเรมี เมื่อ 30 ส.ค. 2009, 20:57, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 31 ส.ค. 2009, 00:19 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ส.ค. 2009, 15:54
โพสต์: 640

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

.....................................................
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น


พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่าธรรมชาติของจิตนั้นไหลลงต่ำ
จะขึ้นสูงต้องออกแรงทวนกระแส
เพราะฉะนั้นให้ถามตัวเองว่าเราคิดดีได้เป็นปกติหรือยัง
ถ้ายัง ก็ยอมรับตรงๆ ว่ายัง..
อย่าหลอกตัวเองว่าดีแล้ว
เพราะผลเสียหายไม่ใช่ใครอื่น นอกจากตัวเราเองที่ยังหลงวน
ไม่รู้ตัวว่าขาดเสบียงเพื่อความพร้อมตาย...


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 31 ส.ค. 2009, 12:47 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ส.ค. 2009, 15:54
โพสต์: 640

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

การรักใครซักคน ไม่ต้องการความพยายาม ...
การตัดใจต่างหาก
ที่ต้องใช้ความพยายามอย่างมากมาย
ลองชั่งน้ำหนักในใจเราดูสิว่า
ความสุขยามที่คุณได้สบตาเค้า
กับความทุกข์ยามที่คุณต้องคอยหลบตาเค้า
อันไหนมันหนักหนากว่ากัน
อย่าโทษตัวเอง ที่มาเจอเค้าสายเกินไป
...อย่าโทษเค้าที่ไม่มีใจให้..
อย่าโทษโชคชะตาที่ทำให้เราพบกัน
แต่ไม่ได้ทำให้เราใจตรงกัน...... แต่จงยิ้มให้กับตัวเอง
ที่อย่างน้อย ถึงจะพบกับเค้าคนนั้นสายเกินไป
แต่ก็ยังได้พบ.... ยิ้มให้เค้า ที่ถึงจะไม่ได้ให้ใจเรามา
แต่ก็ยังได้รับหัวใจของเราไป .......ยิ้มให้กับโชคชะตา
ที่ถึงแม้จะไม่ได้ทำให้เรารักกัน ..แต่ก็ยังทำให้เรา
......ได้รู้จักกัน


รูปภาพ

คุณควรจะดีใจด้วยซ้ำ ที่ครั้งหนึ่ง..
คุณได้เจอคนที่คุณอยากเก็บรอยยิ้มของเค้า ไว้คนเดียว
คนที่คุณใส่ใจกว่าตัวคุณเอง.......
คนที่ทำให้คุณหัวเราะ...
และร้องไห้ได้มากมาย.......
คนที่เพียงแค่ยิ้มของเค้า
เปลี่ยนวันที่หมองหม่น ให้กลายเป็นวันที่สดใส......
เท่านี้มันก็ควรเพียงพอแล้ว ไม่ใช่หรือ?
แค่การได้เห็นคนที่เรารักได้หัวเราะอยู่กับใครซักคน
ที่เค้ารักมากที่สุด ........นั่นแหละคือความสุข

:b48: :b47: :b48: :b47: :b48: :b47: :b48: :b47: :b48:

.....................................................
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น


พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่าธรรมชาติของจิตนั้นไหลลงต่ำ
จะขึ้นสูงต้องออกแรงทวนกระแส
เพราะฉะนั้นให้ถามตัวเองว่าเราคิดดีได้เป็นปกติหรือยัง
ถ้ายัง ก็ยอมรับตรงๆ ว่ายัง..
อย่าหลอกตัวเองว่าดีแล้ว
เพราะผลเสียหายไม่ใช่ใครอื่น นอกจากตัวเราเองที่ยังหลงวน
ไม่รู้ตัวว่าขาดเสบียงเพื่อความพร้อมตาย...


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 31 ส.ค. 2009, 15:52 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ส.ค. 2009, 15:54
โพสต์: 640

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ
:b51: :b51: :b53: :b51: :b53: :b51: :b53: :b51: :b53: :b51: :b53: :b51: :b53: :b51: :b53: :b51: :b53: :b51: :b53: :b51: :b53: :b51: :b53: :b51: :b51:

ความลับและิวิธีจัดการกับความลับ


ความลับไม่ใช่ของลับ
“นี่เป็นความลับนะ ห้ามบอกใครเด็ดขาด” เราคงได้ยินคำพูดแบบนี้มาหลายต่อหลายครั้งแล้ว เจ้าความลับนี่ เป็นอย่างไรกันแน่ แล้วอะไรจึงจะเป็นความลับ และความไม่ลับ เราจะมีวิธีการจัดการกับความลับอย่างไร
มีข้อสังเกตง่าย ๆ ความลับ อาจเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของคน เรื่องราวเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อคน สัตว์ สิ่งของ ชุมชน สังคม หรือประเทศชาติ อาจจะมีลักษณะ
๑. เรื่องราวปกปิด ปิดบัง ซ่อนเร้น อำพราง ไม่อยากให้ใครรู้ เพราะน่าละอายหรือเป็นเรื่องน่าขายหน้า
๒. เรื่องราวไม่ค่อยดีเกี่ยวกับบางสิ่ง/บางอย่าง/บางคน ที่อาจทำให้เสียชื่อ/เสียเงินทอง/เสียใจ/เสียความรู้สึก/เสียศรัทธา/เสียสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ
๓. เรื่องความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในระดับบุคคล กลุ่มคน สังคม ประเทศ และโลก
๔. เรื่องข้อมูลการฉ้อโกง การเอาเปรียบ เรื่องผลประโยชน์ หากใครได้ยินได้ฟังได้อ่านได้รับรู้เรื่องราวจะทำให้อีกฝ่ายหนึ่งได้เปรียบหรือเสียเปรียบ

ขอยกตัวอย่างความลับ เช่น เรื่องข้อสอบสมัยชั้นมัธยมทำได้สำเร็จจนเรียนจบ ก็ไม่อยากให้ใครรู้มันเสียชื่อเสียงมาก ๆ หรือ เรื่องไปทำศัลยกรรมหน้าไม่อยากบอกใครอยากเป็นคนสวยแต่ไม่ใช่สวยเพราะมีดหมอ หรือ อยู่หอพักกับเพื่อนชายตั้งแต่เรียนเริ่มเข้ามหาวิทยาลัย ไม่อยากให้ครอบครัวรู้ หรือ เข้าทำงานได้เพราะเป็นเด็กฝากมีคนช่วยเหลือ หรือได้ตำแหน่งระดับสูงเพราะมีคนช่วยเหลือ หรือ ลอกงานเพื่อนทำเองไม่เป็นหรอกไม่อยากบอกใครอายจัง เป็นต้น

:b39: ในชีวิตเราคงได้ยินเรื่องราวทำนองนี้มากมาย แล้วความลับมีแบบใดบ้าง และวิธีจัดการกับ ความลับจะทำอย่างไรดี ช่วยคิดหน่อย ขอคิดก่อน และขอข้อคิดเห็นเพิ่มเติมเพื่อให้มุมมองเรื่องนี้ชัดขึ้นด้วย
เรื่องลับคับอก เป็นเรื่องกลืนไม่เข้าคายไม่ออกภายในครอบครัว ตัวเอง ลูกหลาน ตระกูล ขืนบอกให้ใครรู้จะต้องมีคนเสียใจหลายฝ่าย ยกตัวอย่างเช่น ลูกที่เลี้ยงดูอยู่ไม่ใช่ลูกจริง ๆ แต่เป็นลูกที่เก็บเอามาเลี้ยงตั้งแต่เด็ก ๆ หรือพี่น้องไม่ใช่พี่น้องแต่เป็นลูกคนละพ่อคุณไม่กล้าบอกลูก หรือสามีเป็นเกย์แต่เพื่อหน้าตาในวงสังคมทำให้คุณกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เป็นต้น

:b39: วิธีจัดการกับเรื่องลับคับอก คือ หาทางระบายออกมาบ้างด้วยการไปเที่ยวทะเล แล้วดูดีๆ ไม่มีคนเห็นตะโกน ระบายเรื่องคับอกกับท้องทะเล อย่าเล่าให้คนอื่นฟังเด็ดขาด หรือหาวิธีออกกำลังกาย เช่น ไท้เก๊ก ชี้กง รำกระบี่กระบอก มวยจีน วิ่ง เดิน ว่ายน้ำ เทนนิส แบดบินตัน ออกกำลังกายไปบ่นไปพึมพำตัวคนเดียว หรือร้องเพลง คาราโอเกะ เต้นรำ เล่นหมากฮอส หมากรุก หรือให้สุด ๆ ขอบโลกก็ไปกระโดดหอ พาราชูท เล่นเครื่องเล่นโลดโผนที่ทำให้ตัวเองกรี๊ด ๆ จะได้ระบายความอัดอั้นตันใจ ให้ลืม ๆ เรื่องราวทั้งหลายให้หมด

:b39: วิธีที่ดีที่สุดคือ เมื่อกาลเวลาผ่านพ้นไป คุณควรเปิดเผยหรือเล่าความจริงให้คนนั้นรู้ความจริง แต่ควรเปิดเผยเมื่อพร้อมเมื่อเขาโตขึ้นมีความรับผิดชอบและกล้าที่จะยอมรับความจริง คุณค่อยเล่าความลับให้เจ้าตัวฟัง แต่ไม่ควรให้คนอื่นรู้นอกจากเจ้าตัวเท่านั้น หรือจดบันทึกเรื่องราวต่าง เก็บไว้อย่างมิดชิด แล้วทำพินัยกรรมให้เจ้าตัวอ่านเรื่องนี้ด้วยตนเอง หรือถ้าคุยแน่มากขนาดนั้นก็เก็บไว้กับคุณคนเดียวความลับให้ตายไปพร้อมกับคุณก็ยังได้ แต่คุณต้องเป็นระดับเซียนจริง ๆ นะ

:b39: เรื่องลับคนนินทา เป็นความลับที่คนชอบนินทา เป็นเรื่องขี้หมูราขี้หมาแห้ง เรื่องที่คนนินทาอาจเพราะอิจฉาตาร้อน หรือกลัวคนอื่นจะดีกว่าต้องหาปมด้อยของเพื่อน หรือหมั่นไส้ หรือไม่พอใจเป็นการส่วนตัว หรือประพฤติตัวผิดวัฒนธรรมของชุมชน ประเด็นร้อนที่ชอบพูดคือ อวดรวยรวยไม่จริง ขี้เกียจ ขี้เหนียว พูดจาก้าวร้าวหยาบคาย สกปรก กินมูมมาม แต่งตัวเชย ตู้ทองเคลื่อนที่ จอมเบ่งคุยโวโอ้อวด สวยแต่โง่ ฉลาดแต่ไม่เฉลียว หล่อแต่บื่อ เฒ่าหัวงู คนไร้ยางอาย ดีแต่พูดไม่ชอบทำงาน ทำงานขยันแต่โง่ รู้มากเอาเปรียบเพื่อน ฉลาดแต่ขี้โกง ขี้เหล้าและเจ้าชู้ เหล่านี้เป็นต้น

:b39: วิธีจัดการกับคนนินทา คือ ไม่ต้องเอาใจใส่ ไม่ต้องสนใจเพราะการนินทาเป็นเรื่องของโลก ไม่ต้องเอาใจใส่เฉย ๆ ไว้ อย่าไปแก้ตัวต่อล้อต่อเถียงเสียเวลา จงใช้เวลาไปทำงาน ไปศึกษาเล่าเรียนดีกว่ามาสนใจเรื่องไร้สาระ รกหู รกตา และทำให้เป็นกังวลคำถ้อยคำ ท่าทาง ท่าทีเยาะเย้ยถากถางของใครบางคน จงคิดว่าเรากับเขาอยู่ด้วยกันชั่วระยะเวลาสั้น ๆ แต่เราอยู่กับตัวเองยาวนานมาก ยกตัวอย่างเช่น อยู่โรงเรียนกับเพื่อนแค่นั่งเรียนในห้อง ออกไปคุยตอนพักเที่ยง ตอนเย็น ตอนเช้า เจอกันจริง ๆ ไม่นานหรอก ส่วนใหญ่เราอยู่คนเดียวกับความคิด จงอย่าคิดทำร้ายตนเอง จงคิดดี คิดดี จงทำแต่สิ่งดีงาม ไม่มีใครรู้ใครเห็นเรื่องของคุณจริง ๆ หรอกนอกจากตัวเอง คุณก็รู้แก่ใจตัวเองว่าเราทำดีแล้วให้วางความรู้สึกแค่นี้พอแล้ว

:b39: เรื่องลับคนสาบช่าง เป็นเรื่องราวใหญ่โตขึ้นมาอีกระดับขนาดทำผิดศีลธรรม และผิดกฎหมายบ้านเมือง ยกตัวอย่างเช่น โกงจนมีการฟ้องร้อง มีภรรยาน้อย มีชู้ ลักขโมย เล่นการพนัน
วิธีจัดการกับความลับประเภทนี้ คือ อย่าร่วมยินดีในบาปกรรมของผู้อื่น เคยได้ยินไหมเวลาโจรขโมยของ ตำรวจจับโจรได้ โจรบอกว่ามีสมัครพรรพวกคอยให้กำลังใจ คุณก็เป็นสมัครพรรคพวกคนหนึ่งที่ดีใจเหลือเกินที่โจรขโมยของสำเร็จ เพราะฉะนั้นติดร่างแหเข้าคุกด้วยเหมือนกัน
เพราะฉะนั้นใครเขาเลว ชั่วก็ไม่ใช่เรื่องของเรา ถ้าเราเข้ากลุ่มเท่ากับเราติดร่างแห เป็นพวกเดียวกับเขา ไม่ต้องไปยินดีหรือยากรู้เรื่องเลวทรามต่ำช้าของคนอื่น ช่างเขา เราต้องวางตัวและวางใจเป็นกลาง เรื่องที่ได้ยินได้เห็นอาจจะจริงบ้างไม่จริงบ้าง เราก็ไม่รู้จริงสักหน่อย มันเป็นเรื่องของความลับของคนคนนั้นที่จะรู้ซึ่งแก่ใจ ไม่มีใครรู้ดีเท่าเจ้าของเรื่อง เราไม่ยุ่งเรื่องของคนอื่นเขาเรื่องของเราก็จะจบสิ้นง่ายดาย

:b39: เรื่องลับคนชอบสอดรู้สอดเห็น เป็นเรื่องลับที่คนอยากรู้อยากเห็น ของดารา นักร้อง นักดนตรี นักเทนนิส นักบอล นักยกน้ำหนัก นักเทคอนโด้ เรื่องแปลก ๆ ที่คนอยากรู้จัก หรือสิ่งที่คนดัง/คนที่คนชอบ/หลงรัก/เป็นที่นิยม ทำอะไรอยู่คนอยากดู อยากรู้ เรื่องเหล่านั้น ทำให้เรื่องราว/รูปภาพ/คำพูด/การกระทำ/งานอดิเรก/กิจวัตรประจำวัน หรือเป็นที่สนใจของสังคมและโลก หรือบางครั้งก็เป็นคนที่แย่ ๆ ที่สังคมจับตามองได้อีกเหมือนกัน ที่อยู่ในความสนใจและสามารถเป็นข้อมูลขายได้เพื่อไปลงในหนังสือ วารสาร บทความ หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ทำให้เรื่องความลับของบุคคลเหล่านี้ขายได้ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า เพราะว่าคนอยากรู้/อยากเห็น/อยากดูเรื่องราวชีวิตในแง่มุมต่าง ๆ ทำตัวให้ดีดีล่ะตัวใครก็ตัวมัน


:b39: เรื่องลับปางเป็นปางตาย อันนี้ต้องถือว่าเรื่องลับสุดชีวิตจิตใจ เป็นเรื่องอันตรายระดับสูงมากเป็นเรื่องผิดกฎหมายร้ายแรง อันได้แก่ ค้าอาวุธ ค้ายาเสพติด ค้ามนุษย์ ค้าของเถื่อน ฟอกเงินซื้อเสียง ล้มบริษัท หากคุณแอบไปได้ยินได้รู้ได้เห็นมา หากคุณบอกใครไปนั่นอาจอันตรายถึงแก่ชีวิตของคุณได้ พึงระวังคุณต้องมีหลักฐานประกอบมากพอจริง ๆ จึงติดต่อกับตำรวจ หรือส่งข่าวให้กับสื่อมวลชนต่าง ๆ เช่น วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ แต่ให้ติดต่อโดยห้ามให้เปิดเผยแหล่งข่าวเพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเอง

เอาเป็นว่าความลับจะไม่ใช่ความลับ เพราะถ้าเปิดเผยเรื่องลับก็จะไม่เป็นความลับอีกต่อไป แต่ถ้าของลับแล้วเปิดเผย โอ้ย.......ไม่เหลืออะไรเป็นความลับอีกแล้ว


ข้อมูลจาก http://www.oknation.net/blog/print.php?id=117398

.....................................................
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น


พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่าธรรมชาติของจิตนั้นไหลลงต่ำ
จะขึ้นสูงต้องออกแรงทวนกระแส
เพราะฉะนั้นให้ถามตัวเองว่าเราคิดดีได้เป็นปกติหรือยัง
ถ้ายัง ก็ยอมรับตรงๆ ว่ายัง..
อย่าหลอกตัวเองว่าดีแล้ว
เพราะผลเสียหายไม่ใช่ใครอื่น นอกจากตัวเราเองที่ยังหลงวน
ไม่รู้ตัวว่าขาดเสบียงเพื่อความพร้อมตาย...


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 31 ส.ค. 2009, 15:54 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ส.ค. 2009, 15:54
โพสต์: 640

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


:b46: ถ้าท้อเป็นเพียงถ่าน ถ้าผ่านจึงเป็นเพชร :b46:

"ถ้าท้อเป็นเพียงถ่าน ถ้าผ่านจึงเป็นเพชร"
เพชรมีค่ามากกว่าถ่านหลายล้านเท่า
ทั้งๆ ที่เพชรเป็นธาตุคาร์บอนเหมือนกัน
ไม้ผ่านการอบการเผา ไม่นานก็กลายเป็นถ่าน
แต่เพชรผ่านความร้อน ไม่ต่ำกว่า 5,000 องศาฟาเรนไฮต์
ได้รับความกดดันมากกว่า 1 ล้านปอนด์ต่อตารางนิ้ว
ด้วยระยะเวลาอันยาวนาน จนกระทั่งกลายเป็นเพชร
เพชรที่เป็นเครื่องประดับอันงดงาม
พร้อมๆกับเป็นของที่มีความแข็งมากที่สุดในโลก

ถ้าท่านกำลังได้รับความกดดันอยู่ จงอดทน จงอดทน
ถ้าท่านกำลังถูกเคี่ยวถูกสับอยู่ ให้คิดว่าเพียงแค่นี้ว
จะทำให้เป้าหมายเราสั่นคลอนได้หรือ ?
ถ้าสถานการณ์กำลังบีบคั้น แสดงว่าชัยชนะกำลังรออยู่ข้างหน้า

.....................................................
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น


พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่าธรรมชาติของจิตนั้นไหลลงต่ำ
จะขึ้นสูงต้องออกแรงทวนกระแส
เพราะฉะนั้นให้ถามตัวเองว่าเราคิดดีได้เป็นปกติหรือยัง
ถ้ายัง ก็ยอมรับตรงๆ ว่ายัง..
อย่าหลอกตัวเองว่าดีแล้ว
เพราะผลเสียหายไม่ใช่ใครอื่น นอกจากตัวเราเองที่ยังหลงวน
ไม่รู้ตัวว่าขาดเสบียงเพื่อความพร้อมตาย...


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 31 ส.ค. 2009, 16:01 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 พ.ย. 2008, 17:20
โพสต์: 1051

งานอดิเรก: อ่านหนังสือธรรมะ
อายุ: 0
ที่อยู่: Bangkok

 ข้อมูลส่วนตัว


ณ มรณา เขียน:
รูปภาพ


แม่ขี้บ่น.....ลูกต้องไม่ขี้โกรธ

:b51: :b53: :b51: :b53: :b51: :b53: :b51: :b53: :b51: :b53: :b51:

ให้เราพิจารณาดูว่า นิสัยขี้บ่นของแม่นั้น
เราจะช่วยทำให้ลดลงได้ไหม ปกติก็จะเปลี่ยนได้ยาก
หรือเปลี่ยนไม่ได้ เราคงต้องปล่อยให้เป็นอย่างนั้น
ไม่ต้องคิดจะให้เปลี่ยน มองให้เห็นว่า อารมณ์ของแม่
เหมือนลมฟ้าอากาศ มีทั้งหนาว เย็น ร้อน ฝนตก
แห้งแล้ง มีลม ไม่มีลม ลมแรงและพายุ
อารมณ์ของแม่ที่ไม่ถูกใจเรา เปรียบเหมือนสภาวะอากาศ
ที่เราไม่ชอบ เช่น หนาวไป ร้อนไป สิ่งที่เราต้องทำก็คือ
ป้องกันรักษาตัวไม่ให้ทุกข์ จิตใจก็เหมือนกัน
เราต้องป้องกันด้วยใจดีมีเมตตา
ใช้สติปัญญารักษาใจไม่ให้ทุกข์ คือหน้าที่ของเรา
หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ ให้มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม
มีสติมั่นคง ใจเราก็ไม่ยินดียินร้าย
ถึงอย่างไรก็สำรวมกาย วาจา การแสดงออกทางกายให้เป็นปกติ
ทางวาจาให้พูดดีๆ ไพเราะน่าฟัง ใจก็คิดดี มีเมตตา
เห็นอกเห็นใจแม่ พยายามรักษาความรู้สึกที่ไม่ยึดมั่นถือมั่น
ถึงแม้ว่าไม่ชอบ ก็อดทน อดกลั้นไว้
หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ
พิจารณาดูว่า อารมณ์ขี้บ่นเป็นเหมือนอาการท้องผูก
ของเสียเก็บไว้ในร่างกายนานๆ ทำให้ไม่สบาย
เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เมื่อกินยาระบายเข้าไป
ระบายของเสียออกมาได้ ก็รู้สึกสบายกาย
สำหรับคนขี้บ่น อารมณ์หงุดหงิด เป็นของเสียที่สะสมไว้ในใจ
ถ้าเก็บกดไว้จะเครียด เป็นโรคประสาทได้
เมื่อได้ระบายออกมาทางวาจา เขาก็ค่อยสบายใจขึ้น
ตามรายงานของจิตแพทย์ พบว่าผู้หญิงอเมริกันวัยกลางคน
มีความรู้สึกปฏิเสธ หรือไม่พอใจ มากถึงประมาณ 30,000
ครั้งต่อวัน หรือทุก 3 วินาที ความรู้สึกชอบ ไม่ชอบนี้
เกิดจากการรับรู้ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
แต่ถ้าเรามีสติปัญญา เราจะจัดการกับความรู้สึกได้ถูกต้อง
โดยไม่เข้าไปยึดมั่นถือมั่น เก็บเอามาคิดปรุงแต่ง
ตรงกันข้าม ถ้าไม่ฉลาด ก็จะยึดถือ นำมาคิดปรุงแต่ง
แสดงออกทางวาจา เป็นคนขี้บ่น
ประสบการณ์ภายในใจของมนุษย์เราจริงๆ แล้วมีพอๆ กัน
แต่บางคนเก็บสะสม เหมือนอาการท้องผูก
คำพูดที่ไม่พอใจคือ บ่น ไม่มีใครอยากฟัง
แต่เมื่อแม่ของเราบ่น ให้เข้าใจว่าท่านกำลังทุกข์ไม่สบายใจ
เราควรเสียสละ ใจดีพอที่จะรับเป็นสุขภัณฑ์ที่ดีให้แก่แม่
เป็นสุขภัณฑ์สะอาด ใช้ได้สะดวก มีน้ำไหลแรงๆ หน่อย
แม่บ่นเมื่อไรก็ใจดีรับฟัง แม่จะสบายใจ ไม่ต้องขัดใจ
ยิ่งของเสียออกมากยิ่งดีต่อสุขภาพ อายุยืน
แต่เราก็ต้องระวัง ถ้าคุณภาพสุขภัณฑ์ไม่ดีพอ
เราจะ...สกปรกน่าดู
เราต้องมีสติปัญญา เมตตา กรุณา ขันติ
เป็นคุณธรรมประจำใจ
เป็นโอกาสที่เราจะสร้างคุณงามความดี
และเข้าใจธรรม ทำได้ดี ทำได้มากเท่าไร
ก็เท่ากับเราก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรม
แล้วในที่สุดจะรู้สึกขอบคุณแม่
ที่เป็นแบบฝึกหัดให้แก่เราได้พัฒนาจิตใจ
......... เป็นสุขภัณฑ์ที่ดีให้แก่แม่


tongue บทความนี้ดีมากเลย เพราะตอนนี้เป็นแม่ประเภทนี้เลยค่ะ
ก็อยากให้เค้าโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดี เป็นคนดีของสังคม และเป็นผู้มีธรรมะใจ
สมัยนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปหมด เด็กสมัยนี้มักเห็นพ่อแม่เป็นคนหัวเก่า
การเข้าวัด-สวดมนต์เป็นของที่ถูกมองข้าม
เลยต้องใช้วิธี พูดๆ บ่นๆ ไปทุกวันๆ อย่างน้องเค้าก็จะจำได้ไปเอง
น้ำตกลงหินทุกวันยังกร่อนได้
แล้วฟังเสียงแม่ทุกวัน จะจำไม่ได้ให้รู้ไปซินะ :b32: :b33: :b32: :b33: :b32: :b33:

.....................................................
    มีสิ่งใด น่าโกรธ อย่าโทษเขา.... ต้องโทษเรา ที่ใจ ไม่เข้มแข็ง
    เรื่องน่าโกรธ แม้ว่า จะมาแรง ....ถ้าใจแข็ง เหนือกว่า ชนะมัน


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 31 ส.ค. 2009, 16:14 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ส.ค. 2009, 15:54
โพสต์: 640

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ


:b43: ตั้งสติกับการถูกนินทา :b43:

คนที่ชอบนินทาคนอื่นนั้นเป็นคนขี้ขลาดเพราะเขาไม่กล้าพูดกับเราตรงๆ

:b46:
เหตุที่เขาไม่กล้าพูดกับเราโดยตรงก็เพราะว่าเขากลัวว่าหากความจริงมิใช่เป็นสิ่งที่เขาคิดไว้แล้วละก็ เขาก็จะต้องรับผิดชอบกับความคิดที่ผิดพลาดของตนเองและเขายอมรับความผิดพลาดตรงนั้นไม่ได้นั่นเอง

:b53:
การใช้วิธีการนินทาคนอื่นจึงเป็นวิธีที่เขาสามารถทำได้อย่างสะดวกใจเพราะไม่ต้องรับผิดชอบอะไร แต่ถ้าผู้ฟังคิดตามผู้นินทาไปด้วยโดยใช้ปัญญาจะทราบได้ว่าผู้นินทานั้นไม่รู้จริง เป็นแต่เพียงคาดเดาเท่านั้นเอง ถ้าผู้ฟังเชื่อตามผู้นินทาก็เป็นเรื่องความโง่ของผู้ฟังคนนั้นเอง หากว่าผู้ที่พูดเป็นผู้รู้ความจริงแล้วเขาย่อมไม่จำเป็นต้องนินทาเลย เช่นถ้าเขาแน่ใจด้วยประจักษ์พยานหลักฐานของผู้ทำความผิดพลาดแล้ว เขาย่อมสามารถจัดการกับผู้นั้นได้โดยไม่ต้องนินทา เช่นสามารถแจ้งตำรวจจับได้เลย หรือรายงานเจ้านายได้เลย(ถ้าเป็นเรื่องของการทำงานในที่ทำงาน) หรือไม่ก็ไปพูดกับคู่กรณีกันตรงๆเพื่อให้เขาได้รู้ตัวและปรับปรุงตัวเองเสียใหม่

:b51:
การนินทาจึงมักจะเป็นเรื่องของผู้ที่ไม่รู้ความจริง เราอยู่กับความจริงก็คือเราอยู่กับธรรม จึงไม่จำเป็นต้องไปแคร์อะไรมากมาย ธรรมย่อมคุ้มครองเราอยู่แล้ว

:b47:
หากการนินทานั้นเป็นเรื่องของผู้ที่สูญเสียผลประโยชน์ต้องการทำลายเรา เราก็ต้องหาวิธีการต่างๆด้วยปัญญาที่จะป้องกันตัวเอง เช่นเปิดเผยความจริงหรือความบริสุทธิ์ใจของเราให้แก่ผู้ที่เกี่ยวข้องให้เขารู้ความจริงด้วยหลักฐานพยาน เมื่อผู้นั้นรู้ความจริงแล้วการนินทาก็ย่อมหมดความน่าเชื่อถือไปเพราะของจริงย่อมชนะของจอมปลอมเสมอ สรุปแล้วความจริงก็ยังคงเป็นสิ่งที่เราสามารถยึดและนำมาใช้เพื่อเป็นเครื่องปกป้องคุ้มครองเราได้อยู่ดี

:b54:
หากเราทำทุกอย่างแล้วยังไม่สามารถหลบเลี่ยงการนินทาได้พ้น ก็ขอแนะนำให้คิดเสียว่าเราเป็นคนตาดี(เพราะเราเป็นผู้ที่รู้ความจริงและอยู่กับความจริง)คนอื่นที่นินทาเราหรือที่เชื่อคำนินทานั้นๆเป็นผู้ไม่รู้ความจริงก็คือเป็นคนตาบอด แล้วเราจะไปเดือดร้อนใจกับคนตาบอดทำไม มีแต่จะสงสารและเห็นใจคนตาบอดเสียมากกว่า!

:b47: :b47: :b47: :b47: :b47: :b47: :b47: :b47: :b47: :b47: :b47:

รูปภาพ

.....................................................
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น


พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่าธรรมชาติของจิตนั้นไหลลงต่ำ
จะขึ้นสูงต้องออกแรงทวนกระแส
เพราะฉะนั้นให้ถามตัวเองว่าเราคิดดีได้เป็นปกติหรือยัง
ถ้ายัง ก็ยอมรับตรงๆ ว่ายัง..
อย่าหลอกตัวเองว่าดีแล้ว
เพราะผลเสียหายไม่ใช่ใครอื่น นอกจากตัวเราเองที่ยังหลงวน
ไม่รู้ตัวว่าขาดเสบียงเพื่อความพร้อมตาย...


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 31 ส.ค. 2009, 20:34 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 19 ก.ค. 2009, 18:25
โพสต์: 28

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


คำตรัสของพระพุทธเจ้า

"ความทุกข์ทั้งมวลมีรากมาจากตัณหาอุปาทาน ความทะยานอยากดิ้นรน และความยึดมั่นถือมั่น ว่าเป็นเราเป็นของเรา รวมถึงความเพลินใจในอารมณ์ต่างๆ สิ่งที่เข้าไปเกาะเกี่ยวยึดถือไว้โดยความเป็นตน เป็นของตน จะไม่ก่อทุกข์ก่อโทษให้นั้น เป็นไม่มีหาไม่ได้ในโลกนี้

เมื่อใดบุคคลมาเห็นสักแต่ว่าได้เห็น ฟังสักแต่ว่าได้ฟัง รู้สักแต่ว่าได้รู้ เข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งต่างๆสักแต่ว่าเข้าไปเกี่ยวข้อง ไม่หลงใหลพัวพันมัวเมา เมื่อนั้นจิตก็จะว่างจากการยึดถือต่างๆ ปลอดโปร่ง แจ่มใส เบิกบานอยู่

เธอจงมองดูโลกนี้โดยความเป็นของว่างเปล่า มีสติอยู่ทุกเมื่อ(เนืองๆ) ถอนอัตตานุทิฏฐิ คือความยึดมั่นถือมั่นเรื่องตัวตนเสียด้วยประการฉะนี้ เธอจะเบาสบายคลายทุกข์ คลายกังวล ไม่มีความสุขใดยิ่งกว่าการปล่อยวางและการสำรวมตนอยู่ในธรรม"


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 146 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4, 5 ... 10  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 2 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร