วันเวลาปัจจุบัน 27 ต.ค. 2020, 02:06  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


รวมกระทู้จากบอร์ดเก่า http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=19



กลับไปยังกระทู้  [ 146 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4, 5, 6, 7 ... 10  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 ก.ย. 2009, 13:43 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ส.ค. 2009, 15:54
โพสต์: 640

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

ตำนาน..ทำไมเวลาที่ฝนตก เรามักจะคิดถึงคนที่เรารัก ?

ทำไมเวลาที่ฝนตก เรามักจะคิดถึงคนที่เรารัก ?
...............
ทำไมเวลาที่ฝนตก เรามักจะคิดถึงคนที่เรารัก เราผูกพัน
และบางครั้งก็รู้สึกเหงาด้วย



เมื่อก่อนนี้ ท้องฟ้า แผ่นดิน และผืนน้ำ เป็นเพื่อนรักกัน
ทั้งสามอยู่ใกล้ชิดติดกัน จนกระทั่งโลกได้กำเนิดพืชและสัตว์ขึ้น
แผ่นดินและผืนน้ำก็มัวแต่ดูแลเอาใจใส่พืชและสัตว์ จนละเลยและไม่สนใจท้องฟ้า
ท้องฟ้าก็เริ่มรู้สึกน้อยใจ และถอยตัวห่างออกไป ห่างออกไปทุกที ทุกที
จนถึงวันที่มีนกตัวแรกออกโบยบิน แผ่นดินและผืนน้ำจึงได้รู้ว่าท้องฟ้าได้จากไปไกลแสนไกล
แผ่นดินและผืนน้ำพยายามส่งเสียงเรียกท้องฟ้า แต่ท้องฟ้าอยู่ไกลมาก เลยไม่ได้ยิน
นกตัวนั้นจึงอาสาที่จะไปบอกกับท้องฟ้า นกก็บินขึ้นสูง สูงขึ้น สูงขึ้น และส่งเสียงเรียก
แต่เสียงนกนั้นเบาเกินไป ไปไม่ถึงท้องฟ้า
แต่นกก็สัญญาว่า ต่อไปนี้นกทุกตัวจะบินขึ้นสู่ท้องฟ้า
เพื่อนำข่าวจากแผ่นดินและผืนน้ำไปบอก

ผืนน้ำและแผ่นดินรู้สึกเศร้าใจที่เพื่อนได้ห่างออกไปไกล
และคิดถึงเพื่อนเหลือเกิน ผืนน้ำพยายามที่จะม้วนตัวเป็นเกลียวคลื่นครั้งแล้วครั้งเล่า
แผ่นดินพยายามยกตัวสูงจนตั้งตระหง่าน แต่นั่นก็ยังสูงไม่พอ ยังไม่ใกล้ท้องฟ้า
พระอาทิตย์ซึ่งเฝ้ามองดูเหตุการณ์มาโดยตลอด
ก็บอกกับทั้งสองว่า "เราอาจจะช่วยพวกเจ้าได้" พระอาทิตย์จึงอาสาช่วย
โดยการส่องแสงลงมายังผืนน้ำและแผ่นดิน
ทำให้ระเหยกลายเป็นไอ ลอยไปรวมตัวกันเป็นก้อนเมฆ
ลอยขึ้นไปบอกข่าวแก่ท้องฟ้า เล่าเรื่องราวต่างๆเป็นรูปตามที่แผ่นดินและผืนน้ำได้พบเจอมา
และบอกว่าแผ่นดินและผืนน้ำคิดถึงมาก อยากให้ท้องฟ้าลงมาสนิทแนบชิดเหมือนเมื่อก่อน

ท้องฟ้าได้รับรู้เรื่องราว ก็รู้สึกเสียใจ แต่ก็กลับลงไปไม่ได้
"ฉันกลับลงไปไม่ได้หรอก เพราะฉันเติบโตขึ้น และอยู่สูงเกินไป ลงไปไม่ได้แล้ว
ฉันได้แผ่ขยายตัวเองจนกว้างขวาง
ที่ฉันทำได้ก็เพียงแต่เฝ้ามองดูอยู่ไกลๆ และโอบกอดแผ่นดินและผืนน้ำไว้อย่างอ่อนโยนเท่านั้น
และถึงแม้จะมีนกบินมาส่งข่าว แต่ฉันก็ยังคิดถึงแผ่นดินและผืนน้ำ
และอยากจะบอกกับทั้งสองว่า ฉันเองคิดถึงเพื่อนมากมายเพียงใด"

ก้อนเมฆก็ตอบว่า "อยู่บนนี้นานๆก็เหงาเหมือนกัน บางทีก็อยากกลับลงไปข้างล่างบ้าง"
ท้องฟ้าเลยบอกว่า "ฉันก็เหงาเหมือนกัน แต่ว่าฉันกลับลงไปไม่ได้ แต่เจ้าลงไปได้นี่
ถ้าอย่างนั้นฉันจะส่งเจ้ากลับลงไป และความคิดถึงของฉันก็หนักมากพอที่จะส่งพวกเจ้าลงไปหมดทั้งท้องฟ้า"

จากนั้นก้อนเมฆทั้งหมดก็รวมตัวกัน และรวมเข้ากับความคิดถึงอันมากมายของท้องฟ้า
แล้วตกลงมาเป็นหยาดฝน ส่งผ่านความรัก ความคิดถึงมายังแผ่นดินและผืนน้ำ
จึงไม่แปลก ถ้าเมื่อใดที่ฝนตก แล้วเราจะรู้สึกคิดถึงคนที่เรารัก
คนที่เราผูกพัน และบางครั้ง ท้องฟ้าก็ส่งความเหงาลงมาด้วย


แล้วคุณล่ะจะคิดถึงคนที่เรารักบ้างไหมเวลาที่ฝนตก..
รูปภาพ

.....................................................
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น


พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่าธรรมชาติของจิตนั้นไหลลงต่ำ
จะขึ้นสูงต้องออกแรงทวนกระแส
เพราะฉะนั้นให้ถามตัวเองว่าเราคิดดีได้เป็นปกติหรือยัง
ถ้ายัง ก็ยอมรับตรงๆ ว่ายัง..
อย่าหลอกตัวเองว่าดีแล้ว
เพราะผลเสียหายไม่ใช่ใครอื่น นอกจากตัวเราเองที่ยังหลงวน
ไม่รู้ตัวว่าขาดเสบียงเพื่อความพร้อมตาย...


แก้ไขล่าสุดโดย ณ มรณา เมื่อ 24 ก.ย. 2009, 11:27, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 ก.ย. 2009, 14:07 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ส.ค. 2009, 15:54
โพสต์: 640

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ฝนตกนอกหน้าต่าง....


รูปภาพ รูปภาพ
รูปภาพ รูปภาพ
รูปภาพ รูปภาพ
รูปภาพ รูปภาพ รูปภาพ
รูปภาพรูปภาพ
รูปภาพ รูปภาพ รูปภาพ
รูปภาพรูปภาพ รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ
รูปภาพ
รูปภาพ รูปภาพ
รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ
รูปภาพ
รูปภาพ
รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

http://www.imeem.com/people/4hrGOK7/mus ... ravongkit/
:b51: โอ๊ย โอ๊ย..คิดถึงจัง... :b53:

.....................................................
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น


พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่าธรรมชาติของจิตนั้นไหลลงต่ำ
จะขึ้นสูงต้องออกแรงทวนกระแส
เพราะฉะนั้นให้ถามตัวเองว่าเราคิดดีได้เป็นปกติหรือยัง
ถ้ายัง ก็ยอมรับตรงๆ ว่ายัง..
อย่าหลอกตัวเองว่าดีแล้ว
เพราะผลเสียหายไม่ใช่ใครอื่น นอกจากตัวเราเองที่ยังหลงวน
ไม่รู้ตัวว่าขาดเสบียงเพื่อความพร้อมตาย...


แก้ไขล่าสุดโดย ณ มรณา เมื่อ 01 ก.ย. 2009, 15:09, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 ก.ย. 2009, 15:43 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ส.ค. 2009, 15:54
โพสต์: 640

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ทำไมชอบกินข้าวเหลือ????

รูปภาพ

ถ้าถามเรา เราคงตอบไม่ได้หรอกนะ
เพราะเราไม่ชอบกินข้าวเหลือมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว
แต่เรามักจะเห็นเพื่อนๆของเรา กินข้าวเหลืออยู่ประจำทุกๆวัน
ไม่รู้ว่าไม่รู้สึกเสียดายในอาหารนั้นบ้างหรือ? ที่ต้องถูกเททิ้งไปเฉยๆ รอวันบูดเน่า.



รูปภาพ


เคยถามเพื่อนๆ เพื่อนเราบอกว่า "กินข้าวหมดจาน มันดูเหมือนคนตะกละ น่าเกลียด เลยเหลือไว้พอเป็นมารยาท"
เฮ้อ!!! ใครเป็นคนบัญญัติมารยาทข้อนี้เนี่ย กินข้าวหมดจานนี่มันดูน่าเกลียดตรงไหนกัน?
กลับดูน่ายกย่องซะด้วยซ้ำ ที่คนนั้นเห็นคุณค่าของข้าวที่กินทุกเม็ด

(เหลือไว้แค่นี้เพื่ออะไร????? ข้าวแค่คำเดียว ตักใส่ปาก มันยากมากหรือ?)

หลายๆคนอาจจะบอกว่า มันเป็นเรื่องธรรมดา เพราะเห็นกันอยู่บ่อยๆ เสียดายทำไม ข้าวจานละไม่กี่บาท
ถ้าทั้งประเทศไทยนี้มีแค่คุณคนเดียว คำพูดนี้อาจจะถูกต้องค่ะ
แต่ประเทศเทศไทยของเรานั้น มีถึง 60 กว่าล้านคน

ถ้าลองสมมติให้ทุกคนในประเทศกินข้าวเหลือแค่เพียงมื้อละเม็ด
ลองคิดดูสิ ว่ามันจะมากมายแค่ไหน

1 มื้อ = 60 ล้านเม็ดข้าว!
2 มื้อ = 120 ล้านเม็ดข้าว!!
3 มื้อ = 180 ล้านเม็ดข้าว!!!!!!!

นี่แค่เพียงวันเดียวเท่านั้น ยังมากถึงขนาดนี้
แต่นี้พวกคุณกินข้าวเหลือกันมากกว่า 1 เม็ด และทำทุกๆวัน
มันจะมากมายขนาดไหน กับเม็ดข้าวที่ต้องถูกทิ้งไปโดยเปล่าประโยชน์

ชาวนาผู้ยากไร้ ต้องตากแดด ตากลม เสียเหงื่อมากมาย ในระยะเวลาหลายๆเดือน เพื่อปลูกข้าวมาให้พวกเรากิน
กลับกลายเป็นว่า เมล็ดข้าวจำนวนมากมายเหล่านั้น กลับถูกนำมาเททิ้งอย่างเปล่าประโยชน์
เพราะพฤติกรรมการกินที่แย่ๆของเรา แต่ชาวนากลับไม่มีข้าวกิน ต้องอดมื้อ กินมื้อ
ไม่รู้สึกสงสาร ชาวนาบ้างหรือ?

พูดๆไป ก็นึกถึงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ญี่ปุ่นกำลังอยู่ในช่วงสงคราม
ถ้าพ่อแม่เห็นลูกกินข้าวเหลือนะ ก็ตีลูกซะเกือบตาย เพราะช่วงนั้นข้าวปลาอาหารมันหายาก
เลยต้องประหยัด และเห็นคุณค่าในของทุกๆสิ่ง หวังว่าประเทศไทยคงไม่อยากจะเป็นแบบนั้นบ้างนะ...

ถ้าเรารู้ตัวว่าตัวเราเป็นคนกินมากน้อยขนาดไหน ก็น่าจะตักข้าวในปริมาณที่เรากินอิ่ม
ไม่ใช่ตักแบบไม่คิด เพราะไม่มีใครมากินข้าวเหลือเดนต่อจากเราหรอก

ทุกครั้งที่ฉันเริ่มรู้ตัวว่าตัวเองกำลังจะอิ่ม ในขณะที่ข้าวเหลืออยู่ประมาณ 3-4 คำก็จะหมดจาน
ฉันจะท่องไว้ในใจตลอดว่า "ยังมีอีกหลายชีวิตที่ต้องอดอาหารมื้อนี้ อีกนิดเดียว จงฝืนกินให้หมด!!"
แล้วฉันก็กินอาหารหมดทุกมื้อ แต่ถ้าครั้งไหนมันเหลือเยอะจริงๆ ฉันก็จะยกจานข้าวขึ้นหัว
พร้อมกับอธิษฐานขอขมาพระแม่โพสพ ก่อนจะเทเศษอาหารทิ้งด้วยความรู้สึกแย่ๆ (ฉันเป็นแบบนี้จริงๆ)




อยากให้ทุกคนดูภาพนี้ อยากรู้เหมือนกันว่าจะรู้สึกยังไง

รูปภาพ

ด้วยความอดอยาก เด็กคนนี้จึงต้องมาหยิบเศษอาหารที่ถูกทิ้งเพื่อประทังชีวิต
ถ้าวันหนึ่ง คุณต้องเป็นแบบเด็กคนนี้ คุณจะรู้เลยว่า ข้าวแต่ละเม็ดนี่มันมีความหมายจริงๆ


รูปภาพ

.....................................................
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น


พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่าธรรมชาติของจิตนั้นไหลลงต่ำ
จะขึ้นสูงต้องออกแรงทวนกระแส
เพราะฉะนั้นให้ถามตัวเองว่าเราคิดดีได้เป็นปกติหรือยัง
ถ้ายัง ก็ยอมรับตรงๆ ว่ายัง..
อย่าหลอกตัวเองว่าดีแล้ว
เพราะผลเสียหายไม่ใช่ใครอื่น นอกจากตัวเราเองที่ยังหลงวน
ไม่รู้ตัวว่าขาดเสบียงเพื่อความพร้อมตาย...


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 ก.ย. 2009, 15:44 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 19 ก.ค. 2009, 18:25
โพสต์: 28

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


:b20: เป็นสายฝนที่เย็นใจความรู้สึกดีมากเลยคะ :b27: :b20:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 ก.ย. 2009, 16:33 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ส.ค. 2009, 15:54
โพสต์: 640

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


:b48: ร่วมรับผิดชอบ (ต่อไป...เราจะระวังให้มากกว่านี้) :b48:

รูปภาพ

ครั้งหนึ่ง ฉันบังเอิญทำแจกันใบโปรดของพ่อแตก

ด้วยกลัวว่าจะถูกดุ .. ฉันจึงรีบวิ่งไปบอกพ่อว่าเกิดอะไรขึ้น

แล้วฉันก็รู้สึกแปลกใจมาก ..

พ่อไม่ได้โกรธและตำหนิฉัน ที่ฉันทำแจกันของพ่อแตก

พ่อพูดเรียบๆ ว่า " ต่อไปเราจะระวังให้มากกว่านี้ "

...

" เรา?".....

ที่จริงแล้วไม่ใช่ความผิดของพ่อเลยที่แจกันใบสวยแตก

มันเป็นความผิดของฉันต่างหาก

แต่พ่อก็อยากร่วมรับผิดชอบในความผิดของฉัน

ร่วมแบ่งเบาความเสียใจ และความรู้สึกไม่สบายใจของฉัน

พ่อปลอบใจฉัน...

จนกระทั่งทุกวันนี้ ฉันยังจำเรื่องราวได้ดี

ด้วยความรู้สึกสำนึกในบุญคุณของพ่อ.

...
รูปภาพ





คัดลอกมาจากหนังสือ ก้าวไปข้างหน้า

โดย พรวิภา แปลและเรียบเรียง (สนพ.ดอกหญ้า)

.....................................................
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น


พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่าธรรมชาติของจิตนั้นไหลลงต่ำ
จะขึ้นสูงต้องออกแรงทวนกระแส
เพราะฉะนั้นให้ถามตัวเองว่าเราคิดดีได้เป็นปกติหรือยัง
ถ้ายัง ก็ยอมรับตรงๆ ว่ายัง..
อย่าหลอกตัวเองว่าดีแล้ว
เพราะผลเสียหายไม่ใช่ใครอื่น นอกจากตัวเราเองที่ยังหลงวน
ไม่รู้ตัวว่าขาดเสบียงเพื่อความพร้อมตาย...


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 ก.ย. 2009, 16:39 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ส.ค. 2009, 15:54
โพสต์: 640

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


:b46: บทความ พ่อครับขอยืมตังค์ 200 ครับ :b46:

รูปภาพ

" พ่อครับ ขอยืมตังค์หน่อย "
เสร็จจากงาน ถึงบ้าน
เกือบสามทุ่มเข้าไปแล้ว เขาเดินเข้าบ้าน
ที่ดูเงียบเหงา เนื่องจาก ภรรยาเสียชีวิตไปเมื่อปีกลาย

ทิ้งลูกชายคนเดียวไว้ กับเขาให้หา เลี้ยงลูกตามลำพัง
ดีว่าเจ้าหนูน้อยพอจะช่วยตัวเองได้บ้าง
อาหารก็กิน อาหารปิ่นโต ที่ผูกประจำ หากินเองได้
ทำให้ ไม่เป็นภาระมากมาย นัก

เข้ามาในบ้าน เหงื่ออาบแก้มยังไม่ทันได้พัก ผู้เป็นพ่อ
เห็นหน้าลูกชายวัยซน ที่รอรับเอ่ยปาก ทัก

" พ่อครับวันนี้ทำงานเหนื่อยมั้ยครับ "

" เหนื่อยสิ ลูกแล้ววันนี้ทำการบ้านเสร็จ แล้วเหรอ "
ผู้เป็นพ่อตอบเนือยๆ พร้อมกับ ถาม ต่อ ด้วยความเคยชิน

" เสร็จหมดแล้วครับ คือ ผม มีเรื่องบางอย่างอยากจะถามพ่อน่ะ พ่อว่างหรือยังครับ "
ลูกชายตัวน้อย ถาม ต่อ

''เดี๋ยวพ่อจะไปอาบน้ำ หาข้าวกินข้าวซัก หน่อย
แล้วคงจะเข้านอนวันนี้เหนื่อย เหลือเกิว่าแต่แก จะถามอะไรพ่อเหรอ "

ผู้เป็นพ่อ ถามด้วยน้ำเสียงอ่อนล้า

" คือผมอยากรู้ ว่า พ่อทำงานได้ ค่าจ้างวันละเท่าไรครับ "

ลูกชาย ถามด้วยน้ำ เสียงใสซื่อ

เค้าหันมามองหน้าลูกชาย พร้อมกับ ขมวดคิ้วด้วย ความสงสัย
แล้วผู้เป็นพ่อ แต่ก็ตอบไปว่า

" วัน ล่ะ สี่ร้อย "

" งั้นผม ขอยืม ตังค์ พ่อ ซักสองร้อยได้ มั้ยครับ "

ลูกชายตัวน้อยเอ่ยปากด้วยสายตาวิงวอน

" หา แกว่าไง นะ "

ผู้เป็น พ่อ ขึ้นเสียงด้วยอารมณ์ฃ

ก่อนที่จะ หันมา พูดกับ ลูกชายด้วยเสียงเข้มขึ้น กว่าเดิม

" นี่ฟังนะ แกคิดว่า เงินทอง หาได้ง่ายๆ เหรอ กว่าพ่อจะได้เงิน สี่ร้อย บาท
ต้องทำงานเหนื่อยตั้งแต่เช้ายันค่ำแต่พอกลับมาถึงบ้า นเจอแกรอขอยืมเงิน
พ่อง่ายๆแบบนี้นี่นะแกลองไปคิดดูให้ดี สิว่าแกทำประโยชน์อะไรให้พ่อบ้าง
พ่อถึงจะต้องให้ เงินสองร้อยนี่ให้แก ยืม "

เด็กชายยืนนิ่ง มองหน้าพ่อ ไม่มีเสียงหลุดออก จาก ปาก
แต่น้ำตาไหลซึม ลงอาบร่องแก้มทั้ง สองข้าง
ก่อนที่จะหัน หลังเดินกลับห้อง ตัวเอง อย่างซึมเซา

หลังจากอาบน้ำเสร็จ แวะเข้าครัว หาข้าวปลากินเรียบร้อย
เขาหยิบบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบ เดินไป ที่ ระเบียง ความรู้สึกเคร่งเครียดที่ได้ รับ
มาจากงานนอกบ้าน เริ่มผ่อนคลาย คิดไป ถึงอดีตที่ผ่านและงานที่ทำมาทั้งวัน
แล้วก็ ย้อน กลับคิดไปถึงลูกชายตัวน้อยลูกเป็นเด็กดี
ไม่เคยเกเร ไม่ เคยเอ่ยปากขอเงิน เพิ่มนอกจากเงินค่าขนม ที่เขาให้
ประจำวันเท่านั้น แต่วันนี้ทำไม ถึงเอ่ยปากยืมเงินเมื่อสักครู่
เขา เหนื่อยเกินไป หรือเครียดเกินไปหรือป่าว

ถึงได้ใช้อารมณ์กับ ลูกไปอย่างนั้น เมื่อได้คิด เขาดับ บุหรี่
แล้วเดินไปที่ห้องลูกชายไฟในห้องนอนดับแล้ว
เมื่อเปิดประตูเข้าไปเอื้อม มือเปิดไฟในห้อง หนูน้อยนอนตะแคง
หน้าตายังคงลืมจ้องมองมาที่ประตูแก้มที่แนบกับหมอน ชุ่มด้วย น้ำตา
พร้อมเสียงสะอื้นเบาๆอยู่คน เดียว

เขาเดิน ไปนั่งที่ขอบเตียงมือลูบผม ลูกชายเบาๆ พร้อมกับ
เอ่ยปากด้วยน้ำเสียงเครือ จุกคอ

" พ่อขอโทษนะลูก เมื่อกี้ พ่อเหนื่อยมามากเลยใช้อารมณ์ กับลูกมากไปหน่อย
จริงๆตะกี้พ่อไม่ได้ถามลูกด้วยซ้ำว่า ลูกอยากยืม เงินพ่อไปทำไมลูกอาจจะมี
เหตุจำเป็นที่จะ ต้องใช้เงินก็ได้ เงินแม้ว่าจะหาได้ลำบาก
ไม่ได้ได้มา ง่ายๆ แต่ถ้าลูกมีเหตุผลเพียงพอ พ่ออาจจะให้ยืม ก้อ ได้ เพราะว่า ลูก
น่ะสำคัญสำหรับพ่อเหนือ สิ่งอื่นใด และพ่อรักลูกจ้ะ "

" ว่าแต่ ไหน ลูกลองบอกพ่อสิว่า ลูกอยากยืม เงินสองร้อยไปทำ อะไร "

ผู้เป็นพ่อถามลูกชายที่มอง
หน้าพ่อนิ่ง ด้วยน้ำเสียงปราณี เต็มเปี่ยมด้วยความ รัก

ลูกชายตัวน้อย ส่งเสียงสะอื้นจากลำคอ

" พ่อครับ ตั้งแต่แม่ ตาย ผมเห็นพ่อต้องทำงาน
หนักเพื่อหาเงินทุกวัน จนไม่ได้พัก ไม่ได้อยู่กับผม เลย เราแทบ
ไม่มีเวลาได้อยู่ด้วย กัน
ผมเลย ค่อยๆเก็บค่าขนมของผมไว้ ตลอดมาจนถึงตอน
นี้ผมเก็บได้สองร้อยบาทแล้ว แต่พอผมรู้จากพ่อ ว่า
พ่อทำงานได้ ค่าจ้างวันล่ะสี่ร้อยผม จึงอยากยืมพ่อเพิ่มอีกสองร้อย
ให้เป็นสี่ร้อยเพื่อจะได้ใช้เป็นค่าจ้างให้พ่อได้พัก
ได้อยู่กับผม ซักวันนึง ครับ "

เงินทอง อาจจะจำ เป็น ต่อการดำรงชีวิต
แต่ ครอบครัว ยังคงต้องการ ความรัก ความ อบอุ่น และ
เวลาที่มีให้ แก่กัน
:b53: :b53:

"อย่าห่วงงานจนลืม ครอบ ครัว และ คนที่คุณ รัก"

รูปภาพ

.....................................................
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น


พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่าธรรมชาติของจิตนั้นไหลลงต่ำ
จะขึ้นสูงต้องออกแรงทวนกระแส
เพราะฉะนั้นให้ถามตัวเองว่าเราคิดดีได้เป็นปกติหรือยัง
ถ้ายัง ก็ยอมรับตรงๆ ว่ายัง..
อย่าหลอกตัวเองว่าดีแล้ว
เพราะผลเสียหายไม่ใช่ใครอื่น นอกจากตัวเราเองที่ยังหลงวน
ไม่รู้ตัวว่าขาดเสบียงเพื่อความพร้อมตาย...


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 ก.ย. 2009, 16:44 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ส.ค. 2009, 15:54
โพสต์: 640

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


:b43: พ่อครับผมรักพ่อ :b43:

ได้รับมาจากเมลล์ อยากแบ่งปันให้เพื่อนๆได้มีโอกาสอ่าน อ่านแล้วรักพ่อ

รูปภาพ

พ่อของผมเป็นคนดุ เสียงดังและมักจะอารมณ์เสียกับเรื่องต่างๆ อยู่เสมอ เมื่อผมยังเป็นเด็กวัยรุ่น ผมไม่เคยเข้าใจกับคำสั่งของพ่อเลย บางอย่างมันก็เป็นเรื่อง ที่ฝืนความรู้สึกของผมโดยสิ้นเชิง การไปเตะฟุตบอล แล้วกลับบ้านค่ำเหมือนเพื่อนคนอื่น ไม่ถูกต้องนักในสายตาของพ่อ ผมต้องกลับมาช่วยงานที่บ้านทุกวัน บางครั้งผมก็คิดว่าพ่อไม่เคยเข้าใจผมเลย ไม่ได้รักผมเลยแม้แต่นิดเดียว

รูปภาพ

เดือนธันวาคมของทุกปีโรงเรียนของผมมีการจัดงานวันพ่อ โดยมากจะมีการจัดบอร์ดเกี่ยวกับในหลวง แต่ปีนี้มีอะไรที่พิเศษกว่าอาจารย์ให้พวกเราเขียนการ์ดวันพ่อ การ์ดจะต้องถูกทำขึ้นเองและให้อาจารย์ตรวจก่อนส่งทางไปรษณีย์ไปที่บ้านของแต่ละคน สำหรับผมแล้ว เรื่องการ์ดนี้ไม่ได้มีความสำคัญไปมากกว่าการได้เตะฟุตบอล หรือ ว่าเตะตะกร้อกับเพื่อนเลย มันออกจะเป็นความกระดากอายด้วยซ้ำที่จะต้องเขียนการ์ดอวยพรให้กับพ่อ

หลายวันนั้นผมทำอะไรหลายอย่างกว่าจะได้ทำการ์ดก็เป็นวันสุดท้ายก่อนที่จะส่งการ์ดสีฟ้าทำมาจากกระดาษแข็งที่เหลือมาจากจัดบอร์ดที่โรงเรียน ลายขลิบสีทองข้างๆ ผมก็ได้มาจากหมวกวันปีใหม่เก่าๆ ของน้อง ผมเขียนข้อความลงไปว่า ขอให้พ่อมีความสุขและหายป่วยจากโรคที่เป็นอยู่ ผมคิดว่าถ้าผมเป็นอาจารย์ไอ้การ์ดใบนี้คงได้คะแนนไม่เกินห้าจากเต็มสิบแน่ๆ สองวันต่อมาผมกะว่าการ์ดจะต้องถูกส่งมาถึงที่บ้าน ทุกเย็นเมื่อกลับถึงบ้านผมจะรีบไปที่ตู้ไปรษณีย์เพื่อที่จะเก็บการ์ดของผมก่อน พ่อจะได้รับมัน

หลายวันต่อมาผมก็ไม่เห็นมีการ์ดส่งมาที่บ้านแล้วผมก็ลืมเรื่องนี้ไป

วันหนึ่งพ่อใช้ให้ผมไปหยิบของที่โต๊ะบัญชี เมื่อไขล็อคกุญแจและดึงลิ้นชักออกมา ผมพบการ์ดใบนั้นวางอยู่ ผมไม่รู้ว่าพ่ออ่านมันรึยัง ความรู้สึกของผมตอนนั้นคือ เจ้าการ์ดใบนี้คือสิ่งที่ไม่น่าเก็บไว้ มันไม่ได้ทำมาจากความตั้งใจของผมเลย มันน่าจะหายไป แต่ว่าผมก็ยังไม่อยากจะทิ้งมันไปเลยนำมันซ่อนไว้ในลิ้นชักข้างๆ กัน ต่อมาเมื่อผมเปิดลิ้นชักอีกครั้งก็พบการ์ดใบนี้วางอยู่เสมอ

คราวนี้ทุกครั้งที่ผมเจอมัน ผมจะนำมันไปเก็บไว้ที่อื่นเสมอ และ ไม่ว่ากี่ครั้งที่ผมเปิดลิ้นชักเดิมก็จะพบว่ามันอยู่ที่เดิมเสมอ ครั้งสุดท้ายที่ผมพบมัน ผมเก็บมันไว้ในที่ที่คิดว่าจะไม่เจอมันอีกเลย และ เรื่องนี้พ่อกับผมไม่เคยพูดถึงมันเลย

จากนั้นไม่นานพ่อก็จากไปด้วยโรคประจำตัว

ห้องของพ่อเหมือนกับถูกปิดตาย ไม่มีธุระจำเป็นจริงๆ หรือว่าทำความสะอาด ก็จะไม่มีคนเข้าไปในห้องนั้นเลย ผมเข้ามาเรียนต่อในที่ใหม่ มีเรื่องใหม่ให้พบให้เจอทุกวัน ความทรงจำหลายอย่างเกี่ยวกับพ่อก็จางหายไป....

จนวันหนึ่งผมเจอปัญหา ในหัวของผมมีแต่เรื่องสับสน อยากหนีปัญหาไปไกลๆ ไม่อยากเจอแม้แต่ผู้คน ผมกลับมาที่บ้านไขกุญแจห้องพ่อแล้วเข้าไปในนั้น ที่ห้องของพ่อทุกอย่างยังเหมือนเดิม ข้าวของทุกชิ้นยังอยู่ครบเหมือนครั้งที่พ่อยังอยู่ ในห้องเงียบมากผมได้ยินแม้แต่เสียงหัวใจของตัวเอง

ผมเดินไปที่โต๊ะบัญชีที่พ่อมักจะนั่งอยู่ที่นั่นเสมอ ตอนนั้นผมคิดว่าถ้าพ่อยังอยู่พ่อจะทำอย่างไร จะแนะนำผมอย่างไร แล้วจะช่วยผมแก้ปัญหาอย่างไร ทันใดนั้นผมคิดถึงเรื่องเก่าๆ เรื่องนึงขึ้นมา ผมรีบเอากุญแจไขลิ้นชักโต๊ะบัญชีด้วยความหวังว่ามันจะยังอยู่ เมื่อเปิดลิ้นชักผมก็พบมัน การ์ดสีฟ้าขลิบทอง ยังดูโดดเด่นอยู่ลิ้นชักของพ่อ มันยังอยู่ที่เดิมเหมือนทุกครั้ง
ถึงตอนนี้ผมรู้แล้วว่าพ่อรักผมมากขนาดไหน ทุกครั้งที่การ์ดใบนี้หายไปพ่อจะหามันแล้วนำมัน มาเก็บไว้ที่เดิม ไม่ว่ามันการ์ดที่ไม่มีราคาค่างวดใดๆและแทบจะหาความสวยงามใดๆไม่ได้เลย พ่อก็เก็บมันไว้เสมอ และ สิ่งที่พ่อสอนผมด้วยการกระทำมันมากกว่าคำพูดทั้งหมด พ่อสอนให้ผมมีความรับผิดชอบกับการกระทำของตนเอง ให้มีความอดทนและไม่ท้อแท้กับปัญหาใดใด เหมือนพ่อเคยเจอเสมอและผ่านมาได้ทุกครั้ง

ผมรู้สึกขึ้นมาทันทีว่าปัญหาที่ผมเจอตอนนี้มันไม่ใช่เรื่องใหญ่เลย กำลังใจจากการ์ดใบนั้นเหมือน จะค่อยๆแผ่ซ่านจากมือเข้ามาสู่หัวใจผม ในใจของผมรู้สึกอุ่นขึ้นมาอย่างประหลาดเหมือนกับพ่ออยู่ในนั้น

ผมวางการ์ดเก็บไว้ที่ลิ้นชักตามเดิมและออกมาจากห้องของพ่อด้วยความรู้สึกที่แตกต่าง กับเมื่อตอนที่เข้ามา ก่อนประตูจะปิดลงผมบอกออกไปด้วยความรู้สึกที่พ่อก็มีให้ผมมาตลอดว่า "พ่อครับ ผมรักพ่อ"
รูปภาพ

.....................................................
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น


พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่าธรรมชาติของจิตนั้นไหลลงต่ำ
จะขึ้นสูงต้องออกแรงทวนกระแส
เพราะฉะนั้นให้ถามตัวเองว่าเราคิดดีได้เป็นปกติหรือยัง
ถ้ายัง ก็ยอมรับตรงๆ ว่ายัง..
อย่าหลอกตัวเองว่าดีแล้ว
เพราะผลเสียหายไม่ใช่ใครอื่น นอกจากตัวเราเองที่ยังหลงวน
ไม่รู้ตัวว่าขาดเสบียงเพื่อความพร้อมตาย...


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 ก.ย. 2009, 17:00 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ส.ค. 2009, 15:54
โพสต์: 640

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


..ตุ๊กตาพ่อ..

รูปภาพ

เมื่อฉันยังเล็กๆ พ่อเป็นเหมือนแสงสว่างที่นำทางและนำมาซึ่งความอบอุ่น หลายๆบ้านก็มีพ่อ

แต่พวกเราเด็กเล็กๆ มักไม่รู้ว่า

พ่อแต่ละคนทำอะไรหลังจากปิดประตูออกไปจากบ้านแล้ว

พ่อของฉันออกจากบ้านทุกเช้าและกลับมาตอนเย็นทุกวัน

พ่อบอกว่าออกไปหาลูกค้า...คงเป็นใครสักคนที่สำคัญมาก

พ่อคนเดียวที่สามารถเปิดขวดแยมได้ ในขณะที่คนอื่นๆทำไม่สำเร็จ

พ่อคนเดียวที่สามารถลงไปปีนขึ้นไปซ่อมไฟที่หลังคาคนเดียวได้โดยไม่ต้องให้ใครช่วย

มีบางครั้งที่พ่อโดนมีดบาดขณะพ่อนั่งซ่อมเครื่องกรอกแกรก ที่โต๊ะของพ่อ แต่ก็ไม่ต้องมีใครคอยปลอบ

หลายครั้งที่พ่อต้องเลี้ยงลูกในรถจนดึกเพราะไม่สามารถทิ้งลูกเล็กๆไว้ที่บ้านคนเดียว

เวลาใครไม่สบาย ก็พ่ออีกนั่นแหละที่ไปซื้อยามาให้
พ่อคอยวางกับดักหนู ทำกับข้าวที่แสนอร่อยให้พวกเรากิน

เมื่อฉันได้รับจักรยานคันใหม่ พ่อก็คอยถีบไปข้างๆฉันหลายต่อหลายกิโลเมตร...
จนกว่าฉันจะสามารถขี่คนเดียวได้ ฉันกลัวพ่อของคนอื่น แต่ไม่เคยกลัวพ่อของฉัน

วันหนึ่งฉันชงชาให้พ่อ แต่มันหวานเกินไป
พ่อนั่งอยู่บนเก้าอี้ ค่อยๆจิบชา และบอกว่า "อร่อยจัง"

เวลาที่ผมเล่นตุ๊กตาแม่ ฉันมักเล่นอะไรต่ออะไรได้เยอะแยะ
แต่สำหรับตุ๊กตาพ่อ ฉันกลับไม่รู้ว่าจะเล่นอย่างไร
ฉันได้แต่เพียงพูดว่า

"เอาละ พ่อไปทำงานนะ"
แล้วผมก็โยนตุ๊กตาพ่อไว้ใต้เตียง
....................

เช้าวันหนึ่ง ตอนฉันอายุเจ็ดขวบ
พ่อออกไปจากบ้านและไม่กลับมานอนที่บ้านอีกเลย


ฉันเข้าไปในห้องนอน
หาตุ๊กตาพ่อ ที่อยู่ใต้เตียง
ปัดฝุ่น และวางไว้บนเตียง...

พ่อของฉันจะไม่กลับมาซ่อมจักรยานที่เสียและพาฉันไปขึ่จักรยานอีกแล้วหรือ ...

แม่มักนั่งเงียบๆคนเดียวคนเดียวที่มุมห้องตอนดึกๆ….แม้ว่าแม่จะร้องให้น้อยลง...แต่ดูแม่หน้าเศร้าเหลือเกิน
ฉันไม่คาดคิดเลยว่าการจากไปของพ่อ
จะทำให้ฉันรู้สึกเจ็บปวดได้มากขนาดนี้
และทุกวันนี้ฉันก็ยังไม่รู้ว่าทำไม... พ่อถึงต้องจากพวกเราไปเร็วนัก….
พ่อจ๋า…ฉันโหยหาความรักจากพ่อเหลือเกิน...หนูรักพ่อค่ะ....

..........................


หญิงสาวคนหนึ่งสารภาพว่า
"พ่อของฉันตายมาแล้วหลายปี
แต่ฉันก็ยังเสียใจอยู่จนทุกวันนี้ ที่ไม่ได้บอกพ่อว่า...
"พ่อ... หนูรักพ่อ"...
รูปภาพ

รูปภาพ

.....................................................
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น


พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่าธรรมชาติของจิตนั้นไหลลงต่ำ
จะขึ้นสูงต้องออกแรงทวนกระแส
เพราะฉะนั้นให้ถามตัวเองว่าเราคิดดีได้เป็นปกติหรือยัง
ถ้ายัง ก็ยอมรับตรงๆ ว่ายัง..
อย่าหลอกตัวเองว่าดีแล้ว
เพราะผลเสียหายไม่ใช่ใครอื่น นอกจากตัวเราเองที่ยังหลงวน
ไม่รู้ตัวว่าขาดเสบียงเพื่อความพร้อมตาย...


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 ก.ย. 2009, 22:03 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ส.ค. 2009, 15:54
โพสต์: 640

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ


ความเงียบ

"บางครั้งความเงียบ... ก็อาจเป็นคำตอบสุดท้ายที่ดีที่สุด"
ความเงียบ...
ก็อาจเป็นคำตอบที่ดีอย่างหนึ่ง
ที่สามารถทำให้คนเราเข้าใจอะไรได้ชัดเจนยิ่งกว่า...
การเอ่ยคำพูดใดใดออกมา

ความเงียบ...
เป็นการกระทำอย่างหนึ่ง
ที่บางครั้งอาจมีพลังมากกว่า...
การแสดงกิริยาใดใดออกมาเสียอีก

ความเงียบ...
ไม่ได้เป็นความว่างเปล่าอย่างที่คนหลายคนเข้าใจคำตอบบางคำตอบ
การกระทำบางอย่าง ความเงียบอาจเป็นคำตอบสุดท้ายที่ดีที่สุด

เพียงแต่เราต้องรู้จักจังหวะและเวลาที่จะนำออกมาใช้

-----------------------------------------------------------
มนต์สุนทร สุราช. "มุมหนึ่งของความรู้สึกดีดี"

รูปภาพ

.....................................................
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น


พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่าธรรมชาติของจิตนั้นไหลลงต่ำ
จะขึ้นสูงต้องออกแรงทวนกระแส
เพราะฉะนั้นให้ถามตัวเองว่าเราคิดดีได้เป็นปกติหรือยัง
ถ้ายัง ก็ยอมรับตรงๆ ว่ายัง..
อย่าหลอกตัวเองว่าดีแล้ว
เพราะผลเสียหายไม่ใช่ใครอื่น นอกจากตัวเราเองที่ยังหลงวน
ไม่รู้ตัวว่าขาดเสบียงเพื่อความพร้อมตาย...


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 ก.ย. 2009, 23:46 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ส.ค. 2009, 15:54
โพสต์: 640

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ณ วัดบ้านไร่แห่งหนึ่ง

รูปภาพ

หลวงตาเพิ่งกลับจากการบิณฑบาตเห็นลูกศิษย์วัดนั่งร้องไห้สะอึกสะอื้น
จึงเข้าไปถามไถ่ว่าเป็นอะไร ลูกศิษย์ตอบกลับมาว่า "ผมถูกใส่ร้าย
ผมไม่ได้ขโมยเงินในหอพระ แต่ผมเข้าไปปัดกวาดเช็ดถูบ่อย ๆ
ทุกคนก็หาว่าผมเป็นขโมย ไม่มีใครเชื่อผมเลย ฮือ ฮือ"


หลวงตานั่งลงข้าง ๆ พยักหน้าเข้าใจแล้วสอนลูกศิษย์ว่า


"เจ้ารู้ไหม ในตัวเรามีคนอยู่สามคน คนแรกคือ คนที่เราอยากจะเป็น คนที่สองคือ
คนที่คนอื่นคิดว่าเราเป็น คนที่สามคือ ตัวเราที่เป็นเราจริง ๆ "
ลูกศิษย์หยุดร้องไห้ นิ่งฟังหลวงตา


"คนเราล้วนมีความฝัน ความทะยานอยาก ตามประสาปุถุชนทั่วไป ไม่ใช่สิ่งเลวร้าย
บางครั้งความฝันก็เป็นสิ่งสวยงาม เป็นพลังที่ทำให้เราก้าวเดิน เช่น
บางคนอยากเป็นนักร้อง เป็นนักมวย เป็นดารา
ถ้าถึงจุดหมายเราก็จะรู้สึกว่าโลกนี้ช่างสว่างไสวสวยงาม
ดังนั้นเราควรมีความฝันไว้ประดับตน เพื่อเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงหัวใจ"


"มาถึงไอ้ตัวที่สอง จะเป็นเราแบบที่คนอื่นยัดเยียดให้เป็น
บางครั้งก็ยัดเยียดว่าเราดีเลิศ จนเราอาย
เพราะจิตสำนึกเรารู้ดีว่ามันไม่จริงหรอก แต่เราก็ยิ้มรับ
แต่บางครั้งไอ้ตัวที่สองนี้ก็มหาอัปลักษณ์ จนไม่อยากจะนึกถึง
ซ้ำร้ายยังเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เพราะมันเป็นโลกในมือคนอื่น
มันเป็นสิ่งแปลกปลอมที่คนอื่นยื่นให้"


"อย่างคนขับสิบล้อจอดรถอยู่ข้างทางเฉย ๆ เช้ามาพบศพใต้ท้องรถ ก็ต้องขับรถหนี
ทั้งที่ศพนั้น ถูกรถชนตายอีกฝั่งแล้วดันถลามาใต้ท้องรถ
แต่ขึ้นชื่อว่าเป็นคนขับสิบล้อ บางคนก็ตัดสินไปแล้วว่าเขาเป็นฆาตกร"


"สมัยที่หลวงตายังไม่ได้บวชเคยไปส่งเพื่อนผู้หญิงที่มีผัวแล้ว
เพราะเห็นว่าบ้านเป็นซอยเปลี่ยว ส่งได้สองครั้งก็เป็นเรื่อง ชาวบ้านซุบซิบนินทา
หาว่าเป็นชู้กับเมียชาวบ้าน คนที่เห็นนั้นมองคนอื่นด้วยใจที่หยาบช้า
ไร้วิจารณญาน ใจแคบ มองคนอื่นผ่านกระจกสีดำแห่งใจตัวเอง
คนเหล่านี้มีอยู่ทั่วไปในสังคม เจ้าต้องจำไว้นะ ทุกครั้งที่เราว่าคนอื่นเลว
คนอื่นไม่ดี ก็เท่ากับเราประจานความมืดดำในใจตัวเองออกมา
เห็นสิ่งไม่ดีของใครจงเตือนตัวเองว่าอย่าทำ อย่าเลียนแบบ
นั่นแหละวิถีของนักปราชญ์ ถ้าเอาไปว่าร้ายนินทาเรียกว่าวิถีของคนพาล"


"แล้วเราต้องทำตัวอย่างไรละครับในเมื่อเราต้องเจอคนเหล่านั้นเรื่อย ๆ "
ลูกศิษย์หยุดร้องไห้แล้ว เริ่มสนทนาโต้ตอบหลวงตา


"เจ้าต้องทำความเข้าใจจิตใจมนุษย์ เรียนรู้ว่าความเข้าใจผิดเกิดขึ้นได้
เราห้ามใจใครไม่ได้ สิ่งใดที่เราไม่ได้ทำ ไม่ได้คิด ไม่ได้เป็น
แต่คนอื่นคอยยัดเยียดให้เรา เราก็ไม่ควรให้ความสำคัญ
เพราะเราสัมผัสได้ว่าสิ่งนั้นไม่มีอยู่จริง ใจเราควรสงบนิ่ง ยังไม่ต้องชำระ
ใจคนอื่นต่างหากที่ควรซักฟอกให้ขาวสะอาดกว่าที่เป็นอยู่
เขาเหล่านั้นเป็นบุคคลที่น่าสงสารมีเวลามองคนอื่น แต่ไม่มีเวลามองตัวเอง
จงแผ่เมตตาให้เขาไป เข้าใจใช่ไหม"


"เข้าใจครับหลวงตา" เด็กน้อยยิ้มมีความสุขอีกครั้ง

*****
รูปภาพ

.....................................................
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น


พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่าธรรมชาติของจิตนั้นไหลลงต่ำ
จะขึ้นสูงต้องออกแรงทวนกระแส
เพราะฉะนั้นให้ถามตัวเองว่าเราคิดดีได้เป็นปกติหรือยัง
ถ้ายัง ก็ยอมรับตรงๆ ว่ายัง..
อย่าหลอกตัวเองว่าดีแล้ว
เพราะผลเสียหายไม่ใช่ใครอื่น นอกจากตัวเราเองที่ยังหลงวน
ไม่รู้ตัวว่าขาดเสบียงเพื่อความพร้อมตาย...


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 ก.ย. 2009, 00:07 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ส.ค. 2009, 15:54
โพสต์: 640

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


:b48: 10กฏเหล็กในการเป็นศิราณี :b48:

รูปภาพ

ศิราณี หรือที่เรารู้จักกันดีว่าเป็นที่ปรึกษาปัญหาหัวใจนั้น นับว่ามีความสำคัญต่อชีวิตสาวๆ หรือไม่ว่าใครต่อใครก็ต้องเคยพึ่งพา หรือตกที่นั่งเป็นศิราณี อย่างน้อยก็สักครั้งในชีวิต และบางครั้ง "ศิราณี" จำเป็นก็อาจรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จนเผลอทำร้ายจิตใจเพื่อนได้ง่ายๆ เหมือนกัน

มาลองดูกันว่า ศิราณีที่ดี ควรมีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง เมื่อถึงคราวต้องรับบทที่ปรึกษา จะได้ทำหน้าที่ได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง

1. เป็นกระจกสะท้อนปัญหา
พยายามป้อนคำถามให้เธอ อาศัยช่วงเวลาที่เล่าปัญหาให้เราฟัง เป็นการคิดทบทวนไปในตัวด้วย เพื่อช่วยขุดไปจนเจอต้นตอของปัญหา และยังทำให้เธอเข้าใจความรู้สึกตัวเอง จนมองเห็น ทางออกได้ในที่สุด

2. ให้ทางเลือก ไม่ใช่ให้คำตอบ
อย่าตัดสินใจแทนเพื่อน เพราะถึงอย่างไร เธอย่อมรู้ตื้นลึกหนาบางดีกว่าคุณอยู่แล้ว แถมบางทียังเล่าไม่หมด เพื่อหวังให้เราเข้าข้างอีกต่างหาก ทางที่ดี คุณก็เพียงชี้ทางให้เพื่อนได้รู้ว่า พอมีตัวเลือกอะไรบ้าง เพราะเธอย่อมหาคำตอบที่ดีที่สุดให้กับตัวเองได้อยู่แล้ว และในบางครา ทางออกที่ว่า ก็ไม่ได้อยู่ในตัวเลือกที่คุณเสนออีกต่างหาก

3. อย่าบังคับจิตใจ
อย่าบังคับจิตใจให้เธอทำตามเพราะเราหวังดี ถ้าไม่ทำจะงอน หรือคิดว่า ถ้าไม่เชื่อแล้วมาถามฉันทำไม (ถ้าคิดแบบนี้ให้กลับไปอ่านข้อ 1-2 ใหม่) เพราะจะกลับกลายเป็นการเพิ่มปัญหาให้เพื่อนเสียอีก แต่หากหวังดีจริงๆ ก็แค่อยู่เคียงข้าง คอยรับฟังเวลาที่เธอต้องการกำลังใจจะดีกว่า

4. ให้กำลังใจ อย่าซ้ำเติม
คุณเองก็คงเคยมีอาการ "เตือนแล้วไม่ฟัง" เหมือนกัน และเมื่อทำพลาด คุณก็คงเสียใจพออยู่แล้ว วินาทีนั้น คุณอยากได้ยินคำว่าอะไรล่ะ นั่นล่ะ คือสิ่งที่เพื่อนเองก็กำลังอยากได้ยินจากคุณ

5. ทำตัวเป็นกลาง
ตอนที่เพื่อนฟูมฟายก็ปลอบใจไปก่อน เมื่อเธอสงบแล้วค่อยชี้ให้เห็นจุดที่เธอผิดจริง แล้วค่อยลูบหลังว่า ถึงอย่างไรเราก็เข้าข้างเธออยู่ดี แต่เพราะรักก็ต้องบอกกันนะเพื่อนจ๋า

6. เก็บความลับไว้กับตัว
แม้คุณอยากระบายให้ใครสักคนฟังว่า เพื่อนของฉันช่างน่าสงสารอะไรอย่างนี้ ก็ช่วยเก็บไว้ในใจ เพราะถ้าเรื่องส่วนตัวนั้นห่วนมาหาเพื่อนสาวเมื่อไร ก็อาจต้องเคลียร์กันยาว

7. อย่าอินเกินไป
เพื่อนคงเหวอเหมือนกัน ถ้ากำลังบ่นเรื่องชีวิตรักอันแสนรันทดอยู่ดีๆ แม่ศิราณีกลับน้ำตาซึมเสียก่อน ประมาณว่าอินจัด แล้วถ้าอารมณ์อ่อนไหวขนาดนี้ จะมีสติให้คำปรึกษาเพื่อนได้อย่างไร

8. อย่าใส่สีตีไข่
ไม่ต้องไปย้ำว่า ที่เขาแอบไปเดินควงสาวอกตู้มคนนั้น ช่างหยามเกียรติลูกผู้หญิงสิ้นดี เธอช่างเป็น หญิงสาวผู้โชคร้ายอะไรขนาดนี้ ฟังแล้ว แทนที่ปัญหาจะคลี่คลาย กลับเป็นการทำเรื่องเล็กให้ดูเป็นเรื่องใหญ่โดยใช่เหตุ

9. อย่าขโมยซีน
เคยไหม เวลาที่เราเล่าปัญหาไปได้สักพัก แล้วก็มีเสียงแทรก "เหมือนกันเลย ชั้นก็เคยเจอ แบบนี้ๆๆๆ" คุณคงจะหมดอารมณ์น่าดู แทนที่จะได้ระบายความอึดอัด กลับต้องมานั่งฟังปัญหาของอีกฝ่ายเสียนี่ รู้แล้วก็อย่าทำเองเสียล่ะ

10. อย่ายุส่ง
"ผู้ชายแบบนี้เลิกไปเลย" ประโยคแบบนี้ฟังคุ้นๆ หรือเปล่าคะ แต่ลองคิดถึงในเวลาที่เพื่อนกลับไปคืนดี กับแฟนหนุ่ม และเล่าให้เขาฟังว่า ตอนที่มีปัญหากัน เธอได้ไปปรึกษาใครมาบ้าง คุรคงเข้าหน้าเขาไม่ ติดไปอีกนาน หรือถ้าเธอต้องเลิกกับแฟนเพราะคำยุของเรา แล้วต้องมานั่งเสียใจว่า เธอยังรักเขาอยู่
คุณก็คงไม่แฮปปี้เท่าไรหรอก

ไม่ว่าคุณจะหวังดีกับเพื่อนสักแค่ไหน แต่เธอก็ควรเป็นผู้ตัดสินใจในทางเลือกทางเดินของหัวใจด้วยตัวเอง และหากเพื่อนตัดสินใจผิดพลั้งไป เราก็เพียงคอยอยู่ข้างๆ เวลาเธอต้องการก็พอ

รูปภาพ

.....................................................
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น


พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่าธรรมชาติของจิตนั้นไหลลงต่ำ
จะขึ้นสูงต้องออกแรงทวนกระแส
เพราะฉะนั้นให้ถามตัวเองว่าเราคิดดีได้เป็นปกติหรือยัง
ถ้ายัง ก็ยอมรับตรงๆ ว่ายัง..
อย่าหลอกตัวเองว่าดีแล้ว
เพราะผลเสียหายไม่ใช่ใครอื่น นอกจากตัวเราเองที่ยังหลงวน
ไม่รู้ตัวว่าขาดเสบียงเพื่อความพร้อมตาย...


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 ก.ย. 2009, 01:11 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ส.ค. 2009, 15:54
โพสต์: 640

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


:b46: วันที่คนรักเดินออกไปจากชีวิต :b46:

รูปภาพ

วันที่คนรักเดินออกไปจากชีวิต
กลายเป็นเพียงคนเคยรัก
เราอาจรู้สึกว่า...
โลกทั้งโลกเหมือนมืดมนอย่างบอกไม่ถูก
.................................................

การจากลาหรือบางทีก็ไม่มีคำร่ำลาก่อนจาก
เกิดขึ้นได้กับทุกคู่รัก ซึ่งหากเกิดจากการไตร่ตรองของทั้งสองแล้วว่า

คงไปด้วยกันไม่ได้แน่
การจากลาเช่นนี้ก็อาจจะยังคงหลงเหลือความรู้สึกดีดีต่อกัน
เยื่อใยของความผูกพันอาจจะเปลี่ยนไป
เป็นลักษณะของความเป็นเพื่อน...ทดแทนกันก็เป็นไปได้...

แต่การเลิกร้างเพราะอารมณ์ชั่ววูบ
เกิดจากการขับไล่ไสส่งอย่างสิ้นเยื่อใย
เกิดจากการขาดความยั้งคิดนั้น
ย่อมนำมาซึ่งความเสียใจในภายหลังที่รู้สึกสำนึกได้

ดังนั้นกับคนรัก ไม่ว่าจะโกรธสักเพียงใด
อย่าด่วนเอ่ยปากขับไล่ไสส่งกันโดยเด็ดขาด
เพราะนั่นอาจเป็นการตัดรอนอย่างโง่ๆที่สุดในชีวิตก็เป็นได้

กล้ำกลืนคำๆนั้นเอาไว้ก่อน เก็บเอาไปคิดให้ดีๆว่า
มันสมควรแล้วหรือ มันถึงจุดที่ว่านั้นแล้วหรือ

อย่าเพิ่งเอ่ยออกมาในสถานการณ์ที่วิกฤติเช่นนั้นเลย

..........................................................

"คำจากลา...บอกช้าไปสักหน่อยก็ยังไม่สาย
ขอเพียงให้หัวใจของเรา มีเวลาทบทวนให้ดีเสียก่อนเถอะ"

------------------------------------------------
มนต์สุนทร สุราช. "เติมความรู้สึกดีดีให้กับชีวิต"
รูปภาพ

.....................................................
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น


พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่าธรรมชาติของจิตนั้นไหลลงต่ำ
จะขึ้นสูงต้องออกแรงทวนกระแส
เพราะฉะนั้นให้ถามตัวเองว่าเราคิดดีได้เป็นปกติหรือยัง
ถ้ายัง ก็ยอมรับตรงๆ ว่ายัง..
อย่าหลอกตัวเองว่าดีแล้ว
เพราะผลเสียหายไม่ใช่ใครอื่น นอกจากตัวเราเองที่ยังหลงวน
ไม่รู้ตัวว่าขาดเสบียงเพื่อความพร้อมตาย...


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 ก.ย. 2009, 11:14 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ส.ค. 2009, 15:54
โพสต์: 640

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


Lifebook .... “ตำราแห่งชีวิต”

รูปภาพ

๑. ดื่มน้ำให้มาก

๒. กินอาหารเช้าเหมือนราชา, รับประทานอาหารเที่ยงเหมือนเจ้าชายและเมื่อถึงอาหารเย็น,

ให้วาดภาพว่าตัวเองเป็นแค่ขอทาน (แปลว่ากินมือหนักที่สุดตอนเช้า, และกลาง ๆ ตอนเที่ยง

และตกเย็นแล้ว, ทำตัวเป็นยาจก, ไม่มีอะไรจะกิน...สุขภาพจะเป็นอย่างเทวดาทีเดียวเชียวแหละ)

๓.กินอาหารที่โตบนต้นและบนดิน, พยายามหลีกเลี่ยงอาหารที่ผลิตจากโรงงาน

๔.ใช้ชีวิตบนหลักการ 3 E...นั่นคือ energy หรือพลังงาน, enthusiasm หรือกระตือตือร้น

และ empathy คือเอาใจเขามาใส่ใจเราให้มาก ๆ

๕. หาเวลาทำสมาธิหรือสวดมนต์เสมอ

๖. เล่นเกมสนุก ๆ เสียบ้าง, อย่าเครียดกันนักเลย

๗. อ่านหนังสือให้มากขึ้น...ตั้งเป้าว่าปีนี้จะอ่านมากกว่าปีที่ผ่านมา

๘. นั่งเงียบ ๆ อยู่กับตัวเองสักวันละ 10 นาทีให้ได้

๙. นอนวันละ 7 ชั่วโมง

๑๐.เดินสักวันละ 10 ถึง 30 นาที, แล้วแต่จะสะกวด, ไม่ต้องเครียดกับมัน, วันไหนไม่ได้เดิน,

ก็อย่าหงุดหงิดกับมัน

๑๑.ระหว่างเดิน, อย่าลืมยิ้ม



นั่นเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับสุขภาพกายและใจที่ผสมปนเปกันได้เสมอ, หากทำเป็นกิจวัตร,

ชีวิตก็จะแจ่มใส,แต่อย่าทำให้ตัวเองเครียดด้วยการรู้สึกผิดถ้าหากวันไหนทำไม่ได้ตามที่วางกำหนดเวลา

ของตนเอาไว้ วันนี้ทำไม่ได้, พรุ่งนี้ทำก็ได้ แต่การไม่เอาจริงเอาจังกับตัวเองเกินไปไม่ได้หมายถึงการ

ผัดวันประกันพรุ่ง, ซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน

รูปภาพ

.....................................................
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น


พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่าธรรมชาติของจิตนั้นไหลลงต่ำ
จะขึ้นสูงต้องออกแรงทวนกระแส
เพราะฉะนั้นให้ถามตัวเองว่าเราคิดดีได้เป็นปกติหรือยัง
ถ้ายัง ก็ยอมรับตรงๆ ว่ายัง..
อย่าหลอกตัวเองว่าดีแล้ว
เพราะผลเสียหายไม่ใช่ใครอื่น นอกจากตัวเราเองที่ยังหลงวน
ไม่รู้ตัวว่าขาดเสบียงเพื่อความพร้อมตาย...


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 ก.ย. 2009, 11:17 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ส.ค. 2009, 15:54
โพสต์: 640

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


สูตรเกี่ยวกับบุคลิกของตัวเอง

รูปภาพ

สูตรเกี่ยวกับบุคลิกของตัวเองที่ควรไปจะคู่กับสูตรสุขภาพมีอย่างนี้

๑. อย่าเปรียบเทียบชีวิตของตัวเองกับคนอื่น คุณไม่รู้หรอกว่าคนที่คุณอิจฉานั้นเขามีความทุกข์ยิ่งกว่าคุณ

อย่างไรบ้าง

๒. อย่าคิดทางลบเกี่ยวกับเรื่องที่คุณควบคุมหรือกำหนดไม่ได้ แทนที่จะมองโลกในแง่ร้าย, ก็ทุ่มเทกำลังและพลังงานให้กับความคิดทางบวก ณ ปัจจุบันเสีย

๓. อย่าทำอะไรเกินกว่าที่ตัวเองทำได้...รู้ว่าขีดจำกัดของตัวเองอยู่ที่ไหน

๔. อย่าเอาจริงเอาจังกับตัวเองนัก เพราะคนอื่นเขาไม่ได้ซีเรียสกับคุณเท่าไหร่หรอก

๕. อย่าเสียเวลาและพลังงานอันมีค่าของคุณกับเรื่องหยุมหยิมหรือเรื่องซุบซิบ....นอกเสียจากว่ามันจะ

ทำให้คุณผ่อนคลายได้อย่างจริงจัง

๖. จงฝันตอนตื่นมากกว่าตอนหลับ

๗. ความรู้สึกอิจฉาริษยาเป็นเรื่องเสียเวลาเปล่า ๆ ปลี้ ๆ...คิดให้ดีก็จะรู้ว่าคุณมีทุกอย่างที่คุณจำเป็น

ต้องมีแล้ว

๘. ลืมเรื่องขัดแย้งในอดีตเสีย และอย่าได้เตือนสามีหรือภรรยาคุณเกี่ยวกับความผิดพลาดในอดีตของ

อีกฝ่ายหนึ่งเลย เพราะมันจะทำลายความสุขปัจจุบันของคุณ

๙. ชีวิตนี้สั้นเกินกว่าที่เราจะไปโกรธเกลียดใคร...จงอย่าเกลียดคนอื่น

๑๐.ประกาศสงบศึกกับอดีตให้สิ้น, จะได้ไม่ทำลายปัจจุบันของคุณ

๑๑.ไม่มีใครกำหนดความสุขของคุณได้นอกจากคุณเอง

๑๒.จงเข้าใจเสียว่าชีวิตก็คือโรงเรียน คุณมาเพื่อเรียนรู้ และปัญหาเป็นเพียงส่วนหนึ่งของหลักสูตร

ซึ่งมาแล้วก็หายไป...เหมือนโจทย์วิชาพีชคณิต...แต่สิ่งที่คุณเรียนรู้นั้นอยู่กับคุณตลอดชีวิต

๑๓. จงยิ้มและหัวเราะมากขึ้น

๑๔. คุณไม่จำเป็นต้องชนะทุกครั้งที่ถกแถลงกับคนอื่นหรอก...บางครั้งก็ยอมรับว่าเราเห็นแตกต่างกันได้
...เห็นพ้องที่จะเห็นต่างก็ไม่เห็นเสียหายแต่อย่างไร





รูปภาพ

.....................................................
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น


พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่าธรรมชาติของจิตนั้นไหลลงต่ำ
จะขึ้นสูงต้องออกแรงทวนกระแส
เพราะฉะนั้นให้ถามตัวเองว่าเราคิดดีได้เป็นปกติหรือยัง
ถ้ายัง ก็ยอมรับตรงๆ ว่ายัง..
อย่าหลอกตัวเองว่าดีแล้ว
เพราะผลเสียหายไม่ใช่ใครอื่น นอกจากตัวเราเองที่ยังหลงวน
ไม่รู้ตัวว่าขาดเสบียงเพื่อความพร้อมตาย...


แก้ไขล่าสุดโดย ณ มรณา เมื่อ 03 ก.ย. 2009, 11:18, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 ก.ย. 2009, 11:24 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ส.ค. 2009, 15:54
โพสต์: 640

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ



แล้วเราควรจะมีทัศนคติอย่างไรต่อชุมชนและคนรอบข้างเราล่ะ?

๑. อย่าลืมโทรฯหาครอบครัวบ่อย ๆ

๒. จงหาอะไรดี ๆ ให้คนอื่นทุกวัน

๓. จงให้อภัยทุกคนสำหรับทุกอย่าง

๔. จงหาเวลาอยู่กับคนอายุเกิน 70 และต่ำกว่า 6 ขวบ

๕. พยายามทำให้อย่างน้อย 3 คนยิ้มได้ทุกวัน

๖. คนอื่นเขาคิดอย่างไรกับคุณไม่ใช่เรื่องของคุณสัก หน่อย

๗. งานของคุณไม่ดูแลคุณตอนคุณป่วยหรอก แต่ครอบครัวและเพื่อนคุณต่างหากเล่าที่จะดูแลคุณ

ในยามคุณมีปัญหาสุขภาพ ดังนั้น, อย่าได้ห่างเหินกับคนใกล้ชิดเป็นอันขาด


รูปภาพ


และถ้าหากสามารถดำรงชีวิตให้มีความหมายได้, ก็ควรจะทำดังต่อไปนี้

๑. ทำสิ่งที่ควรทำ

๒. อะไรที่ไม่เป็นประโยชน์, ไม่สวย, ไม่น่ารื่นรมย์, จงทิ้ง

ไปเสีย...เก็บไว้ทำไม?

๓. เวลาและพระเจ้าย่อมรักษาแผลทุกอย่างได้

๔. ไม่ว่าสถานการณ์จะดีหรือเลวปานใด, เดี๋ยวมันก็เปลี่ยน

๕. ไม่ว่าคุณจะรู้สึกอย่างไรในตอนเช้าของทุกวัน, จงลุกจากเตียง, แต่งตัวและปรากฎตัวต่อหน้า

คนที่เราร่วมงานด้วย...get up, dress up and show up.

๖. สิ่งที่ดีที่สุดยังมาไม่ถึง

๗. ถ้าคุณยังลุกขึ้นตอนเช้าได้, อย่าลืมขอบคุณพระเจ้า หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คุณนับถือเสียด้วย

๘. เชื่อเถอะว่าส่วนลึก ๆ ในใจของคุณนั้นมีความสุขเสมอ...ดังนั้น, ส่วนนอกของคุณทุกข์โศกไปทำไมเล่า?


รูปภาพ

.....................................................
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น


พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่าธรรมชาติของจิตนั้นไหลลงต่ำ
จะขึ้นสูงต้องออกแรงทวนกระแส
เพราะฉะนั้นให้ถามตัวเองว่าเราคิดดีได้เป็นปกติหรือยัง
ถ้ายัง ก็ยอมรับตรงๆ ว่ายัง..
อย่าหลอกตัวเองว่าดีแล้ว
เพราะผลเสียหายไม่ใช่ใครอื่น นอกจากตัวเราเองที่ยังหลงวน
ไม่รู้ตัวว่าขาดเสบียงเพื่อความพร้อมตาย...


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 146 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4, 5, 6, 7 ... 10  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 3 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร