วันเวลาปัจจุบัน 15 ส.ค. 2020, 21:26  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง





กลับไปยังกระทู้  [ 33 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2, 3  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 09 มิ.ย. 2011, 16:50 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 มิ.ย. 2011, 18:31
โพสต์: 292


 ข้อมูลส่วนตัว


หนังสือ หลวงพ่อธุดงค์ โดย หลวงพ่อพระราชพรหมยาน


หลวงพ่อธุดงค์

โดย หลวงพ่อพระมหาวีระ ถาวโร(หลวงพ่อฤาษีลิงดำ)
สารบัญ

01. ฝึกธุดงค์
02. ป่า อ.ศรีประจันต์ ตอนที่ ๑
03. ป่า อ.ศรีประจันต์ ตอนที่ ๒
04. ป่า อ.ศรีประจันต์ ตอนที่ ๓
05. ป่า อ.ศรีประจันต์ ตอนที่ ๔
06. ฝึกอตีตังสญาณ ในป่าศรีประจันต์ ตอนที่ ๑
07. ฝึกอตีตังสญาณ ในป่าศรีประจันต์ ตอนที่ ๒
08. พระสอนในป่า
09. ศึกษาตามคำสอนของพระ
10. เตรียมตัวกลับวัด
11. อุปสรรคในวัด
12. ไปนมัสการหลวงพ่อโหน่ง
13. เรียนกรรมฐานกับหลวงพ่อโหน่ง ตอนที่ ๑
14. เรียนกรรมฐานกับหลวงพ่อโหน่ง ตอนที่ ๒
15. เรียนกรรมฐานกับหลวงพ่อโหน่ง ตอนที่ ๓
16. ไปนมัสการหลวงพ่อเนียม เรียนกรรมฐานกับหลวงพ่อเนียม ตอนที่ ๑
17. ไปนมัสการหลวงพ่อเนียม เรียนกรรมฐานกับหลวงพ่อเนียม ตอนที่ ๒
18. หลวงพ่อปานนำออกธุดงค์
19. ปักกลดที่เขาชอนเดื่อ
20. พระเจ้าของถ้ำหุงข้าว
21. ชมบึงบอระเพ็ด และเรียนระลึกชาติต่าง ๆ
22. ธุดงค์ไปนครสวรรค์
23. ไปเที่ยวสุวรรณวิหาร
24. หลวงพ่อจงพยากรณ์
25. ธุดงค์ภาคอีสาน ตอนที่ ๑ (หน้าที่ ๒)
26. ธุดงค์ภาคอีสาน ตอนที่ ๒ (หน้าที่ ๒) update ๖ กรกฎาคม ๒๕๕๓
27. บ้านหน้าถ้ำที่อีสาน (หน้าที่ ๒) update ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๕๓
28. ถ้ำศรีฐาน (หน้าที่ ๒) update ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๕๓
29. ไปพักที่ดงพระยาเย็น (หน้าที่ ๒) update ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๓

30. ไปพักที่ภูเขาภูกระดึง
31. ไปสายเมืองกาญจนบุรี
32. ขึ้นเขาพระสุเมรุ
33. ไปเที่ยวภูกระดึง


แก้ไขล่าสุดโดย สัจจานุรักษ์ เมื่อ 04 ส.ค. 2011, 15:06, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 09 มิ.ย. 2011, 16:56 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 มิ.ย. 2011, 18:31
โพสต์: 292


 ข้อมูลส่วนตัว


ฝึกธุดงค์


ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย จะขอเล่าความเป็นมาสมัยที่บวชใหม่ๆ เพราะว่าบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย เมื่อเห็นปฏิปทาในปัจจุบันก็ดี เมื่อเห็นความเป็นมาต่างๆ ในปัจจุบันก็ตาม อาจจะคิดว่า ตอนบวชใหม่ ๆ คงจะเป็นพระที่มีการเคร่งครัดมัธยัสถ์มาก เพราะว่าเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อปาน
คำว่า ลูกศิษย์หลวงพ่อปาน นี่ บรรดาท่านพุทธบริษัท ก็จงอย่าคิดว่า เหมือนหลวงพ่อปาน ทุกองค์ หรือว่าจะปฏิบัติคล้ายคลึงหลวงพ่อปานทุกองค์ก็หาไม่ ความจริง พระที่ปฏิบัติตามหลวงพ่อปานจริง ๆ มีไม่ถึงร้อยละสอง ขอกล่าวด้วยความจริงใจ นอกนั้นก็เป็นพระที่อาศัยบารมีกินทั้งนั้น แต่ทว่ามีอาการเบ่ง เวลาไปทางไหนเขาบอกว่าพระวัดบางนมโค คนก็มีความเคารพ ถือว่าเป็นศิษย์หลวงพ่อปาน นี่ก็เป็นเรื่องธรรมดาจะถือว่า หัวหน้าท่านดี แต่ลูกน้องจะดีเหมือนกันทั้งหมด ไม่ใช่

แม้แต่ที่วัดท่าซุงเอง ก็เหมือนกัน ก็จงอย่าคิดว่า ท่านจะเป็นนักสมถวิปัสสนากันทุกองค์ บางองค์ก็ยังถือว่า ปฏิบัติถูกตามพระธรรมวินัยใช้ได้ก็มีอยู่ บางองค์ที่มีการเคร่งครัดมัธยัสถ์ในสมถภาวนาก็มีอยู่ ก็ถือว่าใช้ได้ แต่ว่าพระส่วนใหญ่ ประกอบกับงานของวัดห่วงงานวัด ในใจในงานวัดดี อาจจะมีบ้างที่ขี้เกียจ จะมีบ้างหรือเปล่า ก็มองไม่เห็นแต่ถือว่าทำงานกันตามหน้าที่ รู้สึกว่า จะดีกว่าสมัยนั้นมาก ก็รวมความว่า มาเล่าเรื่องอาตมาเองก็แล้วกัน คนอื่นจะไปนินทาเขาทำไม (ความจริงไม่ตั้งใจนินทา แต่ล่อเข้าแล้ว ไม่ใช่นินทาเล่าสู่กันฟัง)

เมื่อสมัยที่บวชใหม่ ๆ ก็มีผ้าห่มไม่ดี ผ้าก็เป็นผ้าดิบ เมื่อบวชเข้ามาแล้ว รู้สึกว่าบวชเข้ามาประมาณ 1 เดือน อารมณ์ของพระ 1 เดือนนี่ ความเป็นพระน้อยเต็มที นอกจากระวังพระธรรมวินัย เพราะว่า เห็นอะไรมันดีหมด เห็นทรัพย์สินต่าง ๆ ก็ดีหมด เห็นสาว ๆ ก็สวยหมด (อีตอนเห็นสาว ๆ สวยหมดนี่ มันจะดีมากเกินไป) ก็มาคิดในใจว่า ผ้าเหลืองไม่ได้ทำให้กิเลสหด ถ้าอย่างนั้นก็ลองปฏิบัติธุดงค์ (ธุดงค์ 13 นี่บรรดาท่านพุทธบริษัทมันไม่จำเป็นต้องเข้าป่าเข้ารกเสมอไปหรอก)
ไปถามหลวงพ่อปานท่านบอกว่า อยากจะปฏิบัติธุดงค์ตามแบบฉบับใน ธรรมวิภาคปริเฉท 2 จะทำได้ไหม ท่านบอกว่า ทำได้ ท่านถามว่า เธอต้องการอะไร
ก็ต้องการ อันดับแรก เอกาสนิกังคะ ก็หมายความว่า กินข้าวเวลาเดียว
2. เตจีวริกังคะ ใช้ผ้า 3 ผืน (เอาภาษาไทยดีกว่า) เอา 2 อย่างนี่ก่อน
หลวงพ่อปานบอกได้ฉันจะขึ้นให้ แล้วท่านก็แนะนำการปฏิบัติธุดงค์ กินข้าวเวลาเดียวใช้ผ้า 3 ผืน
แต่ความจริงเขามีผ้าอาบน้ำฝนเพิ่มขึ้นมา ก็มีเป็นผ้าผลัด เมื่อถึงเวลาวันโกนทีก็ซักย้อมสบง จีวร ใช้ผ้าอาบนุ่ง ย้อมกันที วันโกนก็ย้อมที ผ้าสมัยนั้นต้องย้อม เพระสีตกผ้าสีตกนี่ดี ทำให้พระสีสวยเพราะสีผ้าตกเข้ามาในเนื้อพระ
ลองกินข้าวเวลาเดียวอยู่ 1 ปี อาหารที่วัดบางนมโคเวลานั้นไม่ได้ฟุ่มเฟือยไม่ได้มากมายเหมือนกับวัดท่าซุงเวลานี้ มันก็เหมือนวัดท่าซุงเมื่ออาตมามาอยู่ใหม่ ๆ คือ ไม่ค่อยจะมีอะไรกิน หลวงพ่อปานจึงต้องแกงหม้อใหญ่ ๆ 1 หม้อ หุงข้าวกระทะ ข้าวบิณฑบาตก็ไม่พอกิน แกงก็ไม่พอ กับข้าวที่ฉันเช้าแล้ว ก็ต้องเก็บไว้เพล ก็รวมความว่าเพลกับเช้า กินข้าวเหมือนกัน

พอมาถือเอกาเช้า กับข้าวที่ถือว่าเป็นพื้นฐานก็คือ ปลาย่าง ปลาย่างกับน้ำปลาแล้วก็พริกแห้งบ้าง พริกขี้หนูบ้าง อะไรก็ตามเท่าที่มี หั่น ๆ ใส่ กินเป็นประจำอย่างนี้ทุกวัน บางทีมีผักบุ้ง ก็เอาผักบุ้งมาต้ม กินกับน้ำปลา กับพริก พริกก็เผ็ด น้ำปลาก็เค็ม ผักบุ้งก็จืด ๆ ก็ใช้ได้ แบบนี้ 1 ปี สังเกตดูแล้วว่า กิเลสมันตกไหม ถึงแม้ว่าจะกินข้าวเวลาเดียว ถือผ้า 3 ผืน ก็ทำตัวเสมอกับพระต่าง ๆ คือว่า ก็ยังสมาคมกับท่านตามปกติ เวลาที่ว่างจากการเจริญกรรมฐาน สำหรับกรรมฐานนี่ว่ากันปกติตั้งแต่วันแรก

ก็เป็นอันว่า กินข้าวเวลาเดียวมา 1 ปี สังเกตดูกำลังจิตใจ ทั้ง ๆ ที่เจริญสมาธิกรรมฐานด้วย สมัยแรกก็ใช้ภาวนาว่า พุทโธ อย่างเดียว และใช้กำลังวิปัสสนาญาณบ้าง ก็ไม่มากก็ทำแบบนกแก้ว นกขุนทอง แต่ว่าภาวนาไม่เลิก ภาวนานี่ไม่เลิกแน่ เดินไปเดินมาก็ภาวนา เว้นไว้แต่คุยกับเพื่อน คุยกับเพื่อนก็คุยไป เมื่อเลิกคุยก็ภาวนา เวลาไปบิณฑบาตก็ว่า อิติปิโสฯ ว่าเรื่อยไปจนกว่าจะกลับ นึกในใจนะ อย่างนี้ 1 ปี กิเลสไม่ตกเลย มองดูสาว ๆ ยังสวย มองดูเงินทองยังมีค่า มองดูทุกอย่างท่าทางมันยังดี ก็นึกในใจว่า การถือเอกา กินข้าวเวลาเดียว บางคนเขาถือว่าเคร่งครัดมัธยัสถ์ แต่เนื้อแท้จริง ๆ แล้ว กิเลสยังท่วมหัวตามเดิม
ต่อมาเกิดความรู้สึกขึ้นมาว่า หลังจากนี้ไป เราจะไม่กินของคาว จะเรียกว่า กินเจหรือกินเจ๊อะไรก็ตามใจเถอะขึ้นชื่อว่าของคาวไม่กิน แต่ก็ไม่บอกชาวบ้านให้ทราบถ้าบอกแล้ว เขาจะทำมาลำบาก เราก็บิณฑบาตมาแล้ว อะไรก็ตามที่มันเป็นของคาว เราก็ไม่กินนั่งกินรวมวงกับพระธรรมดา ๆ ไม่ได้แยกไปไหน เลือกกินแต่ของที่มันไม่มีคาว ขณะที่ไม่กินของคาวนี่ใช้เวลา 3 ปี ก็ยังกินข้าวเวลาเดียวตามเดิม ในที่สุด กิเลสก็ไม่ตก สาวก็ยังสวย เงินก็ยังมีค่า วัตถุต่าง ๆ ก็ยังมีค่ามากสวยสดงดงาม เลยมีความเข้าใจว่าการที่เราปฏิบัติทางกายแบบนี้ ตามที่องค์สมเด็จพระชินสีห์ท่านตรัสว่า มรรคผล ไม่ได้เกิดจากทางกาย มันเกิดจากทางใจ

แต่ว่ามีอะไรแปลกอยู่อย่างหนึ่ง ขณะที่ตั้งใจว่า จะไม่กินของคาว บังเอิญวันหนึ่งในระหว่างที่ยังไม่กินของคาวนั่น มีญาติโยมเขาถวายข้าวต้มเครื่อง เขานิมนต์ทั้งวัด จะไม่ฉันก็เกรงใจเขา จะฉันก็คิดว่ามันเสียสัจจะ เขาบอกว่า เอาอย่างนี้ก็แล้วกันเจ้าค่ะ โปรดสักชามหนึ่งเถิด ถึงแม้ว่าจะถือว่า ไม่ฉันของคาว ก็โปรดสักชาม พอกินเข้าไป ช้อนที่หนึ่งทำท่าอืด พอช้อนที่สองอาเจียนทันที อาเจียนอย่างหนัก
ญาติโยมตกใจ ต้องหาของไม่มีคาวมาให้พอพ้น 3 ปีไปแล้ว ก็กินของคาวตามเดิม ตอนที่ถือเอกาด้วย ไม่กินของคาวด้วย บรรดาญาติโยมทั้งหลาย กิเลสมันก็ดีตามเดิม ยังไม่ไปไหนเลย สาวสวยก็ยังสวยตามเดิม เงินมีค่า ก็ยังมีค่าตามเดิม วัตถุต่างๆ ก็ยังสวยสดงดงามตามเดิม อารมณ์ต่าง ๆ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปนัก เว้นไว้ว่า จะคุมด้วยกำลังของภาวนา หรือพิจารณาบ้างในบางโอกาสเท่านั้นเอง
ก็เป็นอันว่า ปฏิปทาเดิมจริง ๆ และสำหรับการปฏิบัติตัว ก็เหมือนกันพระท่านนั่งคุยที่ไหนไปที่ไหน ก็ไปด้วยกัน เว้นไว้แต่เวลาอยู่เราก็อยู่ในป่าช้าของเราตามปกติ เวลาออกมาก็คุย คุยสนุกสนานตามปกติธรรมดา ไม่แสดงตัวว่า ฉันกับเธอน่ะไม่เหมือนกันนะ ตัดมานะตัวนี้ออกไป

ต่อมาก็มีความรู้สึกทางใจว่า เรานี่คงไม่สามารถชนะกิเลสแน่ ถ้าไม่ชนะกิเลส เราจะอยู่หรือเราจะสึกในเมื่อเราออกพรรษาไปแล้ว ก็มานั่งปรึกษากัน 3 องค์ว่า ถ้าเราอยู่ต่อไปเราก็ขาดจากงานที่เราเป็นลูกจ้างเขา นี่เราลาเขามาเพียงแค่ไม่กี่เดือนเวลานี้มันก็ครบแล้ว ถ้าหากว่าเกินเวลาไป ถ้าเราสึกไป เขาก็ไม่จ้างเรา ถ้าเราจะอยู่ ถ้าอยู่ไม่ตลอด มันก็ไม่ดีเหมือนกัน เวลานี้กิเลสทุกอย่างมันก็ห้ำหั่นเรา เราไม่ได้หั่นกิเลส ถ้าอย่างนั้น เอาอย่างนี้ดีกว่า เราสึกกันดีกว่า สึกไปหากิเลส อยู่กับกิเลสให้มันช่ำใจ ให้มันเบื่อกิเลส เพราะการเคล้าคลึงกับกิเลส ในเมื่อเราเบื่อกิเลส เราก็บวชใหม่ ปรึกษากันตอนเช้า
พอดีตอนเช้า หลวงพ่อปานท่านก็เดินผ่านมาถึงหน้าบันได ท่านก็เอาไม้เท้า เคาะบันได ป๊อก ๆๆ หันไปหาท่าน ยกมือไหว้ ท่านบอก ว่าอย่างไร อยากไปหา เป็นขี้ข้ากิเลสอย่างนั้นรึ มันไม่มีทางชนะมันหรอก ออกไปแล้ว นอกจากตัวเราคนเดียว เราก็ห่วงขันธ์ 5 ต่อไปไม่ช้า นี่คุณระหว่างที่บวชอยู่นี่ ผู้หญิงเขาจองหลายคนนะ ทั้งสามองค์นี่ แกอย่านึกว่าฉันเป็นพระแก่ฉันไม่รู้นะ ฉันรู้ว่าใครเขาจองเธอหลายคน และที่เขาจองเธอหลายคนนี่ สักคนหนึ่งในจำนวนนั้นอาจจะชนะใจเธอ

ในเมื่อเขาชนะใจเธอแล้ว เธอก็แต่งงานกับเขา แต่งงานก็เลยเป็น ขันธ์ 10 คนเดียวขันธ์ 5 สองคนขันธ์ 10 ต่อมา ลูกออกมา ก็เป็น ขันธ์ 15 ลูกออกมาอีก ก็เป็นขันธ์ 20 เพียงแค่ขันธ์ 5 อย่างเดียว ยังมีทุกข์อย่างนี้ จะต้องการขันธ์ 20,30,40 ขันธ์ มันจะมีความสุขได้อย่างไร ความห่วงใยที่คิดว่าจะตัดกิเลส มันตัดไม่ออก กิเลสมันพอกมากขึ้น ตัดสินใจเองก็แล้วกันนะ ว่าอยากจะเป็นอิสระ หรืออยากจะเป็นขี้ข้าเขาต่อไป

ท่านพูดแล้วท่านก็ยิ้ม ท่านก็เดินกลับ เราก็นึกในใจว่า เอ..มีเมีย เราก็เป็นขี้ข้าเมีย มีลูก เราก็เป็นขี้ข้าลูก ไปไหนไม่มีอิสระ บวชต่อไปดีกว่า เมื่อมันทนไม่ไหวจริง ๆ เราก็สึก สึกแล้วเรารับจ้างที่เดิมไม่ได้ เราก็ทำมาหากิน ปลูกผักปลูกหญ้าไปตามเรื่องตามราวก็แล้วกัน ฐานะก็พอมีอยู่บ้าง มันไม่ร่ำไม่รวยก็ช่างมันเถอะ มีพอกินไปวันหนึ่ง ๆ ก็ตัดสินใจอยู่

นี่เป็นเรื่องราวปกติธรรมดา ๆ นะญาติโยมนะ อย่าไปนึกว่าพระที่กินข้าวเวลาเดียวเคร่งครัดดีกว่าพระอื่น อย่าไปคิดนะ แต่องค์อื่นนั้นอาจจะดีก็ได้ แต่อาตมากิเลสมันท่วมหัวมาแล้ว กินข้าวเวลาเดียว แล้วแถมกินเจประเภทไม่บอกชาวบ้านนี่ มันพิลึกพิลั่นละ กับข้าวที่เขาหามาให้เขาใส่บาตรมาให้ บางทีมันก็มีคาวทั้งหมด ทำอย่างไร เอาน้ำปลากับหัวหอมมาเป็นกับข้าว หัวหอมธรรมดานี่ เป็นกับข้าว กินเป็นปกติ อย่างนี้กิเลสมันยังไม่หดเลย ถ้าเราจะถือมังสวิรัติ หรือกินเจจริง ๆ กิเลสมันจะหดได้อย่างไร เขาทำกับข้าวเวลานี้มันดีมากกับข้าวเจนี่ บางทีไม่รู้ว่าเจ แหม…มีอะไรหลอกเป็นหมูบ้าง เป็นเนื้อบ้าง เป็นไก่บ้าง ตักไปพับ อ้าว…นี่มันไม่ใช่นี่หว่า มันของปลอม

ก็รวมความว่า คนอื่นอาจจะลดได้ แต่อาตมามันไม่ลด ก็ตัดสินใจว่า นับแต่บัดนี้เป็นต้นไป เราออกธุดงค์กัน ธุดงค์ในวัดเราก็ทำแล้วคือ ใช้ผ้าสามผืน และถือเอกาบางครั้งเราก็ถือเนสัชชิ และโยเฉพาะอย่างยิ่ง กรรมฐานก็ทำแล้วเป็นปกติ กิเลสมันยังไม่ลดไปสักตัว ราคะ ความรัก มันยังมี โลภะ ความโลภ มันยังมี โทสะ ความโกรธ มันยังมี โมหะ ความหลง มันยังมี มันยังมีตัวอยาก จึงตัดสินใจธุดงค์
พรรษาที่สอง ตัดสินใจธุดงค์ หลวงพ่อปานก็ฝึกธุดงค์ให้ ท่านก็ถามว่า เธอจะธุดงค์อย่างปกติ หรืออุกฤษฏ์ ก็ถามว่า ปกติเป็นอย่างไรขอรับ ท่านบอก ปกติก็เดินไปตามหลังบ้าน ปักกลดตามหลังบ้านชาวบ้านเขาก็ใส่บาตร ถ้าอุกฤษฏ์จะต้องเข้าป่าลึก ถ้าดีไม่พอเทวดาไม่ให้ข้ากิน ถ้าคืนไหน วันไหน จิตใจเราบริสุทธิ์ รุ่งเช้าเทวดาจะใส่บาตรให้ ก็เลยตัดสินใจบอกว่า ผมต้องการอุกฤษฏ์ครับ ทำมันอย่างจริงๆ เอาจริง ๆ ท่านก็เลยฝึกธุดงค์ให้

อันดับแรกก็ฝึกธุดงค์ในป่าช้า หาทางบิณฑบาตกับเทวดา หากินกับเทวดานี่ บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย มันยากจริง ๆ เอาบาตรไปแขวนกับต้นไม้ แล้วยืนหลับตาพักหนึ่งทำแบบนี้ มาประมาณ 15 วัน
ต่อมา เป็นวันที่ 16 หรือ 17 จำไม่ได้ หลับตาภาวนาอยู่เฉย ๆ พอจิตเป็นสุขความจริง วันแรก ๆ มันทำไม่ถูก ก็คิดว่า เมื่อไรเทวดาจะมา ๆ ภาวนาไป คิดถึงเทวดาไป จิตมันฟุ้งซ่าน วันนั้นตัดสินใจตามนี้ เทวดาจะมา หรือไม่มาก็ช่างเถิด ฉันก็มีข้าวกินจากพระอื่น เขาบิณฑบาตมาให้ ก็ทำใจสบาย จับอานาปานสติ แล้วก็เจริญพุทธานุสสติ เห็นภาพพระพุทธเจ้าเท่าที่เคยเห็น ที่ท่านเคยแสดงให้ปรากฏ สวยอร่ามมาก

โอ้โห..แท่นใหญ่เบ้อเร่อ ยิ้มแฉ่ง ริมฝีปากแดง ผมดำ สวยสดงดงาม ก็มีคนปฏิบัติอยู่คนหนึ่งชื่อ พุฒ ท่านเรียก มหาพุฒ ๆ เมื่อเห็นท่าน ก็ดูท่านเพลิน ชื่นใจ ประเดี๋ยวได้ยินเสียงฝาบาตรดังก๊ง แล้วมหาพุฒก็บอกว่า คุณ..ลืมตาได้แล้ว เทวดาใส่บาตรแล้ว วันนี้คุณทำถูก ทำอย่างนี้ต่อไปทุกวันนะ จะไม่พลาดจากการได้กินข้าวจากเทวดา แล้วภาพท่านก็หายไป
พอลืมตาขึ้นมา เปิดฝาบาตรดู มีข้าวในบาตร สีเหลือง ๆ น้อย ๆ และมีดอกไม้ที่ไม่เคยเห็นมาในกาลก่อนมีอยู่ 1 ดอก เอาข้าวมากินมันมีรสหวานน้อย ๆ มีอารมณ์ชุ่มชื่นตอนนี้ก็ได้ท่าแล้ว วันหลังต่อมาก็ใช้วิธีแบบนี้ หลับตาพับ ไม่สนใจแล้วกับใคร สนใจกับภาพพระพุทธเจ้าอย่างเดียวภาวนา พุทโธ หายใจเข้านึกว่า พุท หายใจออกนึกว่า โธ และนึกถึงภาพองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่าที่เคยเห็น ตอนแรกท่านมาให้เห็นตอนหลังเรานึกเห็นเอาเอง นึกเห็นเอาเองจิตก็เห็นภาพชัดเจน เหมือนกับที่ท่านมาให้เห็นพอได้ยินเสียงฝาบาตร ก๊ง ก็ยกมือไหว้พระพุทธเจ้าเสร็จ ลืมตาขึ้นมา มีข้าวตามเดิม ซ้อมอย่างนี้อยู่ในป่าช้า 15 วัน

ถ้าถามว่า ในยามปกติหลังจากนั้นกับพระอื่น ก็เล่นกับเขาธรรมดา เขาคุยสนุกเราก็คุยสนุก เขาแบบไหน เราก็แบบนั้น ก็ถือว่า แค่อะไรก็แค่กัน เวลาปกติก็เป็นเวลาปกติ
หลังจากนั้น เมื่อครบ 15 วันเสร็จ ท่านส่งไปที่ป่า โน่น… ป่าศรีประจันต์ อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี 3 องค์ไปซ้อมกันที่นั่น ท่านบอกว่า อีคราวนี้แหละแกถ้าแกไม่ได้กินข้าวเทวดาไม่ให้ แกก็ไม่ต้องกินอะไรทั้งหมด เพราะไม่มีวัดที่อาศัย ไม่มีบ้านที่อาศัย ก็ไม่ไกลบ้านนัก แต่มันอยู่ในป่า กว่าจะเดินออกไปถึงบ้านได้ก็ 2-3 ชั่วโมง ก็ยังไกลหนักเข้าไป ความหวังไม่มีที่พึ่งอื่น อารมณ์ใจก็ยิ่งเป็นสุข อารมณ์ก็เป็น เอกัคคตารมณ์ นั่นก็หมายความว่า ทุกวัน กินข้าวเทวดาได้ทุกวัน
และที่ดีไปกว่านั้นในป่าที่มีความสุขจริง ๆ ก็คือว่ากลางวันทั้ง ๆ ที่อยู่ไกลบ้านแสนไกลก็มีคนมาเป็นเพื่อนคุย แต่คนที่มาคุยนั่น ทุกคนตาแข็งหมด ไม่มีใครกระพริบตา พวกนี้ไม่กลัวผงเข้าตา เป็นผู้หญิงบ้าง ผู้ชายบ้าง ผู้หญิงแก่ ผู้ชายแก่ก็ดี เราถือว่า ท่านเป็นครูเวลานี้เราอายุ 20 ปีกว่า ๆ ท่าน 50-60 ปี ไม่ช้าเราก็ 50-60 ปี เหมือนท่าน พอเห็นท่านปั๊บ..เรามีความคิดอย่างนั้น

ท่านผู้นั้นก็ยิ้ม ถามว่า ท่านมีความรู้สึกอย่างนี้หรือ ก็ตอบว่า ใช่ถามว่า โยมทำไมถึงมีความรู้ว่าอาตมาคิดอย่างนี้ล่ะ โยมก็บอกว่า โยมเป็นคนแก่เดิมทีเดียวก็มีความรู้สึกอย่างนี้เหมือนกัน โยมรู้ใจคน บางวันก็หาคนแก่ไม่ได้ มีแต่คนสาววัยรุ่น กับสาวเต็มตัว อายุไม่เกิน 18 ปี ถ้าเต็มตัว วัยรุ่นก็ 13-14-15-16 นี่ มาเป็นฝูงนำอะไรต่ออะไรมาดะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่นำมาก็เป็นดอกไม้มาถวาย แล้วก็นั่งทำตาเล็กตาน้อย (ผู้หญิงคงรู้เรื่องกระมัง ตาเล็กตาน้อยนี่)

พอเห็นเธอทำแบบนั้นก็เลย บอกว่าหนูฉันน่ะ แก่แล้วนะ แล้วก็มีสาวคนหนึ่งบอกว่าเขาแก่กว่านี้ผู้หญิงเขายังเอาทำผัวกันเลย นี่ทำไม แก่เท่านี้จะเป็นผัวผู้หญิงไม่ได้รึ ก็ตอบว่าถ้าแก่ธรรมดา พอเป็นผัวผู้หญิงได้ แต่แก่เป็นพระนี่มันมีเมียไม่ได้เธอก็ถามว่า จะไม่สึกแน่รึก็ตอบว่า ถ้ายังไม่อยากสึก ก็ไม่สึก ถ้าอยากสึกเมื่อไร ก็จะสึก เธอถามว่า มีกำหนดไหม ก็บอกว่า กำหนดไม่มี
คุยไปคุยมาคุยมาคุยไป เผลอประเดี๋ยวเดียว หันหน้ามากินน้ำมารินน้ำจากกระติกพอหันไปอีกที แม่เจ้าประคุณเอ๋ย พ้นจากความเป็นคนสาว ฟันเฟินไม่มีแล้ว ตาโหล หนังเหี่ยวไปแล้ว บอก นี่ ที่ฉันไม่มีเมียเพราะกลัวแบบนี้ ก็ถามว่า กลัวอะไร ก็กลัวไอ้หนังเหี่ยวแบบนี้ เมื่อกี้มันสาวผ่องใส ยังน่ากอดน่ารัด นี่เวลานี้ แม้แต่มือจะแตะตาจะมองเห็น ยังไม่อยากจะมองเห็นเลย แกก็หัวเราะชอบใจ

แกก็เลยบอกว่า ท่าน..เริ่มชนะแล้วนะ ถาม ชนะอะไร บอกว่า ชนะความงาม ก็เลยบอกว่า ยัง เมื่อกี้ยังเห็นว่าเธอสวยอยู่ แต่ฉันก็คิดว่าที่ไม่ต้องการเธอเป็นเมียก็เพราะอะไรรู้ไหม เธอถามว่า เพราะอะไร เพระว่าเธอเป็นนางฟ้า เธอไม่ใช่คน ฉันไม่อยากจะเอาลมมาทำเมียฉัน เธอก็หัวเราะชอบใจ กลับมาสาวใหม่บอก รู้แล้วก็แล้วไป ดีแล้ว ฉลาดอย่างนี้ก็ดีแล้ว สักวันหนึ่งข้างหน้าคงเจอะกัน (นั่นแน่ แกมีลีลาหลายลีลา)

ต่อไปอีกวันหนึ่งเว้นไป 1 วัน พอวันที่ 3 หลังจากวันนั้นนะก็ปรากฏว่า มีเสียงสาวคุยแหมเสียงเพรียก เสียงเพราะโหยหวน (คำว่า โหยหวน ไม่ใช่เสียงผีนะ) เสียงนิ่มนวลเสียงน่าฟัง พอออกมาจากป่า แทนที่จะเป็นสาว กลายเป็นเสือโคร่งฝูงเบ้อเร่อ เดินย่างสามขุมเข้ามา ก็นึกในใจ มองไปหาเพื่อ ถาม เฮ้ย..มีความรู้สึกอย่างไรโว้ย..!

เพื่อนก็บอกว่า ไอ้เสือพวกนี้มันไม่กระพริบตานะ เลยบอกว่า ตามธรรมดา เสือมันเห็นคนมันไม่กระพริบตา เพื่อนก็บอกว่า ไม่ใช่หรอก สังเกตดูให้ดี เจ้าเสือพวกนี้ขนมันไม่พอง ถ้าเสือจริง ๆ ขนมันพอง และอีกประการหนึ่ง เสือมาเป็นฝูงอย่างนี้ไม่มี ตามประเพณีเสือไม่มี ต้องไปเดี่ยว อย่างเก่งเขาก็ไป 2 ตัว ผัวเมีย แต่เดินห่างกัน แต่นี่มันมาเป็นฝูง คงไม่ใช่เสือธรรมดา ก็เป็นเสืออย่างวานซืนนี้แหละ ผมคิดว่า พวกวานซืนนี้คงจะมา เพื่อว่าอย่างนั้น

ในเมื่อสรุปแล้ว ก็เป็นอันว่า เมื่อเสือฝูงนั้นเข้ามาใกล้ พวกเราก็นั่งเฉย ๆ กินข้าวกินน้ำตามธรรมดา ๆ เขาสูบบุหรี่ก็สูบไป อยากทำอะไรก็ทำ ทำท่าเหมือนกับไม่รู้ว่าเสือมา มีเสือตัวหนึ่งรำคาญ ถามว่า ไม่กลัวเสือหรือเจ้าคะ (เสือเสียท่า คำว่า เจ้าคะ นี่เป็นผู้หญิง) บอกว่า เอาแล้ว แม่เสือกระบาก เอ๊ย.. มาทำไม วานซืนนี้ก็มาเป็นรูปผู้หญิงสาวแล้วก็แก่ วันนี้มาเป็นเสือ ไอ้พวกแกเป็นเสือแบบนี้ ฉันจึงไม่มีเมีย
เพราะอะไรรู้ไหม ถ้ามีสภาพเป็นเสือแบบนี้ยังคอยยังชั่ว สำคัญหน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพรา เสียงเพราะ จริยานิ่มนวล แต่ถ้าเผลอเมื่อไรเธอก็คว้าเสือกระบากขว้างฉัน นี่ฉันก็แย่น่ะซิ แล้วพวกเธอก็ฮา…ครืน กลับร่างกายเป็นนางฟ้า ทีนี้เป็นนางฟ้าเต็มอัตรา ไม่ใช่คนแล้ว เปล่งปลั่ง สวยสดงดงามมาก ลีลาดีมาก เธอก็บอกว่า พวกฉันนี่ ที่ท่านบิณฑบาต พวกฉันนี่มาใส่บาตรทุกวัน เห็นว่าท่านมี พรหมวิหาร 4 ครบถ้วนบริบูรณ์ จำให้ดีนะ

เห็นว่าท่านมี พรหมวิหาร 4 ครบถ้วนบริบูรณ์ ประการหนึ่ง
ประการที่สอง มี พุทธานุสสติ
ประการที่สาม มี ธัมมานุสสติ
ประการที่สี่ มี สังฆานุสสติ
ประการที่ห้า มี สีลานุสสติ
ประการที่หก มี มรณัสสติ
ประการที่เจ็ด มี อุปสมานุสสติ คือ ถือพระนิพพานเป็นที่ไป จึงมาใส่บาตรให้

ก็เป็นอันว่า นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป พวกฉันจะไม่มารบกวน ก็เลยบอกว่าเอาอย่างนี้ดีกว่า ว่าง ๆ ก็มาคุยกันนะ อย่าปล่อยฉันเหงาเกินไปนะ ถ้ามาคุยทีหลังก็ไม่ต้องปลอมกันมาเป็นนางฟ้า ก็นางฟ้ากันไปเลย แล้วบอกว่า ทำบุญอะไรจึงเป็นนางฟ้าอย่างนี้ใครทำบุญอะไรใครอยู่ที่ไหน ชื่ออะไร พ่อแม่ (โคตรเหง้าเหล่ากอ ไม่ได้ถามเขานะ) ชื่ออะไรบอกกันมาแล้วทำบุญแบบไหน จะได้ไปเล่าให้ชาวบ้านฟัง เขาบอกว่า เออ..ถ้าอย่างนั้นก็ดีนะ ว่าง ๆ ฉันจะมาเล่าสู่กันฟังว่า ใครทำบุญอะไร จะเอาพวกฉันมาแต่ละคน ๆ
แล้วก็โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนที่อยู่บ้านใกล้เคียงกับวัดของท่านก็มีนะ นี่ 2 คนนี่อยู่บ้านใกล้ๆ ถามว่า ชื่ออะไร แกก็บอกชื่อ ถามว่า เป็นอะไรตายเป็นไข้ตาย เป็นคนใส่บาตรอยู่เสมอ อาศัยการใส่บาตรกับท่าน ฉันก็ไม่รู้ว่าเวลาใส่บาตรท่านภาวนา อิติปิโสฯ แต่ว่าเวลาก่อนจะตาย เห็นภาพพระพุทธเจ้าเด่นชัดมาก
แล้วท่านก็บอกว่า เธอใส่บาตรกับพระที่ภาวนา อิติปิโสฯ นี่ จะไปนรกไม่ได้ ต้องไปสวรรค์ แล้วฉันก็อยู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์
ถามว่า โยมชื่ออะไร ?
เธอก็ตอบว่า ฉันชื่อ "ภู" คนบางนมโคทั้งหมด รู้จักคนชื่อ "ภู" ทั้งหมดในสมัยนั้น..!
((( โปรดติดตามตอนต่อไป )))


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 09 มิ.ย. 2011, 17:00 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 มิ.ย. 2011, 18:31
โพสต์: 292


 ข้อมูลส่วนตัว


ข้อมูลทั้งหมดนำมาจากเวบนี้ครับ

http://www.luangporruesi.com/book/26.html

http://www.watthasung.com/wat/viewthread.php?tid=1113

ขออนุโมทนาทั้งสองเวบที่นำเสนอข้อมูลที่มีคุณค่านี้ด้วยครับ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 09 มิ.ย. 2011, 17:05 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 มิ.ย. 2011, 18:31
โพสต์: 292


 ข้อมูลส่วนตัว


ป่า อ.ศรีประจันต์ ตอนที่ ๑


ท่านพุทธบริษัททั้งหลาย สำหรับวันนี้ วันที่บันทึกเป็น วันที่ 7 พฤษภาคม 2533 ตรงกับ ขึ้น 14 ค่ำ เดือน 6 รุ่งขึ้น คือ วันพรุ่งนี้ จะเป็น วันวิสาขบูชา
ก็หวนคิดถึงความหลัง ในสมัยเมื่อบวชพรรษาที่ 1 ผ่านไป กำลังจะเข้าพรรษาที่ 2 โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ วันนี้ วันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 6 ใกล้จะวิสาขบูชา วันนี้ยังอยู่ที่ ป่าศรีประจันต์ อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี กำลังฝึกวิธีการธุดงค์แบบอุกฤษฏ์
การฝึกธุดงค์เวลานั้นก็แบกเอาตำราของนักธรรมโทไปด้วยทั้งหมด นักธรรมโทมีหนังสืออะไรบ้าง แบกไปด้วย ถ้าจะถามว่าเป็นนักปฏิบัติ ทำไมต้องแบกหนังสือไป ก็ต้องขอตอบว่า ปริยัติ กับปฏิบัติมันห่างกันไม่ได้ ถ้าใช้ปริยัติอย่างเดียวไม่ใช้ปฏิบัติควบคุมอย่างนี้จะพบกับความเป็นมิจฉาทิฏฐิเต็ม 100 เปอร์เซ็นต์

ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่าการอ่านหนังสือ แล้วใช้อารมณ์คิด อารมณ์คิดที่คิด ก็คิดด้วยอารมณ์หยาบ อารมณ์ที่เต็มไปด้วย นิวรณ์ 5 ประการ ขาดสติสัมปชัญญะ ขาดตัวปัญญา
ฉะนั้น ความเข้าใจของนักปริยัติโดยตรงไม่ค่อยจะตรงกับความเป็นจริงในพระพุทธศาสนา ฉะนั้นเมื่อจะปฏิบัติ ก็ต้องมีปริยัติด้วย เรียนนักธรรมตรีจบไปแล้ว ที่นั่นเขาไม่มีการสอบบาลีกัน ที่ วันบางนมโค แต่เรียนจริง ๆ เรียนทีวัดบ้านแพน เป็นวัดเจ้าคณะตำบล ก็แบกตำราวิชานักธรรมโทไปหมด ท่องแบบคล่องเพราะเงียบสงัดไม่มีใครกวน อ่านหนังสือเข้าใจ

เวลาอ่านหนังสือไม่เข้าใจตอนไหน ก็ขีดเส้นใต้ไว้ เวลาอ่าน อ่านช้า ๆ ตั้งใจอ่านคราวละ 4 ใบ อ่านไปจบ 4 ใบ เวลาอ่าน ตั้งใจจำทุกตัวอักษร ทุกถ้อยคำ แล้วก็วางหนังสือนิดหนึ่ง นึกทบทวนดู จำได้หรือยัง หรือสงสัยหรือยัง ถ้ายัง ก็ดูใหม่เป็นวาระที่ 2 ดูช้า ๆ ดูเที่ยวที่ 2 เที่ยวที่ 2 เริ่มสงสัย แล้วก็ดูเที่ยวที่ 3 แก้สงสัยไปในตัวเสร็จ

ถ้าข้อไหนแก้สงสัยไม่ได้ข้อนั้นขีดไว้ เอาไว้ถามบรรดาครูบาอาจารย์ที่ท่านจะมาสอนในเวลากลางคืน แล้วดีไม่ดีท่านก็มาสอนในเวลากลางวัน ถ้าถามว่า ครูบาอาจารย์มาจากไหน ต้องตอบว่า ไม่ทราบครูบาอาจารย์ที่มาสอน บางทีก็เป็นฆราวาส เป็นผู้ชายก็มี เป็นผู้หญิงก็มี เป็นคนแก่ก็มี เป็นคนหนุ่ม คนสาวก็มี เป็นพระก็มี ท่านจะมาตามความจำเป็น

ก็เป็นอันว่า ขณะวันนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเวลานั้น วันนี้ กำลังเงียบสงัด เวลาประมาณ 6 โมงเย็น (นี่ก็ 6 โมงเย็นครึ่ง เวลาที่บันทึกนี่) ก็นึกถึงความหลังขึ้นมาว่า วันนั้นเราอยู่ในป่าศรีประจันต์ ด้านทิศตะวันออก เรากำลังนั่งอ่านหนังสือ แล้วขีดเส้นใต้ตัวที่ไม่เข้าใจ ทั้งสององค์ก็ทำเช่นเดียวกัน เพราะเรียนมาด้วยกัน ทำด้วยกัน ปฏิบัติด้วยกัน เมื่อขีดเส้นใต้เสร็จ รู้สึกว่าการอ่านหนังสือมันเหนื่อย บางจุดก็คิดไม่ออก ก็เริ่มเจริญกรรมฐาน ทำกรรมฐานพอจิตสบาย พอมีอารมณ์เป็นสุข

กรรมฐานจริง ๆ ไม่ได้คิดหวังต้องการฌานสมาบัติ ต้องการอะไร ไม่มี มีความต้องการอย่างเดียวคือ จิตเป็นสุข ถ้าขณะใดจิตเป็นสุข ถือว่าเราถึงกรรมฐานกองนั้น ถ้าขณะทำไปจิตยังไม่เป็นสุข ถือว่าใช้ไม่ได้ มีอารมณ์ฟุ้งซ่าน แต่ว่าทำไป ๆ เมื่อจิตถึงที่สุดของอารมณ์ คำว่า ที่สุดของอารมณ์ ก็หมายถึงอารมณ์ที่จะพึงได้ จะถามว่า ฌานชั้นไหนน่ะไม่ได้ มันได้แค่ไหนก็ได้แค่นั้น อย่างนักเรียน ป.1 เขาเก่งที่สุดของ ป.1 นักเรียน ป.2 ก็เก่งที่สุดของ ป.2 เอาเก่งที่สุดก็แล้วกัน คืออารมณ์ถึงที่สุด
เมื่ออารมณ์ถึงที่สุดแล้ว ตำราเดิมก็เกิดมาคือ ตำราตุ่มน้ำ หวังว่าท่านพุทธบริษัทคงจำตำราตุ่มน้ำได้ เมื่อจิตถึงที่สุด ตำราตุ่มน้ำก็ปรากฏขึ้น นั่นคือ มันก็ไปตามจุดที่ต้องการของมัน มันไปของมันเองไม่มีการบังคับ ไม่ได้นึกว่าจะไปมันก็ไป ไปในสถานที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่จะไป ก็ไปสวรรค์กันบ้าง ไปพรหมกันบ้าง ไปนรกบ้าง ไปแดนเปรตบ้าง ไปแดนอสุรกายบ้าง ไปดินแดนมนุษย์บ้าง ตามเรื่องตามราว

ถ้าไปถึงในสถานที่นั้น ถ้าพบใครคนใดคนหนึ่งหรือหลาย ๆ คน ก็ถามชื่อเขาว่า ก่อนที่ท่านจะตายนี่ ท่านอยู่ที่ไหน ท่านชื่ออะไร นามสกุลว่าอย่างไรมีลูกเต้า มีสามี มีภรรยาชื่ออะไร ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ ทำอะไรไว้จึงตกนรก ทำอะไรไว้จึงขึ้นสวรรค์ทำอะไรไว้จึงเป็นเทวดา เป็นนางฟ้า เป็นพรหม อย่างนี้เป็นต้น
ท่านพุทธบริษัท อย่างนี้จะหาว่าอวดอุตตริมนุสสธรรม มันก็ยังไม่ได้นะ ทั้งนี้เพราะว่าในฐานะที่เราห่มผ้ากาสาวพัสตร์ ก็พยายามทำตามที่พระพุทธเจ้าท่านสอน พอไปในแดนต่าง ๆ เสร็จ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วันนี้ มีความรู้สึกว่า ชีวิตของเราล่อแหลม เนื่องจากความตายมาก เพราะอะไร เราอยู่ในป่าตามลำพังถึงแม้ว่าจะอยู่ 3 องค์ ก็เหมือนอยู่องค์เดียว ความกลัวก็คือ

ประการที่หนึ่ง กลัวเสือจะกิน แต่ยุงจะกิน ริ้นจะกัดไม่กลัว เพราะยุงไม่กิน ริ้นไม่กัด
ประการที่สอง อาจจะงูกัดตาย
ประการที่สาม อาจจะป่วยตาย
ประการที่สี่ ถ้าครองอารมณ์ไม่ดีเกิดขึ้น เทวดาไม่เลี้ยง นางฟ้าไม่เลี้ยง ก็อดข้าว ตาย แต่กำลังใจก็มีอยู่ว่า ถ้ามันจะตาย ก็ตายเถอะ เราจะตายด้วยกำลังของปีติในธรรมะ ของพระพุทธเจ้า
ขณะเมื่อตัดสินใจอย่างนี้เวลาที่ตัดสินใจเวลานั้น นั่งอยู่ที่ชั้นดาวดึงส์ อยู่ที่มุมหนึ่งของจุฬามณีเจดียสถาน เห็นพระกับเทวดาท่านมามาก ก็นึกในใจว่า ก่อนจะเกิด เรามาจากไหนแต่ความจริงถ้าใช้ จุตูปปาตญาณ ก็ทราบ แต่มันก็ไม่แน่ อาจจะเป็นอุปาทาน นึกในใจว่ามีพระองค์ไหนบ้างที่ท่านจะเมตตาบอกเราว่า ก่อนที่เราเกิดมาจากไหน

พอนึกเพียงเท่านี้ ก็มีพระองค์หนึ่งท่านเข้ามาใกล้ แต่พระองค์นี้ บรรดาท่านพุทธบริษัท เป็นพระที่ต้องเคารพอย่างสูงนั่นคือ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านบอกว่า สัพพเกสี ก่อนที่เธอจะไปเกิดเป็นคน เธอไปจากพรหมชั้นที่ 4 เวลานั้น หลายชาติมาแล้ว

เธอปรารถนาพุทธภูมิ เวลานี้เธอก็ตั้งใจปรารถนาพุทธภูมิ ตามที่หลวงพ่อปานสอน อันนี้ถูกต้อง แต่ว่าการเป็นพุทธภูมิของเธอไม่ตอลดรอดฝั่ง เพียงเข้าได้ถึง 99 เปอร์เซ็นต์ เธอก็ต้องลาพุทธภูมิ ก็ถามท่านว่า จะลาชาติไหน และชาติไหนจะได้ 99 เปอร์เซ็นต์ ท่านก็บอกว่า ชาตินี้แหละ มันเป็นชาติสุดท้าย
ถ้าเธอเอาจริง ๆ ก็จบกันชาตินี้ พุทธภูมิ แต่ความจริงนี่เธอก็ทำจริงมาทุกอย่าง เอาจริงทุกอย่าง ทำชนิดที่เรียกว่า คนอื่นเขาไม่ค่อยจะทำกัน ไม่ใช่ไม่มีคนทำอย่างนี้ พระที่ทำอย่างนี้ มี คนที่ทำอย่างนี้ มี แต่ว่ามีจำนวนน้อย เธอมาจากพรหมชั้นที่ 4 เวลาตายแล้วต้องกลับขึ้นไปสูงกว่านั้น ความรู้สึกในเวลานั้นก็คิดว่า คงจะเป็นพรหมชั้นที่ 5 ที่ 6 ที่ 7 ที่ 8 ที่ 9 ก็ว่ากัน ตามเรื่องตามราว

พอคิดอย่างนั้น ท่านก็บอกว่า ไม่ถูก ต้องไม่ใช่ดินแดนของพรหม แต่ว่าก่อนจะตายเธอต้องรับภาระพุทธภูมิก่อน เมื่อเธอลาจากพุทธภูมิแล้ว เธอต้องทำงานพุทธภูมิจนกว่าจะสิ้นลมปราณ ก็เลยถามท่านว่า การสิ้นลมปราณ เมื่อไรกันแน่ อายุเท่าไร ท่านก็เลยบอกว่าสุดแล้วแต่กฏของกรรม กรรมมันมี 3 อย่าง
1. กุศลกรรม กรรมที่เป็นบุญ คือ ความดี ความดีส่งผลให้อยู่อายุเท่าไรก็อยู่อายุเท่านั้น
2. กรรมที่เป็นอกุศล คือ ผลของความชั่ว มันจะมาลิดรอนเมื่อไร ก็ต้องอยู่ได้แค่นั้นตามคำสั่ง ถ้างานนั้นยังไม่เสร็จตามคำสั่งเพียงใด เธอก็ยังตายไม่ได้

ก็ถามว่า ใครจะเป็นคนสั่ง ท่านก็ตอบว่า วันนั้นจะรู้เอง ถามว่า วันนั้น เวลากี่ปีพระเจ้าข้า ท่านบอกว่า การนับปี นับเดือน นับวันนั้นไม่ถูก สุดแล้วแต่กำลังใจของเธอ ถ้ากำลังใจของเธอถึงวันนั้นเมื่อไร จะทราบเรื่องนี้ แต่ก็บอกว่า ขึ้นชื่อว่า ความตาย ยังไม่มีในป่า ในป่าของอำเภอศรีประจันต์
ตอนนั้นท่านก็นิ่ง อาตมาก็นิ่งเหมือนกัน นึกในใจว่าข้อความใดที่เราอ่านหนังสือแล้ววันนี้ ที่มีความไม่เข้าใจ เราขีดเส้นไว้ มีพระองค์ใดไหมที่จะสอนเรา หรือเทวดาองค์ไหน หรือพรหมองค์ไหน

พอนึกอย่างนี้ ท่านก็ยิ้ม ท่านบอกว่าฉันนี่แหละจะเป็นคนสอน ท่านก็แนะนำให้บอกว่า ถ้าหากว่าจะสอบตามวิธีกรรม ที่เขาสอบต้องตอบอย่างนี้ ต้องมีความเข้าใจอย่างนี้ แต่ว่าถ้าจะเอาจริงตามแบบปฏิบัติในพุทธศาสนาจริง ต้องมีความเข้าใจอย่างนี้ คือมันผิดกัน รู้สึกว่ามันผิดกันมาก แล้วท่านก็ อธิบายให้ฟังจนมีความเข้าใจทุกข้อ

หลังจากนั้นท่านก็บอกว่า ต่อจากนี้ไป เธอก็ไปที่เก่าของเธอก็แล้วกันนะ ฉันจะเข้า จุฬามณีเจดียสถาน เพราะพรหม เทวดา พระอริยเจ้าท่านคอยอยู่ ก็ถามท่านบอกว่าถ้าอย่างนั้น จะเข้าไปบ้างได้ไหม อยากจะเจอะพรหม เจอะเทวดามาก ๆ เจอะพระอริยเจ้า เพราะมีความเคารพในพระอริยเจ้ามาก ท่านบอกว่า เข้าได้ แล้วท่านก็เสด็จเข้าไป อาตมาเองก็เดินเข้าไป ก็พอดีอีก 2 องค์ก็มาพร้อมกัน เข้าไปพร้อมกัน เข้าไปก็เห็นว่า พระอริยเจ้า นั่งเป็นกลุ่ม ๆ ความจริง คำว่า พระอริยเจ้า บรรดาท่านพุทธบริษัท ที่ท่านตายไปแล้ว นั่นมันเรื่องหนึ่งต่างหาก สำหรับพระอริยเจ้าที่ยังไม่ตาย ที่มีความสำคัญที่ท่านเป็นพระก็มี ท่านเป็นอุบาสก อุบาสิกา คือ ผู้หญิง ผู้ชายที่ยังไม่ได้บวชก็มี เป็น พระอริยเจ้า ท่านนั่งตามลำดับของท่าน

ต่างคนต่างตั้งใจสดับ รับรสพุทธพจน์เทศนาจากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านพุทธบริษัทอ่านมาถึงตอนนี้แล้วจะรู้สึกว่า อาตมาบ้าหรือเปล่าก็ไม่ทราบก็ไหน ๆ มันก็บ้ามาหลายสิบปีแล้ว ก็บ้ามันต่อไป
หลังจากท่านเทศน์เสร็จ ท่านก็หายไป อาตมาก็หันไปมองพระอริยเจ้า ที่สนใจก็คือพระอริยเจ้าที่ยังไม่ตาย ที่ตายแล้วนมัสการท่าน ท่านก็ยิ้ม ท่านก็จับมือไม้ ท่านก็ชี้มือชี้ไม้แสดงว่ารู้จักกันมาก่อนก็เยอะแยะในชาติก่อน ๆ แต่พระอริยเจ้าที่ยังไม่ตาย นี่ก็หลาย พระอรหันต์ก็มี พระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามีก็มี ฆราวาสที่เป็นอนาคามี ทั้งผู้หญิง ผู้ชายก็มี พระโสดาบันก็มี สกิทาคามีก็มี

เมื่อเห็นฆราวาสท่านเป็นพระอริยเจ้า ก็รู้สึกอายท่าน ว่าท่านนุ่งกางเกง ท่านนุ่งผ้าโจงกระเบน ท่านเป็นพระอริยเจ้าได้ แต่เรายังไม่ใช่พระอริยเจ้าเราเลวกว่าท่านมาก ที่รู้จักท่านก็มีเยอะ และพระอริยเจ้าผู้ชาย ผู้หญิงนะ แหม..ญาติโยมบางคนก็แต่งตัวรุ่งริ่ง ๆ ผ้าเก่าแล้วเก่าอีก คนแต่งตัวดี ๆ ไม่ค่อยมี มีแต่คนจน ๆ แสนจน จนน้อยบ้าง จนมากบ้าง จนจริง ๆ ดูเครื่องแต่งตัว

แต่ถ้าดูความเป็นทิพย์ของท่าน มีความผ่องใสมาก ขอดูภาพเดิมท่านนะ ที่รู้เครื่องแต่งตัวและที่รู้จักกันก็มีที่ไม่รู้จักกันก็มี ที่รู้จักกันก็มีหลายคน ที่รู้จักกันก็รู้สึกว่า บรรดาประชาชนบางคน ดูถูกดูหมิ่นท่านว่า เป็นคนโง่เง่าเต่าตุ่น

ก็รวมความว่า วันนี้เป็นวันสำคัญวันหนึ่งในอดีต คือ ก่อนเข้าพรรษาที่ 2 มานั่งคิดนอนคิดถึงความหลังว่า เราอยู่ในป่าศรีประจันต์ หลังจากนั้นก็กลับก็คิดว่า อยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เพียงแค่พักเดียว พอกลับลงมาปรากฏว่า ได้อรุณพอดี ก็จึงหยิบบาตรขึ้นสะพายตั้งใจว่า จะอาศัยต้นไม้ต้นไหนเป็นที่บิณฑบาต เคยแขวนต้นไม้ พอสะพายบาตรเสร็จ พอหันหน้ามา จะเดินทางจากกลด ก็ปรากฏว่ามีเทวดา กับนางฟ้า เป็นอากาสเทวดาก็มี รุกขเทวดาก็มี ภุมเทวดาก็มี ท่านยืนเป็นแถวอยู่

ท่านบอกว่า วันนี้ไม่ต้องเดินไกลเจ้าค่ะ เพราะว่าเมื่อคืนไม่ได้หลับตลอดคืน ไม่ต้องเดินไกล ฉันมาคอยแล้ว ท่านก็ใส่บาตร พอใส่บาตรแล้วท่านก็ยกมือ สาธุ ท่านบอกว่า ที่ท่านคิดว่า ท่านไม่ได้เป็นพระอริยเจ้า แต่ก็จงอย่าลืมว่าท่านเป็นพระโพธิสัตว์ ก็เลยบอกว่า พระโพธิสัตว์มีบารมีไม่เท่าพระอริยเจ้าท่าน ท่านมีความบริสุทธิ์แล้ว อย่างพระโสดาบัน ท่านก็ตัดสังโยชน์ 3 ได้ พระสกิทาคามี ก็เช่นเดียวกันพระอนาคามี ท่านตัดสังโยชน์ 5 ได้

แต่ว่าพระโพธิสัตว์ ตัดอะไรยังไม่ได้ แม้แต่นิวรณ์ ยังมีเต็มตัว แต่เทวดา กับนางฟ้าท่านก็บอกว่า ก็ไม่ใช่ของแปลก ในเมื่อทำบุญ ได้บุญก็แล้วกัน เมื่อท่านพูดเท่านั้นแล้ว ท่านก็นั่งลงยกมือไหว้ แล้วก็หายไป พวกนี้ไม่ต้องเดิน หายไปเฉย ๆ

เป็นอันว่า วันนั้นข้าวเยอะ แต่กับข้าวไม่มี มีแต่ข้าวสีเหลืองเฉย ๆ อีก 2 องค์ก็ยิ้ม บอกวันนี้เราสบายนะ เราเที่ยวกันแบบนี้ เรามีความสดชื่น และได้รับความรุ้ คิดว่า ปีนี้เราต้องสอบนักธรรมโทได้แน่ เพราะว่าเราได้ครูใหญ่สอนวิชาถึง 2 ประเภท ทั้งด้านปริยัติ และด้านปฏิบัติ ให้มีความเข้าใจในตำราทั้ง 2 อย่าง ถ้าเขาสอบด้านปริยัติ ให้ตอบอย่างนี้ถ้าจะปฏิบัติ ให้มีความเข้าใจอย่างนี้

นี่แหละท่านพุทธบริษัท เรื่องปริยัติ กับปฏิบัติ มันขัดกันตรงนี้แหละ เพราะว่าความเข้าใจไม่เสมอกัน แต่ปฏิบัติก็เหมือนกัน ปฏิบัติ ถ้าได้ถึงไหน มีความเข้าใจถึงนั่น อย่างคนที่เป็นพระโสดาบันจะเข้าใจเรื่องราวของสกิทาคามีนั้นไม่ได้ ความเข้าใจยังผิดมากเกือบเต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ ที่ท่านได้พระสกิทาคามี จะเข้าใจเรื่องของอนาคามี ก็ยังไม่ถึงยังไม่ถูกอีก ท่านที่ได้อนาคามี จะเข้าใจเรื่องอรหันต์ก็ไม่ได้ อรหันต์ธรรมดา จะไปเข้าใจเรื่องอัครสาวกเบื้องซ้าย เบื้องขวา นี่ก็ไม่ได้ ต้องถึงขั้นจริง ๆ จึงจะตอบถูก เข้าใจถูก รู้ถูก

ป็นอันว่า เมื่อฉันข้าวเสร็จก็ปรึกษากันว่า เราทั้งสามคนจะนอนหรือไม่นอนอีก 2 องค์ก็ตอบว่าเราต้องนอน ร่างกายต้องเป็นร่างกาย เมื่อคืนนี้ร่างกายมันนั่ง มันนั่งทั้งข้างล่างและก็นั่งทั้งข้างบน ไม่มีเวลาพักผ่อนให้คลายตัวมันบ้าง แต่การนอนของเรา ก็ต้องนอนอย่างพระ ตามที่หลวงพ่อปานท่านสอน อย่างไร ๆ อย่าทิ้งคำสอนของหลวงพ่อปาน เพราะ คำสอนของหลวงพ่อปานนี้ กับพระที่ท่านสอนข้างบนนั้น ช่างเหมือนกันจริง ๆ ไม่มีอะไรแตกต่างกัน ต่างคนต่างก็เข้ากลดนอน

เวลานอนทำอย่างไร บรรดาท่านพุทธบริษัท ก็นอนธรรมดา ๆ ไม่ใช่วิเศษวิโสอะไรจงอย่าคิดว่า อาตมานี่เป็นผู้วิเศษวิโส ยังก่อน ต้องถามกันก่อนว่า นิวรณ์ทั้ง 5 ประการน่ะ ตัวไหนตัดขาดบ้าง (คำว่า นิวรณ์ แปลว่า กิเลส หยาบ ที่ทำปัญญาให้ถอยหลัง คือเป็นคนไร้ปัญญา) ก็ต้องขอตอบว่า นิวรณ์ทั้ง 5 ประการ ครบถ้วนบริบูรณ์ ดี หรือเลว ความเลว ยังมีอยู่ทั้ง 5 อย่าง ความรักในระหว่างเพศก็มี อารมณ์ไม่พอใจก็มี ความง่วงเหงาหาวนอนก็มี ความฟุ้งซ่านคิดนอกลู่นอกทางก็มี อาการสงสัยก็มี ความเลวทั้ง 5 อย่างนี้ ยังมีครบ

ฉะนั้น ท่านพุทธบริษัทจงอย่าคิดว่าอาตมาเป็นคนดี ยังเป็นคนเลวเต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าเป็นประเภทที่ เลว ค่อยๆ แคะความเลวออก แต่มันก็ไม่ออก นิวรณ์มันเหนียวเหลือเกิน ทีนี้ถ้าจะถามว่าในขณะที่อยู่ในป่า ถ้านิวรณ์กวนใจ จะทำอย่างไร ก็ต้องขอตอบสั้น ๆ ว่า ในบาลีท่านบอกว่าเหมือนกับไม้สดที่แช่น้ำ ยางมันก็สด น้ำมันก็เปียก มันก็ชุ่มทั้งยาง ยางก็ชุ่ม น้ำก็เปียก ถ้าไม้สดยกขึ้นมาจากน้ำ วางไว้บนตลิ่ง วางไว้บนคาน น้ำมันจะแห้งจากไม้สด แต่ยางยังมีอยู่ฉันใด พระที่กำลังธุดงค์อยู่ในป่า ก็เหมือนไม้สด ที่ยกขึ้นมาจากน้ำ วางไว้บนคานฉันนั้น

ในเมื่อนิวรณ์มันจะเข้ามากวนใจก็ต้องทราบทันทีว่า เวลานี้เรากำลังหนีความชั่วกำลังแสวงหาความดี ถ้านิวรณ์ตัวนี้เข้ามาสิงใจเรา พรุ่งนี้เราจะอดข้าว เสืออาจจะกัดตายก็ได้ งูอาจจะกัดตายก็ได้ จะเป็นโรคตายก็ได้ และพรุ่งนี้เทวดานางฟ้า อาจจะไม่ให้ข้าวกินก็ได้ เราจะยอมแพ้นิวรณ์ไม่ได้ เราจะไม่ชนะนิวรณ์ แต่ว่าเราจะยันนิวรณ์ไว้

ถ้าอารมณ์นิวรณ์เกิดขึ้นปั๊บ ก็มีความรู้สึกตัว ก็ตัดทันที นิวรณ์ตัวต้นตัดด้วย กายคตานุสสติ กับ อสุภกรรมฐาน นิวรณ์ตัวที่ 2 ตัดด้วยพรหมวิหาร 4 หรือกสิณ 4 ไม่ยาก เพราะคล่องไปแล้ว ถ้านิวรณ์ตัวที่ 5 เกิดขึ้นก็ไม่ยาก ขยับใจปั๊บเปิดเลย ไปสวรรค์โน่น สวรรค์คนมาก รื่นเริงมาก หายง่วงไปเอง พอนิวรณ์ตัวที่ 4 เกิดขึ้น ความฟุ้งซ่านรำคาญ อันนี้ไม่หนัก

จับภาพพระพุทธเจ้าเท่าที่เคยเห็น เห็นแย้มพระโอษฐ์ปั๊บ หายฟุ้งซ่านทันที ถ้าอารมณ์สงสัยเกิดขึ้นมาเมื่อไร จับพระพุทธเจ้าทันที มองดูพระพุทธเจ้าเห็นลุงพุฒชื่นใจหมดสงสัย แค่นี้พอ นี่เป็นวิธีตัด คือ ถือว่าเป็นการฝึกขั้นต้นในการที่จะเข้าธุดงค์ในป่าแต่ก็เป็นขั้นอุกฤษฏ์
เวลานี้ยังอยู่ที่ป่าศรีประจันต์ อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นวันแรม 14 ค่ำ เดือน 6 วันรุ่งขึ้นพรุ่งนี้จะเป็น วันวิสาขบูชา เราก็จะทำพิธีวิสาขบูชาในป่า เราจะทำกันอย่างไร
((( โปรดติดตามตอนต่อไป )))


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 09 มิ.ย. 2011, 17:20 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 มิ.ย. 2011, 18:31
โพสต์: 292


 ข้อมูลส่วนตัว


ป่า อ.ศรีประจันต์ ตอนที่ ๒


ท่านพุทธบริษัททั้งหลาย ตอนนี้ก็ยังเป็น วันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 6 เพราะว่า บันทึกติดต่อกัน สำหรับตอนนี้ก็มาพูดถึง วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ของป่าศรีประจันต์ พอวันรุ่งขึ้นเป็นวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ก็มานั่งปรึกษากัน 3 องค์ว่า วันนี้เป็น วันวิสาขบูชา เราจะบูชาพระพุทธเจ้า กันที่ไหน เพื่อนทั้ง 2 องค์ก็บอกว่า การบูชาที่ไหนก็ถึงพระพุทธเจ้า ถ้าหากว่าเรานึกเห็นท่านเมื่อไร ก็ถึงเมื่อนั้น
การเห็นบรรดาท่านพุทธบริษัทบางท่านก็บอกว่า อาจจะเป็นพุทธนิมิตบ้าง อาจเป็นองค์จริงบ้าง ทั้งนี้ไม่ขอวิจารณ์ ก็ถือว่า ถ้าเห็นภาพพระพุทธเจ้าได้ เป็นใช้ได้ จะเป็นภาพเป็นพุทธนิมิตก็ตาม ภาพเขียนก็ตาม ภาพปั้นก็ตามเราถือว่า นั่นคือ พระพุทธเจ้าเพราะจิตเราไม่ติดที่รูป จิตเราติดที่พระพุทธเจ้า คือ ธรรมะของพระองค์

ขณะที่นั่งคุยกันว่า เราจะทำอย่างไรดี เป็นวันวิสาขบูชา เราจะเวียนเทียน เราก็ไม่มีเจดีย์ เราจะบูชาพระพุทธรูป เราก็ไม่มี เราก็บูชานึกถึงพระ จะนั่งกันเฉย ๆ ก็ดูท่ากระไรอยู่คิดว่าเอาอย่างนี้ดีไหม เราใช้วิชาตุ่มน้ำ ดีไหม ตุ่มน้ำในห้องของอาตมา สององค์ก็บอกว่าแกก็ใช้วิชาตุ่มน้ำก็แล้วกัน ข้าไม่ต้องหรอก ข้าไม่ต้องเข้าตุ่มน้ำ ถามว่า เราจะไปไหนกันดี เขาก็เลยบอกว่าทางที่ดีก็คือ พระจุฬามณี

เวลานั้นบรรดาท่านพุทธบริษัท ทั้ง 2 องค์เขามีความสนใจเรื่อง นิพพานเพราะว่าทั้ง 2 องค์นั่นเขาปรารถนา สาวกภูมิ แต่อาตมาปรารถนา พุทธภูมิ เรื่องนิพพานยังไม่เข้าใจ ขอพูดด้วยความจริงใจว่า ไม่เข้าใจเรื่องนิพพานจริง ๆ และการไปไหนได้ ก็ไปแค่ยันพรหมไม่ถึงนิพพาน (นี่เรื่องจริงมันเป็นอย่างนี้)
ก็เป็นอันว่า ตัดสินใจกันว่า ถ้าอย่างนั้นเราไปพระจุฬามณี สององค์ก็บอกว่าถ้าเราไปที่พระจุฬามณี แล้วเราจะเลยไปไหน ก็คุยกันบอกว่า เราก็ไปแค่จุฬามณีก็พอ เพราะว่าที่พระจุฬามณีนั่นใช้เวลา 1 วันของท่าน เท่ากับ 100 ปีของเรา เราไปชั่วเวลาประเดี๋ยวเดียวมันก็ 24 ชั่วโมง แล้วไปที่นั่นก็มีแต่ความสดชื่น มีแต่ความเอิบอิ่ม มีแต่ความปลาบปลื้มใจอารมณ์ มีอารมณ์เป็นสุข ร่างกายเป็นอย่างไร ก็ช่างหัวมันเป็นไร เรื่องร่างกาย เราไม่เกี่ยว ถ้าเราอยู่กับมัน เราเกี่ยว เราไปจากมันเราไม่เกี่ยว ก็ตกลงกันบอกว่า ถ้าอย่างนั้นประเดี๋ยวประมาณสัก 3 โมงเช้า เราไปกัน

ขณะที่นั่งคุยกันอยู่นั่นเอง บรรดาท่านทั้งหลาย ก็ปรากฏว่ามีเสือลาดพาดกลอน 2 เสือ อาตมาจะไม่เรียกว่า 2 ตัว ทั้งนี้ก็เพราะว่า จะเป็นการปรามาสครูบาอาจารย์ สองเสือย่างสามขุมเข้ามา ท่าทางดุดัน องอาจมาก ทำท่าคล้ายกับว่าจะกิน พวกเราทั้ง 3 คนเห็นเข้าก็นึกในใจว่า เสือมาแล้ว ทุกวันเราเห็นแต่เพียง เสือปลาบ้าง เสือดาวบ้าง แต่วันนี้เจอะลายพาดกลอน แล้วก็ยาวมาก ใหญ่มาก

ถ้าแกจะกินเราก็รู้สึกว่า 3 คนอิ่มพอดี ๆ ทุกคน ตั้งใจเลิกพูด ตอนนี้เลิกพูดแล้ว เพราะอะไรรู้ไหม เพราะว่าทุกคนยังกลัวตายอยู่ไม่ใช่ไม่กลัวตาย ก็นึกในใจว่า เวลานี้เสือมา ถ้าเสือทำร้ายเรา เราก็ต้องตาย แต่ความตายของเรามีความหาย นั่นคือถ้าเราตายเวลานี้ เราจะไปอยู่พรหม (นี่อาตมา คิดอย่างนี้นะ อีก 2 องค์เขาคิดอย่างไรก็ไม่ทราบ) อีก 2 องค์ดูเหมือนว่า จะตั้งใจไปนิพพานเลย

แต่ว่าอาตมาเอง ไม่เข้าใจเรื่องนิพพาน ก็คิดว่า ถ้าตายเวลานี้เราอยู่พรหม ทำไมจึงจะไปพรหม ถ้าหากว่า เราจะไปชั้นดุสิตไม่ดีหรือ ในเมื่อเราปรารถนาพุทธภูมิ ก็มีความรู้สึกว่า ชั้นดุสิตนี่มีนางฟ้ามาก พระโพธิสัตว์องค์หนึ่งมีนางฟ้าเป็นบริวาร เป็นหมื่น ๆ แล้วก็สวยเสียด้วย เรื่องภารกิจ ความห่วงใยกังวลก็ยังมีอยู่ ถ้าไปอยู่พรหมเราอยู่คนเดียว พรหมองค์หนึ่ง วิมานหลังหนึ่งมีพรหมองค์เดียว ไม่มีบริวารสำหรับบริวารก็มีวิมานคนละหลัง ไม่อยู่ร่วมกัน เราชอบ อารมณ์เป็นสุข

เมื่อตัดสินใจแล้ว ก็เริ่มจับอานาปานสติ แล้วเสือก็ย่าง 3 ขุมเข้ามา หลับตานึกถึงภาพพระพุทธเจ้าเท่าที่เคยเห็น เห็นชัดเจนแจ่มใสมาก เห็นตามเดิม ท่านอยู่กับ ลุงพุฒ คือ มหาพุฒ เห็นท่านทรงแย้มพระโอษฐ์ ก็ชื่นใจ คิดว่าเอาละช่างมัน คราวนี้กายเนื้อมันจะตาย แต่กายที่ไม่ใช่กายเนื้อ เราจะไปพรหม
แล้วเสียงลุงพุฒก็ถามมาบอกว่า ไปแค่พรหมน่ะพอใจแล้วหรือ ก็ เรียนท่านบอกว่า ในเมื่อมาจากพรหม ก็ขอไปพรหม ท่านก็บอกว่า ไปชั้นดุสิตไม่ดีหรือ เป็นที่อยู่ของพระโพธิสัตว์ ก็บอกว่าผู้หญิงมาก และผู้หญิงที่นั่นก็สวยมาก ก็เกรงว่า กำลังใจจะยุ่งกับผู้หญิงมากเกินไป เดี๋ยวกังวลจะมีมาก ก็ขอไปอยู่พรหม ไปอยู่คนเดียว ท่านก็บอก ตามใจ

นั่งทำสมาธิไป จิตใจจับที่ภาพพระพุทธเจ้าอย่างเดียวไม่ไปไหน ก็คิดว่าร่างกายมันจะเป็นอาหารของเสือเวลานี้ ก็ช่างหัวมัน ไม่สนใจแล้ว แล้วก็ประกอบกับความรู้สึกว่าคิดว่าดี ถ้าตายเวลานี้ ดี เราอยู่กับพระพุทธเจ้า อย่างไร ๆ เราก็ไม่ลงนรกจิตใจชุ่มชื่นต่างคนต่างทำสมาธิกัน

อีก 2 องค์ เขานึกอย่างไร อาตมาไม่ทราบ สักพักใหญ่ ๆ เสือก็ไม่กิน พอลืมตาขึ้นมาดูเสือนั่งข้างหน้าเฉย ๆ นั่งมองคนนั้น นั่งมองคนนี้ ในเมื่อลืมตาขึ้นมาแล้ว ก็ถามเสือว่า ทำไมแกจึงไม่กินฉันล่ะ เสือขยับหนวด ขยับปาก แต่ไม่ใช่แยกเขี้ยว ไม่ใช่ขยับเขี้ยว เสือขยับหนวด ขยับปาก ก็บอกว่า เสือ 2 ตัวนี่ไม่กินโว้ย เสือ 2 ตัวนี่ อยากจะรู้ว่า ลูกศิษย์ที่ปล่อยเข้ามาอยู่ป่าศรีประจันต์นี่ มันจะมีกำลังใจขนาดไหน มันจะมีความกล้าหรือมีความกลัว การตัดสินใจผิด หรือตัดสินใจถูก

เสียงเสือตัวที่พูดตัวแรก เสียงเหมือนหลวงพ่อปานชัด (เสือพูดภาษาคน) และเสือที่สองก็พูดเบา ๆ เหมือนเสียงหลวงพ่อจง ท่านบอกว่า การตัดสินใจแบบนี้ถูกต้องทุกองค์ สององค์นั่นตัดสินใจเพื่อนิพพานตรง เพราะเป็นพุทธสาวก ปรารถนาสาวกภูมิถูกต้อง ต้องทำอย่างนี้และองค์นี้ปรารถนาพรหม ก็ดี เพราะปรารถนาพุทธภูมิตั้งใจไปพรหม

รวมความว่าทุกองค์ตัดสินใจถูก ความกลัวย่อมมีแก่คนทุกคน บุคคลใดถ้ายังไม่เป็นอรหันต์ก็ตาม ยังไม่ใช่พระพุทธเจ้า ยังไม่ใช่ม้าอาชาไนย หรือไม่ใช่พระเจ้าจักรพรรดิต้องกลัว แต่การกลัวของพวกคุณทั้งหมด ถูกต้อง เป็นการกลัวที่ถูก คือ กลัวเสือจะกิน แต่ก็ไม่กลัวในการที่จะไปเป็นพรหม ไปนิพพาน
หลังจากนั้น เสือทั้ง 2 เสือ ค่อย ๆ คลายตัว เป็น หลวงพ่อปาน กับหลวงพ่อจง ในเมื่อกลายเป็นหลวงพ่อทั้งสอง ก็ลุกขึ้นกราบท่านด้วยความเคารพอิ่มใจ ชื่นใจ น้ำตาไหล ท่านถามว่า ดีใจรึ บอก ดีใจขอรับ ถามว่า หลวงพ่อเป็นเสือได้อย่างไร ท่านบอกว่า มันเรื่องของฉัน ฉันจะเป็นเสือฉันจะเป็นแมว ฉันจะเป็นอะไร มันเรื่องของฉัน ไม่ต้องถาม

พวกเธอทำตามคำสั่งให้ดีที่สุด แล้วการกระทำของพวกเธอทั้งหมด นี่มันไม่พ้นสายตาของฉัน ก็ถามว่าหลวงพ่อส่งตาทิพย์มาดูหรือ ท่านก็เลยบอกว่า งานของฉันมาก ไม่มีเวลาจะดูพวกเธอ แต่ว่าเทวดาเขารายงาน เทวดารายงานทุกอิริยาบถที่เธอทำ เธอจะนั่งท่าไหน จะนอนท่าไหนเขาบอกหมด

ก็รวมความว่า ไม่พ้นสายตาของท่าน เพราะเทวดาบอก ท่านก็เลยบอกว่า วันนี้เป็นวันวิสาขบูชา ทุกองค์ก็ตั้งใจไปพระจุฬามณีเจดียสถานก็แล้วกัน ไปตั้งใจอธิษฐานว่าจะอยู่ที่นี้จนกว่าจะได้อรุณ จึงจะลง ถ้าตัดสินใจอย่างนั้น พอได้อรุณปั๊บมันจะเคลื่อนลงทันที เมื่อท่านสอนแบบนั้นแล้ว ท่านก็หายไป เราก็กราบตามหลังท่านไม่รู้ว่าท่านไปอย่างไร ร่องรอยก็ไม่มีเงาก็ไม่มี ไม่รู้ว่าหายไปไหน

เมื่อหลวงพ่อทั้งสองหายไป พวกเราก็ดีใจ คิดว่า โอ้โฮ..เสือใหญ่นี่จำไว้เลยว่า เสือใหญ่เสือลายพาดกลอนแบบนี้ แล้วก็เข้ามาขนไม่พอง แสดงว่าเสือไม่จริง เป็นเสือปลอม เป็นอันว่าท่านสอนแนะนำให้ไปพระจุฬามณีเจดียสถาน เราก็ไปกัน ก็ตัดสินใจว่า เราไปกันเดี๋ยวนี้ไม่ต้องตั้งท่า
คำว่าเดี๋ยวนี้ปั๊บ ก็ปรากฎว่า ถึงพระจุฬามณีเจดียสถาน เป็นการอวดอุตริมนุสสธรรมไหม ท่านพุทธบริษัท เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน อธิศีลสิกขา อธิจิตสิขา อธิปัญญาสิกขา ทำเสียให้ครบถ้วนละก็ จะไม่มีอะไรสงสัย ไม่มีอะไรตำหนิ และก็ไม่มีอะไรจะชม จะเป็นอุเปกขาญาณได้

ก็รวมความว่า เมื่อถึงพระจุฬามณีเจดียสถาน สิ่งที่พบก็คือ อาจจะเป็น พระพุทธเจ้าเนรมิตก็ได้ หรือพระพุทธเจ้าองค์จริงก็ได้ใครก็ไม่รู้ แต่ที่เห็นก็เห็นว่าเป็นพระพุทธเจ้าองค์จริงสวยงามอร่ามมาก มีแพพรรณรังสี รัศมี 6 ประการ ทรงแสดงพระธรรมเทศนา ไพเราะมากจับใจ ชื่นใจ การแสดงพระธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้า ลีลาไม่มาก สำนวนไม่มาก ท่านเทศน์ชัด ๆ เทศนาตรง ๆ เทศน์ให้เข้าใจเรื่องขันธ์ 5 ขันธ์ ของใครก็ตาม ไม่มีการทรงตัวโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่ชอบใจจริง ๆ อยู่คำหนึ่งชอบมาก เทศน์ทั้งกัณฑ์ ชอบมากอยู่คำหนึ่งว่า

เวลานี้ท่านทั้งหลาย ท่านที่ตายจากความเป็นคนมาเป็นเทวดาก็ดี เป็นนางฟ้าก็ดี เป็นพรหมก็ดี ร่างกายของทุกท่านไม่มีทุกข์ มีแต่ความสุข แม้ว่าท่านทั้งหลายที่ยังไม่ตายจากความเป็นคน แต่เวลานี้ชำระร่างกายอันประกอบไปด้วยขันธ์ 5 ใช้อทิสมานกายขึ้นมานั่งอยู่ที่นี่ ร่างกายอันนี้ของท่านก็ไม่มีทุกข์อย่างขันธ์ 5 ธรรมดา เป็นร่างกายที่มีความสุข ฉะนั้นขอทุกคนจงอย่าประมาทในชีวิต จงอย่าคิดว่าเราจะอยู่กับโลกตลอดกาล ตลอดสมัย แต่จงตัดสินใจตายก่อนอายุขัย หรือตามกาลเวลา ถ้าเวลายังมีอยู่เพียงใด ตัดสินใจทำลายกิเลสให้พ้นไป

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สักกายทิฎฐิ ให้มีความรู้สึกว่า ร่างกายนี้มันไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มีในเรา ทำอารมณ์ใจวางเฉยในร่างกาย มันจะแก่ก็ถือว่าเป็นหน้าที่ของมัน มันจะป่วยก็เป็นหน้าที่ของมัน เพราะกฎของกรรม มันจะตายก็เป็นหน้าที่ของมัน ถ้าร่างกายมันตายเมื่อไร ที่ไปของเรา คือ นิพพาน ถ้ากำลังใจยังไม่ถึง นิพพาน เราก็มาค้างสวรรค์ หรือค้างพรหมโลก เท่านี้เราก็มีความสุข
ท่านเทศน์เยอะ นั่งฟังกันตั้งแต่เวลา 4 โมงเช้า ถึงเวลา 6 นาฬิกา ก็รู้สึกว่าไม่นานหลังจากนั้น ร่างกายก็กลับลงมา เป็นวันแรมค่ำหนึ่ง เดือน 6 พอกลับลงมาแล้ว ทีนี้ไม่ทันจะถือบาตร ปรากฎว่า เทวดา นางฟ้า ซึ่งเป็นกุมเทวดาบ้าง รุกขเทวดาบ้าง อากาสเทวดาบ้าง นางฟ้าบ้าง ท่านนั่งกันเป็นแถวอยู่แล้ว พร้อมในการใส่บาตร แต่ว่าการใส่บาตรของท่านมันแปลก จะกี่องค์ก็ตาม ปริมาณอาหารเท่าเดิม

ถ้าท่านมาองค์เดียว การใส่บาตรก็มีปริมาณอาหารเท่านั้น มาหลายองค์ ต่างคนต่างใส่ ปริมาณอาหารเท่าเดิม คือ อิ่มพอดี กินอิ่มแล้วมีความชุ่มชื่น แม้แต่น้ำก็ไม่ค่อยอยาก ความกระหายไม่มี ชุ่มชื่นมาก อารมณ์มีความสุขในเมื่ออารมณ์มีความสุข มันก็มีความสบายทั้งวันทั้งคืน แต่ว่าท่านทั้งหลาย การเกิดขึ้นมาแล้ว ความแก่ ความเจ็บ ความตาย มีเป็นของธรรมดา ท่านใส่บาตรแล้ว ต่างคนต่างก็ไป

เป็นอันว่าการไม่ได้นอนทั้ง 2 คืนติดต่อกัน อาการทางร่างประสาทมันก็เครียดถึงเวลาประมาณ 4 โมงเช้า ตอนนั้นอาตมาปวดศีรษะมาก มันปวดมากผิดปกติ ปวดจัดถึงกับต้องนอน นั่งไม่ได้ นึกในใจว่า ทุกขเวทนาจงมีกับร่างกายอย่างเดียว จงอย่ามีกับใจของเรา แต่ใจมันเกาะร่างกาย มันก็ต้องมี แต่เราไม่สนใจมัน มันเจ็บ ก็เชิญเจ็บ มันปวด ก็ทนปวด มันจะเจ็บ จะปวดไปไม่นานนัก ไม่ช้าร่างกายนี้ก็พัง ในเมื่อร่างกายนี้มันพัง มันก็ไม่มีใครเขาต้องการ ร่างกายที่พังแล้ว ท่อนไม้ที่ไร้ประโยชน์ยังดีกว่าร่างกายที่เน่า ไม่ช้าเรากับร่างกายจะแยกกัน จุดที่เราจะไปนั้นคือ พรหม

พอคิดเพียงเท่านี้ก็เห็นองค์สมเด็จพระชินสีห์ คือ พระพุทธเจ้า ชัดเจนแจ่มใสมาก กับลุงพุฒ ท่านมาหน้าตักประมาณ 8 ศอกเศษ ๆ สวยสดงดงาม มีฉัพพรรณรังสี รัศมี 6 ประการ ทรงแย้มพระโอษฐ์ สักประเดี๋ยวท่านก็หายไป แต่ใจยังนึกถึงภาพอยู่ ใจยังจับภาพอยู่

พอสักครู่เดียวก็ได้ยินเสียงผู้หญิงพูด เป็นเด็กผู้หญิง ยืนอยู่บนยอดไม้ เรียกว่าหลวงพี่ ๆ หนูอยู่ที่นี่ แหงนหน้าขึ้นไป ก็ปรากฏว่าเป็นน้องสาวคนเล็ก เธอตายตั้งแต่ 4 ปี เมื่อเธอคลอดออกมาแล้ว รู้สึกว่า ขณะที่ทรงตัวได้ เธอไม่ยอมนอนกับแม่ นอนกับอาตมาตั้งแต่ตัวเล็ก ๆ จะไปไหนก็ต้องอุ้มไปด้วย ไปโรงเรียนก็ต้องเอาไปด้วย แต่สิ่งที่เธอเคร่งครัดทุกอย่าง ถ้าแม่สั่งจำได้ดีมาก และปฏิบัติได้ดี
ถ้าพี่ปฏิบัติพลาด น้องจะเตือนว่า แม่สอนอย่างนี้นะ พี่นะไม่ไม่ให้พูดอย่างนี้ แม่ไม่ให้ทำอย่างนี้ รู้สึกว่าเป็นน้องสาวที่ดีมาก แต่ว่าเธอต้องมาตายเมื่ออายุ 4 ปี หลังจากเธอตายไปแล้ว วันนั้นก็หลายปี หลายปีมา ไม่พบเธอ เธอก็บอกว่าหลวงพี่ ๆ ปวดศีรษะมากหรือ แหงนขึ้นไปเห็นเข้า ก็บอกว่า เออ..น้อง พี่ปวดมาก

เธอชื่ออุบล เธอก็บอกว่า ประเดี๋ยวพ่อจะมา ถามว่า พ่อไหน เธอก็บอกว่า พ่อพระอินทร์ พ่อพระอินทร์ท่านจะมารักษาให้ แล้วถามว่า หนูเวลานี้อยู่ที่ไหน เธอก็บอกว่า อยู่ชั้นปรนิมมิตวสวัตดี

ก็ถามว่า บุญอะไร ที่อยู่ชั้นปรนิมมิตวสวัตดี เธอก็บอกว่า ที่แม่สอนกรรมฐานว่า พุทโธ หนูทำกรรมฐานได้ดีเป็นฌาน 4 แต่ว่าเวลาที่จะตายเวลานั้นพี่ไม่อยู่ไปข้างนอกบ้านหนูป่วยหนัก มีอาการอยากน้ำ และร้อนภายในมากเรียกหาพี่ไม่พบ จิตก็เลยวุ่นวายไปหน่อยคิดถึงพี่ ทั้ง ๆ ที่ในอากาศก็มีเทวดา มีนางฟ้ามาก มาชวนให้ไปอยู่ ในที่สุดคอยพี่ไม่ไหวก็ต้องไปแต่ว่าไปชั้นปรนิมมิตวสวัตดี เพราะว่าตายนอกฌาน ไม่ได้เข้าฌานตาย เป็นกำลังเศษของฌาน 4

พอเธอพูดเท่านั้น ก็ปรากฎว่า ท้าวโกสีย์ คือ พระอินทร์ ท่านก็มาถึงท่านก็มาในรูปเต็มอัตรา คือ เขียวป๋อมาเลย มาเต็มที่ รองเท้าก็สวย เครื่องแต่งกายก็สวยอีก 2 องค์ลุกขึ้น ทำท่าจะกราบ ท่านก็ยกมือห้ามว่า พระคุณเจ้าอย่างกราบผมเลยครับ อีก 2 องค์ก็บอกว่า อาตมาทั้ง 2 องค์ยังไม่เป็น พระโสดาบัน
แต่ว่าท้าวโกสีย์เวลานี้เป็น พระโสดาบันขึ้นไปนานแล้ว อาจจะเป็นพระอริยเจ้าเบื้องสูง ผมก็ไหว้ได้ ท่านบอก ไม่ควรขอรับ ร่างกายของท่านเป็นพระ แม้ว่าใจยังเป็นพระไม่สมบูรณ์แบบก็ตาม แต่ควรถือศักดิ์ศรีของผ้าเหลืองเข้าไว้ก่อน และรักษาฌานสมาบัติ วิปัสสนาญาณที่พึงทำได้ อย่างนี้ใช้ได้

วันนี้ผมจะมารักษาลูกชายผมเธอปวดศีรษะมาก พระทั้ง 2 องค์ถามว่าเป็นโรคอะไร ท่านบอกง่า ไม่ต่องถาม เป็นกฎของกรรม เพราะลูกชายคนนี้ เป็นนักรบทุกชาติ ขึ้นชื่อว่าการรบจะมีการเข่นฆ่าซึ่งกันและกัน กรรมทั้งหลายเหล่านั้น ถึงแม้ว่าเราจะมีบุญมากเท่าไรก็ตาม มันก็ตามทัน มันก็มาเบียดเบียน

ในที่สุด ท่านก็มาใกล้ๆ แล้วบอกว่า คุณ ขออภัยนะครับท่านก็เอามือมาที่ศีรษะ 2 มือ ทำเหมือนกับ กอบของทั้งกอบไปครั้งหนึ่ง แล้วก็วางทิ้ง กอบครั้งหนึ่งก็ทิ้ง กอบครั้งหนึ่งไปทิ้ง มันเบาออกไปเยอะอีกครั้งทิ้งหายเลย ท่านก็เลยบอกคาถาให้ว่า คาถาบทนี้ มีคาถาอยู่ 4 คำ ถ้าคุณจะรักษากัน จะเป็นโรคอะไรก็ตาม ทั้ง 3 องค์นี่ และการอยู่ในป่าของคุณ จะไม่อยู่ในป่าเฉพาะคราวนี้คราวเดียว ต่อไป การธุดงค์จะมีเรื่อยทุกปีจนกว่าจะครบ 10 ปี ถ้าจะเป็นอะไรขึ้นมา จะปวดศีรษะ ปวดท้อง ปวดอะไรก็ตาม ใช้คาถา 4 คำ แล้วก็กอบแบบผมทำนี่ แล้วก็เวลาจะทำ นึกถึงผม ผมจะมาช่วย แค่กอบทิ้ง 3 ครั้ง จะหายทันที

ต้องขอภัยท่านพุทะบริษัท คาถานั้นลืม คาถา 4 คำนั่นลืมจริง ๆ เพราะท่านบอกว่า ถ้าจะทำให้คนอื่น ต้องยกครู 1 สลึง ถ้าทำกันเองระหว่างพระ ก็ไม่ต้องยกครู และที่ต้องลืมเพราะว่า ต่อมา ชาวบ้านปวดศีรษะบ้าง เป็นโรคอะไรบ้าง ก็ให้กอบ กอบให้ก็หายทันที แต่สลึงหนึ่ง บางคนไม่ให้ ถ้าคนไหนไม่ให้ คนกอบป่วยตามนั้น โดนคนโกงเข้า 3 ครั้ง เลยบอกศาลา เลิกคาถาบนนี้ไม่ใช้กัน เพราะไอ้คนเลว ๆ มันมีมาก เป็นที่น่าเสียดายที่คาถาของพระอินทร์ท่านให้ไว้ แล้วก็หายไป และไม่กล้าขอท่านใหม่

ต่อมาเมื่อหายจากปวดแล้ว ท่านก็แนะนำต่าง ๆ แนะนำถึงวิธี ลีลาการปฏิบัติ แล้วท่านก็เรียกประชุมเทวดา มีทั้งภุมเทวดา รุกขเทวดา อากาศเทวดา บอกว่า พระองค์นี้ลูกชายฉันนะ ถ้าจะไปที่ไหนก็ตาม ให้ตามอารักขาในเขตของตัว ถ้าท่านจะไปพ้นเขต ให้แจ้งเทวดาในเขตนั้น ตามอารักขาต่อไป อย่าให้มีอันตรายนะ ถ้าลูกของฉันมีอันตรายเมื่อไร พวกเธอมีโทษหนัก

และอีก 2 องค์นี่ ก็เหมือนกัน ในฐานที่ท่านเป็นเพื่อนกัน เป็นผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบตามสมควร ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่พระอริยเจ้า ยังเป็นปุถุชน ก็ถือว่า เป็นบุคคลผู้หวังทำลายกิเลสให้เป็นสมุจเฉทปหาน ถึงแม่ว่ายังมีความดีไม่ครบถ้วน แต่ความดีก็ยังอยู่ทุกวัน เพิ่มพูนทุกวัน ต้องรักษาไว้อย่าให้มีอันตราย ต้องรักษาเช่นเดียวกับลูกชายของฉัน ท่านกล่าวแล้วท่านก็ไป เมื่อไปแล้วพวกเราก็มานั่งอยู่ มันก็มีความสุข คิดว่า ที่ตรงนี้นะ เราอยู่กันมาเกือบ 10 วัน อยากจะย้าย ก็คิดว่า จะย้ายไปทางไหนดี

พอคิดว่าจะย้ายไปทางไหนดี ก็ปรากฏ คนแก่คนหนึ่ง แก่อายุประมาณสัก 60 ปี ท่านเดินทางมา เป็นคนป่า ท่าทางคนป่าชัดๆ มีมีดเหน็บขัดหลัง มีย่าม ใส่อะไรบ้างก็ไม่ทราบ ในย่าม ปรากฏว่า ท่านเดินมา ท่านเห็นเข้า ท่านก็มานั่งยกมือไหว้ มาถึงท่านก็ถามเลย บอกว่า ท่านทั้ง 3 องค์ อยากจะย้ายที่ใช่ไหมครับ ถามว่า ทำไมโยมจึงรู้

โยมแก่ก็บอกว่า ไอ้เรื่องที่ผมจะรู้ เพราะอะไรไม่ใช่หน้าที่ของท่าน เอาแต่เพียงเรียกว่า ท่านอยากจะย้ายใช่ไหม ก็ตอบว่าใช่ ท่านก็บอกว่า ถ้าย้ายนะ ก็ย้ายไปฝั่งทิศตะวันตกของอำเภอศรีประจันต์ ด้านโน้น มีดินแดนที่มีความสำคัญอยู่จุดหนึ่ง นั่นคือ ดอนเจดีย์ เจดีย์พระนเรศวรมหาราช บรรจุเครื่องกษัตริย์ ที่พระมหาอุปราชแต่งตัวเวลานั้น ทั้งของ้าว ทั้งมีด อะไรก็ตาม ทั้งหมดเครื่องแต่งกายทั้งหมด มาฝังไว้ที่นั้น

((( โปรดติดตามตอนต่อไป )))


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 09 มิ.ย. 2011, 17:30 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 มิ.ย. 2011, 18:31
โพสต์: 292


 ข้อมูลส่วนตัว


ป่า อ.ศรีประจันต์ ตอนที่ ๓


ท่านพุทธบริษัททั้งหลาย สำหรับวันที่บันทึกวันนี้ เป็น วันที่ 8 พฤษภาคม 2533 เป็นวันวิสาขบูชา
ต่อนี้ไปก็มาคุยกัน ถึงเรื่อง อำเภอศรีประจันต์ ของจังหวัดสุพรรณบุรี กันต่อไป เมื่อตอนที่แล้วมายับยั้งอยู่ตอนที่ว่า มานั่งคิดว่า เรานั่งกันอยู่ที่นี่หลายวัน เราจะเคลื่อนที่ไปบ้างดีกว่า ในป่าก็รกชัฎ ป่าศรีประจันต์เวลานั้น บางจุดก็เป็นป่าโปร่ง บางจุดก็เป็นป่าทึบ มีไผ่ เอาแน่นอนอะไรไม่ได้ ไม่ใช่ป่าสูงนัก ต้นไม้ใหญ่ก็มีบ้าง ต้นไม้เล็กก็มีบ้าง เอาแน่นอนไม่ได้จริง ๆ

กำลังนั่งคุยกัน หารือว่าควรจะย้ายที่ ก็ปรากฎว่า เป็นเวลาพอดี มีชายแก่คนหนึ่งอายุประมาณ 60 ปี ท่านนุ่งกางเกงขาสั้นไม่มีเสื้อ มีผ้าขาวม้าห้อยไหล่มาด้วย และก็มีมีดเหน็บเหน็บมาข้างหลังแบบคนป่า เดินตรงเข้ามาแล้วก็มานั่งยกมือไหว้ ท่านถามว่า ท่านจะย้ายที่หรือขอรับ ทุกคนเมื่อฟังก็แปลกใจ ต่างคนต่างมองหน้ากันว่า เราปรึกษาหารือกันแบบนี้ ท่านได้ยินได้อย่างไร

จึงถามว่า คุณลุงทราบหรือว่า อาจมาจะย้ายที่ ท่านบอกว่า เป็นธรรมดาของลีลาของคน ผมไม่ใช่หมอดู และก็ไม่ใช่ผู้วิเศษ แต่เห็นว่าท่านพักกันอยู่ที่นี้ ลองนั่งชุมนุมกันแบบนี้ ก็แสดงว่าจะปรึกษาหารือกันว่า อาจจะย้ายที่ก็ได้ เพราะตรงนี้เป็นป่าต่ำไป ไม่ค่อยจะสวยนัก ป่าของศรีประจันต์นี่ เดินจากผักไห่มาประมาณ 2 วันถึงที่นี่ จะเดินจากที่นี่ไปที่อำเภอศรีประจันต์ใช้เวลาเดินธรรมดา ๆ ก็ 2 วัน เพราะต้องลัดเลาะ ลัดไปในที่ต่าง ๆ

แต่ว่าถ้ารู้ทางลัด ก็เดินประเดี๋ยวเดียวก็ถึง ก็ถามว่า คุณลุงเดินบ่อยหรือ ท่านบอกว่า ท่านเป็นคนที่นี่ ท่านเกิดในป่า บ้านท่านอยู่ไหลจากที่นี่ ไปทางด้านของอำเภอผักไห่ ไม่มากนัก ก็เดินที่นี่อยู่เสมอ การไปศรีประจันต์ ท่านไปเกือบทุกวัน รู้ทางลัด ไปประเดี๋ยวเดียวก็ถึง

เลยถามท่าน บอกว่า ถ้าอย่างนั้น จะย้ายจากที่นี่ไปศรีประจันต์เลยหรือว่าจะอยู่ป่าแถวนี้ก่อน ท่านบอกว่า ป่าแถวนี้ มันก็อย่างนั้นแหละ แต่ว่าไปถึงอำเภอศรีประจันต์ ข้ามฟากไปด้านตะวันตก ที่นั่นจะมีที่สำคัญ เป็นที่ควรระลึกแห่งหนึ่งนั่นคือ ดอนเจดีย์ เป็นที่พระนเรศวร สร้างฝังเครื่องแต่งตัว อาวุธ ของพระมหาอุปราช เป็นการตัดไม้ข่มนาม

ก็เลยชักสงสัย ถามว่าคุณลุงรู้เรื่องราวนี้หรือ ท่านบอกว่า รู้ เพราะอายุท่าน 60 ปีกว่าแล้ว รัชกาลที่ 6 ก็เพิ่งสวรรคตไป ถอยหลังจากนี้ไปแค่ 10 ปีเศษ ๆ ตัวท่านเองเกิดทันสมัยรัชกาลที่ 4 เราก็ไม่เถียง เถียงไม่ได้ เพราะอะไร เพราะว่า มันไม่รู้จริง

คิดว่าท่านคงจะรู้เรื่อง เลยถามความเป็นมาว่า สมัยที่รัชกาลที่ 6 ท่านมาทำพิธีกรรมที่ดอนเจดีย์ ท่านทำแบบไหน ท่านก็บอกว่า เวลานั้นท่านก็ยังหนุ่มแน่นกว่านี้ ประมาณสัก 20 ปีละมั้ง ท่านว่าอย่างนั้น ถอยหลังไปประมาณอายุ 40 ปีเศษ ๆ ท่านก็มาร่วมงานด้วยในการร่วมงานเวลานั้น

รัชกาลที่ 6 ก็ใช้พราหมณ์บวงสรวงเชิญเทพเจ้า ก็ถามท่านว่าพราหมณ์บวงสรวงเชิญเทพเจ้า เทพเจ้ามาไหม ท่านก็บอกว่า ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเทพเจ้าของพราหมณ์มาหรือไม่มา ผมไม่รู้ แต่ว่า ตอนนั้นก็มีพระอยู่หลายองค์ด้วยกัน พระที่มีความสำคัญมาก มีพระองค์หนึ่งเป็น พระอรหันต์ เป็นพระที่อยู่ใกล้ๆ วัดป่าเลไลย์ ถามว่าอยู่ใกล้หรือเป็นพระของวัดป่าเลไลย์จริง ๆ ท่านบอก ไม่ใช่พระวัดป่าเลไลย์
เป็นพระที่อยู่ใกล้ ๆ วัดป่าเลไลย์ เวลานั้นตั้งสำนักอยู่ที่ วัดประชุมสงฆ์ มีกุฏิเพียง 3 หลัง และก็ไม่มีการเจริญรุ่งเรือง ท่านแก่มากแล้ว ต้องตะบันหมากกิน แต่เขาลือกันว่าพระองค์นี้เป็นพระอรหันต์ ชาวบ้านเขาลือกัน ก็ถามว่า ลุงเชื่อไหมครับ บอก ผมก็เชื่อสิ ผมเป็นคนนับถือพระนี่

เวลานั้นท่านก็นิมนต์พระองค์นี้มาด้วย และก็มีพระมาอีกหลายองค์ มากองค์ด้วยกัน ในจำนวนพระที่มาทั้งหมด ปรากฏว่า เป็นพระอรหันต์เสีย 6 องค์ นอกจากนั้นก็เป็นพระผู้ทรงฌาน แต่ว่าพระทั้งหมดเท่าที่สังเกตมา จะฟังพระองค์แก่องค์เดียว ถ้าพระแก่พูดอย่างไร พระทั้งหมดจะฟัง และปฏิบัติตามทั้งหมด ก็แสดงว่า พระองค์แก่ที่สุด คือพระตะบันหมากกิน ข้างวัดป่าเลไลย์ (วัดประชุมสงฆ์) ก็ต้องเป็นพระอรหันต์

ก็ถามว่า คุณลุงเชื่อว่าเป็นอรหันต์เพราะการที่พระอื่นเชื่อใช่ไหม ท่านบอกไม่ใช่หรอกผมสังเกตดู เพราะเวลาทำพิธีจริงๆ ท่านบอก การตัดไม้ข่มนามคราวนั้นมีผล พระแก่ท่านว่าอย่างนั้นนะ ท่านนั่งต้นแถว
ก็เลยถามท่านว่า ดอนเจดีย์อยู่ไกลไหม ก็อยากจะไปดอนเจดีย์ ท่านก็บอกว่า ถ้าไปทางตรงจากตรงนี้นะ ทิศทางที่ท่านคิดจะไปนี่จะต้องใช้เวลาเดิน 3 วัน(คำว่า ตรง หมายความว่า ตรงชาวบ้านเขาเดินกัน) แต่ถ้ารู้จักทางลัด จะใช้เวลาไม่นานนักก็ถึง ก็ถามว่าคุณโยมจะไปไหน ผมจะพาไปทุกแห่ง เพราะป่าทั้งหมดนี่ จะเป็นป่าสุพรรณบุรี ศรีประจันต์สามชุก ท่าช้าง เดิมบางนางบวช ที่ไหนก็ตาม ผมรู้จักหมดทุกแห่ง คนแถวนั้น ใครชื่ออะไรอยู่ที่ไหน ผมรู้จักหมด ผีที่ตายไปแล้วอยู่ที่ไหน ใครชื่ออะไร ผมรู้จักหมด

อีตอนนี้ชักสงสัยว่า ลุง รู้จักชื่อคนมันไม่ยาก มันก็ยากมากถ้าถามกันพอรู้ แต่รู้จักชื่อผีนี่สิ ผีที่ประจำถิ่น ท่านบอกว่า ผีประจำถิ่นมันก็ไปจากคน ก็เลยไม่เถียงกัน 3 คน ต่างคนต่างมองหน้ากันว่า ชักจะแปลก ๆ ก็เริ่มสงสัยว่า ลีลาที่ท่านพูดเดิมตั้งแต่เข้ามาทีแรก ก็รู้ว่าจะย้ายสถานที่ ตอนนี้มาชักเริ่มจะรู้ทุกอย่าง รู้จักทั้งคน รู้จักทั้งผี นี่มันแปลกเสียแล้ว ต่างคนเหมือนกับนัดกัน ต่างคนต่างก็มองหน้ากัน และก็พยายามคุย ก็พยายามชำเลืองดูตาคุณลุง ตาคุณลุงผ่องใสเหมือนกับตาหนุ่ม ตาหนุ่มตาสาวยังสู้ไม่ได้เลย ผ่องใสมาก แต่ว่าตาคุณลุงไม่กระพริบ

อาตมาก็นึกในใจว่า เอ๊ะ…วานนี้โยมท่านมาสั่งว่าให้เทวดาที่นี่อารักขาทั้งหมด ถ้าจะไปไหน ให้ไปส่ง แล้วก็ให้มองหมายกับเทวดาที่นั่น นี่สงสัยท่าจะเป็นเทวดา พอนึกเท่านั้นคุณลุงแก่ท่านก็บอกว่า ท่านนึกอย่างนั้นมันก็ถูก แต่ว่ายังไม่ตรงตามความเป็นจริง ผมไม่ใช่รุกขเทวดา ไม่ใช่ภุมเทวดาที่นี่ จะเรียกผมว่า เทวดา ก็เรียกไม่ได้ แต่มันจะไม่ถูกนัก ก็ถามว่าเรียกอะไรถึงจะถูกล่ะลุง ก็เรียก ลุง อย่างคุณว่านั่นแหละ
ถูก ก็ต้องถือว่า เป็นลุงธรรมดา ๆ ไม่ใช่ลุงพี่ของพ่อ ไม่ใช่พี่ชายของพ่อก็แล้วกัน แล้วถามว่า คุณลุงเกิดมาน่ะ มีอาชีพอะไร ท่านบอก ผมก็ไม่มีอาชีพอะไร ก็เดินไปเดินมา เดินมาเดินไปแบบนี้ มีอะไร เจอะอะไร ก็กินตามเรื่องตามราวไป บ้านผมก็อยู่ในป่า ผักหญ้าก็มีเยอะ ตำลึงก็มี หน่อไม้ก็มี หัวเผือกหัวมันก็เยอะแยะ ไม่ต้องทำบาป ไม่ต้องทำกรรม ลุงก็ว่าเรื่อยไป

ก็สรุปแล้วก็บอก เอ้า..ถ้าอย่างนั้น ลุง อาตมาทั้ง 3 คน ไปตามลุงไป ลุงจะพาไปศรีประจันต์ใช่ไหม ท่านบอกว่าใช่ ท่านถามว่า จะไปแค่อำเภอศรีประจันต์ หรือจะไปดอนเจดีย์ถามท่านว่าที่ดอนเจดีย์มีภูเขาไหม ท่านบอกว่า ทิศเหนือจองดอนเจดีย์มีภูเขา ทางด้านทิศตะวันออกก็มีภูเขา แต่ว่าภูเขาไม่สูง ภูเขาต่ำ ๆ ผมรู้จักภูเขาพิเศษอยู่ลูกหนึ่งเหมาะสำหรับพระธุดงค์ ภูเขาลูกนี้เป็นภูเขาชั่วคราว (เอ๊ะ..พูดไม่เหมือนชาวบ้านภูเขาชั่วคราวมันก็ต้องทำขึ้นมา)

ท่านบอกว่า เป็นภูเขาชั่วคราว ท่านบอกว่า มีถ้ำสวยงามมาก หันหน้าไปทางด้านทิศตะวันตก และด้านทิศใต้มีเขาย้อยไปบังแสงแดดเวลาบ่าย ด้านหน้ามีสนามหญ้า มีบริเวณสวนดอกไม้ มีทางเดินเล่น มีธารน้ำไหล น่าอยู่มาก ท่านจะไปไหมล่ะ พอได้ฟังก็น้ำลายไหล ก็นึกในใจว่า มันจะไกลเกินไปไหม ถ้าเวลาจะกลับ จะกลับอย่างไร

พอนึกในใจ ท่านบอก เวลากลับไม่เป็นไร นึกถึงผมสิครับ ผมเป็นคนแก่ ผมเป็นลูกศิษย์ของพระอรหันต์ องค์นั้น (นั่นแน่ ชักขยับเข้ามาแล้ว) ทีนี้หากว่าใครก็ตาม ถ้ามีความสัมพันธ์กับผม ถ้ารู้สึกนึกอย่างไรละก็ ผมจะรู้หมดทุกอย่าง ถ้าต้องการสิ่งไหน ถ้าผมหาทำให้ไม่ได้ ผมจะวานเพื่อนของผมที่มีความสามารถช่วยทำให้

สำหรับดินแดนนี้ทั้งหมดไม่ต้องวานใคร ผมคนเดียวพร้อม ผมรู้จักทั้งหมด ป่ามีเท่าไร เขามีกี่ลูก ถ้ำมีเท่าไร ต้นไม้มีกี่ต้น (เอ๊ะ..ชักเอาแล้ว ชักรู้จักต้นไม้มีกี่ต้น เราก็ปล่อยแกไปเถอะ นึก ตานี่โม้มาก) นึกในใจว่าลุงนี่โม้มาก แกก็ยิ้ม แกบอก ครับ นึกไปก่อนเถอะว่า ผมโม้ นึกก็ไม่ได้ นึกก็รู้ และต่อไปจะทราบเองว่า ผมไม่โม้ เป็นอันว่า ถ้าอย่างนั้นทุกท่านเตรียมตัวออกเดินทาง

ทุกคนก็เริ่มต้นทำท่าจะชุมนุมเทวดา ขอลาเดินทาง ท่านบอกว่า ไม่ต้องชุมนุมเทวดาหรอกครับ เทวดาที่นี่ก็พร้อมแล้ว พอท่านพูดเท่านั้น เห็นเทวดาพึ่บ หลายร้อยองค์เป็นภุมเทวดาบ้าง เป็นรุกขเทวดาล้าง เป็นเทพธิดาบ้าง เทวดาผู้หญิงบอกว่าท่านเจ้าคะจะไปหรือ ไม่โปรดฉันก่อนหรือ ก็บอกว่า เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ถ้าไปพักที่ไหนไม่ไกลเกินไป ก็ตามไปสงเคราะห์ที่นั่นก็แล้วกัน ฉันก็ขอบคุณทุกท่าน เพราะว่าทุกท่านเมตตาปรานีเสมอ

ขณะที่ใช้เวลาทั้งคืน ตลอดคืน จะไปบิณฑบาตก็ไม่ต้องท่านมาคอยใส่อยู่แล้ว ก็ไม่แน่ใจว่าไปที่ใหม่จะมีใครเขาใส่บาตรไหม ท่านผู้นั้นก็บอกว่า เจ้าของที่เขาก็ใส่ แต่ฉันอาจจะไปกันนะ เมื่อคุยกันเสร็จ ก็ลาท่าน ท่านลุงก็ออกหน้า ดึงมีดออกจากฝักขาวจั๊ว มีดเหน็บใหญ่ เดินไปก็ถางต้นไม้เล็ก ๆ ต้นไม้เล็กๆ ขวางหน้า ท่านก็ตัด ตัดก็เหวี่ยงไปข้างทาง ทำให้พวกเราเดินสบาย พอเดินไปท่านก็คุยไปบอก ต้นยางต้นนี้นะ เจอะต้นยางต้นหนึ่ง

ต้นนี้ แหม..ชาวบ้านชอบมาสุมไฟทำเป็นหลุม สุมไฟเอาน้ำมันกันทุกวัน และก็ชมต้นไม้เรื่อย ๆ ไป เดินไปประมาณสัก 10 นาที แต่ความจริง เราอยู่ฝั่งตะวันออกของอำเภอศรีประจันต์ ถ้าจะไปอำเภอศรีประจันต์จริง ๆ ไปฝั่งตะวันตกที่ดอนเจดีย์ จะต้องข้ามแม่น้ำท่าจีน แต่ว่าใช้เวลาเดินไปประมาณ 10 นาที
ลุงก็ชี้ให้ดูยอดไม้ต้นโน้น ยอดไม้ต้นนี้ ชี้ไปชี้มา ชี้ปั๊บไปที่เจดีย์ บอกว่า เจดีย์องค์นี้ละครับเป็นเจดีย์ที่รัชกาลที่ 6 มาสร้างไว้ ก็ตกใจ ก็บอกว่า ลุง นี่เราเดินมาประมาณ 10 นาทีนะ เมื่อกี้นี้อาตมาดูในเวลา ท่านก็เลยบอกว่า ผมบอกแล้วว่า ผมรู้จักทางลัด ถ้าทางที่ชาวบ้านเขาเดินกัน ต้องใช้เวลาหลายวันนะครับ นี่ผมรู้จักทางลัด ผมเป็นเด็กที่นี่ ผมเป็นเด็กป่านี้

ก็เลยถามท่านบอกว่า ถ้าอย่างนั้นในเจดีย์ พระนเรศวรมหาราชฝังอะไรไว้บ้าง ท่านบอก ฝังของ้าว ฝังอาวุธทั้งหมด ที่อยู่บนคอช้างของพระมหาอุปราช ก็บอกว่า เวลานั้น ช้างของพระมหาอุปราชเขาก็หนีไปแล้ว พระมหาอุปราชถูกฆ่าตาย ควาญก็ขับไสไป ท่านบอกไม่ไป ไม่ได้ไป ถูกปืน ควาญช้าง ถูกปืนตาย จับได้ทั้งช้าง จับได้ทั้งสรรพาวุธ ทั้งกูบช้างทั้งหมด อาวุธทุกอย่างฝังไว้ที่นี่ แล้วก็เครื่องแต่งกายของมหากษัตริย์ พระมหาอุปราชฝังไว้ตรงนี้

ก็ถามว่า การรบ รบตรงนี้หรือเปล่า ท่านบอก การรบ รบที่ลาดหญ้า ไม่ใช่ที่นี่ แต่ว่าการจะสร้างเจดีย์ไว้ที่ลาดหญ้า ก็ไม่เหมาะเพราะเป็นสนามรบ ท่านก็คิดว่าสักวันหนึ่งข้างหน้า กษัตริย์เบื้องหลัง ก็คงจะไม่รับศึกที่กำแพงเมืองอย่างที่แล้วมา ถ้าไม่รับศึกที่กำแพงเมือง เจดีย์ก็จะกลายเป็นแดนสนามรบไป เอามาตั้งไว้ตรงนี้มันเหมาะกว่า
ก็ถามว่า พิธีกรรมซ้ำสาป ท่านบอก คำสาปของพระอรหันต์มีผล หลังจากนั้นมาพม่าก็สงบไปพักหนึ่ง ต่อมาอยุธยาเสื่อมจากความเจริญทางใจ ความชิงดีชิงเด่นกันมีขึ้นการสามัคคีน้อยไป ในที่สุดพม่าก็มาล้อมเมือง และก็ พระยาราม กับคนหลายคน ก็เป็นไส้ศึก เรียกว่า เป็นแนวที่ 5 ให้พม่า ในที่สุดพม่าก็ตีอยุธยาแตก ตอนนั้น พระยาวชิรปราการ คือ พระเจ้าตากสิน ก็นำกำลังพลประมาณ 500 คน ออกไป ตีฝ่าพม่าไป

เป็นอันว่า เวลานั้นขึ้นชื่อว่า การจบอยุธยา แล้วต่อมาก็มาสร้าง กรุงธนบุรี แล้วท่านก็บอกว่า คำสาปของพระอรหันต์ ท่านสาปตามกฏของกรรม จะฝืนกฏของกรรมไม่ได้ แต่อย่าลืมว่าต่อไปเบื้องหน้าจะเห็นว่าประเทศไทยเราเวลานี้ก็ถูกข้าศึกล้อมเข้ามา ฝรั่งเศสก็เข้า อังกฤษก็เข้า แต่เวลานี้พม่าเป็นทาสของอังกฤษ เขมรและลาวเป็นทาสของฝรั่งเศส แต่ทว่าไทยยังเป็นอิสระเพราะว่ารัชกาลที่ 5 มีความฉลาด รู้ผ่อนสั้นผ่อนยาว ยอมเสียอวัยวะดีกว่าเสียชีวิต ยอมเสียทรัพย์สิน ดีกว่าเสียร่างกาย ยอมเสียอวัยวะ ดีกว่ายอมเสียร่างกาย คือ ความตาย

((( โปรดติดตามตอนต่อไป )))


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 09 มิ.ย. 2011, 17:42 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 มิ.ย. 2011, 18:31
โพสต์: 292


 ข้อมูลส่วนตัว


ป่า อ.ศรีประจันต์ ตอนที่ ๔


ท่านพุทธบริษัททั้งหลาย เมื่อตอนที่แล้วมาหยุดอยู่ที่ดอนเจดีย์ ครั้นมาถึง ดอนเจดีย์คุณลุงก็เล่าความเป็นมาตามที่กล่าวมาแล้วทั้งหมดว่า ท่านรู้ว่าพระองค์นั้นเป็น พระอรหันต์ท่านก็ประกาศด้วยว่า ท่านเป็นลูกศิษย์

แล้วท่านก็ถามว่า พวกท่านจะอยู่ที่ดอนเจดีย์นี่ หรือว่าจะไปไหน ก็บอกว่า ใกล้บ้านเกินไป ห่างจากที่นี่ไปประมาณไม่ถึงกิโลเมตร ก็ปรากฏว่ามีบ้านอยู่ การมาธุดงค์คราวนี้เป็นการฝึกครั้งแรก ต้องการไม่พบบ้านจริง ๆ ถ้าไม่มีข้าวจะกินเพราะความดี ก็ให้มันตายไปเลย แล้วลุงก็เลย ถามว่า พวกท่านกิเลสหมดหรือยัง ก็เลยตอบท่านบอกว่า

ถ้ากิเลสหมดก็ไม่ต้องมาธุดงค์ การมาธุดงค์ มาฝึกเพื่อทำลายกิเลส ไม่ใช่เป็นพระที่กิเลสหมดอย่างพระมหากัสสป พระมหากัสสปท่านไปธุดงค์ ก็เป็นการฝึกพระที่ยังไม่ได้เป็นพระอรหันต์ หรือเป็นอรหันต์แล้ว ก็ฝึกความเป็นอยู่ในป่า เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติของพระรุ่นหลัง

ลุงก็เลยบอกว่า กิเลสไม่หมด อยู่ไกลคนเกินไป ถ้าเทวดาเขาไม่เมตตาจะว่าอย่างไรก็เลยบอกท่านบอกว่า เรื่องการ….เทวดานั้นไม่มี มีแต่ว่าตัวเอง พระพุทธเจ้าทรงสอนว่าอัตตนา โจทยัตตานัง จงกล่าวโทษโจทก์ความผิดตัวเองไว้เสมอ หรือว่า จงเตือนตนด้วยตนเองเพราะว่าการมา ก่อนที่จะมา ก็ฝึกที่ป่าช้าวัดบางนมโค ไม่มีข้าวกินมา 16 วัน ต้องอาศัยข้าวที่พระบิณฑบาตกิน

พอวันที่ 17 ตัดสินใจคิดว่า เทวดาจะให้ หรือไม่ให้เป็นเรื่องของเทวดาท่านจะเมตตา แต่เราขอถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งจับภาพพระพุทธเจ้าไว้ให้ทรงตัว เพียงแค่นี้เทวดาก็ให้กิน เมื่อมาอยู่ในป่า ก็ใช้ตำราแบบนั้นก็ได้กินทุกวัน แต่บางวันที่ไปเที่ยวไกลเกินไป กลับมาสว่างไม่ทันจะออกบิณฑบาตก็ปรากฏว่า เทวดาท่านก็มาใส่ให้ถึงที่ ท่านเมตตาอย่างนี้ เมื่ออยู่ฝั่งตะวันออก เทวดา และนางฟ้า เมตตา มาฝั่งตะวันตก เทวดา นางฟ้าไม่เมตตา ก็ตามใจท่าน จะยอมตายในป่า

ลุงฟังแล้วก็มองจ้องหน้า จ้องหน้าองค์โน้นที จ้องหน้าองค์นี้ที แล้วลุงก็ถามว่าทุกท่านตัดสินใจตามนี้หรือ ก็บอกว่า ตามนี้ ต่อไปท่านจ้องหน้า 2 องค์เพื่อนกัน ท่านลิงเล็ก กับลิงขาว ถามว่าท่าน 2 องค์นี่ ปรารถนาสาวกภูมิใช่ไหม ท่าน 2 องค์ก็ตอบว่า ใช่ ก็หันมาถามอาตมาว่า ท่านปรารถนาพุทธภูมิใช่ไหม ก็ตอบว่า ใช่

ท่านก็เลยบอกว่า ถ้าอย่างนั้น ท่านพุทธภูมิก็แสดงว่า เป็นหัวหน้า เพราะสาวกภูมิต้องตามหลัง แต่ว่าสาวกภูมิทั้ง 2 องค์นี่ ผมมีความสงสัยว่า เวลานี้สามารถตัดสังโยชน์ 3 ได้แล้วในพรรษาที่ 2 ท่านทั้ง 2 องค์ก็บอกว่า อาตมาไม่กล้าพยากรณ์ตัวเองอย่างนั้น มันเป็นความประมาท และทะนงตนเกินไป ลุงก็เลยบอกว่า ผมเป็นคนช่างสังเกต เพราะอาจารย์ของผมเป็นพระอรหันต์

สังเกตว่า อาการอย่างนี้ เป็นพระที่ตัดสังโยชน์ 3 ได้ แต่ว่าเป็นสังโยชน์ 3 อย่างหยาบอย่างนี้เทวดาเมตตา สำหรับพระโพธิสัตว์ก็เช่นเดียวกัน ท่านปรารถนาพุทธภูมิ พระโพธิสัตว์นี่เทวดามีความเคารพ จึงคิดว่า เทวดา และนางฟ้าคงจะเมตตาต่อไป เลยบอกท่านบอกว่า ความดียังไม่พอ ความปรารถนามันมีอยู่ เหมือนกับคนที่ตั้งใจอยากจะเป็นมหาเศรษฐี แต่ว่าเวลานี้ ที่สักกระแบะมือหนึ่งก็ไม่มี ทุนสักไพหนึ่งก็ไม่มีจะถือว่าดีไม่ได้ ลุงก็บอกว่า ถ้าเราพูดกันมันก็ไม่จบ

เลยถามว่า คุณลุงอยากจะทราบว่า คุณลุงบ้านอยู่ที่ไหนท่านบอกว่า บ้านของผมอยู่ที่บ้านดึง ถาม บ้านดึงที่อำเภอผักไห่มีหรือ ท่านก็ตอบว่า มี ถามว่า มันอยู่ที่ไหน ท่านก็บอกว่ามันอยู่ที่บ้านผมตั้งอยู่ เขาเรียกว่า บ้านดึง และก็มี ผู้ใหญ่บ้าน ชื่อ อิน ที่ผมไปผมมาที่ไหนได้ไม่ไป ที่ผมมานี่ก็เหมือนกัน

ผมจะมาธุระที่อำเภอศรีประจันต์ ท่านผู้ใหญ่อิน ท่านก็บอกว่าลูกชายของท่าน กับเพื่อนมาธุดงค์อยู่ที่นี่ ให้ช่วยสงเคราะห์ พาไปที่ดอนเจดีย์ด้วย และก็นอกจากที่ดอนเจดีย์นี้ให้ไปภูเขาชั่วคราว ภูเขาชั่วคราวก็หมายความว่า ช้างในมีธารน้ำใสมีเตียง มีตั่ง เป็นที่นั่ง เป็นที่นอนสบาย และก็มีสวนดอกไม้ มีสวนหย่อม มีพุ่มไม้สว่างไสวทางด้านทิศตะวันตกก็มีเงื้อมภูเขา บังแสงพระอาทิตย์ที่จะสาดมาเวลาตอนบ่าย

เมื่อฟังท่านแล้วก็คิดในใจว่า ลุงนี่แปลก อยู่บ้านดึงผู้ใหญ่บ้านชื่ออินก็เลยไม่ถามท่านต่อไป ก็เลยบอกกับท่านบอกว่า เอาอย่างนี้ก็แล้วกันลุง อาตมาอยากจะไปที่ภูเขาชั่วคราวไปพักที่นั่นให้มันมีความสุข ท่านก็บอกว่า ดูดอนเจดีย์นี่เสียก่อน ตรงนี้พระนเรศวรสร้างไว้ ข้างในมีรูปร่างลักษณะเป็นแบบนี้เป็นเจดีย์เล็ก ๆ ไม่โตนัก แต่เวลานี้รัชกาลที่ 6 ท่านสร้างคลุมไว้ทำหลักฐาน ใหญ่โตมาก แล้วก็มองตามภาพ มองไปมองมา ลุงบอกว่า ถึงภูเขาชั่วคราวแล้ว (เจอะดี เป็นการลองฝึกธุดงค์นะ ถึงภูเขาชั่วคราว)

พอท่านพูดอย่างนั้นก็ปรากฏว่า เจดีย์ ดอนเจดีย์หายไป มาถึงถ้ำ ถ้ำมีความสวยสดงดงามมาก ไกลจากดอนเจดีย์ประมาณสัก 10 กิโล เดินดูบริเวณสนามหญ้าก็สวย ทางเดินก็ดี เป็นสถานที่จงกรม มีต้นไม้ใหญ่ ๆ ในบริเวณกลางลานประมาณสัก 30 ต้น เป็นที่บิณฑบาตอย่างสบายๆ มีเตียง มีตั่งเป็นที่นอน มีสระน้ำ

เมื่อถึงที่นั้นเสร็จ ลุงก็บอกว่า ผมจะลากลับนะครับ ก็เลยบอกกับลุงบอกว่า เวลากลับอาตมาอยากจะให้ลุงช่วย ช่วยพากลับ เพราะไอ้ทางลัดนี่จำไม่ได้เลย มาประเดี๋ยวเดียวมันถึง มันแปลกใจ ท่านบอกว่า ไม่น่าจะแปลกใจถ้าหากว่าคนบ้านดึงนำมาจะไปที่ไหนก็ตามใกล้ทั้งหมด ถามว่าคุณลุงชื่ออะไร จำได้ไหม ท่านถามว่าทำไมจะจำได้ หรือไม่ได้ชื่อของผมน่ะถามแปลก ๆ

ท่านก็บอกว่า ผมชื่อ วิ เป็นลูกศิษย์ของผู้ใหญ่อิน ถ้าผู้ใหญ่อินจะสร้างอะไรก็ตาม ผมเป็นช่างนะ ทำทุกอย่างได้ตามความพอใจ ผมจะทำอะไรให้ดูสักอย่างไหมล่ะก็บอกว่า อยากจะดู กลางคืนที่นี่มันมืดใช่ไหม ก็บอกว่า ใช่ ท่านมีเทียนมาหรือเปล่า บอกเทียนหมดแล้ว กลางคืนก็ใช้นั่งเดาสุ่มกัน

ถ้าอย่างนั้นผมจะทำเทียนให้ เทียนอันนี้ถ้ามันยังไม่มืดเทียนจะไม่ติด ถ้าอากาศมืดเมื่อไรหรือแสงพระอาทิตย์หรี่ลงเมื่อไร จะมีแสงเทียนปรากฏขึ้นและสว่างทั่วบริเวณ หากว่าท่านต้องการให้เทียนดับ ท่านก็นึกว่า เทียนนี้จงดับ เทียนก็จะดับ ถ้าต้องการให้เทียนติดก็นึกว่า เทียนนี้จงติด เทียนก็จะติด ทั้ง 2 คนก็มองหน้ากันว่า ลุงวินี่ แกไม่กระพริบตาสายตาแจ่มใส แกจะทำเทียน บอกถ้าอย่างนั้นลุงทำ
คุณลุงก็บอกว่า เทียนตั้งตรงนี้นะครับมันจะสว่างทั่วบริเวณของถ้ำ พอตกลงว่าตั้งตรงนี้ก็ดี เพียงเท่านี้เทียนปรากฏเป็นเทียนเฉย ๆ ไม่มีไฟ ลุงก็บอกว่า ลองดูซิ ท่านลองนึกว่า เอ้าเทียนจงมีไฟเกิดขึ้นเดี๋ยวนี้ เทียนก็มีไฟทันที เทียนจงดับ นึกว่า เทียนจงดับ เทียนก็ดับทันที แล้วท่านบอกว่า เทียนนี่เป็นอัตโนมัติ นั่นก็หมายความว่า ถ้าอากาศมันมืดจริง ๆ เทียนจะสว่างขึ้นเองโดยไม่ต้องสั่ง

แล้วท่านลุงก็ลาไป การลาของท่านลุงก็เป็นของไม่แปลก แบบคนธรรมดา ๆ แต่ที่แปลกก็มีอยู่ว่า เวลาเดิน ลุงเดินไป 2-3 ก้าว ลุงหายไปเลย พวกเราก็หันมายิ้มกันบอกว่านี่เราถูกต้มแล้วนะ วิ นี่หมายถึง วิษณุกรรมเทพบุตร บ้านดึง ก็คือ ดาวดึงส์ ผู้ใหญ่อิน ก็คือ พระอินทร์ คือ โยมผม ท่านทั้ง 2 ก็เห็นด้วย ท่านทั้ง 2 ก็เลยบอกว่า เอาอย่างนี้ก็แล้วกันเอากันให้แน่ใจกันไปเลย เวลานี้เราตัดสินใจไปดาวดึงส์กันดีกว่า ไปพิสูจน์กัน ก็ตกลง

เมื่อวางของเสร็จเรียบร้อยแล้ว จัดที่หลับที่นอนดีแล้ว ก็ขึ้นนั่งเตียงคนละเตียงมันเป็นเตียงหิน แต่ว่าอ่อนนุ่ม คล้าย ๆ ใครเอาผ้าที่นุ่มนิ่มมาปูไว้ แล้วก็อุ่น ไม่เย็นแฉะ ขึ้นนั่งเตียงปั๊บหลับตาปุ๊บ มันก็ไม่ยาก เป็นของที่ทำจนชิน เพียงแค่นึกปั๊บ มันก็ไปปุ๊บ ถึงดาวดึงส์พอเข้าไปถึงก็ไปที่ บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ เวลานั้น บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ว่าง ไม่มีใครเลย คิดว่าจะเข้าไปในเวชยันตวิมาน ก็ไม่น่ารัก เช้ามืดเกินไป ก็พอดีเห็นเทวดาท่านหนึ่งเดินมา ก็แสดงคารวะในท่าน ทักทายปราศรัยท่าน

ท่านบอกว่า ไม่เป็นไรหรอก ท้าวโกสีย์กำลังสั่งงานอยู่ ประเดี๋ยวจะออกมา ท่านทราบ ท่านให้ผมมาบอกท่านว่าให้คอยประเดี๋ยวเดียว ก็เป็นอันว่า คอยอยู่ประเดี๋ยวเดียว ปรากฏว่า ท้าวโกสียสักกเทวราช ท่านก็ออกมา เมื่อท่านออกมาแล้ว ท่านก็ถามว่า คุณมาธุระอะไรกัน ก็เลยบอกท่านบอกว่า มีคุณลุงพิเศษชื่อ วิ อยู่บ้านดึง แต่ผู้ใหญ่บ้านชื่อ อิน อาตมานี่สงสัยว่า บ้านดึง ก็คือ ดาวดึงส์ ลุงวิ ก็คือ วิษณุกรรม ใช่ไหม โยมก็เลยบอกว่า ใช่ ท่านบอกว่า โยมเห็นว่าคุณอยู่ที่นั่นมานานแล้ว มันจำเจเกินไป ก็ควรจะย้ายที่ สถานที่ ที่จะย้าย ก็ควรจะเป็นที่ศรีประจันต์ฝั่งด้านตะวันตก เพราะมีอะไรดีมากๆ

หลังจากนั้น ท่านก็เรียก วิษณุกรรมเทพบุตร มาหา ท่านวิษณุกรรมเทพบุตรนี่ความจริงท่านสวยมาก แต่ท่านมาใน 2 รูป รูปขางหน้าก็เป็นเทวดา รูปข้างหลังก็เป็นลุง เป็นลุงวิ ท่านถามว่า จำได้ไหมครับ ก็บอกว่า จำได้ ที่มานี่ก็สงสัย

ท่านเลยบอก ต่อนี้ไปท่านไม่ต้องวิตกกังวล หากว่าท่านจะไปอยู่ที่ไหน บอกผม นึกถึงผมก็แล้วกัน เพราะท่านท้าวโกสียสักกเทวราชท่านอนุมัติไว้ ให้ทำทุกอย่างเพื่อท่าน เพื่อความสุข ก็เลยถามว่าการมาธุดงค์มีความสุขมันจะดีหรือ ท่านบอกว่า ความสุข หรือความทุกข์มันไม่สำคัญให้กายสุขไว้ก่อน ใจจะได้มีความสบาย

เพราะเวลานี้ยังตัดกิเลสกันไม่ได้ ถ้าร่างกายเป็นทุกข์ ความทุกข์ทางกายเกิดขึ้น กิเลสก็เลยไม่หมด มันต้องมีกายสุขพอสมควร แล้วก็ใช้ความสุขเป็นวิปัสสนาญาณ มาเจอะเทวดาสอนวิปัสสนาญาณเข้าอีกแล้ว ก็ถามว่าจะทำอย่างไร ท่านก็เลยบอกว่าอย่าลืมว่า ภูเขาลูกนั้นมันเป็นภูเขาชั่วคราว คำว่า ชั่วคราวมันเป็น อนิจจัง ถ้าพวกท่านกลับไปหมด ภูเขาลูกนั้นก็จะสลายตัว จะหายไป มันก็เป็นอนัตตา เพียงเท่านี้พอหรือยัง ก็บอกท่านบอกว่า พอแล้ว เข้าใจแล้ว

หลังจากนั้นก็ลากลับ กลับมาถึงที่พักพวกเราก็มีความสุข เดินไปเที่ยวบริเวณ เดินจงกรมบ้าง คำว่า เดินจงกรม มันไม่ต้องมีพิธีรีตองอะไร ญาติโยมพุทธบริษัทก็เดินกันแบบธรรมดา ๆ เดินกันไปคุยกันไปก็ได้ แต่ปากก็คุยกันไป แต่ใจส่วนหนึ่งก็คิดว่า ทุกสิ่งทุกอย่างมันเป็น อนิจจัง เรามาอยู่นี่ชั่วคราว มันก็เป็นของไม่เที่ยง ไม่ช้าเราก็กลับ เมื่อกลับแล้วที่นี่หายไปจากเรา ก็เป็น อนัตตา เราหายไปจากที่นี่ เราก็เป็นอนัตตา

รวมความว่า การเกิดมาเป็นของไม่ดี มันต้องมีความลำบากอย่างนี้ เจ้านายที่มีความสำคัญ ก็คือ กิเลส ถ้ากิเลสยังท่วมหัวเราเพียงใด ความสุขก็ไม่มีกับเราเพียงนั้น เดินไปก็คุยกันไป ชี้โน่นดูนี่ ก็ดูว่าต้นไม้ทุกต้นทำเป็นระเบียบทั้งหมด นี่อาศัยกำลังใจของวิษณุกรรมเทพบุตรองค์เดียว พอถึงเวลาค่ำก็กลับเข้าที่นอน พอเข้าที่นอนปั๊บ ต่างคนต่างอยู่ทีนี้ไม่คุยกันแล้ว ค่ำแล้ว หน้าที่ของใครก็เป็นหน้าที่ของใคร ใครจะทำอย่างไรก็ทำไปตามชอบใจของตนเอง

เวลาประมาณสักตี 2 เสียงดังโครมคราม ๆ ในธารน้ำไหลในถ้ำ ทุกองค์ตื่นจากที่นอนพอลุกจากที่นอนมาดูที่ธารน้ำไหล ปรากฏว่า มีเสือ 4-5 ตัวกำลังเล่นน้ำอยู่ ก็นึกในใจว่าเจ้าเสือนี่มันเข้ามาอย่างไร แล้วทำไมถึงมาเล่นน้ำที่นี่ มันจะเล่นแต่น้ำ หรือเล่นเราด้วยก็ยังไม่แน่ ก็มองไปมองมา ดูเสือ เสือก็ทำท่า ทำเหมือนไม่รู้ไม่ชี้ เล่นน้ำกันตามสบาย ๆ เลยทุกคนก็นั่งมองดู ก็คิดในใจว่า

การเกิดของคน การเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ มันเป็นของไม่ดีอย่างนี้ ถ้าเราพลาดจากความเป็นคนเป็นเทวดา หรือเป็นพรหมก็ยังดี ถ้าไปเกิดในอบายภูมิ ถึงแม้จะเป็นเสือ เป็นสัตว์ที่มีอำนาจมากก็มีความลำบากด้วยอาหาร เวลานี้มาเล่นน้ำกันในเวลาดึก แต่ความจริง มันไม่ใช่เวลาอาบน้ำ มันเวลานอน เป็นเวลาพักผ่อนเฉพาะคน แต่เวลากลางคืน เป็นเวลาหากินของเสือ แต่เสือนี่จะมีความสุข หรือความทุกข์

เมื่อคิดไปแล้วก็เห็นว่า เสือมีความทุกข์ เพราะว่าเสือมีความหิว การอาบน้ำแสดงว่าเสือมี ความร้อน ความร้อนมันก็เป็นทุกข์ เมื่ออาบน้ำมีความเย็น ก็เป็นสุขชั่วคราว ถ้าขึ้นไปจากน้ำ ประเดี๋ยวก็อาจจะร้อนใหม่ แล้วก็ในที่สุด เสือนี่ก็ต้องแก่ แล้วก็ต้องตายเช่นเดียวกับเรา เราก็มีสภาพเช่นเดียวกับเสือ ถ้าเวลานี้บังเอิญเสือเห็นเราเข้าเสือจะกินเราเราก็ตามใจเสือ เราจะไม่ยอมดิ้นให้มันเจ็บ ให้มันเจ็บแค่เสือกัด ประเดี๋ยวมันก็ตายเมื่อตายเราก็มีความสุข ที่ไปของเราก็คือ พรหม

อาตมาคิดอย่างนั้นนะ แต่ว่ามาถาม 2 องค์ทีหลัง 2 องค์ท่านก็บอกว่า ที่ตายของท่าน ท่านตายแล้ว ที่ไปของท่านก็คือ นิพพาน มีอารมณ์ต่างกัน พระโพธิสัตว์ กับสาวก มีอารมณ์ไม่เสมอกัน พระโพธิสัตว์ไม่ค่อยเข้าใจนิพพานนัก อาตมาไม่เข้าใจเลยเวลานั้น เรื่องนิพพานแล้วก็จิตหวังนิพพานไม่มีอยู่ ต้องการอย่างเดียวคือ เป็นพระพุทธเจ้า

พอคิดอย่างนั้นเสร็จ เสือก็ยังไม่เลิกเล่นน้ำ เราก็เลยนั่งสมาธิตรงนั้นคิดในใจว่าขออุทิศร่างกายให้เป็นอาหารของเสือ เสือจะได้มีความสุข ตั้งใจจับสมาธิปั๊บ จิตหลุดออกจากกายไปโน่นไปป๋ออยู่ ดาวดึงส์เทวโลก โยมผู้หญิงท่านก็ถามว่า คุณมาทำไม ก็เลยบอกว่าปล่อยร่างกายให้เสือมันกิน ท่านบอก เสือไม่กินหรอก เสือนี่กินคนไม่ได้ ถาม ทำไมล่ะโยมก็เสือ 4 ตัวนี่ ขอโทษท่านนะ ท่านก็ยกมือไหว้ว่า เสือ 4 องค์ คือ

เสือที่ 1 คือ เสือหลวงพ่อปาน
เสือที่ 2 คือ เสือหลวงพ่อสุข
เสือที่ 3 คือ เสือหลวงพ่อจง
เสือที่ 4 คือ เสือหลวงพ่อจาด

ทั้ง 4 องค์นี่เป็นเพื่อนกันมาพิสูจน์กำลังใจของคุณว่ามาที่ใหม่นี่คุณจะกลัวหรือไม่กลัว และว่าคุณจะทำอย่างไรในเมื่อเห็นเสือมาอยู่ใกล้ ๆ จะทำอย่างไร จะตกใจกลัววิ่งหนีแบบไหน เวลานี้คุณตั้งใจถูกแล้ว คุณจะกลับไปหรือยังเล่า ก็เลยบอกว่า ถ้าอย่างนั้น ฉันจะลากลับ โยมก็บอก กลับก็ดี ประเดี๋ยวครูบาอาจารย์จะได้แสดงตัว

เมื่อกลับลงมาแล้ว ก็ปรากฏว่า หลวงพ่อปานแสดงองค์ก่อน จากเสือในน้ำขึ้นมาพอขึ้นจากพื้นน้ำนั่งปั๊บ เป็นหลวงพ่อปานทันที แล้วก็ หลวงพ่อจงเป็นองค์ที่ 2 หลวงพ่อจาดเป็นองค์ที่ 3 หลวงพ่อสุข เป็นองค์ที่ 4 แล้วก็บอกว่า
เออ..ตัดสินใจอย่างนี้ดีนะ อย่าลืมว่าเทวดาท่านสงเคราะห์ จงทำความดีที่เทวดาชอบใจ ถ้าหากว่าเธอสงสัยว่า เทวดาชอบใจอะไรบ้าง ให้ไปถามโยมเธอที่สวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก ถามโยมผู้ชายก็ได้ ถามโยมผู้หญิงก็ได้ พอหลวงพ่อปานพูดจบ เสียงก้องมาจากข้างนอกว่า ตามคำแนะนำที่หลวงพ่อปานสอนน่ะถูกต้องทุกอย่างแล้ว ไม่ต้องไปถามใครอีก ก็ไม่ทราบว่าเสียงใคร แล้วก็เงียบไป

แล้วท่านก็บอกว่า ท่านก็ขอกลับ หลวงพ่อมาเท่านี้ เตือนเท่านี้ จะกลับนะ จำไว้ว่า ถ้าเสือธรรมดาจะไม่มาเล่นน้ำในเวลากลางคืน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในถ้ำ เสือถ้าจะกินคนต้องคนนอนที่แจ้ง เพราะว่าเวลาจะกินคน หรือกินสัตว์ เสือจะต้องโดดคาบ แล้วก็โดดต่อไป ในถ้ำนี้หมอบ หรือคลานเข้ามาคาบลากออกไป เสือไม่ทำอย่างนั้น เวลาเสือจะกิน จะต้องโดดพับจับได้ แล้วก็โดดออก ที่นี่ถ้ำต่ำ โดดไม่ได้ แล้วท่านก็ลากลับ

เมื่อท่านลากลับเสร็จเรียบร้อยแล้วพวกเราก็กราบสถานที่ท่านนั่ง ก็จัดบริเวณที่ท่านนั่งไว้ เอาหินมาวางเรียงรายให้ล้อมรอบว่า ที่ตรงนี้เราจะไม่เหยียบ จะไม่เดินเหยียบลงไป เราจะไม่นั่ง ไม่นอนที่ตรงนั้น เพราะเป็นที่ครูบาอาจารย์ท่านนั่งสอนทั้ง 4 องค์

หลังจากนั้นแล้ว ก็ต่างคนต่างตัดสินใจว่า เราจะนั่งกันตรงนี้ข้าง ๆ นี้ เราฟังคำสอนจากหลวงพ่อปาน หลวงพ่อ 4 องค์ ท่านมาพร้อมกันในที่ใด เราจะนั่งตรงนั้นจนกว่าจะตลอดรุ่ง เมื่อตัดสินใจเสร็จ ต่างคนต่างเข้าสมาธิ ต่างคนต่างนั่งเข้าสมาธิจิตอารมณ์สงัด เวลานั้นไม่เที่ยวแล้ว สงัดตัดสินใจจับอารมณ์ดิ่งที่สุด จิตมีอารมณ์สว่างโพลง จนไม่รู้สึกภายนอก เขาเรียกกันว่า ฌาน 4 อารมณ์เป็น เอกัคคตา ดี ตัดสินใจว่า ถ้า 6 โมงเช้าเมื่อไร เราจะมีความรู้สึกตัว

พอถึงเวลา 6 โมงเช้า ก็รู้สึกตัวทันที ลืมตาขึ้นมาเห็นนาฬิกา 6 โมงเช้าพอดี ก็หยิบบาตรขึ้นมา จะออกบิณฑบาต จะไปแขวนต้นไม้ต้นใดต้นหนึ่ง แต่ว่าพอโผล่ออกจากปากถ้ำก็เจอะเทวดา 2 ท่าน กับนางฟ้า 2 ท่าน วันนี้ท่านแต่งตัวเป็นเทวดา เป็นนางฟ้าชัด สวยจริง ๆ (อย่าลืมนะ คำว่า สวย เลวานั้นนึกไม่ได้นึกแล้วอดข้าว)

ก็นึกตามความเป็นจริงว่า เป็นเทวดาก็ดี เป็นนางฟ้าก็ดี ท่านไม่มีขันธ์ 5 ท่านมีความสวยสดงดงาม สวยทั้งข้างนอก และสวยทั้งข้างใน อารมณ์ใจไม่เหมือนเรา ก็รับบาตรจากท่าน ท่านใส่บาตร และท่านใส่ดอกไม้คนละดอก แล้วท่านนั่งยกมือไหว้ ท่านก็ลาไป พวกเราก็กลับมากินข้าว มากินข้าวกินปลาเสร็จแปรงฟันดีแล้ว ก็นั่งเจริญกรรมฐานไปนานแสนนาน จนกว่าจะถึงตะวันเที่ยง จึงคลายกรรมฐานออกมาพักผ่อน นอนคุยกัน

((( โปรดติดตามตอนต่อไป )))


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 09 มิ.ย. 2011, 17:56 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 มิ.ย. 2011, 18:31
โพสต์: 292


 ข้อมูลส่วนตัว


ฝึกอตีตังสญาณ ในป่าศรีประจันต์ ตอนที่ ๑


วันนี้ วันที่ 9 พฤษภาคม 2533 วันนี้ก็จะคุยกับบรรดาท่านพุทธบริษัทเรื่อง ซ้อมอตีตังสญาณ ที่ป่าศรีประจันต์ ตามเดิม ขณะอยู่ที่ป่าศรีประจันต์ รู้สึกว่ามีความสุขมากเพราะว่าในสถานที่นี้ ลุงวิก็มาสร้างภูเขาให้ สร้างถ้ำให้ มีสนามเดิน มีสนามหญ้า มีสวนดอกไม้ มีต้นไม้ใหญ่พุ่มไสว มีเตียงนอน นุ่มนิ่ม เตียงเป็นหิน แต่ว่านุ่มนิ่ม ภายในถ้ำก็มีธารน้ำไหล อากาศก็สบาย มีความสุข ที่นี่มีความสุขกว่าที่ป่าศรีประจันต์ด้านตะวันออกมาก ฝั่งทิศตะวันออก อยู่กับโคนต้นไม้ แต่ก็มีความสุข
แต่ว่าป่าเวลานั้น บรรดาท่านทั้งหลาย หากว่าท่านทั้งหลายมีอายุประมาณสัก 60 ปีเศษ ๆ ขึ้นไป ก็จะเข้าใจถึงป่าในเวลานั้น ถ้ามีอายุน้อยกว่านั้นจะมีความเข้าใจยาก ทั้งนี้ก็เพราะว่าเวลานั้นมีป่ามาก ประเทศไทยมีที่ว่างน้อย คนไทยยังน้อยคนไทยมีประมาณ 10 ล้านเศษ ๆ เครื่องจักรเครื่องกลทำลายป่ายังไม่มี ต้นไม้ต้องใช้เลื่อย เลื่อยบ้าง ใช้ขวานฟันบ้าง กว่าจะตัดออกสักต้นก็แสนยาก ดินแดนที่ทำมาหากินก็หาง่าย

ถ้าใครต้องการป่าที่ไหนจะทำไร่ไถนา ก็ไปตัดต้นไม้ตรงโน้นไว้ต้นหนึ่ง มุมนี้ไว้ต้นหนึ่งมุมนี้ไว้ต้นหนึ่ง มุมนี้ไว้ต้นหนึ่งแสดงว่าที่ตรงนี้เป็นที่ของฉัน หลังจากนั้นก็ไปขอใบเหยียบย่ำจากเจ้าหน้าที่ แล้วก็มาค่อย ๆ ถางป่า ป่ามีมาก ความเย็นก็สูง อากาศตอนเย็น ๆ ประมาณสัก 3 โมงเย็น ก็เริ่มเย็นมากแล้ว 4 โมงเย็นน้ำค้างตก 5 โมงเย็น ถ้านั่งข้างนอก จีวรเปียก ป่ามันหนาว และก็มีความเย็นสูงมาก แค่ป่าใกล้ ๆ เป็นป่าสำหรับฝึกธุดงค์ชั้นอุกฤษฏ์ที่หลวงพ่อปานท่านให้ปฏิบัติก็ยังมีความอุดมสมบูรณ์ด้วยเสือสางนางไม้ เก้ง ละมั่ง กระต่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สุนัขจิ้งจอกและหมาป่าก็ยังมี ที่หายากเข้ามานิด ก็คือ ช้าง ช้างมีเหมือนกัน แต่นาน ๆ จะพบสักทีหนึ่ง

เป็นอันว่า การอยู่ฝั่งทิศตะวันออกของ อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี ก็อยู่แบบชนิดที่เรียกว่า คนอยู่ป่าใหม่ ๆ เวลาตื่นขึ้นเช้า กลดที่บังน้ำค้างก็เปียกโชกน้ำไหลโกร๊ก ดีไม่ดี ก็ขึ้นลงข้างล่าง ทีนี้พอลุงวิท่านพามา มาอยู่ที่ถ้ำชั่วคราว ขอเรียกตามท่าน อยู่ที่ถ้ำ และเขาชั่วคราว (มันจะเป็นชั่วคราวหรือเปล่าก็ไม่ทราบ) ที่นี่มีความสุข

สถานที่เดินก็มีเงื้อมเขาชะโงกมาเป็นหลังคา น้ำค้างตกลงมาก็ไม่ถูก มีลานสำหรับเดินเล่น มีลานหญ้ามีต้นไม้สวย ๆ มีดอกไม้สวย ๆ และก็ไม่ต้องบำรุง ไม่ต้องรดน้ำ ไม่ต้องทำอะไรทั้งหมด สวยจริง ๆ กลางคืนเสียงจักจั่นเรไรร้อง เสียงไพเราะ นาน ๆ จะได้ยินเสียงเสือร้องสักครั้งหนึ่ง เสือร้องกลางคืนเสียงครืด ๆ ๆ ไม่ใช่ปี๊บ ๆ ๆ ก็มีความสุขอยู่กันอย่างสบาย

แต่การอยู่ธุดงค์ต้องระมัดระวัง นั่นก็คือว่าการที่จะต้องอดข้าวกินจะต้องระวังทางด้านจิตใจ ไม่ให้นิวรณ์กวนใจ ขึ้นชื่อว่า นิวรณ์ บรรดาท่านพุทธบริษัท มันต้องกวนตลอดเวลา คำว่า นิวรณ์ เดี๋ยวท่านจะไม่ทราบว่าอะไร บางท่านไม่ทราบ คำว่า นิวรณ์ เป็นภาษาบาลีตามพระไตรปิฏกท่านแปลว่า เป็นกิเลสหยาบที่ทำปัญญาให้ถอยหลัง นั่นก็หมายความว่าคนใดถ้านิวรณ์รบกวนใจ ประจำใจอยู่ เวลานั้นเป็นคนไร้ปัญญา นิวรณ์ 5 ประการก็คือ

1. ความรักในระหว่างเพศ ขอเจาะเอาสั้น ๆ คือ รักรูปสวย เสียงเพราะ กลิ่นหอม รสอร่อย สัมผัสระหว่างเพศ ก็ขอบอกสั้น ๆ ว่า ความรักระหว่างเพศ รักแก้ว ถ้วยโถโอชามสร้อยถนิมพิมพา ก็รักแค่นั้นแหละ ความรุ่มร้อนมันมีน้อย ถ้าเกิดรักคนสวยขึ้นมานี่ ความเร่าร้อนมันมีมาก เลยถือใช้คำนี้เป็นคำสำคัญ และก็
2. อารมณ์ไม่พอใจ จะต้องมีอารมณ์แช่มชื่นอยู่เสมอ
3. ความง่วงในขณะที่ปฏิบัติความดี
4. อารมณ์ฟุ้งซ่านนอกรีตนอกรอย สร้างวิมานในอากาศ
5. สงสัยในความดีขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และกฏของกรรม

รวมความว่า ทั้ง 5 อย่างนี้ จะต้องไม่ให้เป็นเจ้าหัวใจ มันมีได้ แต่ทว่า มันก็ต้องมีไม่ใช่ไม่มี แต่มันมีขึ้นเดี๋ยวเดียว ต้องรีบตกลงไป
ถ้า กามฉันทะ เกิดขึ้น ก็ใช้ ภายคตานุสสติ กับอสุภกรรมฐาน เข้าหักล้าง
ถ้า ความโกรธ ความพยาบาท เกิดขึ้น ใช้ พรหมวิหาร 4 เข้าหักล้าง
ถ้า ความง่วง เกิดขึ้น เอาน้ำล้างหน้า หักล้าง
ถ้า ความฟุ้งซ่าน เกิดขึ้นจับ อานาปานสติ หักล้าง
ถ้า ความสงสัยเกิดขึ้น ใช้ ปัญญา ใคร่ครวญความเป็นจริง ถึงความ มีความเกิดขึ้นในเบื้องต้น ความแก่ ความเก่า ในท่ามกลาง การเปลี่ยนแปลงในท่ามกลางการแตกสลายในที่สุด
ค่อย ๆ ทำมันไปตามนี้เบา ๆ ไม่ต้องเรียนมาก เวลาที่เข้าป่าเพิ่งได้นักธรรมตรี กำลังจะเรียนนักธรรมโท และเวลาว่างก็อ่านแบบนักธรรมโทไปด้วย หนังสืออธิบายด้วย ถ้าหากว่าไม่เข้าใจตอนไหนก็ขีด ๆ เส้นใต้ ไว้ถามพระท่านต่อไป พระท่านอธิบายเข้าใจง่าย ๆ ไม่ยากเหมือนครูสอน

ต่อมาวันหนึ่งก็มานั่งหารือกันว่า บรรดาพวกเราทั้งหลายก่อนที่จะมาอยู่ที่นี่ขณะที่เราฝึกอยู่ที่ป่าช้าวัดบางนมโค ตอนนั้นหลวงพ่อปานสั่งอะไรไว้เป็นสำคัญ สิ่งที่สั่งไว้เป็นสำคัญก็คือ อตีตังสญาณ รู้เหตุการณ์ในอดีตที่ผ่านมาแล้ว

อย่างที่ป่าช้าวัดบางนมโค มีอะไรบ้างต้องเขียนแต่ละสมัย ไปรายงานให้หลวงพ่อปานทราบ เวลาที่เราไปเที่ยว วัดบางปลาหมอก็กลับมาเขียนรายงานให้ทราบว่า ในอดีตมีอะไรบ้าง ไปเที่ยววัดหลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอกก็ต้องรายงานให้ทราบ ไปเที่ยววัดสามกอ ก็ต้องรายงานให้ทราบ อย่างนี้เป็นต้น
ทีนี้ก่อนจะมา หลวงพ่อปานสั่งว่า เธอจะไปที่ไหนก็ตาม ไปพักที่ไหนก็ตาม ต้องรู้อดีตของที่นั่น แต่ทว่า

ความสำคัญที่พวกเรารู้ บางทีหลวงพ่อปานก็ขีด ๆ ว่า ถูก บางทีก็บอกว่าถูก แต่ไม่ครบถ้วน บางทีก็บอกว่า ถูก แต่ว่าผิดสมัย สมัยที่น่าจะรู้มากกว่านี้ ทำไมจึงไม่รู้ ก็รวมความว่า เรารู้ไม่จริง
ความรู้จริงต้องอาศัยตามที่ อาจารย์ทองบอก อาจารย์ทองบอกว่า การรู้ด้วยกำลังของฌาน 4 ยังมีอุปาทานกินมาก ถ้าจะรู้จริง ๆ ไม่พลาด ต้องอาศัยถามองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าเอง คือ ถามพระพุทธเจ้าเอง

ที่นี้ สมัยที่อยู่ฝั่งทิศตะวันออกของแม่น้ำศรีประจันต์ ใกล้อำเภอผักไห่ เราไม่มีเวลาจะทำกลางวันก็แย่ กลางคืนก็เครียดจากความหนาว เวลานี้เรามีความสุขสบายแล้วในเรื่องการรู้เรื่องราวสถานที่ต่าง ๆ ก็ไม่จำเป็นต้องนั่งตรงนั้นทั้งทั่วประเทศ หรือทั่วโลก เราอยากจะรู้อะไรที่ไหน เราก็สามารถรู้ได้ แต่ว่าพวกเราจะรู้กันอย่างไร เอามาสอบกันดีไหมต่างคนต่างใช้อตีตังสญาณ แล้วมาสอบกัน เพื่อนทั้ง 2 ก็ค้าน
ท่านลิงขาวบอกว่า ทำอย่างนั้นได้ แต่ว่าอุปาทานมันจะกินมาก ยิ่งเรามีความสนใจมาก อุปาทานก็กินมาก และอีกประการที่ 2 เราไม่มีเครื่องสอบสวน เอากันอย่างนี้ดีกว่าทางที่ดี ถามตรงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะเป็นการรบกวนท่านเกินไปไหม ความจริงเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างนี้ไม่น่าจะกวนพระพุทธเจ้า

ท่านอีกองค์หนึ่ง ท่านลิงเล็กก็บอกว่า เป็นความจริง เรื่องอย่างนี้ไม่น่าจะกวนก็คิดว่าอย่างน้อยที่สุด ท่านเจ้าของที่ คือ ภุมเทวดาท่านต้องรู้ ภุมเทวดาไม่ใช่ว่าจะมีขอบเขต และมีร่างกายเป็นทิพย์ มีใจเป็นทิพย์ มีอารมณ์เป็นทิพย์ มีตาเป็นทิพย์ มีหูเป็นทิพย์ ทิพย์ทั้งหมด ถ้าหากว่าภุมเทวดาท่านบอกว่า ความรู้ท่านแคบไป เราเอาแค่ท่านรู้ หลังจากนั้นก็ถามรุกขเทวดา รุกขนางฟ้า ถ้ารุกขเทวดา รุกขานางฟ้า ท่านบอกเราแคบเกินไป เราก็ถามอากาสเทวดา ต่อไปดีไหม ทุกองค์ก็เห็นพร้อมใจกันบอก ดี
ทีนี้เราจะรู้อะไรก่อน เพื่อนก็บอกว่า เวลานี้เรามาอยู่ใกล้ดอนเจดีย์ ดอนเจดีย์เป็นสถานที่ไม่ทราบว่าประวัติศาสตร์เขาเขียนกันว่าอย่างไร จริง ๆ แล้วมีความเข้าใจว่า ฝังศพพระมหาอุปราช เขาว่าอย่างนั้น ทีนี้เราก็ไม่แน่ใจว่า คนเขียนเขาจะเขียนถูก หรือเขียนผิดหรือเราจะรู้ถูกรู้ผิด เราก็ไม่ทราบ เราจะถามใคร ทั้ง 2 องค์ก็นิ่ง

เมื่อนิ่งแล้วก็เสียงดังคล้าย ๆ หินโยนตึ๊กข้างหลัง เหลียวไปดู เห็นชายหนุ่มคนหนึ่งแต่งตัวสวย เขาใช้ชุดทรงสีขาวนุ่งผ้าพื้น ใส่รองเท้าเชิงงอน ใส่เสื้อเรียบ ๆ มีเครื่องผูกหัวน่ะ ผูกผมนิดหน่อย เป็นผู้ชาย เดินมาแล้วก็ยกมือไหว้ถามว่า ท่านคุยกันเรื่องอะไรครับ ก็ถามว่าคุณมาจากไหน ท่านก็ตอบตรงไปตรงมาว่าผมเป็นภุมเทวดาที่นี่ครับ

ท่านวิ (ลุงวิ) สั่งผมไว้ว่าท่านมีธุระอะไร ถ้าไม่เกินวิสัยของผม ให้ผมบอก ถ้าเกินวิสัยของผม ให้ถามรุกขเทวดาต่อ ถ้ารุกขเทวดาตอบไม่ได้ ถามอากาสเทวดาชั้นจาตุมหาราช ถ้าเกินวิสัยจากท่านนั้นก็ให้ถามตรงท่านวิเลย สำหรับท่านวิอะไร ๆ ก็รู้หมด

เลยถามว่า ท่านเป็นภุมเทวดาอยู่ที่นี่นานไหม ท่านบอกว่า ถ้าจะนับอายุมนุษย์ก็ประมาณ 300 ปีเศษแล้ว ก็ถามว่า ถ้านับอายุเทวดาจะเท่าไร ท่านบอกว่าใช้ 50 หารสิครับ 50 ปีของมนุษย์เป็น 1 วันของผม 300 ปีนี่มันกี่วัน 6 วันเท่านั้นเอง ก็ถาม ถ้าอย่างนั้นก็ไม่มีเวลาหลับเวลานอน ท่านบอก เทวดาไม่มีความจำเป็นต้องนอน เทวดาไม่มีความจำเป็นต้องหลับ คำว่า เหนื่อยของเทวดา ไม่มี เพราะเทวดาไม่มีขันธ์ 5

เลยถามท่านว่า ถ้าอย่างนั้นที่ดอนเจดีย์นี่อยากจะทราบว่า เขาฝังศพพระมหาอุปราชใช่ไหม ท่านบอกว่า ไม่มีใครเขาเอาข้าศึกมาบูชาหรอกครับ (แหม..ท่านตอบน่ารัก) พระมหาอุปราชกษัตริย์ของพม่าเวลานั้นเป็นศัตรูกับคนไทย ยกทัพมาย่ำยี่ ไทยอาศัย พระนเรศวร กับพระเอกาทศรถ ท่านเป็นพระมหากษัตริย์ที่มีบุญญาธิการมาก จึงเข้าชนช้างกัน ในที่สุด ก็ฟันพระมหาอุปราชตาย และพระเอกาทศรถก็ฆ่านายทหารของเขาตายพร้อมกัน ทีนี้

ศพคนเลว ๆ แบบนี้ ไม่มีใครบูชา ก็เลยถามว่า ถ้าอย่างนั้นเขาฝังอะไรไว้ล่ะ ท่านบอก เขาฝังเครื่องสาตราวุธที่มีอยู่บนหลังช้างทั้งหมด ก็ถามว่า ช้างไม่วิ่งหนีหรือ ท่านตอบ ช้างมันวิ่งหนีไม่ได้เพราะควาญช้างก็ถูกฆ่าตายเช่นเดียวกัน จับช้างได้จึงเอากูบช้างลงมา อาวุธทั้งหมดในนั้นมีครบ ถอดเครื่องกษัตริย์วางไว้ แล้วก็นำมาขุดหลุมฝังที่ตรงนี้ แล้วทำเจดีย์ครอบ ก่อนที่จะฝัง เขาทำพิธีกรรมเหยียบย่ำกันอย่างหนัก

เรียกว่า สาปให้พม่าฉิบหายขายตนไปเลย เมื่อถามท่านต่อมาว่า การเหยียบย่ำใครเหยียบ ก็บอกว่า พราหมณ์หรือเจ้าพิธีกรรมเป็นคนเหยียบ ไม่ใช่พระนเรศวรเป็นคนเหยียบ และตอนทำพิธีกรรมเหยียบย่ำแล้ว เขาทำอ่างเก็บไว้ เวลานี้ของทั้งหลายเหล่านั้นยังอยู่ดี เขาทำเป็นอ่างเก็บดีเรียบร้อย ไม่มีสนิม และก็ปิดสนิท

หลังจากนั้นก็ทำเจดีย์ เมื่อทำเจดีย์เสร็จ ก็นิมนต์พระมาสวด พระมาทำพิธีกรรมพระแก่ที่เป็นหัวหน้าที่สุดเป็น อรหันต์ปฏิสัมภิทาญาณ เวลานั้นมีพระอรหันต์มาร่วมจริง ๆ 6 องค์ นอกจากนั้นก็เป็นพระอันดับต่ำลงมา พระทรงฌานโลกีย์ แล้วก็ถามท่านต่อไปแล้วอย่างไรต่อไป ท่านก็บอกว่า ถามเท่านี้ ตอบเท่านี้ แล้วจะเอาอย่างไรอีกล่ะ

ก็ถามต่อไปว่า ถ้าอย่างนั้นคำสาปของพระอรหันต์จะมีผลขนาดไหน ท่านตอบว่าคำสาปของพระอรหันต์ ท่านลุงวิบอกแล้ว บอกว่า ประเทศไทย ก็เป็นประเทศไทย ไม่เป็นประเทศราช ไม่เป็นขี้ข้าของพม่าต่อไป แต่พม่ายังจะมีการรุกรานประเทศไทยต่อไปอีก ตามกฎของกรรมของคนไทย และก็เป็นกรรมของทหารพม่า

ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่าทหารพม่า เจ้านายยกทัพมา มันก็ต้องตายกัน พลัดลูกพลัดเมีย พลัดพ่อพลัดแม่ ผู้หญิงเป็นหม้ายไปตาม ๆ กัน ก็รวมความว่า สงครามไม่มีอะไรดี สงครามมีแต่ความโหดร้าย แล้วต่อไปประเทศไทยก็ต้องย้ายไปที่ บางกอก คือฝั่งธนบุรี หลังจากนั้นจะต้องอยู่ฝั่ง กรุงเทพ คือ ฝั่งบางกอกใหญ่

แล้วก็ถามท่านบอกว่า เวลานี้ก็อยู่ที่กรุงเทพแล้ว ก็อยากจะทราบจริง ๆ เอากันจริง ๆ นะว่า พระนเรศวรมหาราชทรงสวรรคตขณะที่จะยกทัพไปตีพม่า กำลังใจของท่านเวลานั้นมีกำลังใจอย่างเดียว คือ ฆ่า หรือจับ ยึดประเทศชาติให้ได้ ทำลายพม่าให้ได้ กำลังใจเต็มอารมณ์ของความบาป อยากจะทราบว่า พระนเรศวรตกนรกหรือเปล่า ท่านภุมเทวดาท่านก็บอกว่าไม่ตกนรกครับ เลยถามท่านบอกว่า ขนาดที่บาปยกทัพจะไปรบกันน่ะ มีแต่อาวุธ ทั้งกำลังใจตั้งใจจะห้ำหั่นกัน ท่านภุมเทวดาท่านก็บอกว่า ความจริงการยกทัพไปรบก็มีอารมณ์ 2 อย่าง

1. อยากจะห้ำหั่นข้าศึก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้องการมากอย่างยิ่ง คือ ยึดพื้นที่ และประการที่

2 มีความต้องการ ให้บุคคลภายหลังในประเทศของเรา อยู่ร่มเย็นเป็นสุขด้วยความเมตตาปรานี จะได้ไม่ถูกบรรดาพม่าทั้งหลายรบกวนต่อไป กำลังใจเป็นทั้งบุญ และบาปและโดยเฉพาะอย่างยิ่งนักรบทุกคนที่ไปรบนั้นหรือเวลาอื่นก็ตาม ทุกคนตื่นขึ้นเช้าเป็นนักบุญหมด พอเทวดาบอกอย่างนั้น ก็ตกใจว่า นักรบเป็นนักบุญหมด ถาม นักรบเป็นนักบุญอย่างไร ท่านก็ตอบว่า นักรบทุกคน ตื่นขึ้นมาแล้ว นึกถึงพระอันดับแรก พระที่ห้อยอยู่ที่คอ ความจริงนะ พระจริง ๆ ไปรบมากกว่าคนไปรบ คน 30 คน มีพระเกิน 100 องค์ที่ร่วมรบ

เป็นอันว่า นักรบทุกคนเวลาตื่นขึ้นเช้าไม่อยากตาย ปลุกพระ อาราธนาบารมีพระให้ช่วย คำว่า พระที่ห้อยคอ นี่หมายถึง พระพุทธเจ้า และก็หมายถึง พระสงฆ์ผู้ทำพระ เขานึกถึงพระที่ห้อยคอแล้ว เขาก็ปลุกด้วยคาถาตามที่เขาเรียนมา เป็นการอาราธนาบารมีของความปลอดภัยของตัว เขาเป็นนักบุญทุกวัน

ในเมื่อเขาเป็นนักบุญอย่างนี้ ถ้าถูกฆ่าตายในขณะที่จิตใจนึกถึงพระ แทนที่เขาจะไปนรก เขาไปสวรรค์ทันที เพราะใจนึกถึงพระ (เอาเข้านั่น) และพระนเรศวรมหาราชก็เช่นเดียวกัน พระองค์ไม่ได้นึกถึงพระเฉพาะป้องกันพระองค์เอง นึกถึงพระให้ป้องกันทหารในกองทัพทั้งหมด นึกว่าขอให้ชนะข้าศึก เพื่อให้คนไทยทั้งหมดมีความสุข เมตตาสูงมาก ฉะนั้น พระนเรศวรมหาราชท่านจึงไม่ลงนรก

เมื่อฟังไปแล้วก็คิดว่า เอ๊ะ…นี่เราได้ความรู้จากเทวดา เราคิดกันมานานแล้วว่า ถ้านักรบต้องตกนรก นี่ไม่ใช่เสียแล้ว เทวดาพูด เราต้องเชื่อ ถ้าใครจะไม่เชื่อ ก็เชิญไปซักเทวดาที่ศรีประจันต์ก็แล้วกัน ข้าง ๆ กับดอนเจดีย์ เลยถามไปนิดว่า ขอต่ออีกหน่อยได้ไหม ท่านถามว่า ต่ออะไร อยากจะถามว่า พระนเรศวรมหาราชทรงสวรรคตแล้ว ไปอยู่สวรรค์ชั้นไหน

ท่านตอบทันทีเลยว่า นักรบไปอยู่ชั้นจาตุมหาราชเป็นนายของพวกผม ถามว่า เวลานี้พระนเรศวรมหาราชอยู่ทิศไหน ท่านบอกว่า เวลานี้พระนเรศวรมหาราชอยู่ทิศตะวันออกของประเทศไทย คำว่า ตะวันออก นี่หมายถึง ประเทศไหน หรือแหล่งไหน ท่านบอก ไม่ใช่

เวลานี้พระนเรศวรมหาราชเกิดเป็นคนแล้ว และอยู่ในประเทศด้านทิศตะวันออกของประเทศไทย จึงถามว่าท่านบอกว่า พระนเรศวรมหาราชเป็นคนไทย หรือเป็นคนแขก หรือเป็นคนลาว หรือเป็นฝรั่ง ท่านบอกว่า เป็นคนไทยที่เกิดในเมืองฝรั่ง และในกาลต่อไปข้างหน้าวาระเข้ามาถึง พระนเรศวรมหาราชจะเข้ามาครองประเทศไทยในฐานะเป็น พระมหากษัตริย์

บรรดาท่านพุทธบริษัทอ่านเรื่องนี้แล้ว ทิ้งไว้ก่อนนะอย่าเชื่อนะอย่างไปเชื่อ ถ้าจะเชื่อก็ถามท่านผู้รู้จริง ๆ อันนี้เป็นการฟังจากภุมเทวดา ถามว่า เป็นกษัตริย์จะเป็นกษัตริย์นักรบไหม ท่านบอกว่า ขึ้นชื่อว่า พระนเรศวร เกิดชาติไหน รบชาตินั้น แต่การรบตอนหลัง พระนเรศวรจะไม่มีเวลาพักผ่อน

ตั้งแต่เริ่มต้นเป็นกษัตริย์ก็จะรบเรื่อยไป จนกระทั่งยันวันตายเลย บอกว่า ถ้าอย่างนั้น คนไทยทั้งชาติไม่ต้องทำมาหากินกันละ ก็รบกันอย่างเดียว ภุมเทวดาท่านบอกว่า ไม่ใช่ คนไทยทั้งชาติ ตั้งหน้าตั้งตาทำมาหากิน แต่พระนเรศวรมหาราชจะตั้งหน้าตั้งตารบ ถามว่า รบองค์เดียวหรือ ท่านบอกว่า มีคู่หูรบ ถามว่า รบกับอะไร รบกับใคร รบอย่างไร ท่านบอกว่า รบกับความยากจนของคนทั้งชาตินั่นคือ พระนเรศวรมหาราชมีพระเมตตากรุณากับคนไทยมามาก
ในกาลก่อนที่ต้องการรบ ก็เพราะว่า ต้องการให้บรรดาประชาชนมีความสุข ถ้าพม่ารบกวนอย่างนั้น คน

ไทยจะมีความสุขไม่ได้ จะตั้งตัวไม่ได้ ก็มีความจำเป็นต้องรบ เสี่ยงชีวิตแม้ต้องปีนค่าย เอาปากคาบดาบ เอามือยึดค่าย เท้าปีนค่ายก็เอาขึ้นไปฟันกับข้าศึก ถ้าพลาดพลั้งมันก็ต้องตาย เสียสละชีวิตของพระองค์ เพื่อคนไทยทั้งชาติขนาดนี้

และสิ่งทั้งหลายเหล่านี้เป็นนิสัย ขึ้นชื่อว่า นิสัย นี่ละไม่ได้ ดู พระสารีบุตร เคยเป็นลิงเหมือนกัน นิสัยลิงต้องโดด เมื่อถึงลำคลอง ลำรางพอจะข้ามได้ก็ไม่ข้าม กระโดด จนกระทั่งพระบวชใหม่สงสัย องค์สมเด็จพระจอมไตรจึงบอกว่า กิเลส ละได้ แต่นิสัย ละไม่ได้ ขนาดเป็น อัครสาวก

ทีนี้สำหรับ พระนเรศวรมหาราชเป็นนักรบ เป็นนิสัย เกิดชาติไหน ก็ต้องรบชาตินั้น ในเมื่อเกิดชาติตอนหลังขึ้นมา โอกาสที่จะรบอย่างนั้นมันไม่มี เพราะว่า มีแม่ทัพ มีนายกอง มีรัฐบาลควบคุมงานการบริหาร รัฐบาลควบคุม พระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ก็ต้องวางแผนรบกับความยากจนของบรรดาประชาชนชาวไทย ถามท่านว่า อีกกี่ปี จะถึงวาระที่พระนเรศวรมหาราชมาครองประเทศไทย ท่านบอกว่า หากว่าท่านอยู่ไปไม่ตาย ไม่นานนักท่านก็มาครองประเทศไทยแน่ เวลาที่ถาม เป็นสมัยของรัชกาลที่ 8

((( โปรดติดตามตอนต่อไป )))


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 09 มิ.ย. 2011, 18:03 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 มิ.ย. 2011, 18:31
โพสต์: 292


 ข้อมูลส่วนตัว


ฝึกอตีตังสญาณ ในป่าศรีประจันต์ ตอนที่ ๒


ท่านพุทธบริษัททั้งหลาย วันนี้ก็ยังเป็น วันที่ 9 พฤษภาคม 2533 ก็เป็นอันว่าเมื่อท่านภุมเทวดาท่านเล่าให้ฟัง ต่างคนต่างก็บันทึก ก็บอกท่านก่อน บอกว่าอย่าเพิ่งไปไหนนะ อยู่ด้วยกันก่อน
ท่านบอก ไม่ไปหรอกครับ ผมมีหน้าที่เฝ้าพวกท่านอยู่ตามหน้าที่ เวลานี้หน้าที่อย่างอื่น องค์อื่นทำแทน และภุมเทวดามีด้วยกันหลายองค์ ที่นี่ผมมีหน้าที่คอยดูแลรักษาท่านโดยเฉพาะ ท่านมีอะไรก็เรียกใช้ได้เลยขอรับ รู้สึกว่าเทวดาท่านใจดี ก็พากันบันทึก

เมื่อบันทึกเสร็จก็ถามท่านบอกว่า เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน วาจาของท่านซึ่งเป็นเทวดาย่อมเป็นวาจาจริง ก็มีโลกเดียวโลกมนุษย์ ที่พูดจริงบ้าง ไม่จริงบ้าง ทีนี้ก็อยากจะทราบว่าของที่ท่านพูดทั้งหมด จะมีอะไรตามความเป็นจริงบ้างขนาดไหน จะพิสูจน์กันได้อย่างไร มีอะไรเป็นสัญลักษณ์
ท่านบอกว่า เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน วันพรุ่งนี้ท่านไปที่นั่น เวลาท่านจะไป ท่านก็บอกผม ผมจะพาไป จะไห้ชี้จุดหลักเขต กำหนดเขตที่เขาจะทำเจดีย์กัน มันยังมีหมุดอยู่ หมุดเขตนี่เป็นหิน ปักอยู่ 4 ทิศ แต่ทว่าเวลานี้ดินกลบไปหมดแล้ว

ผมจะชี้ให้ท่านดู และจะช่วยท่านขุดคุ้ยขึ้นมาเป็นสัญลักษณ์ว่า ที่นี่เป็นสถานที่ฝังอาวุธยุทโธปกรณ์และกูบช้าง ตลอดจนเครื่องกษัตริย์จริง ๆ และก็ที่หินตรงนั้นจะมีภาษาเขียนเป็นภาษาพิเศษ เป็นศัพท์ย่อ แช่งไว้ด้วย ก็ถามว่า คำแช่ง เป็นคำแช่งของใคร ท่านบอก เป็นคำแช่งของคณาจารย์ ไม่ใช่พระอรหันต์ พระอรหันต์มีหน้าที่เพียงพยากรณ์อย่างเดียว ไม่แช่งใคร

หลังจากนั้นก็ไปดูกัน ต้นไม้มันก็รก หญ้ามันก็รก เทวดาท่านก็แหวก ความจริงไม่ใช่ใช้มือแหวก อย่าไปนั่งนึกว่า เทวดาใช้มืออย่างคนนะ นี่แค่ภุมเทวดา ท่านก็ดีกว่าเราเยอะ ท่านบอก ตรงนี้ครับ
หญ้าแหวกหายไป ดินแหวกหายไป เห็นหลักชัยชนะตระหง่าน ใหญ่โตมากกว้างประมาณ 4 ฟุต ยางก็ประมาณ 4 ฟุต เขียนเป็นอักษรขอมจารึกไว้ แล้วก็มีเหมือนกันทั้ง 4 ด้าน ดูครบ 4 ด้าน เมื่อเดินกลับมาใหม่ ต้นหญ้ากับดินมันก็มีเหมือนเดิม

แต่ความจริงที่เห็นไม่ใช่แหวกต้นหญ้าไม่ใช่รื้อดิน แต่อำนาจของเทวดาทำให้เราเห็น เวลานี้เสาหินที่ว่าเป็นเขตนี่ยังอยู่ข้างนอกเขตบริเวณรั้ว หากว่าใครจะพิสูจน์ก็ลองเอาแทรกเตอร์ไปไถดูก็แล้วกันมันก็จะลึกประมาณสัก 1 เมตร แต่ว่าถ้าไม่พบ ก็อย่ามาด่ากันก็แล้วกันนะ ต้องบอกเทวดากันเสียก่อน
หลังจากนั้นก็มาคุยกันต่อไปว่า นี่ฉันมานานแล้ว ไม่ได้ทำรายงานส่งหลวงพ่อปาน กลับไปคงถูกดุ ท่านภุมเทวดาก็บอกว่า หลวงพ่อปานท่านไม่ดุหรอก ท่านรู้เพราะว่าพวกท่านมีความหนักใจและมีความทุกข์ในสถานที่อยู่ จะบันทึกกลางวันเวลาบันทึกก็น้อย กลางคืนก็นอนน้อย อากาศก็เย็นจัด ฉะนั้น ท่านท้าวโกสีย์สักกเทวราช จึงมีบัญชาให้ท่านวิษณุกรรมเทพบุตร มาสร้างภูเขาชั่วคราว แล้วก็สร้างถ้ำชั่วคราว สร้างสถานที่ชั่วคราวให้อยู่

ท่านภุมเทวดาท่านก็ถามว่า ท่านจะอยู่ที่นี่นานไหม ก็เรียนให้ท่านทราบว่า จะกลับก่อนเข้าพรรษาสักหนึ่งวันพระ อย่างช้าก็เป็นวันพระขึ้น 8 ค่ำเดือน 8 จะกลับ จะอยู่ที่นี่ให้นาน ท่านบอกว่า ถ้าอย่างนั้นก็ดีแล้ว ก็เลยถามท่านบอกว่า สถานที่ตรงนี้ ที่ภูเขาตั้งนี้ เดิมทีมีอะไรเป็นสำคัญบ้าง เคยมีบ้านมีเมืองไหม
ท่านก็บอกว่า สมัยก่อนบ้านเมืองมันมีเยอะ ตรงนี้ก็เป็นวังของพระมหากษัตริย์ เวลานั้นมันเป็นเมืองเล็ก ๆ เป็นหย่อม ๆ คือ เป็นหัวหน้าคนนั่นเอง เป็น พ่อบ้าน เมืองก็ไม่ใหญ่นัก ขนาดใหญ่โตจริง ๆ ก็เท่าเขตอำเภอ และมีกำลังในกองทัพก็ประมาณ 4-500 คน ต้องมีกองทัพกันคนอื่นเข้ามารุกราน และก็สถานที่นี้มีความเจริญรุ่งเรือง

ท่านก็ชี้ไปภูเขาลูกหนึ่งว่า ภูเขาลูกนั้น เป็นคลังเก็บทรัพย์สมบัติของกษัตริย์ในสมัยนั้น ก็ถามว่าเวลานี้มีถ้ำเป็นที่เข้าไปไหม ท่านบอกว่า ถ้าจะเข้าตามทางที่มนุษย์เข้าจริง มันเข้ายาก แต่ว่าถ้าจะเข้าไปอย่างผมเข้า มันก็เข้าไม่ยาก ท่านจะไปไหมล่ะ ก็บอกว่า ไป ท่านบอกว่า ไปละก็ต้องทิ้งกายไว้ตรงนี้นะ กายนอก ไอ้กระสอบข้างนอก ทิ้งไว้ตรงนี้ เอากายในที่เหมือนกายผมนี่ไปด้วยกัน ไปที่ไหนก็ไปได้ ก็เลยตกลงใจบอก เอ้า..ถ้าอย่างนั้นไปด้วยกัน

เมื่อตัดสินใจว่าไป ก็ออกจากกายนอก เหลือแต่กายในไปด้วยกัน กายในของเราก็สวยไม่แพ้ภุมเทวดา เดินไปด้วยกัน เดินไปแป๊บเดียวก็ถึง พอไปถึงก็ต้องตกใจ หน้าถ้ำมีหินปิด ปิดหลายชั้น และก็สูงมาก ยาวมาก เข้าไปข้างใน กลายเป็นถ้ำใหญ่ มีความยาวเหยียดหลายเส้น และมีความกว้างพอสมควร ข้างในก็ไปเจอะ เทวดาชั้นจาตุมหาราช 4 องค์
พอเข้าไปข้างใน ท่านก็ยกมือไหว้ บอก อ้าว..เพื่อนเก่ามาแล้วหรือ ก็เลยตกใจถามว่าฉันเป็นเพื่อนกับท่านหรือ ท่านบอก แหม.. ท่านนี่มันลืมง่าย เป็นคนเกิดง่าย ตายง่าย เดี๋ยวเกิด เดี๋ยวตาย เดี๋ยวเกิด เกิดไม่รู้กี่ครั้ง ตายไม่รู้กี่ครั้ง

สมัยที่ท่านอยู่กับผมนี่ ก็อยู่แถวนี้แต่บริเวณเขตนี้ ก็เป็นที่อารักขาของพวกเรา ท่านก็เป็นเจ้าของอารักขา แต่เวลานี้ไปแล้วก็ลืม ทำลืม เรื่องก็บอกว่าไม่ทำลืมหรอก มันลืมจริง ๆ ก็ถามว่า ที่นี่มีอะไรบ้าง ท่านก็มองปราดไป ไอ้ตาข้างในนี่ มันดีกว่าตาข้างนอกเยอะ

ถ้าจะว่ากันจริง ๆ ก็คือ กายทิพย์ ตามันก็ทิพย์เห็นหมด ทองเหลืองอร่าม ทองแท่งใหญ่ ทองแท่งเล็ก มันจะยาวจริง ๆ ประมาณสัก 500 เมตร ตั้งเป็นทิวแถว ต่อมาก็เป็นทองรูปพรรณ เป็นเพชรนิลจินดา เป็นเงินเบี้ยที่เขาใช้กันบ้าง เป็นแท่งทองแท่งเงินบ้าง ที่เขาใช้ซื้อขายแลกเปลี่ยนกัน

ก็ถามว่าท่านเทวดาชั้นจาตุมหาราชว่า ไอ้ของทั้งหลายเหล่านี้ มันมาอยู่ได้อย่างไร ท่านก็บอกว่า กษัตริย์สมัยนั้น เขาเก็บที่นี่เป็นการเก็บหลบข้าศึก แต่มีทางช่องเข้าต่างหาก ท่านก็ทำให้ดูช่อง ไอ้ช่องนั้นก็เป็นช่องลดเลี้ยวเคี้ยวคด เดินยาวมากกว่าจะออกปากทางได้ เป็นสถานที่ลี้ลับป้องกันไม่ให้ข้าศึกรู้และก็เวลาจะใช้ ก็นำมาใช้มีคนรู้เฉพาะ ไม่รู้มาก คือเป็นเจ้าหน้าที่เป็นชั้น ๆ ไม่ใช่รู้ทั้งหมดก็ไม่ต้องอธิบาย
เป็นอันว่า ชมดีแล้ว ก็นึกเชื่อภุมเทวดานี่ท่านเก่งจริง ก็เลยถามเทวดาชั้นจาตุมหาราชท่านหนึ่ง ท่านนี้แต่งตัวสวย คาดเข็มขัดเป็นเพชร แพรวพราวเป็นระยับ ที่คอมีเพชร ที่เสื้อมีเพชร ถามว่า ท่านเป็นเทวดาชั้นไหน ท่านบอกว่า ผมเป็นเทวดาชั้น มหาอำมาตย์ ถามว่าท่านประจำอยู่ที่นี่หรือ

ท่านบอกเปล่า ก็รู้ว่าท่านจะมา ผมก็เลยมาดักที่นี่ ที่นี่เป็นอาณาเขตอารักขาของพวกผม มีภุมเทวดาเป็นผู้ใหญ่บ้าน ก็ถามว่า กษัตริย์องค์นั้น ที่เป็นเจ้าของทรัพย์สินเวลานี้ไปเกิดที่ไหน ท่านก็หันหน้ามายิ้ม ๆ ท่านบอก กษัตริย์องค์นั้น เวลานี้เป็นพระ

ก็ถามว่า ถ้าพระองค์นั้นจะเอาทรัพย์สินนี่จะได้ไหม ท่านบอกพระองค์นั้น ถึงแม้จะเป็นกษัตริย์มาก่อน เป็นเจ้าของมาก่อน ก็ไม่มีสิทธิ เพราะทรัพย์สินทั้งหลายเหล่านี้ เป็นสมบัติของพระเจ้าจักรพรรดิราช เมื่อตายไปแล้ว ก็หมดอำนาจที่จะพึงครอบครอง

ถามว่า เวลานี้พระองค์นั้นอยู่ที่ไหน ท่านบอก นี่ กำลังคุยอยู่นี่ พระที่กำลังคุยอยู่นี่ นี่เจ้าของนะ เขาจึงพาให้มาดู ไม่ได้เคยเป็นเจ้าของมาก่อน เขาไม่ให้เห็นหรอก และก็ถามว่าถ้าอย่างนั้น ทรัพย์สินทั้งหลายเหล่านี้ ถ้าฉันจะเอาไปสักชิ้นหนึ่ง เป็นสัญลักษณ์ให้หลวงพ่อปานดูจะได้ไหม

ท่านบอกว่า ท่านต้องการจริงๆ ผมให้มากกว่า 1 ชิ้น แต่ว่าหากว่าท่านจะพร้อม ยอมที่จะถูกหลวงพ่อปานด่า ถามว่า ทำไม ท่านก็เลยบอกว่า ที่หลวงพ่อปานสั่งมา ผมได้ยินทั้งหมด หลวงพ่อปานบวงสรวงผมไปด้วยนะ ก่อนที่ท่านจะมา ห้ามติดลาภ ห้ามติดยศ ห้ามติดสรรเสริญ ห้ามติดความสุข นี่พวกท่านก็ชักจะเผลอมา 2-3วัน ติดความสุขในถ้ำนี่ มันไม่ดีนะ ถ้านำทรัพย์สมบัติไปชิ้นเดียวเท่านั้น หลวงพ่อปานจะสั่งระงับการธุดงค์ทันที

แหม.. อยากจะกราบเทวดาองค์นั้นที่ท่านเตือน พอนึกในใจว่า อยากจะกราบความดีของท่าน ท่านบอกไม่ต้องกราบผมหรอก เพียงแค่ไม่ฝืนกันก็ดีแล้ว ท่านทำดีแล้ว ผมจะช่วยอารักขาทุกอย่าง
ภุมเทวดาที่มาด้วยนี่ เขามีหน้าที่แค่ผู้ใหญ่บ้าน ผมมีหน้าที่เสมอ ผู้ว่าราชการจังหวัด มีอะไรก็บอกภุมเทวดามา ถ้าเกินวิสัยของเขา เขาก็บอกนายอำเภอ บอกกำนัน แล้วก็มาบอกผม ถ้าเกินวิสัยของผม ผมก็บอกท้าวมหาราช เกินวิสัยท้าวมหาราช ท้าวมหาราชก็ทูลพระอินทร์ทราบ ก็หมดเรื่องกัน ก็เลยขอบใจท่าน

และก็ถามว่าภูเขาลูกนี่ ถ้าจะพูดไปได้ไหม ท่านบอกว่า ควรเอาเครื่องบัดกรี บัดกรีปากเสีย ทิ้งเลย แต่ความจริงเวลานั้น ท่านสั่งมา ก็รับคำก็ไม่ได้พูดกับใครเลย เวลานี้ก็ไม่ได้พูดกับใคร พูดคนเดียว นั่งพูดคนเดียว แล้วเขาก็ไปเขียนเป็นหนังสือ จะหาว่าผิดสัจจะก็ไม่ได้และใครอยากรวย ก็ไป คอหักตายไม่รู้ด้วย เป็นอันว่าถ้าอย่างนั้นก็ลาท่านเทวดากลับ พอจะกลับทั้ง 4 องค์ก็มาส่งทั้งหมด

พอมาถึงสถานที่พัก เทวดาใหญ่ท่านมหาอำมาตย์ก็บอกว่า ท่านอย่าประมาทในชีวิตสิครับ สถานที่ใดมีความสุข สถานที่นั้นก็มีความทุกข์ ก็ถามว่า เอ๊ะ ลุงเทวดา มาเทศน์ให้ฟังอีกแล้ว ไหนลองเทศน์ให้ละเอียดหน่อยสิ มันเป็นอย่างไร ท่านบอก สถานที่นี้มีความสุข แต่ว่าสิ่งที่อยู่ในสถานที่นี้มันมีความทุกข์ คือตัวพวกท่านทั้ง 3 องค์นั่นแหละ ท่านมีความทุกข์จาก

1. ความเหนื่อยจากการเดินจงกรม
2. นั่งมากเกินไปก็เหนื่อย
3. นอนมากเกินไปก็เหนื่อย ยืน เดินมากเกินไปก็เหนื่อย
4. ท่านต้องมีความทุกข์เรื่องอาหาร ถ้าปฏิบัติไม่ดีหน่อยเดียว ไม่ได้กินอาหาร

ก็เป็นอันว่า ที่ท่านมีอาหารฉันอยู่ทุกวันนี้ เพราะท่านมีความดี แต่ท่านก็อย่าลืมความดี ร่างกายมีความสุขจิตใจมีความสุข แต่อย่าลืมทุกข์ที่มันคืบคลานเข้ามาหาจงตั้งหน้าตั้งตาเจริญ วิปัสสนาญาณ กับสมถภาวนา ให้ทรงตัว

แล้วท่านก็บอกว่า ท่านท้าวมหาราช คือ ท่านท้าวเวสสุวัณสั่งมา ท่านบอกว่า สิ่งที่ต้องการจะรู้ทั้งหมด ถ้ามีอะไรไม่เกินวิสัย ที่ท่านท้าวเวสสุวัณจะบอกได้ ท่านจะบอกให้ จะได้ทำรายงานให้หลวงพ่อปานทราบ

เวลานี้ท่านก็จดเสียสิว่า เขาลูกนั้น ตั้งอยู่ทางด้านทิศเหนือของเขาชั่วคราวลูกนี้ ประมาณ 7 กิโลเมตร บ้านแถวนั้นเขาเรียกกันว่า บ้านเดื่อ แต่สมัยต่อไปข้างหน้า เขาก็เลิกเรียกแล้ว ไม่รู้เรียกอะไร มันเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ มีต้นมะเดื่ออยู่ต้นหนึ่ง เขาเลยเรียกว่า บ้านเดื่อ

เขาลูกนี้ เขาก็เรียกว่า เขาบ้านเดื่อ และก็มีทองมาก มีทรัพย์สมบัติมาก มีเพชรนิลจินดามาก มีน้ำหนักของทองจริง ๆ ไม่น้อยกว่า 50 ตัน ทองรูปพรรณต่างหาก มีเทวดาชั้นจาตุมหาราชรักษาอยู่ 4 องค์ องค์ที่เป็นหัวหน้า เป็นชั้นมหาอำมาตย์ประดับเพชร และก็มีภุมเทวดาเป็นผู้ใหญ่บ้าน มีสัมภเวสีทั้งหลายนับพันเป็นบริวาร สำหรับทำร้ายและมุ่งร้าย ขัดขวางบุคคลที่จะมาทำลายทรัพย์สิน พอบันทึกเสร็จ ท่านก็บอกว่า จบแล้ว

พอจบแล้วท่านก็จะลาไป ก็บอกเดี๋ยวก่อน ๆ เพื่อนเก่าไหน ๆ ก็บอกว่าเป็นเพื่อนเก่าเราก็คุยกันก่อน วันพรุ่งนี้พบกันใหม่ได้ไหม ท่านบอก พร้อมเอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ท่านต้องการพบผมเมื่อไร นึกถึงผม เรียกผมว่า นายจัน

ถามว่า จันน่ะ เป็นชื่อของเทวดา หรือเป็นชื่อสมัยเป็นคน ท่านบอก สมัยเป็นคน สมัยเป็นคน ผมชื่อ นายจัน สมัยที่พระนเรศวรมหาราชมารบที่นี่ ผมมารบด้วย ก็ถามบอก เออ..แล้วแกทำไมไม่ตายล่ะ เวลานั้นแกตายหรือเปล่าผมไม่เคยตาย ผมออกทัพจับศึกทุกครั้ง ไม่เคยตายและก็ไม่เคยบาดเจ็บ
ถามว่า หนังเหนียวหรือ บอก หนังผมก็ไม่เหนียว หรืออาจจะเหนียวก็ได้ ผมก็รู้ไม่ได้ แต่ผมไม่เคยถูกอาวุธ จึงได้ถามว่า ในเมื่อรบกันทำไมจึงไม่ถูกอาวุธ ท่านบอกว่า ผมเป็นกองเสบียง หุงข้าวเลี้ยงทหาร ไอ้ข้าว ไอ้กับ ไอ้หมูเนื้อต่าง ๆ ผมกินพุงปลิ้น ทหารได้กินไม่เท่าผมหรอก ผมมันทหารกองเสบียง เขาเรียก พลาธิการ

ก็เป็นอันว่า เวลานั้นก็รู้เรื่องราวความเป็นมาต่าง ๆ จึงถามบอกว่า ตามที่ท่านรุกขเทวดาบอกน่ะ ตรงไหม ท่านบอกว่า ตรง จึงถามว่า เวลาที่พระเอกาทศรถ กับพระนเรศวรมหาราช รบที่ตรงนี้ หรือรบที่ตรงอื่น
ท่านบอก เท่าที่รบกันจริง ๆ ที่ลาดหญ้า ไม่ใช่ที่ตรงนี้ ทุ่งลาดหญ้า จังหวัดกาญจนบุรี ทัพเข้าไปปะทะกันที่นั่น และก็ทำการรบกันที่นั่น ในเมื่อพระมหาอุปราชเสียท่ากองทัพก็ถอย กองทัพไทยก็ตีหนัก เข้าก็ใช้ยิงปืนมาถึงพระเอกาทศรถกับพระนเรศวรมหาราช แต่บังเอิญท่านมีพระแคล้วคลาด มีพระหนังเหนียว ไม่เป็นไร

และในที่สุด เมื่อฆ่าพระมหาอุปราชตาย ก็คิดว่าจะทำเจดีย์ที่ตรงนั้น ก็มีนายทหารผู้ใหญ่ค้านว่า ที่ตรงนี้เป็นที่รบกันเป็นที่ย่ำเหยียบ ถ้าทำเจดีย์ไม่ช้าเจดีย์ก็พัง สัญญลักษณ์ก็จะสลายตัว มาทำที่ป่าศรีประจันต์ดีกว่า จึงหาแหล่งที่จะทำแล้วมาทำที่ป่าศรีประจันต์นี่

ก็เป็นอันว่า ท่านพุทธบริษัท ท่านอ่านประวัติศาสตร์ก็ดี ฟังมาก็ดี ถ้อยคำของเทวดาค้านกับประวัติศาสตร์ก็ไม่ขอบอกว่า ประวัติศาสตร์ผิด และเสียงที่อาตมาฟังนี่ อาจจะฟังผิดก็ได้ ฉะนั้น อย่าไปโทษ ใครผิดใครถูกเลย อ่านเป็นเรื่องนิทานไปก็แล้วกัน

เป็นอันว่า พอพูดจบ ท่านเทวดาก็ลากลับ เพราะมันค่ำมากแล้ว พวกเราก็เข้าเจริญสมาธิตามธรรมดา ญาติโยมทั้งหลายอ่านมาถึงตอนนี้ ก็จงอย่าเพิ่งชมว่าดีนะ โดยมากจะเข้าใจพระผิด พระไม่ทันจะดี ก็บอกว่าดีเสียแล้ว ถ้าพระหลงดี ก็จะเหลิงจากความดีที่ยังมีความดีไม่ถึง ดีไม่ดีพระองค์นั้นก็จะลงนรกไป
ที่ทำได้อย่างนี้ พบกับเทวดาก็ได้ ถอดกายภายในไปเที่ยวก็ได้ ไปทั้งกายภายใน และกายภายนอกก็ได้ อย่างนี้ยังไม่ชื่อว่าดีเพราะอะไร เพราะว่ายังเป็นฌานโลกีย์ ฌานโลกีย์นี่ยังไม่พ้นปากของอบายภูมิ คือ ยังไม่พ้นนรก ถ้าพลาดเมื่อไร ก็ลงนรกเมื่อนั้น ก็ต้องดูกำลังใจว่า กำลังใจตัดนิวรณ์ 5 ประการครบหรือเปล่า

1. ความรักในรูปสวย เสียงเพราะ กลิ่นหอม รสอร่อย สัมผัสระหว่างเพศ ยังอยู่เต็มแหง ๆ นี่มันเป็นความเลว แต่ว่าที่มันยังอยู่ก็เพราะอยู่คนเดียวไม่พบสาวที่ไหน ถ้าพบสาวเข้าเมื่อไรอาจจะหลงใหลใฝ่ฝันในสาวก็ได้ นี่ยังไม่เจอะกันของที่ยังไม่สัมผัสกัน จะถือว่าตัดได้นั่นไม่ได้ อารมณ์ยังมี แต่ว่าคอยกดอารมณ์ไว้ด้วย กายคตานุสสติ กับอสุภกรรมฐาน คอยยับยั้งไว้

และประการที่ 2 อารมณ์ไม่พอใจ มีไหม ยังมีไม่พอใจใคร โดยมากไม่พอใจตัวเองที่การคล่องตัวยังไม่มี ไอ้สิ่งที่เราต้องการนี่มันก็เป็นอารมณ์เลวที่ยังไม่ควร ถ้าความไม่พอใจในตัวเองมี ความไม่พอใจในบุคคลอื่นก็ต้องมี ต้องยับยั้งไว้ด้วย พรหมวิหาร 4 เข้าสมาธิคิดว่า เราจะไม่ไปไหน จับ อานาปานสติ กับพุทธานุสสติ พอจิตทรงตัวนิดหน่อย ก็คลายอารมณ์นิดหนึ่ง ใช้กำลังวิปัสสนาญาณ เห็นว่า ร่างกายเป็นทุกข์ ทุกขังในอริยสัจ จะต้องกิน จะต้องใช้ จะต้องเดิน จะต้องขี้ จะต้องเยี่ยว จะต้องหนาว จะต้องร้อน จะต้องป่วยไข้ไม่สบาย จะต้องแก่ จะต้องตาย ร่างกายนี่เป็นฐานที่มาของความทุกข์ เราไม่ควรจะเมาร่างกายต่อไป

แต่เวลานั้น ปรารถนาพระโพธิญาณ คิดว่า เราต้องการอย่างเดียว คือ พระโพธิญาณ ถ้าถึงพระโพธิญาณเมื่อไร เวลานั้นเราก็ไปนิพพาน

ตอนนั้นขอยอมรับว่า ไม่เข้าใจเรื่องนิพพานจริง ๆ แต่ 2 องค์นั่น เขาไม่มีอะไร ปั๊บเขาจับพระนิพพานเป็นอารมณ์ มันต่างกันตั้งเยอะ ทั้ง 2 องค์ท่านเก่งกว่าตั้งเยอะ ลิงขาวกับลิงเล็ก (แต่ลิงขาวตัวจริงนะ ไม่ใช่ลิงขาวปลอม ๆ ลิงขาวที่เป็นช่อดอกไม้นั่นไม่ใช่มันคนละตัว)

ถ้าลิงขาวจริง ๆ ท่านเก่ง ท่านเป็นพระอริยเจ้า คือ อย่างที่ลุงวิบอกท่าน ท่านตัดสังโยชน์ 3 ได้แล้ว (ลิงขาว กับลิงเล็ก) นั่นหมายถึงเป็น พระโสดาบัน หรือสกิทาคามี ท่านบอกว่า ได้โสดาบันอย่างหยาบ ก็หมายถึง อย่างต้น ก็ยังดีกว่าเราเยอะ อาตมายังไม่ได้อะไรเลย อย่าลืมนะ อย่างนี้ยังอยู่ในขั้นเลวนะ ญาติโยมนะ ยังเลวอยู่ ยังมีนิวรณ์ 5 อยู่ แต่ว่าที่อยู่ได้เพราะอดกลั้น

หลังจากนั้นเวลาที่ทำไป เมื่อคลายจากอารมณ์จากสมถะ ก็เข้ามาจับวิปัสสนาญาณทีนี้ต่อไปก็จับวิปัสสนาญาณ บวกสมถะนั่นหมายความว่าใช้วิปัสสนาญาณนำหน้า ใช้สมถะตามหลัง คือ ใช้กำลังวิปัสสนาญาณพิจารณา และใช้อานาปานสติควบ ทำทั้ง 2 อย่างประเดี๋ยวเดียวจิตตก

คำว่า จิตตก ก็หมายความว่า จิตตกจากภวังค์ นั่นก็หมายความว่า จิตตกจากอารมณ์เดิม จิตมีความละเอียด มีอารมณ์ดิ่ง ลมเกือบจะไม่กระทบร่างกายภายในอย่างนี้เขาเรียก สมาบัติขั้นสูงของฌานโลกีย์ จิตตกในสมาบัติมีอารมณ์ดิ่ง มีความสุข มีเอกัคคตารมณ์ มีความแน่นสนิท มีจิตสว่างโพลง สักครู่หนึ่ง
เมื่อกำลังมันเต็มที่ มันก็หลุด กายภายในหลุดจากกายภายนอก มันไปของมันเองไป บื้ด.ก็ขึ้นไปพระจุฬามณีเจดียสถานเวลาขึ้นไป ต่างคนต่างขึ้น ต่างคนต่างไม่นัดหมายกัน มันก็ไปพร้อมกัน ตามกันขึ้นไป แป๊บเดียวก็ถึง พระจุฬามณีเจดียสถาน

ก่อนที่จะเข้าพระจุฬามณี เห็นหลวงพ่อปานยืนอยู่ กราบหลวงพ่อปานท่าน ท่านบอกทำดีแล้วลูก ทำอย่างนี้ถูก และการที่บันทึกไว้นั่นก็ถูกต้อง เป็นที่พอใจของพ่อ เห็นไหมท่านอยู่วัด เราอยู่ป่า เราทำอะไรท่านก็รู้

จึงเข้าไปนมัสการองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กับพระอรหันต์ ก็ตามท่านเข้าไป ท่านก็พาไปกราบพระพุทธเจ้า ใครจะว่าพระพุทธเจ้าเป็นพุทธนิมิต อะไรก็ตามเถอะ ไม่ว่าใครละ ขอถือว่าเป็นพระพุทธเจ้าก็แล้วกัน เป็นรูปพระพุทธเจ้าใช้ได้ อันนี้ไม่เถียงกัน แล้วกราบพระอรหันต์ทั้งหมด
ก็มีพระองค์หนึ่ง ท่านมาลูบศีรษะคือ พระมหากัสสป ท่านบอกว่า นักธุดงค์นี่ต้องเป็นนักธุดงค์จริง ๆ นะ อย่าธุดงค์หวังเงินหวังทอง เห็นเงินเห็นทองเป็นของดี นี่ไม่ใช่นักธุดงค์ โอ..โดนด่าเข้าแล้ว

ก็ถามว่า เท่าที่ผมล้อเทวดา เป็นความผิดหรือครับ ท่านบอกว่า มันไม่เป็นความผิด แต่ว่ามันก็เป็นปรามาส ปรามาสในความดี ที่องค์สมเด็จพระชินสีห์ตรัสว่า อย่าหลงในรูปเสียง กลิ่น รส และสัมผัส อย่าทำใจให้เศร้าหมอง อย่าทำใจให้มัวหมอง

เรื่องของอดีต เป็นเรื่องของอดีต เรื่องของปัจจุบัน เป็นเรื่องของปัจจุบัน เวลานี้เราต้องการพระโพธิญาณ ปักใจไว้เพื่อพระโพธิญาณอย่างเดียว ก็พอดีได้ยินเสียงพระพุทธเจ้าตรัสว่า กัสสปพูดถูกแล้ว กัสสปพูดถูกแล้ว

((( โปรดติดตามตอนต่อไป )))


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 09 มิ.ย. 2011, 18:10 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 มิ.ย. 2011, 18:31
โพสต์: 292


 ข้อมูลส่วนตัว


พระสอนในป่า


ท่านพุทธบริษัททั้งหลาย ตอนนี้ก็เป็น วันที่ 22 พฤษภาคม 2533 ก็มาคุยกันถึงป่าศรีประจันต์ ตอนนี้ก็จบกันเสียที ป่าศรีประจันต์ ตอนป่าศรีประจันต์นี่เป็นการซักซ้อมธุดงค์แบบอุกฤษฏ์ แต่ความจริง เรื่องธุดงค์แบบอุกฤษฏ์นี่ ทางภาคอีสานท่านเก่ง ลูกศิษย์หลวงพ่อมั่นท่านเก่ง เอากันจริง ๆ จัง ๆ แต่ทางด้านลูกศิษย์หลวงพ่อปานก็มีบ้าอยู่ 3 องค์ ทางด้านอุกฤษฏ์ นอกจากนั้นก็เป็นธุดงค์ปกติ แต่ว่าค่อนข้างอุกฤษฏ์ก็มี ท่านก็ดี ๆ กันทั้งนั้น

ทีนี้ก็มาคุยกันถึง ป่าศรีประจันต์ มาอยู่ที่ภูเขาชั่วคราว (ไปมาเมื่อเร็ว ๆ นี้ เมื่อสิ้นเดือนมกราคม 2533 ภูเขาชั่วคราวไม่มีแล้ว ภูเขาระยำอะไรมันหายไปเร็วจริง ๆ) อยู่ที่ภูเขาชั่วคราวก็มีความสุข นั่งกินนอนกินแบบสบาย ๆ ถึงเวลาก็บิณฑบาต ทีหลังก็ชักกำเริบเอาใหม่ ประเภทที่แขวนต้นไม้ไม่เอาแล้ว เรามาตั้งใจกัน 3 คน บอกว่า เราเอากันอย่างนี้นะ เราจะเดินบิณฑบาตกัน จากต้นไม้ต้นนี้ไปถึงต้นไม้ต้นโน้น จากต้นโน้นกลับมาถึงต้นเดิม ถ้าไม่มีใครใส่บาตร เราจะอยู่ด้วย ธรรมปีติ

นั่นก็หมายความว่า (คำว่า ปีติ แปลว่า ความอิ่มใจ) เราจะอิ่มใจในธรรม ถ้าบังเอิญมันจะตายเวลานี้ เราก็พร้อม พร้อมในการตาย เพราะความตายขึ้นชื่อว่า เกิด แล้ว มันต้องตาย แต่ว่าเราจะตายเพราะกำลังบุญกุศล เราจะเสียดายอะไรกับร่างกาย ร่างกายเป็นอนิจจัง มันเป็นของไม่เที่ยง ร่างกายเป็นทุกขัง มันเป็นทุกข์ ร่างกายเป็นอนัตตา มันต้องตายแน่สักวันหนึ่งข้างหน้า เราจะตายอยู่กับธรรม

เมื่อตัดสินใจแบบนั้นแล้ว พอตื่นขึ้นเช้าเริ่มทำสมาธิ
อันดับแรก ตั้งอารมณ์ พรหมวิหาร 4 ก่อน ให้ครบถ้วนบริบูรณ์อารมณ์จริง ๆ
หลังจากนั้นก็จับ อานาปานสติ ควบกับ พุทธานุสสติ จับนิมิตเห็นภาพพระพุทธเจ้าตามที่เคยเห็น อีก 2 องค์นั่นเขาเก่งกว่า คือว่าเทวดาท่านบอกว่า อีก 2 องค์นั่น เขาตัดสังโยชน์ 3 ได้แล้ว เขาคงจับนิพพานเป็นอารมณ์ สำหรับอาตมาเวลานั้น อยู่ในเขตพระโพธิสัตว์ ยังปรารถนาพุทธภูมิ ก็จับพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ ลุกขึ้นคว้าบาตรสะพาย

เวลาออกเดินเราก็ไม่ภาวนาว่า พุทโธ ใช้ อิติปิโสฯ ตามเดิม ไม่สนใจใครจะใส่บาตรหรือไม่ใส่บาตร ไม่สนใจ ฉันจะเดินจากต้นไม้ต้นนี้ไปถึงต้นโน้น ก้าวไปก้าวมาก็รู้สึกถึงอิติปิโสฯ เป็นลำดับ พอเดินไปถึงครึ่งทาง ก็ปรากฏว่าเจอะเทวดา แต่งตัวเป็นเทวดา เจอะนางฟ้า แต่งตัวเป็นนางฟ้า ถือขันคนละใบ มีดอกไม้คนละ 3 ดอก ใส่บาตร พอใส่บาตรเสร็จท่านยกมือไหว้ ก็ให้พรท่านว่า เอวัง โหตุ กลับมาที่เดิม ข้าวก็กินพอดี ๆ ดอกไม้เราก็บูชาพระ

หลังจากนั้นก็อยู่กันแบบสงบ ก็คุยกันบ้าง อะไรกันบ้าง ตามธรรมดา ๆ แต่ว่าก่อนจะกลับ ถึงวันใกล้ที่จะกลับ ก็ปรากฏว่ามีพระ 2 องค์ ก็ไม่ทราบว่ามาจากไหน กำลังนั่ง ๆ คุยกัน ก็ปรากฏปุ๊บปั๊บ มานั่งร่วมวงเฉย ๆ ท่านถามว่า คิดจะกลับหรือ

ก็กราบเรียนท่านบอกว่า จะกลับขอรับ ท่านบอกว่า จำทางได้ไหม ก็เลยบอกว่า จำไม่ได้ เพราะเวลามานี่เทวดานำมา จากป่าศรีประจันต์ด้านทิศตะวันออกใกล้อำเภอผักไห่ มาถึงดอนเจดีย์นี่มันก็ไกลแสนไกล ท่านเดินประเดี๋ยวเดียวก็ถึง ผมจำทางไม่ได้ แต่ว่าผมจะถือเอาทิศตะวันออกเป็นเกณฑ์ เดินไปตามสายทิศตะวันออก มันจะถึงเมื่อไรก็ช่างมัน

ท่านบอกว่าไม่เป็นไร คนที่เขาพามา เขาก็พากลับเวลานี้ทั้งผี ทั้งเทวดา มีความชื่นชมในท่านทั้ง 3 มาก แต่ว่า ผมยังเห็นว่า ท่านทั้ง 3 นี่ยังมีอารมณ์หยาบอยู่ นี่ได้ครูแล้ว ผมคิดว่าจะมาแนะนำท่านสักหน่อยหนึ่ง ท่านจะรับฟังไหม ก็เลยกราบท่านด้วยความเคารพจริง ๆ

ถ้าจะถามว่า จำได้ไหม พระ 2 องค์นี่ พระอะไร ก็บอกว่า ไม่รู้หรอก จำไม่ได้ ไม่ใช่ลีลาหลวงพ่อปาน ไม่ใช่ลีลาหลวงพ่อจง แล้วก็ไม่ใช่ลีลาหลวงพ่อจาด สุ้มเสียงก็ไม่ใช่ นุ่มนวลเหลือเกินองค์หนึ่งน่ะสวยงามมาก หนุ่มไม่แก่มองแล้วมีแสงสว่างออกจากกาย อีกองค์หนึ่งก็สวยงามเหมือนกัน แต่ว่าท่าทางผิวจะคล้ำกว่ากันนิดหนึ่ง แต่มีแสงสว่างจากกายเหมือนกัน

ท่านก็สอนบอกว่า การเจริญกรรมฐานของพวกคุณทั้ง 3 องค์นี่ หนักสมถภาวนามากเกินไป ควรจะให้พอดี ๆ กัน สมถภาวนา กับวิปัสสนาภาวนา เรื่องศีลไม่กังวล ผมไม่กังวลเรื่องศีล เพราะผมเห็นคุณแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คุณนี่ปรารถนาพุทธภูมิ แต่มันก็ไปไม่รอดหรอก

ในที่สุดคุณก็ต้องลาพุทธภูมิ ถามท่านว่า เป็นเพราะอะไรครับ ท่านบอกว่า สัญญาน่ะมีอยู่ ก่อนที่คุณจะลงมานี่ คุณมีสัญญานะว่า จะมาช่วยงานกันตามกำลังที่คุณจะช่วยได้ ในกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง คือเป็นกลุ่มเล็ก ๆ แต่ว่ามีปริมาณไม่น้อยกว่า 4 แสนคนเป็นกลุ่มไม่ใหญ่ คุณตั้งใจว่าจะมาช่วยคนกลุ่มนี้ให้พ้นจากอบายภูมิ ถึงแม้ว่าตัวเองจะป่วยไข้ไม่สบายก็ตาม จะลำบากยากแค้นอย่างไรก็ตาม คุณจะช่วยเขา ทีนี้การช่วยเขาด้วยกำลังพุทธภูมินี่ไม่สมบูรณ์แบบ คำว่า ไม่สมบูรณ์แบบนั่นก็หมายความว่าเรามีอารมณ์ขาดพระนิพพาน เพราะพระนิพพานเราคิด แต่เราไม่รู้จักพระนิพพานจริง ถ้าอย่างอีก 2 องค์นี่เขารู้จักนิพพานจริง เพราะว่าเขาปรารถนาสาวกภูมิ

ทีนี้ 3 องค์เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน วิปัสสนาญาณน่ะ เราเอากันง่าย ๆ อย่าให้มันยาก ถ้ายากตามตำราละ คุณไม่มีทางจะได้อะไรหรอก ตามที่อาจารย์คุณสอนน่ะ ถูกต้อง แต่คุณเอง ทั้ง 3 คน ก็ไม่ค่อยจะเอาตามแบบอาจารย์นัก ไปติดอารมณ์ตำรามาก ทีนี้คนเขียนตำราน่ะ คุณก็ต้องดูว่าเป็นพุทธพจน์หรืออรรถกถาจารย์ หรือว่า ฏีกาจารย์ เกจิอาจารย์ ฏีกาจารย์ กับเกจิอาจารย์นี่ คุณถือเอาเป็นเรื่องจริงเรื่องจังไม่ได้ วางเสียหน่อยหนึ่ง ดูไปบ้าง อันไหนถ้ามันเป็นประโยชน์จริง ๆ ง่าย ๆ สั้น ๆ ละก็เอา ที่เขาเขียนถูกก็มี เขาเขียนผิดก็มาก

แต่ว่าถ้าอรรถกถาจารย์ก็ต้องดูเหมือนกัน อรรถกถาจารย์ที่ท่านเขียนองค์นั้น เป็นพระอรหันต์หรือเปล่า ถ้าอรรถกถาจารย์ไม่ใช่พระอรหันต์ เราก็อ่านเราก็ฟัง จับเอาเฉพาะจุดที่มีเหตุมีผลตามพุทธฏีกาจริง ๆ ถ้าอรรถกถาจารย์ส่วนใดเป็นอรหันต์เขียนไว้ เชื่อได้เลย ก็ถามท่านบอกว่า จะรู้ได้อย่างไรว่า อรรถกถาจารย์องค์นั้นเป็นอรหันต์ ท่านบอกว่า อรรถกถาจารย์ที่เป็นอรหันต์ ต้องไม่ทิ้งอารมณ์พระพุทธเจ้าสอน แนวทางที่พระพุทธเจ้านี่ไม่ทิ้งแล้วสอนง่าย ๆ

เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน เวลานี้ผมจะบอกคุณว่า เอาบังสุกุลทั้ง 2 อย่าง เป็นพื้นฐานวิปัสสนาญาณ ถาม บังสุกุลอะไรครับ ท่านก็บอก บังสุกุลเป็นกับบังสุกุลตายเอา บังสุกุลตายก่อนว่า

อนิจจา วต สังขารา สังขาร คือ ร่างกาย ไม่เที่ยงหนอ มันมีความเกิดขึ้นในเบื้องต้นไม่ความแปรปรวนไปในท่ามกลาง มีการสลายตัวไปในที่สุด

อุปปาทวยธัมมิโน เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็เสื่อมไป มันแก่ทุกวัน นั่งคิดอย่างนี้

อุปปัชชิต์วา นิรุชฌันติ เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ตาย ดับไป

เตสัง วูปสโม สุโข การไปถึงนิพพาน นั่นคือ สงบกาย การสงบกาย หมายความว่า ไม่มีร่างกายอย่างนี้ เป็นสุข นั่นคือ นิพพาน

เอาจิตคิดอย่างนี้ไว้ทุกวัน ลืมตาขึ้นมาปั๊บบูชาพระเสร็จคิดอย่างนี้ และให้นึกต่อไปว่า ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง แต่ความตายเป็นของเที่ยง เราอาจจะตายได้ทุกขณะ ที่นั่งคุยเวลานี้ คุณอาจจะตายทันทีทันใดก็ได้ อย่าไปรอความป่วย ความป่วยไข้ไม่สบายเป็นของไม่แน่นอนมันป่วย หรือไม่ป่วย มันก็ตาย เวลาคุณจะตาย

และอีกประการหนึ่งก็ใช้บังสุกุลเป็นว่า อจิรัง วตยัง กาโย ปฐวิง อธิเสสสติ ฉุฑโฑอเปตวิญญาโณ นิรัตถังวะ กลิงครัง ร่างกายนี้อีกไม่ช้าไม่นานนัก ก็จะมีวิญญาณไปปราศแล้ว (คือ จะหมดวิญญาณ) มันก็จะตาย ร่างกายนี้เวลาที่เราอยู่ คนนั้นก็บูชา คนนั้นก็รักคนนี้ก็ชอบ ถ้าเราตายแล้วจริง ๆ แม้แต่เท้าเขาก็ไม่อยากเขี่ยร่างกายของเรา เขาเห็นสภาพร่างกาย เป็นของน่าเกลียด เขามีความรังเกียจในร่างกาย มันก็สู้ไม่ท่อนที่ไร้ประโยชน์ไม่ได้ ไม้ท่อนดีกว่า จงคิดว่า ร่างกายไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มีในเรา ถ้าร่างกายนี้ตายเมื่อไร ขอไปนิพพานจุดเดียว ทั้ง 3 องค์คิดอย่างนี้เหมือนกันหมดนะแล้วก็ดูอารมณ์ว่า

1. สักกายทิฏฐิ เรายังมีความรู้สึกว่า ร่างกายเป็นเรา เป็นของเรา เรามีในร่างกาย ร่างกายมีในเราไหม
2. วิจิกิจฉา สงสัยในความดีของพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ไหม หรือเลิกสงสัยแล้ว ถ้าเห็นว่าร่างกายเป็นเรา เป็นของเราสงสัยในพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ใช้ไม่ได้ มีความรู้สึกว่า ร่างกายไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเราไว้เสมอ
3. สีลัพพตปรามาส รักษาศีลเคร่งครัดไหม
4. กามฉันทะ เห็นว่าร่างกายของคนเพศตรงข้ามมันสวยไหม แต่ความจริงมันสกปรกแสนสกปรก เราเห็นว่า สวยไหม ถ้าเห็นสวย ใช้ไม่ได้ จิตระงับไหม เมื่อเป็นความสวยสดงดงามของผิวพรรณ และความอวบของผิวพรรณ ถ้าจิตไม่สนใจใช้ได้
5. ปฏิฆะ อารมณ์ไม่พอใจมีไหม ให้ถือกฎของกรรมว่า คน และสัตว์ทั้งโลกเกิดมาเพื่อหวังความดี ที่ทำดีไม่ได้ ก็เพราะกฎของกรรมที่เป็นอกุศลบังคับ

และหลังจากนั้น รูปราคะ อรูปราคะ การหลงในรูปฌาน และอรูปฌาน มีไหม อย่าหลงมันรูปฌาน และอรูปฌาน เป็นแต่เพียงสักแต่ว่า เป็นกำลังให้วิปัสสนาญาณเกิดเท่านั้น
แล้วก็ มานะ การถือตัวถือตนมีไหม หมากับคนต้องคุยกันได้ คบกันได้ แม้แต่หมาขี้เรื้อน เราก็ต้องคบได้ ไม่ควรจะถือตัว เพราะมีสภาพเหมือนกัน

อุทธัจจะ จิตเลี่ยงจากนิพพานมีไหม ถ้ามีใช้ไม่ได้ ให้จับนิพพานโดยตรง
อวิชชา ก็มีความรู้สึกว่า ความพอใจในมนุษยโลก เทวโลก พรหมโลก ไม่มีในเรา มนุษยโลก เทวโลก พรหมโลก สวย ไม่มีในเรา เราต้องการนิพพานจุดเดียว

จำไว้ให้ดีนะคุณนะ ทั้ง 3 องค์นี่ ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของคุณแล้ว ถือบทนี้เป็นสำคัญ วิปัสสนาญาณแค่นี้พอเหลือแหล่กินเหลือใช้ เพียงเท่านี้ท่านจะไปไหนมันก็ไปไม่ได้แล้วนอกจากนิพพานแห่งเดียว ก็ถามว่า เมื่อไรผมจะลาจากพุทะภูมิ ท่านบอก ถึงเวลาก็รู้เอง ถามว่า พระเดชพระคุณทั้งสองเป็นใครขอรับ ท่านบอกว่า ผมทั้งสองเป็น อัครสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วท่านก็ลาไป

((( โปรดติดตามตอนต่อไป )))


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 09 มิ.ย. 2011, 18:21 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 มิ.ย. 2011, 18:31
โพสต์: 292


 ข้อมูลส่วนตัว


ศึกษาตามคำสอนของพระ


ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย สำหรับวันนี้เป็น วันที่ 24 พฤษภาคม 2533 ก็มาคุยกันถึงเรื่องว่า ตอนที่พระทั้ง 2 องค์ท่านมาเตือน ท่านบอกว่า ท่านเป็นอัครสาวกซ้ายขวา ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทั้ง 2 องค์มีแสงสว่างออกจากกาย แต่ว่าท่านตำหนิว่า คณะที่ไปปฏิบัติทั้ง 3 องค์ หนักไปทางด้านสมถภาวนามากเกินไป สำหรับวิปัสสนาภาวนานั้นอ่อนไป และท่านกล่าวบอกว่า ครูบาอาจารย์สอนถูก แต่ทว่าลูกศิษย์ปฏิบัติผิด ไม่ครบถ้วนตามคำสั่งสอนของครูบาอาจารย์ หลังจากนั้นท่านก็หายไป

ต่อมาก็มานั่งหารือกันถึงคำสอนของหลวงพ่อปาน ก็ปรึกษากันบอกว่า อันดับแรกที่เราเจริญกรรมฐาน โดยเฉพาะวันแรกจริง ๆ หลวงพ่อปานสอนตามนี้ ท่านสอนบอกว่าทุกองค์ให้รู้จัก นิวรณ์ 5 ประการก่อน ให้ศึกษา นิวรณ์ 5 ประการ ว่ามีอะไรบ้าง คือ

1. ความรักในรูปสวย เสียงเพราะ กลิ่นหอม รสอร่อย สัมผัสระหว่างเพศ
ประการที่ 2. อารมณ์ไม่พอใจ
ประการที่ 3. ความง่วง
ประการที่ 4. อารมณ์ฟุ้งซ่านเกินไป
ประการที่ 5. สงสัยในผลของการปฏิบัติ

ให้ทุกองค์พยายามระงับนิวรณ์ 5 ประการ ในระหว่างที่เจริญภาวนา แต่ว่าก่อนที่จะภาวนาอะไรทั้งหมด คำภาวนาในตอนต้นจริง ๆ ท่านให้ใช้คำว่า พุทโธ (เวลาหายใจเข้านึกว่า พุท เวลาหายใจออกนึกว่า โธ)

แต่ท่านก็ย้ำอีกทีว่า คำภาวนาทิ้งไว้ก่อนอันดับแรกจับลมหายใจเข้าออกก่อน หายใจเข้ารู้อยู่ว่าหายใจเข้า หายใจออกรู้อยู่ว่าหายใจออกหายใจเข้ายาวหรือสั้น หายใจออกยาวหรือสั้นก็รู้อยู่ และหลังจากนั้น ก่อนภาวนาก็พิจารณาตามนี้ ให้พิจารณาใน ไตรลักษณญาณ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา (คำว่า อนิจจัง หมายความว่า ไม่เที่ยง ทุกขัง เป็นความทุกข์ อนัตตา มีการสลายตัวในที่สุด)

คำว่า อนิจจัง ให้ดูร่างกายของเรา ร่างกายของคนอื่น ร่างกายของสัตว์วัตถุธาตุต่าง ๆ เมื่อเกิดขึ้นมาใหม่ ๆ มันมีสภาพใหม่ คนมีสภาพเป็นเด็ก หลังจากเด็กเล็ก ก็เป็นเด็กใหญ่ หลังจากเป็นเด็กใหญ่ ก็เป็นหนุ่มเป็นสาว เมื่อเป็นหนุ่มเป็นสาวแล้ว ก็เป็นวัยกลางคนแล้ว ก็เป็นคนแก่ นี่มันเป็นอนิจจัง ถ้าเรามองดูร่างกายของเราไม่เห็น ก็ดูร่างกายคนอื่น

สำหรับร่างกายคนอื่น ตั้งแต่สมัยหนุ่มสมัยสาว เรายังมีความสวยสดงดงาม พอเริ่มแต่งงานแล้ว ไม่ช้าไม่นาน ความเปลี่ยนแปลงก็ปรากฏชัด ในที่สุด วัยกลางคนก็เข้ามาถึง และความแก่ก็เข้ามาถึง ให้ดูสัตว์ดูบุคคล ดูวัตถุ แล้วเปรียบเทียบกับตัวเองว่า เขากับเรามีสภาพเช่นใด เขามีสภาพเช่นใด เรามีสภาพเช่นนั้น

เมื่อความเปลี่ยนแปลงมีอย่างนี้ จงอย่ายึดถือว่า ร่างกายมันเป็นเรา เป็นของเรา ร่างกายไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มีในเรา ถ้าร่างกายเป็นเราจริงเป็นของเราจริง เราต้องห้ามมันได้ ถ้ามันจะแก่ เราก็ห้ามไม่ให้มันแก่ มันจะป่วย เราก็ห้ามไม่ให้มันป่วย มันก็ต้องไม่แก่ มันก็ต้องไม่ป่วย แต่อาศัยที่ร่างกายมันมีอิสระของมัน

ในเมื่อเราจะห้ามมันขนาดไหนก็ตาม จะบำรุงบำเรอขนาดไหนก็ตาม มันต้องแก่ มันต้องป่วย มันก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงในเมื่อสภาพของร่างกาย มีสภาพเป็นตนของตนเองอย่างนี้ เราคิดว่ามันจะมีการทรงตัว ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ถ้าความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น อารมณ์เป็นทุกข์ก็เกิด (นี่จัดว่าเป็นส่วนช้า)

สำหรับ ทุกขัง ความทุกข์ มันมีตั้งแต่วันเกิด เมื่อเกิดจากครรภ์มารดา เมื่ออยู่ในครรภ์มารดา มันมีแต่ความอบอุ่น เมื่อออกจากครรภ์มารดาแล้ว มากระทบอากาศ มันเกิดความหนาวเย็น แสบร่างกายจึงร้องจ้า

หลังจากนั้น เราก็ต้องอาศัยอาหาร ความหิวมีกับเราทุกวัน ความหิวเป็นทุกข์ ในเมื่อความหิวเกิดขึ้น เราก็ต้องหาอาหาร ประกอบกิจการงานทุกอย่างเพื่อให้ทรงชีวิตอยู่ การประกอบกิจการงานทุกอย่าง เป็นอาการของความทุกข์ และในที่สุด

ในเมื่อความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ความทุกข์ก็เกิด ท่านสอนถึง อนิจจัง ทุกขัง และในที่สุด อนัตตา ก็ปรากฏ เราทุกคนเราต้องตาย เมื่อนึกถึงความตายของเราไม่เห็น เราก็นึกถึงความตายของคนอื่น ที่เขาพูดได้ เขาเดินได้ บางคนก็สั่งสอนเราได้ เขาทำทุกสิ่งทุกอย่างได้ แต่ในที่สุดก็ตาย เมื่อตายแล้ว ความหมายมีอะไรบ้าง ร่างกายคนทั้งหลาย เมื่อสมัยที่มีชีวิตอยู่ เขามีความรัก เขามีความเคารพ เขามีความสงสาร เขามีความเกื้อกูล แต่พอตายแล้ว ทุกคนไม่อยากจะแตะต้องร่างกาย รักแสนรักขนาดไหน ก็ไม่อยากจะแตะต้องร่างกาย เขาแสดงความรังเกียจในร่างกาย

เป็นอันว่า หลวงพ่อปานท่านแนะนำบอกว่าให้พิจารณาไปอย่างนี้เรื่อย ๆ ถ้าทุกคนพิจารณาไปโดยไม่ต้องภาวนาเลย จนกระทั้งหมดเวลา แล้วก็พักผ่อนจะดีมาก แต่ถ้าพิจารณาไปไม่ไหว จิตใจมันฟุ้งซ่าน ก็เริ่มภาวนา จับลมหายใจเข้าออก แล้วก็ภาวนาว่า พุทโธ

แต่ว่าก่อนจะเดินไปไหน ก่อนจะตื่นใหม่ๆ ให้นึกถึงพุทโธ เสียก่อน คือพระพุทธเจ้าให้นึกถึงพระพุทธเจ้า ถ้านึกถึงพระพุทธเจ้าไม่ถนัดไม่ชัด ไม่ทราบว่ารูปร่างท่านเป็นอย่างไร ก็ให้นึกถึงพระพุทธรูปองค์ใดองค์หนึ่งไว้เป็นประจำ การนึกถึงภาพพระอยู่นอกกายอย่างนี้ ถือว่าเป็นรูปฌาน เห็นภาพพระอยู่ภายในอก หรือในสมองเป็น อรูปฌาน ท่านบอกว่า จะแบบไหนก็ใช้ได้ทั้งหมด ให้จับภาพพระเป็นปกติ

เมื่อปรึกษาหารือกันอย่างนี้แล้ว จึงได้พากันพูดขึ้นว่า พวกเราผิด ที่เราทำนี่เราเดินสมถะ ใช้สมถะกันหนักเกินไป มุ่งฌานสมาบัติ แต่ความจริงฌานสมาบัติเป็นของดี

แต่ว่าฌานสมาบัติไม่เป็นกำลังตัดกิเลสไม่ใช่อาวุธ เป็นแต่เพียงกำลังกาย(หมายความว่า กำลังดี แต่อาวุธของเราไม่ดี) ต่อจากนี้ไปเราจะใช้ทั้งสมถะและวิปัสสนา สมถะเราจะทิ้งไม่ได้ นั่นคือ อานาปานสติกับคำภาวนาว่า พุทโธ และเมื่อจิตสบายเราจะใช้วิปัสสนาญาณ

แต่ว่า วิปัสสนาญาณที่พระท่านมาสอน ท่านบอกว่า ให้ถือ บังสุกุลตาย และ บังสุกุลเป็น ถ้าอารมณ์เบา ๆ ให้ถือ บังสุกุลตาย คือ
อนิจจัง วต สังขารา สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง
อุปปาทวยธัมมิโน เกิดขึ้นแล้วก็เสื่อมไป
อุปปัชชิต์วา นิรุชฌันติ เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป
เตสัง วูปสโม สุโข การเข้าไปสงบกายนั่นชื่อว่า ความสุข (นั่นหมายถึง นิพพาน)

อีกอันหนึ่งท่านใช้ บังสุกุลเป็น ว่า
อจิรัง วตยัง กายโย ปฐวิง อธิเสสสติ ฉุฑโฑ อเปตวิญญาโณ นิรัตถังวะ กลิงครัง ร่างกายภายในไม่ช้า วิญญาณก็ไปปราศแล้ว คือหมด จิตดับ วิญญาณไม่เหลือ ในเมื่อวิญญาณไม่เหลือแล้ว ร่างกายนี้ก็ไม่เป็นที่ปรารถนาของคน คนทุกคนเขารังเกียจร่างกาย ท่อนไม้ที่ไร้ประโยชน์มันดีกว่าร่างกายของเรา

ก็ตกลงกันบอกว่า นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เราจะเป็นผู้ไม่ประมาท เราจะทำให้ครบถ้วน ตามที่หลวงพ่อปานสอน และทำให้ครบถ้วนตามที่พระทั้ง 2 องค์ท่านสอน ในฐานะที่ท่านบอกว่า ท่านเป็นอัครสาวก ก็หมายถึงว่า พระโมคลัลลาน์ กับพระสารีบุตร จะใช่ท่านหรือไม่ก็ตาม แต่ว่าท่านสอนถูก สอนตรงตามความเป็นจริง เราต้องเอาตามนั้น

ก็เป็นอันว่า นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ก็ใช้ทั้งกำลังสมถะ และวิปัสสนากันเรื่อยไป จะนั่ง จะนอน จะยืน จะเดิน ก็ใช้บังสุกุลทั้งสอง ควบคู่ไปกับอารมณ์ของใจ ถ้าอารมณ์เฝือไปนิดกำลังจะส่าย ก็ใช้อานาปานสติ กับคำภาวนาว่า พุทโธ ควบคุมใจก่อน เมื่อใจสบายแล้ว ก็ใช้บังสุกุลทั้งสองเข้าควบคุมใจ

สิ่งที่พอใจมากนั่นก็คือว่า ชีวิตนี้มันต้องตาย ร่างกายนี้ไม่ช้าก็มีวิญญาณไปปราศแล้ว (คือ ตาย) เมื่อตายแล้วร่างกายใช้อะไรไม่ได้ ก็นึกถึงร่างกายของคนที่ตาย สภาพความจริงเป็นไปตามที่พระท่านบอก ท่อนไม้ที่ไร้ประโยชน์ดีกว่าร่างกายของเรา
ท่อนไม้ ถึงแม้ว่าไร้ประโยชน์ คนเขายังหยิบ เขายังเก็บ ดีไม่ดีถ้าขวางทาง เขาก็หยิบโยนทิ้งหรือเก็บไปกองไว้ แต่ร่างกายของเรา ในเมื่อมันเน่า อย่าว่าแต่หยิบเลย เข้าใกล้ เขายังไม่อยากเข้าใกล้ ก็ทำอย่างนี้กันตลอด

บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย อย่าพึงหลงว่า 3 องค์ เป็นผู้วิเศษเสียแล้ว คือว่ายังมีความเลวอยู่มาก ทั้งนี้เพราะอะไรเพราะกำลังสมถะก็ดี วิปัสสนาญาณก็ดี ทั้งหมดที่ว่านี้มันต้องควบคุมอยู่ตลอดเวลา
แต่ว่าการอยู่ในป่า เป็นความดีอย่างหนึ่ง บรรดาท่านพุทธบริษัท ที่ว่าเป็นความดีก็เพราะว่า มีความกลัวเรื่องกลัวผีเป็นของธรรมดา อย่านึกว่าไม่กลัว ความกลัว ถ้ายังไม่เป็นพระอรหันต์ ถ้าไม่ใช่พระพุทธเจ้า ถ้าไม่ใช่พระเจ้าจักรพรรดิ ถ้าไม่ใช่ม้าอาชาไนยของพระเจ้าจักรพรรดิ ก็ยังกลัวตายเหมือนกันทุกคน

ฉะนั้นทั้ง 3 องค์ เวลานั้นก็ยังมีความกลัว คนที่ยังมีความกลัว ยังไม่ใช่คนดีถึงขั้นที่จะไปนิพพานกันได้ แต่ว่าอาศัยความกลัวเป็นเครื่องควบคุม ก็เป็นความดี ที่กลัวอันดับแรกก็คือว่า กลัวว่าตอนเช้าจะไม่มีข้าวจะกิน ตอนนี้จะต้องคุมอารมณ์ไว้ว่า นิวรณ์ทั้ง 5 ประการ อย่าเข้ามากวนใจฉัน ฉันไม่คบเธอ ทั้ง ๆ ที่ควบคุมอยู่อย่างนี้ก็อย่าลืมว่า นิวรณ์มันต้องเข้ามาสิงใจกันแน่ เผลอเมื่อไร มันเข้ามาเมื่อนั้นทั้ง 5 ตัว ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง มันเข้ามาแทรกใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อารมณ์ที่มีความฟุ้งซ่านมันก็เข้ามาแทรกใจอยู่เสมอ ๆ ต้องห้ามกัน

ในเมื่อความฟุ้งซ่านเข้ามา เราเผลอ เราไม่รู้ตัว ก็ว่าเรื่อยไปตามเรื่องของมัน คิดโน่นคิดนี่ คิดนั่น พอรู้ตัวปั๊บว่า นิวรณ์มันเข้ามาแล้ว ก็เริ่มจับ อานาปานสติ อันดับแรก รู้ลมหายใจเข้าออกก่อน ยังไม่ภาวนา เมื่อจับลมหายใจเข้าออกได้ตามความพอใจคือ รู้ลมเข้ารู้ลมออก รู้ลมเข้ายาวหรือสั้น รู้ลมออกยาวหรือสั้นก็ทราบ อย่างนี้ก็เริ่มภาวนาควบคู่กันไป หลังจากนั้นก็จับอารมณ์วิปัสสนาญาณสลับกันไป ถึงความดีบ้าง ความชั่วบ้างแบบนี้

ฉะนั้นท่านพุทธบริษัท จงอย่าคิดว่า ดี ยัง ยังเลวมาก ดูวันเวลาจะถึงเวลากลับเหลือเวลาอีกประมาณ 15 วัน ถึงเวลาก็เดินจงกรมบ้าง นั่งตามโคนไม้บ้าง นั่งตามเงื้อมเขาที่มีแดดร่มบ้าง แยกกันไปบ้าง เมื่อถึงเวลาก็มานั่งคุยกันถึงเรื่องสมถวิปัสสนาบ้าง คุยถึงอารมณ์ที่ผ่านมาบ้าง ใครผิดใครถูก ใครมีอารมณ์เป็นอย่างไร ปรึกษากันแบบนั้น

ต่อมาไม่นานนัก ไม่กี่วัน คิดว่า เรามีกำลัง เกือบจะเหนือนิวรณ์แล้ว (คำว่า เกือบจะเหนือ ก็หมายความว่า นิวรณ์กวนใจน้อยเข้า) ก็มีเหตุเข้ามาขัดข้องอีก นั่นคือ พอบิณฑบาตเวลาเช้าเสร็จ เริ่มลงมือฉันข้าว
แต่ก่อนลงมือจะฉันข้าว ที่บรรดาญาติโยมพุทธบริษัทเห็นว่าพนมมือ การพนมมือ นั่นนึกถึงพระพุทธเจ้า นึกถึงพระปัจเจกพุทธเจ้านึกถึงพระอริยะทั้งหมด มีพระอรหันต์ เป็นต้น นึกถึงเทวดา นึกถึงนางฟ้า นึกถึงพรหม ที่ท่านมีคุณ และก็นึกในใจ นึกถวายทานบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นต้น ที่เรียกว่าถวายข้าวพระ ทำอย่างนี้เป็นปกติ ให้จิตเป็นสุข เริ่มทำสมาธิก่อนฉัน และก็ลงมือฉันข้าว
แต่ว่าพอไหว้พระเสร็จ หรือว่าถวายข้าวพระเสร็จ หรือว่าบูชาพระรัตนตรัยเสร็จก็ตาม จะเรียกอย่างไรก็ได้

สิ่งที่ปรากฏขึ้นมาใหม่นั้นคือ ปี่พาทย์วงใหญ่มีนักบรรเลงเป็นคนหนุ่มทั้งหมด มาตั้งวงใกล้ ๆ ที่ฉันข้าว บรรเลงเพลงไพเราะ บรรเลงเพลงไทย เท่าที่เคยฟังเพลงนั้นไพเราะจับใจมาก เมื่อฟังเสียเพลง บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย มันเป็นของใหม่แต่ความจริงเพลงนี่อยู่ที่วัดน่ะเคยฟัง แต่ว่าการอยู่ในป่า เราทิ้งเสียงเพลงมาแล้ว

ในเมื่อเกิดฟังเพลงขึ้นอารมณ์ก็คล้อยไปตามเพลง นี่ก็เป็นนิวรณ์ตัวที่ 1 รูปสวยเสียงเพราะ ก็เป็นอันว่า เครื่องปี่พาทย์ทั้งวงเขาสวย มีทองประดับแก้วแพรวพราวเป็นระยับ เห็นรูปสวย ติดรูปเข้าไปแล้ว การบรรเลงไพเราะเพราะพริ้ง ติดในเสียงเพราะ ก็รวมความว่านิวรณ์ทั้ง 2 ตัวเข้าสิงใจทันที ขณะที่นั่งฉันข้าวอยู่ และก็ฟังเพลิน ก็ได้ยินเสียงก้องมาทางอากาศบอก นั่นจงอย่าเผลอ

การคิดว่าเครื่องปี่พาทย์สวย คนบรรเลง ถึงแม้ว่าจะเป็นผู้ชายก็เป็นคนหนุ่ม รูปร่างหน้าตาเรียบร้อย ผิวพรรณดี แต่งตัวงาม อย่างนั้นเป็นการติดในรูปติดทั้งเสียง ติดทั้งรูป นี่เป็นนิวรณ์ นิวรณ์ แปลว่า ธรรมชาติกั้นความดี หรือว่า เป็นกิเลสหยาบที่ทำให้ปัญญาถอยหลัง ถ้าเราติดรูป เราติดเสียง เวลานี้เราเป็นคนไร้ปัญญา

เสียงก้อง มาในอากาศเสียงนั้นจำได้ว่าเป็นเสียงของพระ 2 องค์ที่มาบอก ท่านบอกว่าเวลานี้ฉันข้าวเข้าไป หูฟังเสียงเพลง อย่าทิ้งเสียงเพลง แต่จิตใจจับภาพคน จับภาพเครื่องประดับ เครื่องปี่พาทย์ จงคิดตัดอารมณ์เป็นวิปัสสนาญาณว่า ปี่พาทย์นี่ต้องเคาะมันจึงดัง ถ้าเขาเลิกเคาะเมื่อไรมันก็สิ้นเสียงดังเมื่อนั้น
มันก็เหมือนกับชีวิตของเรา ถ้ายังมีลมหายใจเข้าลมหายใจออกอยู่ มันก็ยังมีชีวิต ถ้าลมหายใจเข้า เข้าแล้วไม่ออก หรือออกแล้วไม่เข้า มันก็ตาย จงจับเสียงปี่พาทย์เป็นวิปัสสนาญาณ เป็น มรณัสสติ

กรรมฐาน เสียงเขาเคาะเป๊งลงไป มันก็มีเสียง ถ้าเขาไม่เคาะใหม่ เสียงก็ไม่มี ถ้าเราหายใจเข้าแล้วไม่หายใจออก ร่างกายก็หมดไป

สำหรับรูปทั้งหมดเวลานี้ เครื่องปี่พาทย์ทั้งหมดใหม่ ใหม่เอี่ยมสวยสดงดงาม แต่ว่าถ้าตั้งอยู่นาน ๆ ไม่ช้ามันก็เริ่มเก่า นั่นเป็นอนิจจัง เป็นความเสื่อม คนที่บรรเลงก็เหมือนกัน เวลานี้เขาหนุ่มไม่ช้าเขาก็แก่ แต่ว่าคนที่บรรเลงทั้งหมดนี่ไม่ใช่คนเป็นเทวดา อีกสักประเดี๋ยวหนึ่ง อนัตตามันก็จะปรากฏ นั่นคือ
เมื่อเราฉันอิ่ม เขาก็จะเลิกบรรเลง ถ้าเลิกบรรเลงเสียงไม่มี ก็เหมือนกับชีวิตของเรามันต้องตาย ในที่สุดเป็นอนัตตา ประเดี๋ยวภาพทั้งสองอย่าง ทั้งคน และเครื่องบรรเลง ก็จะหายไป ก็มีสภาพเป็นอนัตตาเช่นเดียวกัน จับภาพนี้เป็นวิปัสสนาญาณ

ก็นึกตามท่าน เขาบรรเลงเพลงไพเราะ ก็คิดว่าเพลงไพเราะอย่างนี้ คนที่ฟังเพลงอย่างนี้ ฟังมาเยอะแยะแล้ว ตายไปไม่รู้เท่าไร เราก็ต้องตายเช่นเดียวกัน และคนที่บรรเลงหนุ่ม ๆ อย่างนี้ไม่ช้าก็เป็นคนแก่ สมัยที่เราก่อนบวชเราก็เคยฝึกปี่พาทย์ ครูของเรา สมัยก่อนท่านเป็นคนหนุ่ม แต่ว่าเวลาที่ฝึกให้ ท่านเป็นคนแก่

และบรรดาพวกรุ่นพี่ทั้งหลายฝึกปี่พาทย์มาตั้งแต่เด็ก ๆ ตั้งแต่สมัยเด็ก ขณะที่เข้าไปศึกษา รุ่นพี่สอนให้ รุ่นพี่ก็เริ่มแก่แล้ว เราก็มีสภาพเช่นนั้น เหมือนกัน รวมความว่า พยายามทำอย่างนั้น ให้จิตไม่ติดในเสียง ฟังเสียงให้เป็นวิปัสสนาญาณ ดูรูปเป็นวิปัสสนาญาณ ก็พอดีอิ่มข้าว เมื่ออิ่มข้าว เสียงก็หายไป ภาพคนก็หายไป ก็คิดว่าเวลานี้เขาทั้งหลายเป็นอนัตตาไปแล้ว ไม่ช้าเราก็เป็นอนัตตาเช่นเดียวกัน

แล้วก็นึกในใจว่า บรรดาเทวดาทั้งหลายทั้งหมดที่มาบรรเลงในสมัยก่อน ท่านก็เป็นมนุษย์เวลานี้สภาพความเป็นมนุษย์ของท่านหมดแล้ว ท่านตายจากความเป็นคนมีความดีจึงเป็นเทวดา เพราะอาศัย หิริ และโอตตัปปะ (หิริ ความละอายแก่ใจ โอตตัปปะ ความเกรงกลัว กลัวผลของความชั่ว อายความชั่ว)
เราก็เช่นเดียวกัน ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เราควรจะเป็นคนมี หิริ และโอตตัปปะ หิริ กลัวว่าเราจะไม่ได้ภาวนา กลัวว่าเราจะไม่ได้รู้ลมหายใจเข้าออก กลัวว่าเราจะทิ้งอารมณ์วิปัสสนาญาณ จะหลงในรูปหลงในเสียง ก็พยายามตั้งใจฟังตั้งใจทำ ทั้งๆ ที่ตั้งใจทำ มันก็เผลอ ไป ๆ มา ๆ มันก็เผลอ นึกโน่น นึกนี่มาอีก นอกลู่นอกทาง (นี่บรรดาท่านพุทธบริษัท อย่าเพิ่งชมว่า อาตมากับเพื่อนทั้ง 2 คนดีเหลือเกิน อย่าเพิ่งยังมีความเลวอยู่มาก)

ต่อมาก็เตรียมตัวแบบนั้น ทั้ง 2-3 วันคิดอย่างนั้น มาอีก 2-3 วันมาใหม่แล้ว ปี่พาทย์ คราวนี้เป็นวงมโหรี มีทั้งระนาด มีทั้งซอ มีทั้งพิณ มีทั้งจะเข้ อะไรต่ออะไรมีครบเสียงไพเราะเพราะพริ้ง ไม่บรรเลงอย่างเดียว ร้องส่งด้วย แต่คณะบรรเลง คณะร้องส่งทั้งหมดไม่มีผู้ชายเลย มีผู้หญิงล้วน แต่งตัวกันแบบชาวบ้านธรรมดา แต่งหน้าตาสวยเพริดพริ้ง ส่วนสัดดีทุกอย่าง เครื่องแต่งกายก็ดี เครื่องประดับก็แพรวพราวเป็นระยับ

หลังจากบูชาข้าวพระพุทธก่อนฉันเสร็จ ภาพก็ปรากฏทันที เริ่มบรรเลง เลยมองหน้ากันทั้ง 3 องค์ ทั้ง 3 องค์ก็บอกว่า เราเริ่มชนะผู้ชาย แต่ทว่าเวลานี้ผู้หญิงมาแล้ว แต่ความจริงผู้หญิงนี่ก็เคยเป็นคนมาก่อน เคยเกิดเป็นเด็กเล็ก เคยเกิดเป็นเด็กใหญ่ เคยเป็นสาว ตอนเป็นสาวนี่ เธอมีประจำเดือน ประจำเดือนนี่มันก็น่าเกลียด ร่างกายของเธอทุกคนข้างใน มีตับไตไส้ปอด อุจจาระปัสสาวะน่าเกลียด

แล้วต่อมาก็เป็นวัยกลางคนเป็นคนแก่ แล้วก็เป็นคนตายในสมัยที่เป็นคนแก่ คนก็เริ่มรังเกียจร่างกาย พอเป็นคนตาย ไม่มีใครปรารถนาร่างกายของเธอ แม้แต่เข้าใกล้ เวลานี้เธอเป็นนางฟ้า นางฟ้าไม่ใช่สมบัติของเรา เราเป็นมนุษย์และเสียงบรรเลงของเธอก็มีสภาพเดิม เมื่อในขณะเสียดสีไป เสียงก็ปรากฏ แต่ว่าถ้าเธอเลิกเสียดสีเมื่อไร เสียงก็หายไปเมื่อนั้น เป็นอนัตตา

ก็เป็นอันว่า เราก็ไม่ยอมรับเสียงเป็นสรณะ ไม่ยอมรับเสียงเป็นที่พึ่ง เราก็กินข้าวของเราตามปกติ คิดว่า เธอทั้งหลายเวลานี้มาพิสูจน์ นั่นหมายความว่า มาสอบอารมณ์ของนิวรณ์ 5 ประการว่า เราจะเห็นเธอสวยไหม ความรู้สึกเวลานั้นก็คิดว่า ผิวพรรณของเธอดี รูปร่างดี เครื่องประดับสวย แต่ประเดี๋ยวเดียวก็สลายตัวไป ไม่เป็นประโยชน์สำหรับเรา ถ้าเราติดเธอ เราจะต้องเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ ถ้าเราไม่ติดเธอเราก็ไม่เวียนว่าย ตายเกิดในวัฏฏะ ใจเราก็เริ่มเป็นสุข เมื่อจิตเริ่มเป็นสุข เห็นภาพเธอแล้วก็นึกถึงพระพุทธเจ้า ตามที่เคยเห็น ภาพพระพุทธเจ้าปรากฏชัด ทรงแย้มพระโอษฐ์และตรัสว่าความรู้สึกอย่างนี้ ถูกต้องดีแล้ว

((( โปรดติดตามตอนต่อไป )))


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 มิ.ย. 2011, 05:03 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 มิ.ย. 2011, 18:31
โพสต์: 292


 ข้อมูลส่วนตัว


เตรียมตัวกลับวัด


ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย วันนี้วันที่ 25 พฤษภาคม 2533 ก็มาเล่าต่อกันไปว่า เวลาอีกประมาณสัก 15 วัน จะถึงเวลาวันกลับ ก็ซักซ้อมร่างกายตามคำแนะนำของพระ
ถ้าถามว่าในช่วงนี้ เจอะผีเจอะเทวดาไหม ก็ต้องตอบว่า เป็นปกติทุกวัน เรื่องผีเทวดา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องเทวดานี่พบกันทุกวัน คุยกันทุกวัน เพราะว่าท่านเป็นเพื่อนที่ดีมาก ยามว่างหลังจากเจริญกรรมฐานแล้ว เวลาที่นั่งพักผ่อนกัน ดีไม่ดีก็มีผู้ชายบ้าง ผู้หญิงบ้าง แต่ว่าท่านก็มาในรูปของชาวบ้าน
เท่าที่สังเกตได้ว่า จะเป็นเทวดา หรือเป็นนางฟ้า ก็ต้องสังเกตกันที่ลูกตา ลูกตาของท่านพวกนี้ไม่กระพริบ ถ้าลูกตาแจ่มใส แสดงว่าเป็น อากาสเทวดา ตั้งแต่ชั้นดาวดึงส์ขึ้นไป ถ้าเป็นลูกตาสีแดง ก็เป็น เทวดาชั้นจาตุมหาราช โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชั้นจาตุมหาราชนี่ท่านคุมอยู่เป็นปกติ

ในสถานที่พักบรรดาท่านพุทธบริษัท มันมีความร่มรื่นชื่นใจเหลือเกิน ไม่อยากจะจากมา ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่าปราศจากเสียงขัดคอ ไอ้เรื่องคนขัดคอนี่เป็นปกติ ถ้ามาถึงวัดเมื่อไร หรือว่าพบคนเมื่อไร ก็พบคนขัดคอเมื่อนั้น ฉะนั้นการที่อยู่ที่นั่นไม่มีใครขัดคอ เรา 3 คน มีอารมณ์เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
ประการที่ 2 ท่านที่มาคุย ท่านก็ไม่คุยเรื่องโลก ท่านก็คุยเรื่องว่า คนนั้นตายไปแล้ว ไปอยู่ที่นั่นบ้าง ไปอยู่ที่นี่บ้าง ทำความดีอย่างนั้น ทำความดีอย่างนี้ ครั้นถามท่านเข้าว่า ท่านทำความดีอะไร จึงเป็นเทวดา เป็นนางฟ้า ท่านก็อธิบายให้ฟัง

แล้วท่านก็คุย ท่านบอกว่า ท่านเองท่านก็ทำบาปอกุศลไว้มาก แต่ว่าเวลาจะตายจิตใจนึกถึงกุศลโดยเฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่ง ท่านก็เป็นเทวดา เป็นนางฟ้า ครั้นไปถามท่านเข้าว่า ถ้าบุญบารมีของท่านหมด ท่านต้องจุติลงมาเกิด ท่านจะไปไหน ท่านก็บอกว่า ถ้าผมไม่สร้างความดีต่อไปฐานะที่เป็นเทวดา ผมก็ต้องลงนรก เพราะผมเห็นภาวะผมแล้ว ถ้าผมพลาดลงไปเมื่อไร ต้องลงนรกขุมนั้นขุมนี้ แล้วท่านก็ชี้ให้ดูขุมนรกที่ท่านจะไป

แล้วก็ ถามท่านว่า ท่านจะไปไหน ท่านบอก ผมไม่ไป ถามว่าทำไมถึงไม่ไป ก็บอกว่า ผมรู้แล้ว ถ้าผมหมดบุญจากเทวดา ผมจะไปที่นั่น ผมก็ต่อบุญของผมใหม่ การที่ผมมาช่วยท่านอยู่เวลานี้ ก็ชื่อว่าเป็นการต่อบุญกุศลของผม ก็ชื่อว่าท่านก็ช่วยผม ผมก็ช่วยท่าน ก็ถามว่า เวลาท่านที่มาใส่บาตร ท่านจะมีอานิสงส์อะไร ท่านก็ชี้ให้ดูวิมานของท่าน วิมานของท่านเดิมมีสภาวะเป็นอย่างนี้ เวลานี้มันแจ่มใสขึ้น แสดงว่า ผมก้าวหนีนรกไปอีกก้าวหนึ่งแล้ว

ก็เป็นอันว่า เป็นปกติ และก็มีบางท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทวดาชั้นจาตุมหาราช ท่านผู้นี้คุยเก่ง แต่เวลาคุยของท่านเรียบร้อย บางท่านก็เรียบร้อย บางท่านก็ท่าทางเหมือนนักเลง ก็สุดแล้วแต่วาระ แต่ว่าท่านผู้นี้ชอบคุยว่า ขุมทรัพย์มีที่โน่น ขุมทรัพย์มีที่นี่ ถ้าบอกขุมทรัพย์มีที่ไหน พอชี้ไป เหมือนกับไม่มีแผ่นดิน มันจะเห็นทรัพย์ชัดเจนแจ่มใสมาก

บางท่านก็ถามว่า ต้องการไหมล่ะครับ ทรัพย์ก้อนใหญ่ทั้งหมดนี้ ท่านไม่มีสิทธิ์ แต่ว่าก้อนเล็ก ๆ ขนาดนี้ (ถ้าก้อนเล็ก ๆ บรรดาท่านพุทธบริษัท หนักเกิน 10 กิโล) เอาไหม ถ้าเอา ผมจะนำมาถวาย ก็เลยบอกกับท่านว่า การนำทรัพย์สินมานี่ มันประโยชน์หรือมีโทษ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระธุดงค์แค่มีสตางค์อยู่ในย่าม 1 สตางค์ มดก็กินแล้ว (มดคันไฟ) เรื่องทองไม่มีความหมาย วันนี้ไม่มีความหมาย วันหน้าก็ไม่มีความหมาย ไม่ต้องการทอง ต้องการอยากจะเป็นเทวดา อย่างท่านมากกว่า ท่านก็หัวเราะชอบใจ ท่านก็บอกว่า ถ้าไม่ทิ้งความดีอย่างนี้ก็มีหวังแน่นอน
บางท่านก็มาบอกถึงประวัติเดิมว่า เราเคยเป็นเพื่อนกัน ตั้งแต่สมัยนั้น สมัยนี้ คือสมัยเป็นเทวดา แล้วท่านก็ทำรูปร่างให้ดูว่า ท่านเป็นเทวดารูปร่างแบบนี้ อาตมาเป็นเทวดารูปร่างแบบนั้น และท่านก็บอกว่า ก่อนที่จะท่านจะลงมาเกิดนี้ ท่านอยู่สูง อยู่พรหม แต่ว่าเป็นพรหมชั้นที่ 4 (นี่พวกพรหมลงมาคุย)

ก็ถามว่า ก่อนที่ฉันลงมาเกิดมีสัญญาอะไรไหม บอก มีสัญญาว่า ตั้งใจจะให้ดีกว่าเดิม เมื่อตายไปแล้วคราวนี้ จะต้องอยู่สูงกว่าเดิม ก็ถามว่า คำว่า สูงกว่าเดิม เป็นพรหมชั้นที่ 5 ชั้นที่ 6 ชั้น 7 ที่ 8 ใช่ไหม ท่านบอก ไม่ใช่ ก็ถามว่า ชั้นไหน ท่านบอก รู้เอาเองเมื่อตาย ก็เป็นอันว่า การอยู่ในป่าบรรดาท่านพุทธบริษัท ไม่มีความเหงา ยามว่างก็มีเพื่อนคุย และเป็นเพื่อนที่ดี

ทีนี้ต่อมา วันเวลาใกล้เข้ามาทุกที ปฏิบัติหนัก (คำว่า หนัก ไม่ได้หมายความว่า ใช้เวลานาน) คือการใช้อารมณ์ทรงตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อยามว่าง จิตก็จับภาพพระพุทธเจ้าเท่าที่เคยเห็น ไว้เป็นปกติ
เห็นท่านลอยอยู่บนศีรษะ เห็นภาพชัดเจนแจ่มใสมาก และก็เห็นพระในอก เป็นสภาพแก้วใสสวยมาก เห็นพระในสมอง 3 องค์สวยมาก ที่อก 2 องค์ ในอกมีพระ 2 องค์ ที่สมองมีพระ 3 องค์ เป็นแก้วทั้งหมด เห็นภาพพระพุทธเจ้าเท่าที่เคยเห็น ใหญ่ตระหง่าน หน้าตักเกิน 8 ศอก เห็นเป็นประจำ ภาพนี้ไม่ยอมให้เลือนไปจากใจ

ถ้าจะทำอะไรก็ดี จะต้องจับภาพนี้ก่อนเป็นปกติ การเดินจงกรม เดินไปเดินมา ก็เห็นภาพพระพุทธเจ้าชัดเจนแจ่มใสมาก จะไม่วางใจ ทำอย่างนี้เป็นธรรมดา

ตรงนี้ท่านพุทธบริษัท อย่าเพิ่งชมกัน ถ้าจะชม ก็ขอให้ชมกันตอนดี เพราะตอนที่ไม่ดีมันมีอยู่ ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะใจยังเป็นทาสของนิวรณ์ ต้องระมัดระวังมัน ถ้าเผลอเมื่อไร นิวรณ์ 5 ประการ อย่างใดอย่างหนึ่งมันเข้าสิงทันที

1. ความรัก
2. ความโกรธ
3. ความง่วง
4. ความฟุ้งซ่าน
5. อารมณ์สงสัย

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อารมณ์สงสัยไม่มีแน่ ตัดทิ้งไปแล้ว ไม่สงสัยทั้งหมด ตามคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะว่าพิสูจน์ด้วยอารมณ์ตามปกติ ทีนี้อารมณ์ฟุ้งซ่าน บางอย่างมันยังเกิดขึ้น ความง่วงนี้ไม่เป็นไร ถ้าง่วงเมื่อไร ก็นอนเมื่อนั้น

นอนกับคำภาวนา นอนกับการพิจารณา นอนกับภาพพระพุทธเจ้าที่เห็นชัดเจนแจ่มใส ถ้าจะหลับ ก็หลับอยู่กับภาพพระพุทธเจ้าที่เห็นชัดเจนแจ่มใส ทีนี้ความไม่พอใจ ความไม่พอใจ นี่มี ทั้งเพราะอะไร ไม่พอใจใคร ไม่ใช่ใคร ไม่พอใจตัวเอง บางทีแขนขามันไม่เป็นไปตามที่เราต้องการ จะเดินข้างหน้า จะเดินข้างหลัง เดินถนัดบ้าง ไม่ถนัดบ้าง วางอะไรลืมไปบ้าง อย่างนี้เป็นต้น

ความไม่พอใจมันก็เกิด ความไม่พอใจอย่างนี้มันก็เป็นนิวรณ์ อารมณ์ความรัก ในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในสัมผัส บางครั้งมันก็มี ไอ้นี่มันก็เป็นความเลว รวมความว่า ท่านพุทธบริษัทโปรดทราบว่า อาตมาในสมัยนั้นก็ยังเลว ในสมัยนี้ก็ยังเลว ความเลวยังมีอยู่ ยังขึ้นชื่อว่า ถ้ายังมีขันธ์ 5 เพียงใด เราก็ไม่พ้นความเลว ต่อมามาเล่ากันต่อไป

เมื่อนั้นเวลาวันใกล้จะกลับ คิดว่า วันพรุ่งนี้กะเวลา 3 วันถึงวัดบางนมโค มันจะถึงหรือไม่ถึง ถ้าหากเห็นว่าจะไม่ถึง เราก็จะเดินทั้งกลางวันและกลางคืน ตื่นขึ้นมาตอนเช้าบิณฑบาตเสร็จ ก็นึกถึงเทพเจ้าทั้งหมด นางฟ้าทั้งหมด และก็พระทั้งหมดที่เมตตา ขอลาท่าน ขอขอบคุณท่าน

แต่ว่าบรรดาท่านพุทธบริษัท เป็นสิ่งที่น่าแปลกเกินคาด พอนึกถึงท่านพับ ปรากฏว่า ทุกองค์ปรากฏชัดหมด มีสภาพเป็นเทวดา แพรวพราวเป็นระยับ ท่านที่เคยใส่บาตร นุ่งผ้าขาด ใส่เสื้อขาดก็หมด ไม่ขาดแล้ว เป็นเทวดา เป็นนางฟ้าหมด ก็กล่าวว่าจักขอลาท่านขอขอบคุณท่าน และก็ขอความเมตตาท่าน บอกว่า การเดินกลับก็ดี อยู่ที่วัดก็ตาม ขอท่านเมตตาต่อไป ท่านทั้งหลายก็ยอมรับ

และก็มีท่านหนึ่งถามว่า จำทางได้ไหม ก็เรียนให้ท่านทราบ บอกว่า จำไม่ได้ เพราะตอนมานี่ลุงวิพาเดินลัดตัดทางมาเร็วเหลือเกิน ตั้งแต่หลังผักไห่เดินมาที่ศรีประจันต์ ใช้เวลา 10 นาที ไม่รู้มาอย่างไร

และก็ถามว่า ท่านจะกลับอย่างไร ก็เลยบอกว่า ถ้าเทวดาไม่ช่วย ก็ใช้ทิศตะวันออกเป็นเกณฑ์ จะเดินตามพระอาทิตย์ เดินสวนทางกับพระอาทิตย์ พระอาทิตย์ตะวันออกออกมาเราก็เดินสวนทางไป อย่างไร ๆ ก็ถึงแม่น้ำเจ้าพระยาแน่ เมื่อถึงแม่น้ำเจ้าพระยา ก็ถือว่าการถึงวัดเป็นของง่าย จะจับสายแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นสำคัญ และก็จะตัดทางตามสมควร

ก็มีเทวดาท่านหนึ่งบอกว่า การกลับของท่านจะต้องแวะที่อีก 2 สถาน คือว่า ที่ใต้อำเภอบางปลาม้าแห่งหนึ่ง และก็ที่เหนือวัดบางซ้ายในแห่งหนึ่ง จะต้องปักกลดค้างที่นั่น ก็เลยบอกท่านบอกว่า จากศรีประจันต์ ไปอำเภอบางปลาม้านี่ วันเดียวมันไม่ถึง จะไปอย่างไร

ท่านก็บอกว่า เรื่องนี้ก็เป็นหน้าที่ของลุงวิ ท่านลุงวิแต่งตัวสวยแพรวพราว บอกว่าไม่เป็นไร ผมพาท่านมาได้ ผมก็พาท่านกลับได้ ไปตามกำหนดที่จะพึงไป ก็ถามท่านบอกว่าจะไปที่นั่น มีเหตุผลอย่างไร ท่านก็บอกว่า ในที่ 2 สถานนี้ เขาจะโกนจุก โกนเปียเด็ก แต่บ้านแถวนั้น เป็นบ้านคนจน จะจัดงานเข้า มันมีการสิ้นเปลือง ถ้าได้พระธุดงค์ เขาก็ไม่ต้องลงทุนมาก ขอท่านไปโปรด ก็เลยบอกว่า ถ้าอย่างนั้นก็ตามใจ

ท่านจึงบอกว่า ถ้าอย่างนั้นวันนี้ เวลาตอนเย็นเวลาประมาณบ่าย 3 โมงจะออกเดินทาง (คุยกันตอนเช้า) ก็ถามท่านบอกว่า การออก เดินทางบ่าย 3 โมงจะถึงพอดีไหม ท่านบอกว่า นั่นเป็นหน้าที่ของผม ต้องถึงพอดีแก่เวลา หลังจากนั้นทุกท่านก็หายไป พวกเราก็นอน ก่อนจะนอนก็เตรียมกลด เตรียมมุ้ง เตรียมอะไรทุกอย่างเรียบร้อย พร้อมเสร็จ คิดว่า ถ้าจะไปเมื่อไร ครองผ้าปุ๊บ คาดพุงปั๊บ ออกเดินทางได้ทันที

เมื่อถึงเวลาประมาณบ่าย 3 โมง ลุงวิก็มา ทีนี้ลุงวิมาไม่แต่งตัวเหมือนเก่า นุ่งกางเกงแพรสีดำ ใส่เสื้อกุยเฮงสีดำ มาถึงก็ชวนเดินทาง ก็เดินทางไปกับท่าน เมื่อเดินทางออกไปสัก 10 นาที หันหลังมา หวังจะดูที่ว่า ที่ตรงนี้มันมีความสุข วันหลังเราจะมาที่นี่ ปรากฏว่าภูเขาหายไปหมดแล้ว
ก็ถามลุงวิบอกว่า ภูเขาที่พักเมื่อสักครู่นี้ เวลานี้ไปไหน ท่าก็บอกว่า ผมบอกตั้งแต่ต้นแล้วว่า เป็นภูเขาชั่วคราว มันไม่ใช่ภูเขาประจำ ก็หมดเรื่องกันไป

เดินตามท่านไป ใช้เวลาประมาณสัก 10 นาที ก็พบกลุ่มคน กลุ่มใหญ่ ยืนอยู่ทางหลังบ้านของเขา คนทั้งหมดประมาณ 50 คนเศษ เมื่อเขาเห็นเข้า เขาก็ออกมาต้อนรับ ขอนิมนต์ให้ปักกลด ตรงหลังบ้านเขาออกไป เมื่อเลือกชัยภูมิได้ดี ห่างบ้านพอสมควรประมาณกิโลเศษ ๆ ก็ปักกลด ลุงวิท่านก็ยังอยู่ที่นั่น เลยถามเขาว่า ที่ญาติโยมยืนอยู่นี่คอยใครหรือ หรือรู้ว่าอาตมาจะมา

ญาติโยมทั้งหลายก็บอกว่า เมื่อ 3-4 วันนี้มีคนแก่คนหนึ่งเดินทางมาที่นี่ มาจากป่า บอกว่า วันนี้จะมีพระธุดงค์ เป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค จะเดินทางผ่านมาทางนี้ ขอให้นิมนต์ปักกลดที่นี่ และลูกของใครมีจุกมีเปีย พอที่จะตัดได้ให้มาพร้อมกันตัดจุกที่นี่ จะเป็นมงคลใหญ่
ในเมื่อบอกอย่างนั้น ก็เชื่อท่าน (คำว่า เป็นมงคลใหญ่ ก็หมายความว่า พระธุดงค์ไม่มีกังวลกับญาติโยม เพียงแค่มีข้าวให้กินก็ใช้ได้ สตางค์ไม่ต้องจ่าย) เมื่อขณะที่ปักกลดเสร็จ ญาติโยมก็เอาน้ำชาบ้าง เอาน้ำมะตูมต้มบ้าง เอามาให้ฉัน

เวลานั้นก็มีปี่พาทย์วงหนึ่ง พร้อมด้วยคณะลิเก หอบเครื่องพะรุงพะรังมา แบกกลองเดินผ่านมาในทุ่ง พอมาถึงที่ตรงนั้น เห็นคนมุงมาก ๆ ก็นั่งพัก ถามว่า พวกคุณจะไปไหน ก็บอกว่า ผมอยู่ บ้านไปนาใต้ ครับ และลิเกวงนี้ เป็นลิเกอ่างทอง ไปแสดงร่วมกันมาที่สระยายโสม กำลังจะเดินทางกลับ เพราะทางสระยายโสม ถ้าใช้เรือไปก็ไม่สะดวก ก็เลยคุยกัน

เขาก็เลยตัดสินใจบอกว่า ถ้าอย่างนั้นเมื่อท่านพักที่นี่ผมก็ขอค้างคืนที่นี่ด้วยครับ และคุยกันไป 2-3 คำ ก็มีคนหนึ่งเตรียมเครื่องโกนจุก เขาถามว่า จะมีการโกนจุก โกนเปียหรือครับ บอกมีญาติโยม มีเด็กมาประมาณสัก 10 คนเศษ ๆ เขามาตัดจุก ตัดเปีย เขาบอก ถ้าอย่างนั้น ผมก็จะเอาปี่พาทย์บรรเลงให้ ไม่ต้องเสียอะไร เอาบุญด้วยครับ ลิเกก็บอกว่า จะแสดงให้ด้วย

ก็เป็นอันว่า มีทั้งปี่พาทย์ มีทั้งลิเก มีเครื่องครบ ชาวบ้านก็ดีแสนดี พอรู้ว่าจะมีปี่พาทย์ มีลิเก ก็สร้างโรงลิเกทันที วิ่งไปอาไม่กระทู้มาปักเข้า ไม่ลำมาพาดเข้า ไม่สักมาโปะเข้า ทำพื้นให้เรียบ ปูเสื่อปูสาด ทำเป็นที่พักคนด้วย ทำเป็นที่แสดงด้วย

ก็เป็นอันว่า คืนนั้นครื้นเครงกันทั้งคืน ปี่พาทย์ก็บรรเลง เขาบอกว่า เป็น ปี่พาทย์วงบ้านไปนาใต้ แต่ความจริงวงบ้านไปนาใต้ เป็นปี่พาทย์ประจำวัดบางนมโค อาตมารู้จักนักบรรเลงทุกคน แต่นักบรรเลงที่บอกอยู่บ้านไปนาใต้วันนั้น ไม่รู้จักสักคน จะหาใครสักคนที่รู้จักก็ไม่มี นั่นเป็นเรื่องของเขา เป็นอันว่าเขาก็บรรเลงกันไป และมีผู้หญิงคนหนึ่งเป็นนักร้องประจำวงปี่พาทย์ ร้องทำขวัญจุกได้ดีมาก ไพเราะ เป็นธัมมะธัมโมอย่างดี คนฟังก็เพลิดเพลิน ปี่พาทย์ก็บรรเลงอย่างดี

พอตกกลางคืน ชาวบ้านก็ไปหาตะเกียงเจ้าพายุมา 10 ดวง ลิเกก็แสดง เมื่อแสดงเสร็จเวลาประมาณ 6 ทุ่มก็เลิก ก็เลยบอกว่า ตั้งแต่นี้ไป ฉันต้องการความสงัด ทุกคนก็นอนกันเงียบ ชาวบ้านก็นอนกลางทุ่ง พวกลิเกก็นอน ชาวบ้านเขานอนป้องกันพวกลิเก และพวกปี่พาทย์เกรงว่าของจะหาย ตะเกียงก็จุดสว่างจ้าทั้งคืน พวกเราก็เจริญกรรมฐานกันตามปกติ

รุ่งขึ้นตอนเช้า ตอนนี้ก็ไม่ต้องกินข้าวของเทวดา ก็เป็นอันว่าฉันข้าวเสร็จ ชาวบ้านกินข้าวเสร็จ กับข้าวก็เหลือเยอะแยะ พวกลิเกปี่พาทย์ก็กินกัน กินเท่าไรมันก็ไม่หมด ชาวบ้านก็ช่วยกินกัน กินเท่าไรมันก็ไม่หมด เมื่อมีการฉันข้าว ปี่พาทย์ก็บรรเลง ต่อไปก็ทำการพิธีโกนจุก พอสวดชยันโตพรมน้ำมนต์เสร็จ ปี่พาทย์ก็บรรเลง ลิเกก็แสดง

บ่าย 3 โมงเย็น ลุงวิก็บอกว่า เดินทางต่อ ไปทิศเหนือวัดบางซ้ายใน ไปที่ตรงนั้นมีบ้านตั้งเด่น ๆ อยู่ 3 หลัง ไปถึงตรงนั้นก็มีคนเขามายืนดักอีกแหละ ขอให้พักตรงนี้จะโกนจุกเด็ก ถามว่าโยมรู้ได้อย่างไร เขาก็บอกว่า มีคนแก่มาบอกล่วงหน้า 3 วันแล้วว่าพระจะมา 3 องค์ เป็นลูกศิษย์หลวงพ่อปาน ก็ทำในลักษณะเดิม หลังจากนั้นก็กลับวัด พอถึงประตูน้ำเจ้าเจ็ด คณะปี่พาทย์กับคณะลิเกก็ขอลาแยกไป

อันนี้แหละบรรดาญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย ในช่วงนี้เป็นการฝึกธุดงค์แบบอุกฤษฏ์ แต่ถ้าถามว่า เขามีปี่พาทย์ มีลิเก มีอารมณ์เป็นอย่างไร ก็ตอบว่า ใช้อารมณ์เดิม ตามที่พระท่านเตือนว่า นักแสดงก็ดี คนที่มาดูก็ดี ทั้งหมดนี้อายุไม่ถึงร้อยปีก็ตายหมด ตามที่พระโมคัลลาน์ พระสารีบุตร ท่านเคยคิด ชีวิตของเราก็เช่นเดียวกันไม่ถึงร้อยปีเราก็ตาย

เสียงลิเกที่ร้อง ถ้ากำลังร้องอยู่ ก็มีเสียง หยุดร้องเมื่อไรก็หมดเสียง เหมือนกับชีวิตของเรา ยังหายใจอยู่ ยังชื่อว่า มีชีวิต ถ้าเลิกหายใจเมื่อไร ชีวิตก็หมดไป เสียงปี่พาทย์ลาดตะโพนก็เหมือนกัน ถ้ายังบรรเลงอยู่เพียงใด เสียงก็ปรากฏ ถ้าเลิกบรรเลง เสียงก็หาย ก็เหมือนกับชีวิตของเรา ชีวิตของเราในเมื่อยังมีลมหายใจอยู่ ก็ยังมีชีวิต ลมหายใจหมดก็หายไป คิดแค่นี้บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย

แล้วก็คิดต่อไปอีกว่า อจิรัง วตยัง กาโยฯ เป็นต้น ซึ่งแปลเป็นใจความว่า ร่างกายนี้อีกไม่นานนัก ชีวิตก็ไปปราศแล้ว (คือ จะหมด ชีวิตแล้ว) ร่างกายของเราเมื่อหมดชีวิตมันก็ไร้ประโยชน์ ท่อนไม้ที่ไร้ประโยชน์ ดีกว่าร่างกาย เพราะยังมีคนต้องการ

((( โปรดติดตามตอนต่อไป )))


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 มิ.ย. 2011, 05:12 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 มิ.ย. 2011, 18:31
โพสต์: 292


 ข้อมูลส่วนตัว


อุปสรรคในวัด


ท่านพุทธบริษัททั้งหลาย ตอนนี้ก็ยังเป็นวันที่ 25 พฤษภาคม 2533 ก็มาคุยกันว่าตอนนี้ให้ชื่อว่า อุปสรรคในวัด เพราะว่าคนในวัด บรรดาท่านพุทธบริษัท ชื่อว่า ลูกศิษย์หลวงพ่อปาน ไปไหนก็มีชื่อเสียง มีคนเคารพนับถือ ยกย่องว่า ท่านเป็นพระดีด้วยกันทุกองค์ แต่ว่าพระในวัดก็มี 4 ประเภท

1. อุคฆฏิตัญญู มีปัญญาดีมาก มีปฏิภาณดีมาก สนใจในธรรมะปฏิบัติขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และก็ฉลาดมาก
2. วิปจิตัญญู คนที่มีศรัทธาดี มีบารมีดี แต่ว่ามีปัญญาน้อยไปนิดหนึ่ง
3. พวกเนยยะ นี่รับฟังคำสองหลวงพ่อปานแล้ว ต้องรับฟังหลาย ๆ หนจึงปฏิบัติได้ครบถ้วน
4. พวกปทปรมะ พวกประเภทบวชตามประเพณี ท่านพวกนี้ไม่มีอะไรมาก วิธีปฏิบัติของท่านก็คือ ผัดหน้าแต่งตัว บางครั้งก็หนีไปร้องเพลงเสียบ้าง ทำอะไรทุกอย่างไม่ต่างจากฆราวาส

ฉะนั้น บรรดาท่านพุทธบริษัท ระเบียบนี้ก็เป็นระเบียบของวัดทุกวัด แม้แต่ในปัจจุบันในเมื่อผู้ใหญ่ดี ก็จงอย่านึกว่า ลูกน้องดีเหมือนกันทุกท่าน แต่ที่ชั่วก็มี ที่ดีก็มาก

รวมความว่า เมื่อเข้าไปถึงวัด การไปธุดงค์ บรรดาท่านพุทธบริษัท แม้แต่มีดพับก็มีเล่มเล็ก ๆ แล้วก็หักปลาย ไม่ให้เป็นอาวุธ มีดโกนก็นำไปไม่ได้ เพราะมันเป็นอาวุธได้เป็นอันว่า ไปธุดงค์ตั้งหลายเดือน แต่ทว่าเวลากลับมา ผมก็ยาว ไม่ได้โกน

พอเข้ามาในวัด สุนัขที่เคยเลี้ยงไว้ มันก็จำไม่ได้ มันวิ่งเข้ามากระโชกเห่า แต่พอเข้ามาใกล้ มันจำกลิ่นได้ มันก็เลิกเห่า มันก็หมอบ มันก็คลาน มันก็ต้อนรับ กระโดดต้อนรับ

ครั้นมาถึงในวัด ก็ตรงไปหาหลวงพ่อปาน แขกกำลังมาก ไปถึงก็กราบท่าน ท่านก็บอกว่า พระ 3 องค์นี่เขาฝึกธุดงค์ (บอกกับญาติโยม) ญาติโยมจะแปลกใจว่า พระ 3 องค์ นี่ 1.ห่มจีวรกรัก 2.แบกกลด และก็ 3.มีย่าม 4. มีกาน้ำ 5.มีบาตร ผมที่ยาวอย่างนี้ก็เพราะว่าการไปธุดงค์ เอามีดโกนไปไม่ได้ ปลงผมไม่ได้ ก็ต้องปล่อยไว้ตามสภาพ

เมื่อกราบท่าน ก็รายงานให้ท่านทราบว่าการไปอยู่ในป่ามีความสุขดี ไม่มีอะไรเป็นอันตราย ท่านก็ยิ้ม ท่านยิ้ม แล้วหันไปหาญาติโยมบอกว่า นี่พระของฉันโกหก ทั้ง ๆ ที่ไปธุดงค์มาแล้วนี่ยังโกหก นี่เอาดีกันไม่ได้ พอฟังอย่างนั้นก็ตกใจคิดว่า เอ๊ะ นี่เราโกหกอะไรท่าน

ท่านก็บอกว่า หลังจากที่พวกเธอไปอยู่ที่หลังผักไห่ ในเขตศรีประจันต์ วันหนึ่งเธอปวดศีรษะมากใช่ไหม ก็กราบท่านบอกว่า ใช่ แล้วท่านถามว่า แล้วทำไมจึงบอกว่า มีความสุขดี เลยกราบเรียนท่านบอกว่า พระอินทร์ท่านมาช่วยรักษาให้ ท่านก็ถามว่า พระอินทร์มารักษาให้ แล้วให้อะไรไว้บ้าง ก็กราบเรียนท่านตรง ๆ บอกว่า ให้วิชากอบโรคทิ้ง

ท่านก็ถามว่า ก่อนที่จะกอบโรคทิ้ง ต้องมีครูไหม ก็ตอบว่า ต้องมีครู มีธูป 3 ดอก มีเทียนหนักบาท 1 เล่ม มีดอกไม้ 3 ดอก และเงิน 1 สลึง ท่านบอกว่า ถ้าอย่างนั้นดีแล้ว ท่านก็เลยถามญาติโยมว่า ใครต้องการจะรักษาโรคบ้าง (นี่ไม่ต้องพักกันแล้วนะ) รักษาโรค ตำราที่พระอินทร์สอนพระใครต้องการไหม ญาติโยมยกมือพรึ่บ (ยกมือพนมนะ) มึงต้องการครับ กูต้องการค่ะ ว่ากันเป็นแถว ๆ ในที่สุดหลวงพ่อปานก็ให้แสดง บอก เอาเลยทำการรักษาได้เลย

เมื่อญาติโยมทั้งหลายจัดสถานที่เรียบร้อยแล้ว ตามระเบียบแล้ว มีของทุกอย่าง ก็เลยทำพิธีกอบให้ท่าน ก็มีคน ๆ หนึ่งบอกว่า ปวดศีรษะมาก พอกอบทิ้ง 3 ครั้ง ท่านสลัดหัวเป็นการใหญ่ สลัดหัวหาการปวดศีรษะ ก็เป็นอันว่า ไม่ปวดศีรษะ การปวดศีรษะหายไป

วันนั้นก็เลยต้องทำพิธีการกอบกันเป็นการใหญ่ เป็นอันว่า คนที่มีโรควันนั้นประมาณ 100 คนเศษ มีคนหนึ่งปวดท้องกำลังปวดมาก พอกอบ 3 ครั้งทิ้งก็หาย ก็รวมความว่า วันนั้นได้เงินหลายสลึง ได้เงิน 100 สลึงกว่า ก็นำไปถวายหลวงพ่อปาน

หลวงพ่อปานบอกว่าเขาถวายเธอ ก็เลยบอกว่า พระอินทร์ท่านบอกว่าเงินนี่ใช้ไม่ได้ ต้องทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่ท่านผู้มีคุณ ท่านเป็นครู หลวงพ่อปานก็ยิ้มว่า เออ ทำถูกแล้ว แต่ว่าวิชากอบนี้จะต้องปฏิบัติตามครูสอนเด็ดขาดนะ เงินสลึง หรือว่าดอกไม้ก็ดี ธูปเทียนก็ดี จะเว้นไม่ได้เด็ดขาด หลังจากนั้นท่านก็สั่งให้ไปพัก

เมื่อเข้าที่พัก ก็ปรากฏว่าที่พักเดิมที่พักอยู่ รกรุงรังไปหมด บรรดาพวกพระปทปรมะไปนั่งเล่น นอนเล่น ทำสกปรกเสียเยอะแยะ ก็เริ่มวางกลด จะกวาดพื้นที่ ก็พอดีเห็นลุงวิมา ลุงวิก็บอกว่า ไม่ต้องกวาดครับ เดี๋ยวผมจัดการเอง พวกท่านเอาผ้าออก เปลื้องจีวรออก ปลงผมกันก็แล้วกัน ต่างคนก็ต่างช่วยกันปลง ผลัดกันปลง เมื่อปลงผมเสร็จ ก็ปรากฏพื้นที่เรียบร้อยดีทุกอย่าง ที่นั่ง ที่นอนเรียบร้อย เตาต้มน้ำต้มท่าเรียบร้อย น้ำก็มีเสร็จเรียบร้อย แต่ลุงวิหายไปแล้ว ก็เป็นอันว่า มีความสุข

แต่ว่าบรรดาท่านพุทธบริษัทอุปสรรคใด ๆ ของนักปฏิบัติจะยิ่งไปกว่าอุปสรรคของคนนี่ไม่มี ฉะนั้นบรรดาพระพวกปทปรมะทั้งหลาย เขาเห็นหน้าเข้าเขาก็เรียกว่า เฮ้ย พระอรหันต์มาแล้วโว้ยพระโสดาบันมาแล้วโว้ย อะไรบ้างก็ตาม ผู้วิเศษมาแล้วโว้ย คือพูดยวนกวนใจ

ทีนี้บรรดาท่านทั้งหลาย อาตมาบอกแล้วว่า พวกเรายังไม่ดี ยังเป็นทาสของนิวรณ์ นี่นักปฏิบัติทุกคนควรจำไว้นะ คำว่า นิวรณ์ แปลว่า กิเลสหยาบที่ทำปัญญาให้ถอยหลัง เมื่อเขาพูด บางครั้งบางคราวจิตใจก็ยั้บยั้ง ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา แต่ว่าบางคราวก็ชักไม่ชอบใจเหมือนกัน

ในเมื่ออาการไม่ชอบใจเกิดขึ้น จิตก็มัวหมอง ต้องมีการซักซ้อมกันอยู่เรื่อย ๆ และพระบางพวกก็พูดยียวนต่าง ๆ นา ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พวกฆราวาสในตำบลบางนมโคเองไม่ใช่จะมีคนมีความเลื่อมใสหลวงพ่อปานทุกคน ที่เลื่อมใสก็มีไม่เลื่อมใสก็มี ทั้ง ๆ ที่ท่านดีขนาดนั้น ที่ไม่มีความเลื่อมใส เขาก็หาว่าอาตมา 3 คนนี่ บ้า

รวมความว่า การพูดคุยกับใคร ต้องถนอมถ้อยคำ เขาถามความเป็นมาว่า วิชากอบลองกอบให้ผมซิ เวลานี้ผมไม่มีสตางค์ กอบให้รวยสตางค์สิ ก็เลยนึกในใจว่า จะบอกให้เขาฟังว่า กอบให้มีสตางค์น่ะ กอบไม่ได้ แต่กอบให้ตายน่ะ กอบได้ พอนึกในใจแค่นี้ก็ได้ยินเสียงบนอากาศบอก อย่าทำนะ ถ้าทำเขา เขาจะเป็นอย่างนั้นทันที จะมีโทษ ในฐานฆ่ามนุษย์ ก็เลยยั้บยั้ง

เป็นอันว่า การอยู่ที่วัด บรรดาท่านพุทธบริษัท ไม่มีความดี นึกอยากจะอยู่ในป่า แต่วิธีที่ปฏิบัติอยู่ในวัด ในเมื่อเข้าถึงวัดแล้วเราก็วางภาระของธุดงค์ แต่ก็ยังกินข้าวเวลาเดียว ตอนเช้าก็ไปบิณฑบาตกับเขา กลับมาก็ยังไม่กินข้าวพร้อม อาหารทั้งหมดที่ได้มา ก็ให้กับส่วนกลางหมด

แต่ทว่าอาหารที่กินเอง เมื่อเข้ามาอยู่ในป่าช้าก็บิณฑบาตใหม่ เทวดา นางฟ้า ท่านก็ใส่บาตรให้กินตามเดิม กินอาหารของท่านมีความสุข พระบางองค์ที่มีความฉลาด ก็สงสัยว่าอาหารตอนเช้าท่านได้มา ท่านเอาไว้ส่วนกลางหมด แล้วท่านฉันอะไร ก็ต้องตอบว่า ผมมีอาหารส่วนหนึ่งสำหรับฉัน ผมมีอยู่แล้ว ไม่เป็นไร

แต่ว่าในวัดเวลานั้นจริง ๆ พระที่มีกรรมฐานเก่งมีอยู่ 2 องค์ คือ นอกจากหลวงพ่อปานแล้ว ก็มี หลวงพ่อเล็ก รองลงมา แล้วก็มี พระอาจารย์ฉัตร พระอาจารย์ฉัตรนี่เป็นนักปฏิบัติ เข้าป่าช้าทุกคืน ความจริงอาจารย์ฉัตรนี่ ท่านไม่ค่อยจะรู้หนังสือ อ่านหนังสือไม่ออกมาก่อน ต้องมาเรียนหนังสือเมื่อขณะบวช แต่ว่าการปฏิบัตินี่เก่งมาก เอาจริงเอาจัง คนเอาจริงเอาจังประเภทนี้ คนเขาก็ไม่ค่อยนิยมเหมือนกัน

ถ้าจะถามว่าองค์อื่นมีไหม ถ้าองค์อื่น ก็ขอตอบว่า เวลาที่หลวงพ่อปานประกาศขึ้นกรรมฐานสมาทานกรรมฐานเขาก็สมาทานด้วย แต่ทว่าเลิกมาแล้ว จิตใจเขาเริ่มทำเป็นสมาธิ นั้นคือ รักผู้หญิง อยากจะรวยบ้าง อยากจะพบคนสวยบ้าง อย่างนี้เป็นต้น คือว่าเป็นธรรมดา ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มักจะคุยกันเรื่องรวย อยากจะรวยอย่างนั้น อยากจะรวยอย่างนี้ เป็นโลกียวิสัย

ฉะนั้น การเข้าไปอยู่ในวัดก็เต็มไปด้วยอุปสรรค แต่ก็เป็นความดี ที่ว่าเป็นความดี ก็เพราะว่า นักมวย ถ้าเป็นเพียงซ้อมมวยอยู่คนเดียวบนยอดเขา ก็อาจจะคิดว่า ตัวเองเก่ง เป็นเจ้าโลก เป็นแชมป์โลก ไม่มีใครสามารถจะสู้ได้ เพราะไม่มีใครจะสู้ด้วย แต่ถ้าขึ้นชกจริง ๆ ขึ้นเวทีจริง ๆ อาจจะแพ้ ตั้งแต่ยกแรกก็ได้ หรือไม่ทันเต็มยกฉันใด พระธุดงค์ที่อยู่ในป่า ก็เช่นเดียวกัน ไม่มีใครขัดคอ ไม่มีคนขัดคอสักคน

เพื่อนกัน 3 คน ก็คุยเหมือนกันหมด คุยกันถึงผลการปฏิบัติแต่ละวัน ๆ ใครพบอะไรบ้าง ใครมีอารมณ์อะไรบ้าง พูดกันโดยเฉพาะ นอกจากนั้นเวลาว่างก็มีเทวดา มีนางฟ้า มีพรหม มีพระท่านมาคุย ท่านก็คุยในผลการปฏิบัติ ก็มีแต่อารมณ์ชุ่มชื่น ครั้นมาอยู่กับคนเข้า ก็กระทบกับอารมณ์ต่าง ๆ ที่เรียกว่า นิวรณ์ 5 ประการ กระทบกันอย่างหนัก

1. ความสวยของคน คนที่มีเพศตรงกันข้าม รูปร่างหน้าตาดี ๆ ในเมื่อกิเลสมันยังมี ก็อาจจะชอบเขาได้ แต่ว่ากำลังใจ ถ้านึกชอบขึ้นมาเมื่อไร อีกสักประเดี๋ยวหนึ่งเราก็รับตัดทัน

วิธีตัดไม่ยาก ก็คิดว่าเวลานี้เราเป็นพระเรายังไม่มีโอกาสจะแต่งงานกับใคร และการที่ไปรักเขา เขาจะรักหรือเปล่า ถึงแม้ว่ารัก ก็ไม่เป็นการสมควร เพราะเราเป็นพระ เอาง่าย ๆ แบบนี้ ถ้าเห็นคนที่เขาแก่กว่า แก่กว่าไม่มากก็คิดว่า นี่เขาเป็นพี่ จะเป็นผู้หญิง หรือผู้ชายก็ตามแก่กว่ามาก แต่อ่อนกว่าพ่อกว่าแม่ก็นึกว่า เขาเป็นน้า หรือเป็นอา คราวพ่อคราวแม่ ก็คิดว่าเขาเป็นลุงบ้าง

ถ้าเจอะผู้หญิง หรือผู้ชายก็ตาม ที่อ่อนกว่าก็คิดว่า เขาเป็นน้อง ต้องใช้อารมณ์แบบนี้อยู่นาน อุปสรรคประเภทนี้ มันหนัก ต้องใช้อารมณ์แบบนี้อยู่ประมาณสักเดือนเศษ จิตจึงทรงตัวเริ่มอารมณ์วางเฉยในร่างกายของคนได้บ้างแล้วพอสมควร แต่ว่าไม่ได้เฉยไปทั้งหมด บางทีเผลอแว้บมันก็เอาเหมือนกัน นี่จึงได้บอกให้ท่านทั้งหลายทราบว่า ถ้าได้ยินข่าวใครเขาพูดเรื่องราวต่าง ๆ ตามที่อ่านมาแล้วว่า มีประสบการณ์แบบนั้นแล้วเป็นผู้วิเศษ อย่าเพิ่งเชื่อ มันยังเลวอยู่

ประการที่ 2 อารมณ์ที่ไม่พอใจ มันก็ยังมีอยู่บางครั้งบางคราว ในเมื่อถูกเหยียดหยามบ้าง ถูกพวกพระเสเพลพูดกระทบกระแทกบ้าง บางครั้งก็ไม่พอใจ อันนี้ก็เป็นอารมณ์เลวคือ เป็นนิวรณ์ตัวที่ 2
สำหรับนิวรณ์ตัวที่ 3 คือ ความง่วง ก็ไม่จำเป็น ง่วงเมื่อไร ก็นอนเมื่อนั้น ภาวนาให้มันหลับไป หมดเรื่องหมดราว เราตั้งใจภาวนา แต่มันอยากจะง่วง ก็เลยนอนภาวนาให้มันหลับไป ก็หมดเรื่องกัน เพราะว่าก่อนจะหลับ จิตถ้าไม่สงบไม่ถึงฌานมันไม่หลับ ถ้าจิตสงบถึงฌานเมื่อไร มันจึงจะหลับ ถ้าหลับได้ในขณะที่ภาวนาอยู่ ก็ถือว่าเป็นการดี

ต่อมาอีกอันหนึ่ง คือ อารมณ์ฟุ้งซ่าน อารมณ์คิดไม่พอใจบ้าง อารมณ์คิดพอใจบ้าง อยากจะได้อย่างโน้น อยากจะได้อย่างนี้ คำว่า อยากจะได้ ไม่ใช่อยากรวย อยากจะเป็นพระโสดาบัน อยากจะเป็นสกิทาคามี อยากจะเป็นอนาคามี อยากจะเป็นอรหันต์ อย่างนี้เป็นต้น อยากจะสร้างโน่น อยากจะทำนี่ อยากจะทำให้ดีที่สุด ที่หลวงพ่อปานท่านทำอยู่แล้ว อยากจะช่วยให้มันดีขึ้น ให้มันไวขึ้น ได้ตัวนี้เป็นอารมณ์ฟุ้งซ่าน เป็นนิวรณ์ตัวที่ 4 เป็นอารมณ์เลว

ทีนี้ ความสงสัย อันนี้ไม่ต้องพูดกัน เลิก สำหรับนิวรณ์ตัวที่ 5 นี่ตัดได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ก็รวมความว่า เข้าป่ามาตั้งหลายเดือน ชนะความชั่วได้ตัวเดียว คือ ตัวสงสัย

และต่อมาการปฏิบัติ การปฏิบัติก็เหมือนธรรมดา ๆ เป็นกันเองทุกอย่าง แต่ทว่าข้าวกินเวลาเดียว กินข้าวของท่านที่มาใส่บาตรให้เป็นกรณีพิเศษ ถ้าบอกอย่างนี้ ถ้าคนสมัยนั้น เขายังมีชีวิตอยู่ เขาไม่เชื่อหรอก เพราะว่าพวกเราต้องปกปิด ถ้าไม่ปกปิด พวกนั้นก็จะบาปมากขึ้น จะหาว่าโกหกหมดเท็จด้วยประการต่าง ๆ ก็รวมความว่า ต้องปกปิด ท่านที่รู้จริง ๆ ก็คือ หลวงพ่อปาน

แต่งานประจำก็คือว่า อยู่กับหลวงพ่อปาน เวลาหลวงพ่อปานรับแขก ก็อยู่ใกล้ ๆ ท่าน หากว่าท่านต้องการอะไร จะใช้อะไร เราก็ยอมรับ และขณะที่หลวงพ่อปานรับแขก ก็นั่งดูแขกไปด้วย จะเป็นคนหนุ่ม จะเป็นคนสาว จะเป็นคนแก่ คนวัยกลางคน ก็ป่วยเหมือนกันหมด ทุกคนก็ประกาศแต่ทุกขเวทนา

บางคนก็มาปรารภเรื่องความเป็นอยู่ ตอนนี้ก็ใช้อารมณ์ของอริยสัจว่า ที่พระพุทธเจ้าบอกว่าคนที่เกิดมาในโลกเต็มไปด้วยความทุกข์ นี่เป็นความจริง ในเมื่อมันทุกอย่างนี้แล้วชาย และหญิงทุกคนจะมีชีวิตอยู่นานไหม แต่ว่าทุกคนที่มานี่แปลกไม่มีใครคิดถึงความตาย ทุกคนก็บอกอยากจะทำกินอย่างโน้น อยากจะทำกินอย่างนี้ อยากให้หลวงพ่อปานช่วย ให้มันรวยอย่างนั้น ให้มันรวยอย่างนี้ ก็คิดในใจว่า พวกนี้เวลาความตายเข้ามาใกล้เต็มที ทำไมจึงไม่คิด

และงานอีกประเภทหนึ่ง ก็คือว่าหลวงพ่อปานใช้ให้รดน้ำมนต์ เวลาถึงกาลรดน้ำมนต์ก็ผลัดกันรด เพราะคนมาก ๆ เหนื่อยมากเหมือนกัน คนตักน้ำใส่ตุ่มเขาก็เหนื่อย ต้องมีหลายคน เพราะท่าน้ำมันไกล แต่ถึงเวลารดน้ำมนต์ ก็ไม่ต้องว่าคาถาอะไร แต่บางคราวคนที่เขามีอารมณ์เครียดมากจากการป่วย (คือ มีทุกขเวทนามาก) ท่านก็เรียก ลิงดำเอ๊ยไปช่วยกอบโรคเขาทิ้งทีวะ

เลยกราบเรียนหลวงพ่อบอกว่า ค่าครูครับ ท่านก็บอกเขา มีสตางค์สลึงไหม ถ้าจนมากไม่มี ฉันจะออกให้ ท่านก็จัดดอกไม้ธูปเทียนให้เสร็จ ถ้าเขามีสตางค์สลึงใส่เขาก็ใส่ ถ้าเขาไม่มีสตางค์สลึงใส่ หลวงพ่อปานก็ใส่ให้ อาตมาก็ไปวางที่หน้าพระพุทธรูป กราบพระ นึกถึงพระอินทร์ท่าน นึกถึงพระพุทธเจ้า นึกถึงพระอินทร์ท่าน ก็ไปกอบให้พอกอบทิ้ง 3 ครั้ง โรคก็หาย อาการที่เป็นหายทันที (แต่ว่าจะหายตลอดไป หรือไม่ตลอด ไม่ทราบ แต่เวลานั้นหายกันแน่)

ทีนี้สำหรับวิชากอบโรคทิ้ง บรรดาท่านพุทธบริษัท อาตมาจำเป็นต้องเลิก เพราะทำได้ไม่นานนัก คนที่ทำให้เลิกก็คือ พวกพระที่เป็นปทปรมะ ก็เพื่อน ๆ กัน บวชรุ่นราวคราวเดียวกันบ้าง บวชรุ่นพี่บ้าง บวชรุ่นน้องบ้าง เธอไม่สบาย ก็วานให้กอบโรค

ก็มีหลาย ๆ ท่าน ที่ปฏิบัติตามระเบียบ ก็มีรุ่นพี่อยู่ 3 คน ไม่ยอมทำตามระเบียบ บอกทำเถอะวะ เราเป็นพระด้วยกันไม่เป็นไรน่า อาตมาก็เกรงใจก็ไปกอบให้ท่านก็หาย พอท่านหายปวด ไม่ช้าเราก็ปวดแทน ต้องหาสตางค์มายกครู มาไหว้ครูเป็น 2 เท่าหาย ไม่ช้าก็มีมาอีก โดนเข้าแบบนั้น 3 องค์

พอถึง 3 วาระ ท่านเจ้าของก็มาบอกว่า ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เลิกใช้วิชานี้ เพราะว่าคนเลว ๆ ประเภทนี้มีอยู่ คุณไม่ช้าก็แย่ เพราะถ้าไม่ไหว้ครู อาการประเภทนั้น โรคนั้นจะเข้าตัวคุณ ถ้าบังเอิญเขาเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมา ที่เป็นโรคที่ร้ายแรง คุณก็ไม่สามารถรักษาหายได้ จะมีทุกขเวทนาหนัก ความจริงวิชานี้เป็นที่น่าเสียดาย บรรดาท่านพุทธบริษัท

ก็เป็นอันว่า ถือว่าเป็นความดีส่วนหนึ่ง เป็นการเชื่อได้ว่า เทวดามีความรู้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระอินทร์ท่านรู้จริง ๆ ท่านมีความสามารถจริง ๆ ที่ท่านให้วิชานี้ และทำให้หายไปหลายคน และความสามารถของลุงวิก็เก่งจริง ๆ สามารถปรับพื้นที่ให้เรียบราบได้แบบสบาย ๆ

การอยู่ป่าช้าเวลานั้น ก่อนจะไปมันรกรุงรัง ทางหายาก ลุงวิมาจัดการทำทางให้เรียบร้อยเป็น 3 สาย เดินไปหากันสบาย ๆ ไม่มีหนาม ไม่มีขวาก ไม่มีอะไรเป็นอุปสรรคทั้งหมด เดินกลางวันก็ได้เดินกลางคืนก็ได้ ไม่ต้องใช้ไฟฉายก็ได้ และเวลาเดินไปไม่ใช้ไฟฉายก็จะมีแสงเรือง ๆ สว่าง ๆ น้อย ๆ คล้าย ๆ กับแสงพระจันทร์ขึ้นน้อย ๆ พอเห็นทาง ทั้ง ๆ ที่อยู่ในป่าไผ่ อันนี้ก็เป็นความสุขบรรดาท่านพุทธบริษัท

เมื่อกลับมาวัด เขาบิณฑบาตเดินกัน ก็เป็นการบังเอิญ มีญาติโยมคนหนึ่ง มาจากกรุงเทพฯ ซื้อเรือยาวให้ลำหนึ่ง บอกว่า สำหรับท่าน 3 องค์นี้ครับ ก็ใช้เรือยาวบิณฑบาต เวลาหน้าแล้งเขาบิณฑบาตเดิน เราก็บิณฑบาตเรือ ไปใกล้ ๆ หัววัดท้ายวัดนิดหน่อย

ก็ปรากฏว่ามีญาติโยมพุทธบริษัท เพียงแค่ไม่กี่บ้าน คนใส่บาตรไม่เกิน 6 บ้าน ไปใกล้ ๆ เพราะถ้าขืนไปไกล เดี๋ยวพระที่บิณฑบาตเดินเขากลับมา เขาจะคอย ไปแต่เพียงบ้านที่เขาไม่สามารถจะใส่บาตรพระบิณฑบาตเดินได้ แต่เพียงเท่านี้

บรรดาท่านพุทธบริษัท อาหารก็เต็มหัวเต็มท้าย แกงที่หลวงพ่อปานจะต้องแกงทุกวัน ก็ไม่ต้องแกง พอกินพอใช้ ทั้งนี้เป็นเพราะอะไร เป็นเพราะบุญบารมีขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าช่วย

ถ้าถามว่าไปบิณฑบาตว่าคาถาอะไร ก็บอกไว้แต่ตอนต้นแล้วว่า อิติปิโส ภควา อรหังสัมมาสัมพุทโธฯ ว่าหมดจบ พายเรือไปก็ว่าเรื่อยไป นึกในใจเรื่อยไป เขาใส่บาตรปั๊บ เวลาที่เขาจะใส่บาตรก็นึกในใจว่า ขอท่านผู้มีคุณ จงมีความเป็นอยู่เป็นสุข มีความคล่องตัวในการทรงชีวิต

แต่ว่าข่าวนี้ไม่ช้าก็ถึงหลวงพ่อปาน เมื่อ 2 เดือนผ่านไปถึงปรากฏ เขามาแจ้งให้หลวงพ่อปานทราบว่า เมื่อก่อนนี้ผมมีการฝืดเคืองมาก หากินไม่สะดวก ค้าขายไม่ดี พอพระ 3 องค์นี่ไปบิณฑบาตเข้า ใส่บาตรท่านเข้า หากินคล่อง ซื้อง่ายขายคล่อง มีกำไรดี พอถึงฤดูกาลทำนา เวลาฝนแล้ง ต้นข้าวเขาไม่ตาย และเวลาจะเกี่ยว ข้าวได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย และเขาก็มารายงานหลวงพ่อปานให้ทราบ

หลวงพ่อปานก็บอกว่า เออ ดีแล้ว พระ 3 องค์นี่เขาดี พอใช้ได้ แต่ญาติโยมก็บอกว่า เคยไปถามท่านแล้ว ท่านบอกว่า ท่านไม่ดี ท่านยังเป็นทาสของนิวรณ์อยู่ หลวงพ่อปานบอกว่า จริงความไม่ดีของเขาน่ะมันดีกว่า พวกเราที่เราดีกันนะ พระอื่นที่ว่าตัวดีน่ะ มันยังดีไม่เท่าเขาเลว เขาบอกว่ามาก เขารู้จักนิวรณ์แต่คนอื่นไม่รู้จัก (นิวรณ์ คือความชั่ว)

การอยู่ที่วัด ก็คุยกันถึงเรื่อง เรียนหนังสือกับท่าน การปฏิบัติกรรมฐาน กับเรียนหนังสือ นี่คู่กัน ครูที่สอนนักธรรมตรีของอาตมา ซื่อ วาด ต่อมาภายหลังเป็น พระครูปริยัติคุณูปการ เจ้าคณะตำบลบ้านแพน (เมื่อปี พ.ศ.2529 ท่านยังมีชีวิตอยู่) ท่านเป็นครูบาอาจารย์ที่ดีมาก

ท่านครูองค์นี้มีคติแปลกจากครูองค์อื่น คือว่า เวลาที่มาสอน ไม่ถือหนังสือมาด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ธรรมปฏิบัติก็ดี หรือวินัยมุขก็ดี ท่านจำมาทุกถ้อยคำ เวลาก่อนที่จะอธิบายต่าง ๆ ท่านจะพูดตามหนังสือเดี๊ยะ เคยเอาหนังสือไปกางดูแล้วเหมือนทุกคำพูด เหมือนกับท่องมา เคยถามท่าน ท่านบอกไม่ได้ท่อง ท่านอ่านแล้วท่านก็จำทุกถ้อยคำ เมื่อว่าไปตอนหนึ่งแล้ว ท่านก็อธิบายให้เข้าใจทราบ อาตมาเรียนกับท่าน

เมื่อเรียนกับท่านแบบนี้ อาตมาเองเป็นคนมีนิสัยลอกแบบ ในเมื่อเห็นครูบาอาจารย์ ท่านทำอย่างนั้นได้ ก็คิดในใจว่า เราก็ควรจะทำบ้าง กลับมาวัด ดูหนังสือจริง ๆ 3 เที่ยว แต่ดูครั้งละ 4 ใบ ดูไปครั้ง ตั้งใจอ่านช้า ๆ จำทุกถ้อยคำ ถึง 4 ใบแล้วก็วาง ประเดี๋ยวหนึ่งวางนิดหนึ่ง

แล้วก็นึกถึงถ้อยคำที่เราจำในหนังสือนั้น จำได้หมด หรือไม่หมด ถ้านึกว่าจำไม่ได้หมด ก็ดูเป็นเที่ยวที่ 2 เมื่อดูเป็นเที่ยวที่ 2 ก็รู้สึกว่า จำได้หมดทุกถ้อยคำ แต่ก็เกิดความสงสัยในบางกรณี ไม่เข้าใจในถ้อยคำนั้น ก็กลับดูอีกครั้งหนึ่ง เป็นครั้งที่ 3 ต้องแก้ข้อสงสัยให้ได้ ถ้าแก้ข้อสงสัยไม่ได้ก็ไม่เลิก

ก็เป็นอันว่าสามารถจำถ้อยคำทุกถ้อยคำของหนังสือได้เหมือนครู เวลาครูท่านมาสอนเราก็ฟังท่านเหมือนทุกคำ เวลาเปิดหนังสืออ่านก็เหมือนทุกคำ เป็นอันว่า การดูหนังสือแบบนี้บรรดาท่านพุทธบริษัท ความจริง นักธรรมตรีนี่ อาจารย์วาด หรือพระครูปริยัติคุณูปการท่านสอน แต่ว่านักธรรมโท กับ นักธรรมเอก อาจารย์เชื้อเป็นผู้สอน แต่ว่าท่านอาจารย์เชื้อนี่ตายไปนานแล้ว

ทีนี้ก็มาคุยกันถึงเรื่องการสอบ การสอบมันก็ไม่แปลก บรรดาท่านพุทธบริษัท เพราะจำได้ทั้งหลักสูตร แล้วก็จำได้ทั้งถ้อยคำที่ครูอธิบาย เวลาครูอธิบายจริง ๆ ก็ ตาดู หูฟัง ใจจำ คิดตามไป เขาเรียก สุ.จิ.ปุ.ลิ. เวลาสอบจริง ๆ มันก็ไม่พลาด นี่พูดถึงการศึกษา ที่เป็นอย่างนี้ได้ บรรดาท่านพุทธบริษัท ก็อาศัยสมาธิ สมาธิมีความสำคัญมากในการเรียนในการรู้ในการจำ สมาธิ แปลว่าการตั้งใจทำ

ทีนี้ก็มาคุยถึงปฏิปทาที่อยู่ที่วัด หลวงพ่อปานท่านก็คุยให้บรรดาญาติโยมพุทธบริษัทฟังว่า พระ 3 องค์นี่เขาเก่ง เขาฝึกธุดงค์เข้าไปอยู่ในป่า กินข้าวกับเทวดา กับนางฟ้าเขาสามารถทำได้
แล้วก็ความจริงก็เปิดเผยขึ้นมา เพราะว่าเวลาที่อาตมาไปบิณฑบาตก็ไปบิณฑบาตกับพระธรรมดา ๆ วันปกติ แต่ว่า เวลาที่จะไปบิณฑบาต ตั้งแต่เริ่มห่มผ้าว่า อิติปิโส ภควาฯ เรื่อย และเวลาไปบิณฑบาตก็ว่าเรื่อยไป จนกว่าจะกลับ ทำอย่างนี้เป็นปกติ

ท่านก็คุยกับบรรดาชาวบ้านให้เขาฟัง บอกว่า พระ 3 องค์นี่เขาไปบิณฑบาตมา แต่เขาไม่กินหรอก เขาถวายพระหมด ก็เป็นสังฆทานไป แล้วเขาเอง เขาก็เข้าที่อยู่ของเขา ในป่าช้าเขาก็บิณฑบาตของเขากิน เขาทำอย่างนี้เป็นปกติ

ก็ถือว่า เขาตั้งใจจริง ญาติโยมที่ได้ฟังก็ต่างคนต่างมอง ต่างคนต่างสนใจเป็นกรณีพิเศษ แล้วท่านก็คุยต่อไปว่า 3 องค์นี่ เขาคุยกับเทวดา คุยกับนางฟ้า คุยกับพรหมเป็นปกติ

ยามปกติอาตมาทั้ง 3 องค์ อยู่ที่วัดเป็นคนพูดน้อย เพราะไม่ค่อยอยากจะพูดกับบรรดาเพื่อนพระด้วยกัน นอกจากมีธุระจำเป็นจริง ๆ ก็คุย หรือว่าถ้าใครเขาคุยประเภทมีเหตุมีผลก็คุย ถ้าไม่อย่างนั้นก็เป็นคนนิ่ง ที่นิ่งเพราะอะไร เพราะว่าบรรดาเพื่อนทั้งหลาย ไม่สนใจในความเป็นพระ พระทั้งหมดจริง ๆ ที่เห็นว่าสนใจในความเป็นพระอยู่ก็

1. หลวงพ่อปาน
2. หลวงพ่อเล็ก
3. พระอาจารย์ฉัตร

3 องค์นี่ สนใจในความเป็นพระจริง ๆ นอกจากนั้น ก็สนใจในความเป็นพระประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์บ้าง 5 เปอร์เซ็นต์บ้าง 1 เปอร์เซ็นต์บ้าง 0 เปอร์เซ็นต์บ้าง จริยาของท่านมุ่งอย่างเดียวคือ โลกียวิสัย
ชอบคุยกันเฉพาะ เรื่องทางโลก ชอบคุยเรื่องความรัก นี่พระหนุ่มชอบคุยเรื่องความรัก และคุยเรื่องความโลภ คุยเรื่องความโกรธ คือ อารมณ์ไม่พอใจ คุยเรื่องความหลงใหลในชีวิต คิดว่าจะร่ำรวยเพราะเรื่องนิด ๆ หน่อย ๆ แต่ในที่สุด ที่สึกไป เห็นเจ๊งทุกรายไม่มีใครตั้งตัวได้ ฉะนั้นจึงคุยกันไม่ได้

และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เขาก็นึกว่า อาตมาทั้ง 3 คน บ้า ๆ บวม ๆ ในเมื่อเขาเห็นว่าเราเป็นคนบ้า เป็นคนบวม เราก็ไม่สนใจ เราก็บ้าตามเรื่องของเรา เข้าที่พักสบาย ๆ มีอารมณ์สงัด บางเวลาก็คุยกัน 3 องค์ บางเวลาก็แยกกันคุย

แยกกันคุยกับเทวดาบ้าง พรหมบ้างนางฟ้าบ้าง ภุมเทวดาที่เป็นท่านเจ้าที่บ้าง ท่านท้าวมหาราชบ้าง ใครต่อใครตามเรื่องตามราว บางคราวเราก็ย่องไปเที่ยวนรกบ้าง ย่องไปเที่ยวสวรรค์บ้าง ตามความพอใจเพราะว่า ชอบใจในปฏิปทาของพระโมคคัลลาน์ และพระมาลัย

ทีนี้การย่องไปเที่ยวนรกสวรรค์ มันก็ไม่พ้นสายตาหลวงพ่อปาน พอตอนเช้า เวลาที่มานมัสการท่าน ท่านมักจะถามว่า เมื่อคืนนี้ไปที่นั่นมาใช่ไหม ไปที่นี่มาใช่ไหม เป็นอันว่าหลวงพ่อปานท่านรู้ทุกขณะ ก็ถามว่า หลวงพ่อทราบได้อย่างไร

ท่านก็บอกว่า ฉันก็ไม่ได้สนใจเธอ ฉันก็สนใจในเรื่องของฉัน ท่านว่า เทวดาเขาบอก คือว่าท่านเจ้าที่ เทวดาที่อารักขาวัดมีทั้งภุมเทวดา มีทั้งอากาสเทวดา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เทวดาชั้นจาตุมหาราชมีมาก เทวดาชั้นสูงก็มีเยอะ เขาก็รายงานให้ท่านทราบว่า 3 องค์ ไปพบคนนั้นบ้าง ไปพบคนนี้บ้าง

ทีนี้การไปพบของพวกเรา บรรดาท่านพุทธบริษัทไม่พบเฉย ๆ ชอบถามประวัติความเป็นมาของเขา เรื่องนี้เป็นเหตุอีกอันหนึ่ง ที่หลวงพ่อปานท่าน ก็ชอบคุยกับแขกที่มารักษาโรค แขกที่มาคุยบ้าง บอกว่า 3 องค์นี่ เขาชอบปฏิบัติตามแบบปฏิปทาของ พระโมคคัลลาน์ กับพระมาลัย ชอบถามโน่น ถามนี่
บรรดาญาติโยมทั้งหลายก็อยากจะถามว่า พ่อฉันตายแล้วไปไหน แม่ฉันตายแล้วไปไหน แต่เมื่อเขา

ถามอย่างนี้ ก็ไม่ตอบ หลวงพ่อปานก็บอกว่า ถ้ารู้ก็ตอบเขาเถอะ ก็บอกว่า ผมยังดีไม่พอ ผมยังมีความเลวอยู่มาก ผมยังตอบเวลานี้ไม่ได้ ถ้าจะให้ตอบ ผิด หรือถูก ไม่รับทราบ ไม่ยืนยัน

แต่ก็ชอบบรรดาญาติโยมทุกท่านที่ต้องการรู้ ไปจุดธูปจุดเทียน นมัสการพระรัตนตรัยก่อน และก็เขียนคำถามมาได้อย่างมากคนละ 3 ข้อ แล้วจะมารับได้ในวันรุ่งขึ้น หรือวันต่อไป หลวงพ่อปานบอก เออ.ก็ดี
เป็นอันว่า เมื่อเขาเขียนมา เราก็ต้องถามว่า รูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร ผิวพรรณเป็นอย่างไร ต้องซักกันก่อน แต่ความจริง ถ้าจะบอกเวลานั้น ก็บอกได้ แต่มันก็ไม่แน่นอนนักเพราะว่าจับได้ว่า บางคน คนยังไม่ตาย ก็ย่องมาถามว่า เวลานี้เขาตายแล้วไปไหน (ตอนนี้นิวรณ์ มันก็เกิด บรรดาท่านพุทธบริษัท นี่มันยังเลวอยู่นะ)

เขาถามว่า ญาติของผมที่ตายแล้วรูปร่างเป็นอย่างนี้ ชื่อนี้ เวลานี้อยู่ที่ไหน ก็มองหน้าหลวงพ่อปาน หลวงพ่อปานท่านก็ยิ้ม ในเมื่อท่านยิ้มแสดงว่า ท่านไม่ชัดคอ ก็เลยบอกว่า โยม ถ้าโยมมีนิสัยโกหกแบบนี้ อย่าพูดกับอาตมาต่อไปนะ เพราะอาตมานี่เพิ่งบวชน้อยพรรษา กิเลสในความเป็นฆราวาสยังมีมาก ในสมัยเมื่อเป็นฆราวาสนั่น ถ้าไม่ชอบใจใครมักจะเตะทันที แต่เวลานี้เกรงใจผ้าเหลืองนะโยมนะ ถ้าไม่เกรงใจ ประเดี๋ยวเตะแล้ว

ถ้าโดนเข้ารูปนี้ หลวงพ่อปานท่านก็หัวเราะ กั้ก ๆ ๆ บอก เออ.ไอ้ลิงดำมันพูดตรงไปตรงมาดี หลวงพ่อชอบ ท่านก็เลยไปสวดอีตาคนนั้นว่า ทำไมจะต้องมาลองพระแบบนี้ แกนี่เลวขนาดนี้เชียวหรือ นี่ต่อหน้าคนประมาณ 2-300 คน แกยังโกหกพระ

ไอ้คนที่แกถามมันยังเลี้ยงควายอยู่ เวลานี้ที่แกถามนี่ มันเลี้ยงควายอยู่ มันตายที่ไหน เล่นเอาตานั่นแกกราบ แกก็จำใจกราบขอขมาโทษ ก็บอกว่า โยม การกราบของโยมนี่ไม่ใช่ศรัทธาแท้นะ มันเป็นการจำใจกราบ อาตมาไม่รับหรอก ไอ้กราบเลว ๆ แบบนี้ (เห็นไหม ญาติโยมพุทธบริษัทความเลวยังมีอยู่มาก อารมณ์ไม่พอใจ)

ในที่สุดก็ต้องหันไปจับภาพพระพุทธเจ้า เมื่อจับภาพพระพุทธเจ้าท่านมีสภาพแจ่มใสดี จิตใจก็ชุ่มชื่นเห็นท่านยิ้ม ก็ชุ่มชื่น ก็เลยคัดเอาแต่เพียงรายชื่อที่เขาเขียนมา ตรงไปตรงมา แล้วก็แบ่งกัน 3 องค์

เมื่อถึงเวลากลางคืน เวลาที่เจริญกรรมฐาน เราก็ทำตามเรื่องตามราวของเราให้มันเสร็จ ไม่ไปห่วงงานของเขา เขาจะให้มาขนาดไหน นี่มันเรื่องของเขา เราจะรู้ หรือไม่รู้ พบหรือไม่พบ ไม่มีความจำเป็น เพราะไม่ได้บวชมาเป็นทาสคนประเภทนี้

แต่ว่าพอถึงวาระจะเลิกจริง ๆ ก็ลองคิดดูว่าคนนี้ เวลานี้อยู่ที่ไหนก็ปรากฏว่าภาพคนนั้นปรากฏขึ้นมาข้างหน้า ก็ถามความเป็นมาของเขาว่า เขาเมื่อสมัยที่มีชีวิตอยู่ มีจุดอ่อนตรงไหนบ้าง ที่ลูกหลานมีความเบื่อ หรือว่าเวลาเมื่อป่วย ก่อนจะตาย มีอาการอย่างไรที่ลูกหลานเข้าใจว่า เป็นอย่างนั้นอย่างนี้จำได้ชัด ๆ
เมื่อเขาบอกแล้วก็ถามว่า เวลานี้อยู่ที่ไหน เขาก็บอกที่อยู่ของเขา ถ้าหากว่าเขาอยู่ในนรก เขาจะบอกว่า เขาทำกรรมประเภทนั้นประเภทนี้ ที่ลูกหลานเห็นชัด และกรรมประเภทนี้เป็นเหตุให้เขาลงนรกขุมนั้นขุมนี้ แล้วก็ดูนรก เขามีทุกขเวทนาขนาดไหน

ถ้าเขาเป็นเทวดา เขาเป็นนางฟ้า เขาจะบอกว่า ก่อนจะตายเขานึกถึงบุญอย่างนี้ บุญประเภทนี้บางคนลูกหลานรู้ บางคนลูกหลานไม่รู้ เขาก็เลยบอกว่า บุญที่ลูกหลานรู้เป็นอย่างนี้ เขาเคยทำอย่างนี้แต่ว่าเวลาจะตายจริงๆ ส่วนใหญ่คนที่ไปสวรรค์มักจะใช้คำภาวนาว่า พุทโธ บางรายปากก็ขยับไม่ได้ มือขยับไม่ได้ แต่ใจยังนึก พุทโธ อยู่ แล้วเขาก็ตาย เขาก็ไปสวรรค์กัน

เมื่อทราบเหตุทราบผลดีแล้ว ก็จดบันทึกตามที่เขาบอกมา ตอนเช้า ก่อนที่จะไปบอกบรรดาเจ้าของปัญหาผู้ถาม ก็ต้องไปอ่านรายงานให้หลวงพ่อปานทราบก่อนว่า แบบนี้ถูกต้องไหมครับ บางรายหลวงพ่อปานท่านก็ตอบว่า ถูกต้องแล้ว

บางรายท่านก็บอกเดี๋ยวก่อนเรียกเขามาก่อน ท่านเรียกเขามาแล้ว ท่านก็สอบถามตามความเป็นจริง แล้วท่านก็ยืนยันว่า ถูกต้องให้เขาได้ อาการอย่างนี้ก็ทำเฉพาะกิจไม่มากไม่มายนัก มีบางรายที่เขาเชื่อ เขาก็ถาม ที่เขาไม่เชื่อ เขาก็ไม่ถาม

แต่ว่าถ้าไปถามหลวงพ่อปานเข้า หลวงพ่อปานท่านบอก ท่านไม่มีเวลาจะบอก แต่เวลาที่อาตมา หรืออีก 2 องค์เขียนไปให้เขา ท่านบอก ท่านยืนยันว่า ตรงตามความเป็นจริง นี่ความจริงเขามีหลวงพ่อปานเชื่อ
ทีนี้มันก็มีอีกเรื่องหนึ่งที่น่ารำคาญ นั่นก็คือว่า ชาวบ้านบางคนใช้วิธีโตแล้วเรียนลัด อยากจะรู้อะไร อยากจะทำบุญที่บ้าน อยากจะรู้ว่าคนที่ตายไปแล้วจะไปทางไหนบ้าง อะไรก็ตามเถิด แกก็ไม่มานิมนต์ แกจุดธูปนิมนต์ที่บ้าน การจุดธูปนิมนต์ที่บ้านนี่

บรรดาท่านพุทธบริษัท อาตมาเอง หรืออีก 2 องค์ไม่รู้นะว่า เขาจุดธูป อย่าไปนึกว่า มีตาเป็นทิพย์ เห็นเขาจุดธูป เห็นเขานิมนต์ไม่ใช่อย่างนั้น มันมีความรู้สึกอยากจะไปที่นั่น เมื่อความรู้สึกเกิดขึ้นก็ข่มอารมณ์ได้เพียงแค่ 2 วัน วันที่ 3 ข่มอารมณ์ไม่ไหว ก็ต้องลาหลวงพ่อปาน

บอกว่าหลวงพ่อขอรับ ผมอยากจะไปที่นั่นไม่ทราบว่า เพราะอะไรมันจึงอยากจะไป ไอ้บ้านนั้น ผมก็ไม่เคยไป เคยแต่เห็นเขามาที่นี่ ถ้าไปแล้วมันจะมีประโยชน์อะไรบ้าง หลวงพ่อปานท่านหัวเราะ กั๊ก ๆ บอก เออ. ลูกศิษย์ของข้า ให้มันฉลาดอย่างนี้สิ (คำว่า ฉลาด นี่หมายถึง โง่ นะญาติโยมนะ)

ท่านก็บอกบ่า ไอ้บ้านนั้นมันจุดธูปเรียกแกมาเป็นวันที่ 3 แล้ว ข้ารู้ข้าไม่บอกแก ข้าก็อยากรู้ว่า แกจะรู้หรือไม่รู้ ก็เลยกราบเรียนกับท่านว่า ผมไม่รู้ แต่มันอยากไป ท่านก็บอกไปเถอะ มันมีประโยชน์ในที่สุดก็ไป ถ้าอยากไปองค์เดียวก็ไปองค์เดียว บางทีก็อยากไป พร้อมกัน 3 องค์ก็มี พอไปถึงที่นั่นเข้าปรากฏว่า
ที่บ้านนั้นเขาทำบุญบ้าง บางทีเขาก็มีการจัดการเลี้ยงพระเล็กน้อย ตามธรรมเนียม เป็นธรรมดา ๆ หลังจากนั้นเขาก็ถามความเป็นมาของ คนตาย ก็ให้ทำปฏิบัติตามนั้น ตามเดิม จุดธูปบูชาพระก่อนเขียนมาแล้ววันรุ่งขึ้นถึงได้คุยกัน

ทีนี้การที่ไปนอนที่ไหน บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย มันมีเรื่องสำคัญมาตั้งแต่อายุ 7 ปี เมื่ออายุ 7 ปี มันปรากฏการณ์อย่างนี้มาแล้ว คือว่า บ้านไหนก็ตาม ถ้าไปนอนคืนแรกจะทราบได้ทันทีว่า บ้านนั้นมีคนตายแล้วกี่คน และคนตายประเภทนั้น เป็นอะไรกับคนที่อยู่ที่บ้าน และเวลาที่เขาตายไปแล้วเขามีความสุข หรือมีความทุกข์ เพราะกฎของกรรมอะไร

ที่รู้อย่างนี้ไม่ใช่นั่งกรรมฐาน เป็นแต่เพียงว่า ก่อนจะนอนก็บูชาพระเล็กน้อยเป็นเด็ก ๆ นี่นะ ก็ว่าแค่ อิติปิโส ภควา อรหัง สัมมาสัมพุทโธฯ จบแม่สอน แล้วก็ภาวนาว่า พุทโธ แล้วก็นอน พอนอนลงไปแล้ว ก่อนจะหลับบรรดาคนที่ตายทั้งหลายเหล่านั้นแหละ มานั่งคุยด้วย เขามาในภาพเดิมของเขา แล้วเขาก็ทำให้ไม่กลัว แล้วก็คุยกัน

ในเมื่อคุยกัน ก็ถามว่า เขาเป็นอะไรกับคนที่บ้านเขาบอกเป็นญาติ เขาเป็นเจ้าของ ก็ต้องถามความเป็นมา บอกว่าคุณ ที่บอกอย่างนี้ฉันเชื่อ แต่ว่าคนอื่นเขาอาจจะไม่เชื่อ ต้องบอกก่อนว่า มีอะไรเป็นสัญลักษณ์ บางคนก็บอกว่า สร้อยเส้นหนึ่ง หนัก 2 บาทบ้าง 3 บาทบ้าง ผมวางไว้ที่ตรงโน้น วางไว้บนขื่อ แล้วเอากระดานทับไว้แล้วเอาของอื่นเทินไว้ ลูกหลานมันไม่รู้ช่วยบอกมันด้วย บางคนก็บอกอาการอย่างอื่น ซึ่งเป็นความจริง

พอตอนเช้าขึ้นมาก็ถามเจ้าของบ้าน บอกว่า คนที่บ้านนี้ ตายมาแล้วเท่านี้คนใช่ไหม เขาก็ตอบว่า ใช่ ชื่อนั้น ชื่อนี้ใช่ไหม เขาก็ตอบว่า ใช่ แล้วก็ของสิ่งนั้นที่คนนั้นยังไม่ได้บอกให้ทราบไหมว่าอยู่ที่ไหน เขาบอก เขาไม่ทราบ ก็ชี้บอกเขาว่า เมื่อคืนนี้มาบอกว่าอยู่ตรงนี้

ลองรายงานในสภาพต่าง ๆ ว่า ฉันตายไปแล้ว ฉันแค่นึกถึงการทุบหัวปลาตัวเดียว ฉันก็ลงนรกบางคนก็บอกว่า ฉันสุ่มปลา ฉันทอดแห ผมสุ่มปลา ผมทอดแห แต่ว่าเวลาจะตายจริง ๆ ผมนึกเคารพพระพุทธรูปที่มีที่บ้านของผม นึกถึงพระท่าน ตายแล้วก็ไปสวรรค์

นี่แหละบรรดาญาติโยมพุทธบริษัททุกท่าน ปฏิปทาเดิมเป็นอย่างนี้ แล้วก็ต้องเดินทางกันเรื่อย ๆ การเดินทางแบบนั้นไม่ใช่ว่าจะมีกำไร มันก็ขาดทุนเรื่อย ๆ เหมือนกัน เขาให้หรือไม่ให้ เป็นเรื่องของเขา บางบ้านก็ให้สตางค์มาก บางบ้านก็ให้สตางค์น้อย บางบ้านไม่ให้สตางค์เลย แต่งานเป็นหน้าที่ของเรา ก็ถือว่า เป็นหน้าที่ของเรา

และเรื่องคนตายไปไหน คนชอบถามจริง ๆ แต่ก็มีข้อแม้อยู่ตามเดิมว่า ต้องตั้งใจบูชา พระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ ด้วยความเคารพ เวลาเขาจุดธูปบูชา บางคนนั้นมันแกล้งจุดธูปเฉย ๆ แล้วก็ทำปากหมุบหมิบ ๆ

ก็เลยบอกว่า คุณโยม หรือลุง ทำให้ไม่ได้หรอก คนที่ไม่มีความเคารพพระพุทธเจ้าจริง อย่างนี้ไม่ทำให้ แกบอกว่า ผมบูชาแล้วก็เลยบอกว่า นั่นสักแต่ว่าทำท่าเท่านั้น แล้วลุงไม่ต้องทำอีกนะ อย่างไรก็ไม่ทำให้ คนประเภทนี้ คนที่ดูถูกดูหมิ่นพระพุทธเจ้า คบกันไม่ได้ อาตมายอมรับนับถือพระพุทธเจ้าเหมือนพ่อ ท่านเป็นพ่อที่มีพระคุณมาก ถ้าโดนเข้าฉากนี้ก็หลาย ๆ คน ดีไปหลายคน

ก็รวมความว่าบรรดาท่านพุทธบริษัท การกลับมาอยู่วัดก็เป็นคนบ้า เป็นพระบ้าของคนในวัด แล้วก็เป็นพระบ้าของบรรดาทายก ที่เขาเรียกว่า กรรมการวัด ไอ้พวกทายกมันกินเหล้าบ้าง อะไรบ้าง เราก็ทราบว่า พวกทายกก็ไม่ค่อยชอบใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สตางค์เวลามีงานที ทายกเก็บสตางค์ในที่ต่าง ๆ เขาทำบุญ บางครั้งแกหยิบมาไม่หมด ก็บอกว่า โยม เงินมีขาดเท่านั้นเท่านี้

มีครั้งหนึ่ง ทายกไม่มีเจตนาจะโกง แต่เงินมันไปติดที่ปลายลิ้นชัก แบงค์ 5 บาท มันยู่ยี่มาก ติดที่มุมลิ้นชัก แกกวาด ๆ ไป แกนึกว่าหมดแล้ว มารายงาน แล้วก็นับให้ทราบก็เลยบอกว่า โยม เงินขาด 5 บาทจ้ะ เงินจริง ๆ ต้องเท่านี้ แกบอก หมดแล้วขอรับ

บอกว่าขอให้โยมกลับไปดูใหม่ ผลที่สุด แกไปดึงลิ้นชักมา มันไปติดที่มุมลิ้นชัก แกเลยยกมาทั้งลิ้นชักให้หลวงพ่อปานดู หลวงพ่อปานก็หัวเราะชอบใจ ท่านบอก ไอ้เงินรั่วไหลของวัดนี่ ฉันรู้มานานแล้วนะ แต่ว่าฉันมันโตเกินไป ไม่น่าจะพูด

ทีนี้ต่อนี้ไปก็เป็นหน้าที่ของเจ้า 3 ตัวนี่ ไอ้ลิง 3 ตัว ไอ้ลิงดำ ไอ้ลิงขาว ไอ้ลิงเล็ก มันพูดได้ในฐานะที่มันเป็นเด็กกว่าพวกแก ทีหลังต่อไปจงอย่าถือเอาเงินของสงฆ์ เป็นของส่วนตัว จะไปซื้อกาแฟ ซื้อเหล้าไม่ได้ เพราะเงินส่วนกลาง เงินลงทุนจ่ายเขามีอยู่แล้ว เงินรับ ต้องเป็นเงินรับ จะเอาเงินรับไปจ่าย ไม่ได้เด็ดขาด ถ้าต้องการอะไร มาบอกฉัน

((( โปรดติดตามตอนต่อไป )))


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 มิ.ย. 2011, 05:18 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 มิ.ย. 2011, 18:31
โพสต์: 292


 ข้อมูลส่วนตัว


ไปนมัสการหลวงพ่อโหน่ง


ท่านพุทธบริษัททั้งหลาย วันนี้ วันที่ 27 พฤษภาคม 2533 ในตอนก่อน มาเล่าทิ้งไว้ถึงเรื่องภายในวัด ทีนี้เรื่องภายในวัด ความจริงก็มีมาก การปฏิบัติตนในวัดเป็นแบบธรรมดา ๆ ไม่มีอะไรพิเศษ ไม่ใช่ ใช้เวลาไปนั่งสมาธิให้ใครเห็น

การทำสมาธิ ก็เป็นเวลา แต่การใช้อารมณ์วิปัสสนา ใช้เป็นปกติ แต่คำว่า ปกติ จะถือว่า เป็นผู้ชนะกิเลสไม่ได้ คือ บางครั้งจิตมันก็เห็นความสวยเป็นของดี บางครั้งจิตมันก็เห็นความโกรธเป็นของดี นี่ใช้ไม่ได้
ก็เป็นอันว่า การปฏิบัติในวัด ถือว่าเป็นสภาพปกติธรรมดา ๆ ไม่ผิดแผก กลับมาในวัดก็ห่มผ้าสีเหลืองตามเดิม ไม่ห่มผ้าสีกรัก เพราะผ้าสีกรักจริง ๆ เขานิยมกันเฉพาะออกธุดงค์ เพราะเวลาไปธุดงค์ ห่มผ้าสีเหลืองตก มันก็เป็นสีขาว และต่อมามันก็จะเป็นสีฝุ่น เพราะฝุ่นจับ ก็ไม่เกิดประโยชน์ ต้องใช้ผ้าสีกรัก
แต่ว่าเวลานี้รู้สึกจะเปลี่ยนตาลปัตรไปเวลานี้นะ โดยมากเห็นพระท่านนิยมห่มผ้าสีกรักก็เลยกลายเป็นคิดว่า พระทุกองค์เจริญสมถวิปัสสนา แต่ว่าเนื้อแท้จริง ๆ มันไม่ใช่

รวมความว่า ไม่ถือว่าใครผิด ไม่ถือว่าใครถูก ถ้าจะว่าคนห่มผ้าสีเหลืองผิด คนห่มผ้าสีกรักก็ผิด ถ้าจะว่าคนห่มผ้าสีเหลืองถูก คนห่มผ้าสีกรักก็ถูก ก็ให้มันเหมือนกันเสียก็หมดเรื่อง ทำใจให้เหมือนกัน

สีไม่เป็นเรื่องสำคัญ สีผ้าไม่สำคัญเท่าสีใจ ถ้าสีใจของใครใสเป็นเพชรนั่นแหละดีที่สุด เป็นเพชรน้ำหนึ่งที่ไม่มีรอยขีด ไม่มีรอยข่วน ไม่มีตำหนิติเตียน ไม่มีอะไรทั้งหมด สีใจนี่สำคัญ

ทีนี้ต่อไปก็จะขอคุยกันว่า พระที่มีสีใจสะอาด มีท่านหนึ่งคือ หลวงพ่อโหน่ง วัดคลองมะดัน เวลานี้เขาเปลี่ยนชื่อเป็นวัดอะไรก็ไม่ทราบ สมัยนั้นเรียก วัดคลองมะดัน อยู่ปลายเขตอำเภอสองพี่น้องขึ้นไป ใกล้สระยายโสม

หลวงพ่อปาน ท่านเวลาออกพรรษาไปแล้ว รับกฐินแล้ว ท่านก็ชวนพระ และญาติโยมพุทธบริษัทจากกรุงเทพฯ มีเรือยนต์ นายละไม เป็นเรือลาก เดินทางเข้าผ่านประตูน้ำบางยี่หน ออกจากประตูน้ำบางยี่หนแล้ว ก็วิ่งไปทางบางใหญ่ เลยบางใหญ่ไปแล้วเรือก็วิ่งลัดทุ่ง
คราวนี้ไม่เข้าประตูน้ำสองพี่น้อง วิ่งลัดไปในทุ่ง (จำทางไม่ได้หรอก ไปเที่ยวเดียว แต่ว่าเรือเขาก็เก่ง) เขาพาไปถึงวัดคลองมะดันก็เป็นตอนเย็น

เมื่อถึงเวลาตอนเย็น ก็ปรากฏว่า หลวงพ่อโหน่งท่านเดินลงมารับหลวงพ่อปานที่หน้าสะพาน ต่างองค์ต่างนมัสการ ต่างองค์ต่างไหว้ ต่างองค์ต่างกราบกัน รู้สึกว่าท่านดีกันเหลือเกิน

พวกเรา ก็กราบ ญาติโยมทุกคนไปก็กราบ แล้วท่านก็พาไปพักที่หอสวดมนต์ของท่าน ซึ่งใหญ่พอสมควร ขณะที่นั่งพักอยู่ หลวงพ่อปานก็โอภาปราศรัย คุยกันตามธรรมดา ๆ บรรดาญาติโยม ท่านก็ทักคนโน้นบ้าง ทักคนนี้บ้างตามสมควร

เมื่อได้เวลาผ่านไปประมาณ 1 ชั่วโมง หลวงพ่อปานก็บอกฝาก บอกว่า ผมขอฝากพระ 3 องค์นี่ด้วยครับ ถ้ามีอะไรจะต้องตักเตือน โปรดตักเตือนด้วย ถ้าเห็นว่ามีอะไรบกพร่องก็สอนได้เลยครับ ผมขอถวายเป็นลูกศิษย์ พวกคณะเราทั้ง 3 คน ก็เข้าไปกราบท่าน หลวงพ่อโหน่งท่านมองหน้า แล้วท่านก็บอกว่า จะให้สอนอะไร เลยกราบเรียนท่านบอกว่า สุดแล้วแต่หลวงพ่อจะเห็นสมควรครับ

ท่านถามว่า บกพร่องตรงไหน ก็กราบเรียนตรง ๆ บอกว่า กิเลสทั้งหมด บกพร่องทั้งหมดครับ ท่านยิ้ม ท่านบอก ไม่จริงหรอก ก็มีคุณ 3 องค์นี่เท่านี้แหละ ที่มารายงานตัวผมว่า คุณเลว มีนักปฏิบัติมากมายเยอะแยะ ที่เขาฝึกจากผมบ้าง เขาฝึกจากอาจารย์ปานบ้าง เขาฝึกจากคนอื่นบ้าง เขามาถึง เขาก็บอกว่า เขาเป็นคนดีหมด ตั้งแต่ผมเกิดมานี่ เพิ่งเห็นลูกศิษย์อาจารย์ปาน 3 องค์นี่เท่านั้นแหละ ว่า เป็นคนเลว
แล้วหลวงพ่อปานก็ถามว่า แล้วพากเธอเลวหรือไม่เลวล่ะ หลวงพ่อโหน่งก็บอกว่าเดี๋ยวซักซ้อมกันก่อนสิ ได้ยินว่าเลว หรือไม่เลว คำว่า เลว อาจจะมีคำว่า ดี อาจจะมี ความชั่วอาจจะมี ความดีอาจจะปรากฏแต่เจ้าตัวเองยังไม่ทราบคำว่าดี หรือไม่ทราบคำว่าเลว ที่แท้จริง อาจจะมีความสงสัยอยู่บ้างหรืออาจจะรู้ แต่ว่าแกล้งบอกว่า เลว

ก็เลยกราบเรียนท่านบอกว่า ขึ้นชื่อว่าความดีจริง ๆ ยังมีไม่ถึงขอรับ ท่านถามว่า ความดีจริง ๆ มีไม่ถึง เธอมีความหมายว่าอย่างไร ก็กราบเรียนท่านบอกว่า อจิรัง วตยังกาโย ปฐวิง อธิเสสสติ ฉุฑโฑ อเปตวิญญาโณ นิรัตถังวะ กลิงครัง ข้อนี้ยังไม่ครบถ้วนขอรับท่านหัวเราะใหญ่ ชอบใจ เออ..นี่เป็นคาถาที่พระท่านสอน ที่ใกล้ ๆ กับดอนเจดีย์ใช่ไหม

พวกเราฟังกันแล้ว ก็มองหน้ากัน ท่านบอก ไม่ต้องมองหน้ากัน มีพระ 2 องค์ใช่ไหมล่ะ ก่อนที่จะกลับน่ะ ท่านสอนว่า อจิรัง วตยัง กาโยฯ กับ อนิจจา วต สังขาราฯ ถามว่าหลวงพ่อ ทราบหรือครับ ท่านก็บอกว่า พระท่านเพิ่งบอกฉันเดี๋ยวนี้เอง ท่านบอกว่า ท่านสอนว่า อจิรัง วตยัง กาโยฯ กับ อนิจจา วต สังขาราฯ แต่ว่าพวกเธอทั้ง 3 คนก็ยังบกพร่องอยู่มาก อันนี้ถูกต้อง เธอคิดถูก แต่ทว่าคิดไกลเกินไป

เอาอย่างนี้ดีกว่า ลองถามกันจริง ๆ เถอะ ที่ชาวบ้านเขาว่า ดี หรือไม่ดี ทิ้งเขา ปล่อยของเขา เวลานี้เธอเจอะพระไหม ก็ตอบท่านบอกว่า เจอะพระทุกเวลาขอรับ ถ้ามีอะไรขัดข้อง ถามพระได้ไหม บอก ถามได้ขอรับ แล้วพระตอบให้ฟังรู้เรื่องไหม ก็บอกว่า รู้เรื่องขอรับ พระแนะนำอย่างไร แนะนำแล้วทำตามหรือเปล่า บอก ทำตามขอรับ

ท่านถามว่า ถ้าอย่างนี้ทำไมจึงถือว่า เลว ก็กราบเรียนท่านบอกว่า มันยังดีไม่พอเท่าที่พระท่านสอนนี่ขอรับ ท่านสอนทำอย่างนี้ก็ทำ แต่ผลทางด้านจิตใจมันดีไม่พอ ท่านก็ยอมรับว่าจริง

ท่านก็กันไปหาสององค์ว่า สององค์นี่เดินทางกันคนละทางกับองค์นี้ใช่ไหม สององค์มองหน้ากันแล้วก็นิ่ง ท่านบอกว่า เธอองค์ปรารถนาสาวกภูมิใช่ไหม สององค์ก็ตอบว่าใช่ ท่านถามว่า เวลานี้สังโยชน์ 3 มีการคล่องตัวไหม ทั้ง 2 องค์ตอบว่า ไม่มีอุปสรรคขอรับ ท่านก็เลยหันมาทางอาตมาว่า เธอปรารถนาพุทธภูมิ ก็ทำอารมณ์เปรียบเทียบเข้าไปก็แล้วกัน ท่านก็เลยบอกว่า การพบพระก็ดี พบเทวดา พบพรหมก็ดี พบได้เสมอใช่ไหม

หลวงพ่อปานก็บอกว่า เขาชอบปฏิปทาของพระโมคคัลลาน์ กับพระมาลัยขอรับ ปกติเขาชอบเที่ยวในสถานที่ต่าง ๆ แล้วตอนเช้าก็มาซักซ้อมกับผมว่า ถูกต้องไหม หลวงพ่อโหน่งท่านก็บอกว่า เอ้อ.นี่ดีมาก ๆ อย่างนี้ดีมาก อย่าเชื่อตัวเอง ต้องมีการซักซ้อม หาเหตุหาผลเพราะการเชื่อตัวเองเกินไปมันก็จะเป็น อุปาทาน

ก็รวมความว่า คุยกับหลวงพ่อโหน่งถึงตอนนี้ ท่านก็บอกว่า เอาละ ที่เข้าใจว่าตัวเองยังไม่ดีน่ะ ถูกต้อง แต่ฉันก็คิดว่า ยังดีกว่าคนที่เขาว่า ดี ตั้งเยอะแยะ ตั้งหลายคน เพราะคนหลายคนที่เขามาหาฉัน เพียงเขามาภาวนาว่า พุทโธ ได้นิดหน่อย เขาบอกเขาดีแล้ว

บางคนก็นึกถึงวิปัสสนาญาณตัวเล็กน้อย อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เขาบอก เขาดีแล้ว แต่ความจริงนั่นเขาก็ดี การภาวนา นึกว่า พุทโธ ถ้าเขายึดไว้ได้ อย่างต่ำเขาก็ไปสวรรค์ได้ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็เป็นวิสัยแห่ง อรหัตมรรค อรหัตผลได้ คือ เป็นพื้นฐานขึ้นไป แต่มันยังไม่ถึง

ก็เป็นอันว่า คุยกับหลวงพ่อโหน่ง แล้วหลวงพ่อปานก็ฝากท่านว่าในกาลต่อไปถ้าผมไม่มีโอกาสไม่พามาหา แต่ก็จะส่งมาฝึกกรรมฐานกับหลวงพ่อขอรับ หลวงพ่อโหน่งก็บอกว่า เอ้า เต็มใจ มาเมื่อไรได้เลย แล้วฉันจะสอนให้ตามที่ต้องการนะ การบรรลุมรรค บรรลุผล ใครสัญญากันไม่ได้

ทีนี้บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย ประวัติความเป็นมาของหลวงพ่อโหน่ง ความจริง หนังสือประวัติหลวงพ่อปาน ก็เขียนไว้แล้ว แต่เล่มนี้ควรจะบอกไว้สักหน่อยหนึ่ง ความเป็นมาจริง ๆ ของหลวงพ่อโหน่ง เป็นพระที่ไม่เคยศึกษาธรรมวินัยมาก่อน อ่านแล้วก็อย่าตกใจว่า ไม่รู้อะไรเลยนะ

เมื่อท่านบวชยังไม่ได้พรรษาแรก เพิ่งบวช หลวงน้าของท่านอยู่ที่วัดโพธิ์ ท่าเตียนและหลวงน้าของท่านได้เปรียญ 9 ประโยค เป็นเจ้าคุณด้วย เมื่อท่านบวชพระเสร็จอยู่ไม่กี่วันท่านก็เข้าไปหาหลวงน้าท่านที่กรุงเทพฯ หวังจะเรียนหนังสือ หลวงน้าเห็นพระหลานชายมาก็ดีใจมาก จัดห้องจัดหับให้อยู่

ต่อมาวันรุ่งขึ้น ท่านมีโอกาสก็ถามหลวงน้าว่า หลวงน้าขอรับ หลวงน้าเป็นเปรียญ 9 ประโยค แล้วก็เป็นเจ้าคุณด้วย ตัดกิเลสหมดไหมครับ หลวงน้าฟังแล้วก็ชอบใจ ท่านไม่ตอบ ท่านบอก โหน่ง ลองเข้าไปดูข้างในห้องฉันสิ

หลวงพ่อโหน่งก็เข้าไปดู คิดว่าจะมีตำราแต่ไม่มีหรอก มีโต๊ะหมู่ทองบ้าง โต๊ะหมู่มุกบ้าง งาช้างบ้าง เครื่องประดับประดา สวยสดงดงามมาก แล้วท่านก็ออกมา บอก ไม่เห็นมีอะไรครับ เห็นมีโต๊ะหมู่ทองบ้าง โต๊ะมุกบ้าง งาช้างบ้าง เครื่องประดับต่าง ๆ บ้าง แพรวพราวเป็นระยับ สวยสดงดงาม

หลวงน้า ก็เลยบอกว่า โหน่ง ที่ฉันให้เข้าไปดู ฉันจะได้บอกให้ทราบว่า ถ้าฉันหมดกิเลสของทั้งหลายเหล่านี้มันไม่มี ถ้ามันมี มันก็ต้องไม่ใช่ของฉัน เป็นของสงฆ์ แต่นี่ฉันยังถือว่าของทั้งหลายเหล่านี้เป็นของฉัน

แสดงว่า ฉันได้เปรียญ 9 ก็จริง และเป็นเจ้าคุณก็จริง แต่ว่าฉันไม่ได้เป็นพระอรหันต์ กิเลสไม่ได้หมด หลวงพ่อโหน่งก็เลยบอกว่า ถ้าอย่างนั้นหลวงน้าขอรับ ในเมื่อเรียนถึงเปรียญ 9 ประโยคแล้ว และเป็นเจ้าคุณแล้ว กิเลสไม่หมด ผมก็ไม่เรียนแล้วครับ ผมขอลากลับบ้าน วันรุ่งขึ้นท่านก็เดินทางกลับ (นี่ตามประวัติที่ท่านเล่าให้ฟังย่อ ๆ นะ)

แล้วท่านก็ชี้ไปที่พระอุโบสถ ท่านบอกว่า ที่ตรงนี้มันเป็นดงไผ่ แต่เป็นที่โปร่งหน่อยหนึ่ง ฉันก็มานั่งกรรมฐานตรงนี้ ถึงเวลากลางคืนฉันก็มานั่งกรรมฐานที่นี่ ที่วัดนี้มีการเจริญกรรมฐานฉันคนเดียว แล้วผลที่ได้รับจากบรรดาเพื่อนทั้งหลายก็คือว่า ฉันบ้า

แต่ว่ากรรมฐานที่ฉันเรียนนี่ ฉันไปเรียนกับ หลวงพ่อเนียม วัดน้อย อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี ฉันไปเรียนกับหลวงพ่อเนียม หลวงพ่อเนียมยืนยัน บอกว่า การปฏิบัติกรรมฐานกับท่านถึงที่สุดแน่
ฉันก็มาเลือกชัยภูมิ เห็นตรงนี้ เวลาหน้าแล้งจัด ดินที่อื่นแตกเป็นระแหง แต่ที่นี่ชุ่มมีความชื้น แล้วนั่งก็เย็น ฉันเลยถือเป็นที่นั่งเจริญกรรมฐาน เวลานั้นฉันบวชเข้าพรรษาที่ 2 อยู่ในพรรษาที่ 2 แต่ยังไม่ครบพรรษาที่ 2 ฉันนั่ง กรรมฐานไป ตอนกลาง ๆ พรรษาจิตก็เริ่มเป็นสุขขึ้นมาทีละน้อย ๆ ปฏิบัติตามที่หลวงพ่อเนียมสอน

ก็หมายความว่า ก่อนที่จะภาวนา อันดับแรกก็นึกถึงวิปัสสนาอย่างอ่อน คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก่อน เห็นความไม่เที่ยงแท้แน่นอนของชีวิต ของร่างกายของทรัพย์สิน แล้วก็ต่อจากนั้นไป ก็กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก แล้วภาวนา ผลที่ได้ก็คือ อารมณ์เป็นสุข มีจิตสว่างบ้าง มีแสงสว่างบ้าง มืดบ้าง ตามเรื่องตามราวตามธรรมดา แต่ว่าสิ่งที่ต้องการจริง ๆ ก็คือ มีอารมณ์เป็นสุข

มาคืนวันหนึ่ง ตอนกลาง ๆ พรรษา วันนั้นฝนไม่ตก ฉันนั่งกรรมฐานไป เวลาประมาณสัก 2 ทุ่มเศษ เพราะว่าทุ่มกว่า ๆ มืด ฉันก็เริ่มทำแล้ว ปรากฏว่า มีพระสวย มีพระสงฆ์รูปร่างหน้าตาสวยทรวดทรงดี ผิวเหลือง เนื้อกับจีวร เหลืองคล้ายคลึงกัน แต่จีวรเหลืองมากกว่า เนื้อเหลืองน้อยกว่านิดหน่อย มีรัศมีออกจากกาย มาบอกว่า โหน่ง เธอจงสร้างพระอุโบสถตรงนี้นะ

เวลานั้น วัดนั้นยังไม่มีพระอุโบสถ ท่านก็กราบเรียนพระว่า กระผมเป็นพระหนุ่มขอรับ บวชยังไม่เต็ม 2 พรรษา เกรงว่าญาติโยมจะไม่เชื่อ และประการที่สอง การติดต่อหาซื้อของ ติดต่อหาช่องก็แสนยาก เพราะไม่เคยปฏิบัติมาก่อน

ท่านบอกว่าไม่เป็นไร เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ในตอนเช้าวันรุ่งขึ้น จะเป็นวันพระให้ประกาศกับบรรดาญาติโยมพุทธบริษัทที่มาทำบุญ บอกว่า อยากจะสร้างโบสถ์ที่ตรงนั้น แล้วก็จะมีคนช่วยตัดไม้นั่งร้านไม้ในป่า มีคนช่วยตัดมา จะมีคนหาทราย มีช่างทำอิฐ แต่ละคนจะต่างคนต่างอาสาทำจนครบ

หลวงพ่อโหน่งท่านก็ประกาศแบบนั้นจริง ๆ วันพระ เรื่องที่ไม่น่าจะเป็นไป ท่านบอกว่า ท่านก็เป็นลูกคนจน ไม่ใช่ว่าพ่อแม่เป็นคนมั่งมี เป็นที่เคารพนับถือ หรือเป็นเจ้าบุญนายคุณใคร แต่ว่าประกาศไปเท่านั้น
คนนั้นก็รับอาสา คนนี้ก็รับอาสา คนนั้นจะตัดไม้ คนนี้จะทำอิฐหาทราย หาแกลบ ต่างคนต่างทำกันจนเสร็จ เมื่อทำอิฐ ทำทรายเสร็จดี เรียบร้อยแล้ว ทุกคนต่างคนต่างช่วยกัน ใครที่เป็นช่างก็ช่วยแนะนำ สร้างพระอุโบสถเสร็จไป 1 หลัง ใช้เวลาเพียง 1 ปีเศษ ๆ พระอุโบสถเสร็จ

ในเมื่อพระอุโบสถเสร็จแล้ว ก็ปรากฏว่า พระประธานยังไม่มี ท่านก็คิดว่า จะปั้นพระประธานแต่ไม่ทราบว่าจะหาช่างที่ไหน ก็ทิ้งไว้ก่อน มีพระพุทธรูปองค์ย่อม ๆ ก็ไปตั้งเป็นประธานเข้าไว้ ก็ปรากฏว่า
เวลานั่งกรรมฐานตอนกลางคืน ก็มีพระองค์เดิม ท่านบอกว่า โหน่ง ช่างที่จะปั้นพระประธานมีอยู่นะ อยู่ที่จังหวัดอยุธยา (อาตมาก็ลืมตำบลเสียแล้ว นึกเชื่อไม่ออก ต้องอ่านหนังสือประวัติหลวงพ่อปาน ตอนนั้นยังนึกออก) ให้ไปปักกลดที่นั้น

ตอนเช้าจะมีคนมาก่อนคนอื่นทั้งหมด ถือขันข้าวมา 1 ขัน นุ่งขาวห่มขาว ผมยาว นั่งจะไม่คุยกับใคร นั่งเรียบร้อย ใส่บาตรแล้วก็นั่งเฉยๆ คนนี้แหละเป็นช่างปั้นพระประธาน ให้คุณโหน่ง ติดต่อกับเขา แล้วเขาก็จะรับเอง ให้ไปในลักษณะธุดงค์

ตอนเช้าหลวงพ่อโหน่ง ท่านเชื่ออยู่แล้วนี่ ท่านก็เอา ตกลง เตรียมตัวออกธุดงค์เดินตัดทุ่งไปจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ก็ปักกลดที่นั่น ถึงตอนเช้าก็มีคนนั้นจริง รูปร่างหน้าตาทรวดทรงดี ผมขาว ผิวเนื้อขาว นุ่งขาวห่มขาวเสร็จ มีขันข้าว มีแต่ข้าวแต่ว่าไม่มีกับ เดินมาเป็นคนแรก มาใส่บาตรพระธุดงค์ แล้วต่อมาญาติโยมทั้งหลายก็มา

เมื่อหลวงพ่อโหน่งฉันเสร็จ ท่านก็หันไปถามว่า โยม คุณโยมเป็นช่างปั้นพระใช่ไหม โยมนั้นก็ตอบว่า ใช่ ท่านก็บอกว่า อาตมาอยากปั้นพระประธานในพระอุโบสถ เพิ่งสร้างพระอุโบสถเสร็จ ยังไม่มีพระประธาน โยมก็รับปากว่า ผมจะทำให้ ทำถวายขอรับ เต็มใจทำถวาย

เมื่อคุยกันมา คุยกันไป ก็ลืมบอกตำบลที่อยู่ หลวงพ่อโหน่งก็ลากลับ ถอนกลดเดินทางกลับ เมื่อเดินทางมาระหว่างทาง ก็นึกขึ้นมาในใจว่า เอ๊. เราก็ลืมบอกตำบลที่อยู่ให้โยมไปแล้ว โยมท่านจะมาถูก หรือไม่ถูกก็ไม่ทราบ และเวลาที่นึกได้ก็ใกล้วัดเต็มทีแล้ว เข้าวัดก่อน

ปรากฏว่าตอนเช้า ช่างมาถึงวัดพอดี มาพร้อมกับลูกน้อง รับอาสาทำพระประธานไม่กี่วันนัก ทำพระประธานเสร็จ พระประธานสวยสดงดงาม เรียบร้อย ทรวดทรงดีมาก เป็นที่ถูกใจกันทุกคน
แต่ปรากฎว่า พอทำพระประธานเสร็จ ช่างกับลูกน้องก็เดินทางกลับ โดยไม่บอกให้ใครทราบ หลวงพ่อโหน่งก็ไม่ทราบ พระเณรก็ไม่ทราบ หลวงพ่อโหน่งก็ไม่แน่ใจว่า ช่างเขามีลูกน้อง มันต้องใช้เงินใช้ทอง ก็ใช้วิธีการเดินธุดงค์ไปที่เดิม

พอไปถึง ชาวบ้านก็มาทำบุญ ก็ถามถึงคน ๆ นั้น ชาวบ้านบอกว่า คน ๆ นั้นไม่ใช่คนแถวนี้ครับ วันนั้นผมเห็นเหมือนกัน ผมไม่รู้จัก ไม่ทราบว่าคนที่ไหน ก็รวมความว่า หลวงพ่อโหน่งท่านก็บอกว่า ช่างที่มาทำ ผมก็เพิ่งรู้ทีหลังว่า นั่นคือ ท่านวิษณุกรรมเทพบุตร เป็นคำสั่งของพระอินทร์ท่าน

ทีนี้สำหรับประวัติหลวงพ่อโหน่งมีอยู่ว่า ท่านไม่เคยเรียนแม้แต่นักธรรมตรี ตั้งใจเจริญกรรมฐานอย่างเดียว แต่ว่าเวลาเช้าบิณฑบาตกลับมาแล้ว ท่านก็แบ่งข้าวให้กับโยม ท่านเอาโยมท่านมาเลี้ยงที่วัด เมื่อโยมรับประทานเสร็จ ท่านฉันเสร็จ ท่านก็เทศน์ให้โยมฟัง 1 กัณฑ์

การเทศน์นี่ไม่ต้องการหนังสือ ก็ไปถามหลวงพ่อโหน่งว่า เวลาเทศน์หลวงพ่อเทศน์เรื่องอะไรบ้างครับ ท่านก็บอกว่า สุดแล้วแต่พระท่านให้เทศน์พระให้เทศน์เรื่องอะไร ก็เทศน์อย่างนั้น ท่านดลใจเอง ไม่ต้องนึก ปากก็ว่าไปตามความรู้สึกของใจ

ถ้าเวลาใครไปนิมนต์หลวงพ่อโหน่ง หลวงพ่อโหน่งท่านบอกว่า จะถามพระก่อน พระจะให้ไป หรือไม่ให้ไป ก็จะไป พระไม่ให้ไป รวมความว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่ท่านทำขึ้น อาศัยพระอย่างเดียว ท่านต้องถามพระก่อน ถ้าพระไม่อนุมัติ ท่านจะไม่ทำเด็ดขาด

ก็เลยถามหลวงพ่อขอรับ คำว่า พระ หมายถึง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ใช่ไหม ท่านมองหน้า แล้วท่านก็บอกว่า นี่เฉพาะที่คุณนั่งอยู่เวลานี้ไม่มีใครนะ ถ้ามีคนอื่น ฉันจะไม่ตอบ และเวลานี้ก็มีแต่ ท่านอาจารย์ปาน กับเธอทั้ง 3 องค์ พอพูดกันรู้เรื่อง ฉันก็ ยอมรับว่า คำว่า พระ ก็คือ พระพุทธเจ้า ทุกอย่างที่ฉันจะทำ ฉันทำตามพระพุทธเจ้าสั่งทุกอย่าง

((( โปรดติดตามตอนต่อไป )))


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 มิ.ย. 2011, 05:27 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 มิ.ย. 2011, 18:31
โพสต์: 292


 ข้อมูลส่วนตัว


เรียนกรรมฐานกับหลวงพ่อโหน่ง ตอนที่ ๑


เป็นอันว่า หลังจากไปวัดหลวงพ่อโหน่ง กับหลวงพ่อปานแล้ว ต่อมา ตอนเดือนสาม ปลายเดือน ข้างแรม การเกี่ยวข้าวของชาวบ้านรู้สึกว่าน้อยลงไป ข้าวเหลือน้อย บางรายก็เกี่ยวหมดแล้ว บางรายก็เหลือบ้างเล็กน้อย การออกธุดงค์เวลานั้นไม่เหยียบข้าวไม่เหยียบปลาของชาวบ้านเขา ก็พอไปได้

หลวงพ่อปานจึงมีบัญชาบอกว่า ถ้าอย่างนั้นเธอก็จงไปหาหลวงพ่อโหน่งไปเรียนกรรมฐานกับหลวงพ่อโหน่งอีกครั้งหนึ่ง เพราะว่าพระแต่ละองค์มีความสามารรถไม่เสมอกัน อย่างท่านมีความสามารถไปทางหนึ่ง หลวงพ่อโหน่งมีความสามารถไปทางหนึ่ง แต่ว่าหลวงพ่อโหน่งนี่มีความสำคัญมากที่สุด ยากที่จะหาพระเหมือนได้ นั่นก็คือว่า ติดต่อกับพระได้โดยตรง (คำว่า ติดต่อกับพระ หมายความว่า ติดต่อกับพระพุทธเจ้าก็ได้ ติดต่อกับพระอรหันต์ก็ได้)

ท่านพุทธบริษัทอ่านตอนนี้คงจะมีบุญหลายคน มีบาปหลายคน ทั้งนี้เพราะอะไรเพราะว่าที่บอกว่า ติดต่อกับพระพุทธเจ้าได้ ติดต่อพระอรหันต์ได้ หลายท่านคิดว่า นิพพานมีสภาพสูญในเมื่อสูญไปแล้วจะพบกันได้อย่างไร (นี่นักตำรา)

แต่ว่านักปฏิบัติที่เขาได้ตั้งแต่วิชชาสาม ขึ้นไป เขาบอกว่า ไม่ใช่ของเกินวิสัย มันเป็นของทำได้แน่นอน เพราะว่า นิพพานนั้นสูญจริง สูญแต่กิเลส สูญแต่ความชั่ว แต่ว่าตัวจริง ๆ คือ กำลังจิตไม่สูญไปด้วย มีความเป็นทิพย์ เขาเรียกว่า ทิพย์พิเศษ ไม่มีการเคลื่อนไหวไปทางไหนอีก (คำว่า ไม่มีการเคลื่อนไหวไม่ได้หมายความว่าไปนั่งปุ๊กเหมือนตุ๊กตา ไม่ใช่อย่างนั้น) หมายความว่า ไม่ต้องมาเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ กรรมชั่วที่จะสนองให้มีความทุกข์นั้น ไม่มี

ก็เป็นอันว่า หลวงพ่อปานก็มีพระบัญชาบอกว่า วันมะรืนนี้ คุณทั้ง 3 องค์ ไปหาหลวงพ่อโหน่ง ก็ถามท่านบอกว่า หลวงพ่อขอรับ ไปวันนั้นไปด้วยกันมาก ผมก็ไม่มีโอกาสเข้าใกล้หลวงพ่อโหน่ง นั่งอยู่ไกล ๆ ท่านจะจำได้หรือครับ หลวงพ่อปานท่านบอกว่าฉันติดต่อกันแล้วว่า วันมะรืนนี้จะให้เธอไป 3 องค์ ท่านบอกว่า ท่านจัดห้องไว้ให้แล้ว สำหรับเจริญกรรมฐาน สำหรับพัก

เป็นอันว่า ในเมื่อท่านผู้ใหญ่สั่ง ก็ต้องทำและก็ทำด้วยความเต็มใจ ทั้งนี้เพราะอะไรเพราะว่าการเจริญกรรมฐานเป็นหน้าที่ของพระจริง ๆ ที่บวชเข้ามาในพระพุทธศาสนา ต้องมีคุณสมบัติ 3 อย่างครบถ้วน

1. อธิศีลสิกขา รักษาสิกขาบท คือ ศีล มากกว่าฆราวาส และก็รักษาให้ครบถ้วน
2. อธิจิตสิกขา รักษาสมาธิให้มีการทรงตัวเป็นฌานอยู่เสมอ เป็นการป้องกันนิวรณ์เข้ามารบกวน
3. อธิปัญญาสิกขา นั่นหมายถึงว่า ใช้ปัญญาตัดกิเลสให้เป็นสมุจเฉทปหาน

แต่ว่าจะตัดได้หมด หรือไม่หมด ก็เป็นเรื่องของจิตใจในเวลานั้น ก็ไม่ใช่ว่าจะบังคับกันว่าต้องตัดหมด ถ้าตัดหมดได้ก็ดี เพราะการบวชเวลานั้นถือภาษิตอยู่บทหนึ่งว่า นิพพาน สจฺฉิกิริยา เอต กาสาว คเหต์ว่า ซึ่งแปลเป็นใจความว่า ข้าพเจ้าขอรับผ้ากาสาวพัสตร์มาเพื่อทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน

ทั้งนี้เพราะว่า เมื่อปลายพรรษาคิดว่า จะอยู่ หรือจะสึก เมื่อตัดสินใจว่าไม่สึก ก็ตั้งใจเจริญกรรมฐานหนักขึ้น เพราะการอยู่ต้องใช้กรรมฐานเป็นพี่เลี้ยง เพราะถ้าไม่มีกรรมฐานจิตใจมันก็วอกแวก อารมณ์ไม่เป็นสุข

ถ้าจะถามเรื่องกามารมณ์ บรรดาท่านพุทธบริษัท ในเมื่อยังไม่เป็นพระอนาคามีเพียงใด กามารมณ์มันต้องมี ถ้าถามว่า เคยรักผู้หญิงอยากจะแต่งงานกันไหม ต้องขอตอบว่าเคยเห็นผู้หญิงลักษณะดีดี มรรยาทดีดี คิดว่า คน ๆ นี้เป็นคนดี อย่างนี้มีอยู่ แต่ว่าคิดว่าจะแต่งงานจริง ๆ ไม่มี

ในเมื่อถึงวันมะรืนตามที่หลวงพ่อปานสั่ง (คือ สั่งวันนี้ วันนี้ก็เตรียมของ เตรียมกลด เตรียมมุ้ง เตรียมกาน้ำ เตรียมแก้วน้ำ เตรียมย่าม เตรียมผ้าสบง จีวร สังฆาฏิ ผ้าอาบ อังสะ) พอถึงกำหนดวัน ฉันข้าวเช้าแล้วก็ไปลาหลวงพ่อปาน

หลวงพ่อปานบอก เออ..ไปได้ เดินทางอย่างนี้นะ เดินทางตัดเข้าเขตบางซ้าย ไปข้ามฟากที่บางซ้ายนอก แล้วก็เดินไปถึงองครักษ์ ข้ามฟากที่องครักษ์ เดินทางตัดไปทางบางใหญ่ ข้ามฟากที่บางใหญ่ แล้วเดินทางตัดตรงไปตอนบ่าย ๆ ก็ถึง เวลานั้นป่ายังมีมาก ก็ไปตามสบาย ๆ

ในที่สุด ก็ไปถึงวัดคลองมะดันเวลาประมาณ 3 โมงเย็นเศษ ๆ อากาศก็ยังร้อน ก็มีความรู้สึกว่า ถ้าหากว่าเราจะเข้าไปหาหลวงพ่อเวลานี้ ท่านอาจจะมีแขก ก็เป็นการไม่สมควร จึงเอากลดวาง แล้วก็นั่งที่โคนต้นพุทรา หลังกุฏิของท่าน พอนั่งเรียบร้อย ท่านก็เปิดหน้าต่างออกมา ท่านถามว่า มานั่งอยู่ทำไมพ่อคุณ คอยมาตั้งแต่เช้าแล้ว เข้ามาที่นี่ได้เลย

ญาติโยม พุทธบริษัท คิดบ้างไหมว่า หน้าต่างของท่านปิด เราไปกันเงียบ ๆ ต้นพุทราห่างจากกุฏิของท่านประมาณ 20 วา นั่งอยู่ที่นั่น พอนั่งเรียบร้อย ท่านก็เปิดหน้าต่าง ออกมาแล้วก็เรียกบอก คอยตั้งแต่เช้าแล้ว นี่เป็นอันว่า หลวงพ่อโหน่ง กับหลวงพ่อปาน ติดต่อกันแล้ว เขาเรียกกันว่า ทางใน (คำว่า ทางใน นี่ก็คือ อภิญญา) ก็แสดงว่า พระทั้ง 2 องค์นี่เป็นผู้ทรงอภิญญาทั้ง 2 ท่าน

เมื่อเข้าไปก็นมัสการท่าน กราบท่านแล้ว ท่านบอกว่าเดินมาเหนื่อยคุณเอ๊ย อย่าเพิ่งคุยอะไรกันเลย เดินมาตั้งแต่เช้าไม่ได้พักกัน ฉันข้าวเวลาเดียว เข้าไปพักที่พักก่อนเถอะ ฉันจัดไว้แล้ว แล้วท่านก็นำไป นำเข้าห้อง 3 ห้องติด ๆ กัน เป็นเรือนไทย

สมัยนั้นมี 3 ห้อง แล้วท่านก็กลับ ท่านบอกว่า ถ้าอยากจะพบฉัน ก็พบในเวลากลางคืนนะ เวลาประมาณ 2 ทุ่มพบได้เลย พักเสียก่อน อาบน้ำอาบท่าพักผ่อนให้สบาย ก็กราบท่าน ท่านก็กลับ พวกเราก็อาบน้ำอาบท่า นอนพักตามสบาย

ถึงเวลา 2 ทุ่มก็ไปหาท่าน ท่านก็บอกว่า เอ้า..พวกเธอ 3 องค์หลับตา ใช้กำลังฌานตามลำดับที่ได้มา ทีนี้คณะอาตมาก็พากันหลับตามใช้กำลังฌานตามลำดับ พอถึงที่สุดของฌานทั้งหมดก็ลืมตาขึ้น ทั้ง 3 องค์ ก็เป็นการบังเอิญ ลืมตาพร้อมกันเพราะได้เท่ากัน ท่านก็ลืมตา(ท่านก็หลับตาเหมือนกัน)

ท่านก็บอกว่าในเมื่ออาจารย์ปานสอนขนาดนี้แล้ว จะเรียนอะไรกับฉัน เขาเรียนกันโดยมากเขาไม่ทำกันถึงนี่หรอกนะ ที่เขามาเรียนกับฉันน่ะ แค่เขาภาวนาว่า พุทโธ ธัมโม สังโฆ ได้ รู้ลมหายใจเข้าออกได้ เขาก็เลิกกันแล้ว นี่พวกเธอทำขนาดนี้ยังไม่เลิกอีกหรือ ก็ถามว่า หลวงพ่อขอรับ ทำขนาดนี้ มันจบกิจพระพุทธศาสนาหรือยัง

ท่านก็ถามว่า เธอมีความรู้สึกว่า เธอจบกิจพระพุทธศาสนาหรือยัง ก็กราบเรียนท่านบอกว่ายังไม่จบขอรับ ท่านก็บอกว่า ในเมื่อเธอมีความรู้สึกว่า ยังไม่จบ มันก็ต้องไม่จบ ถ้าจบก็ต้องมีญาณเป็นเครื่องรู้ว่า เวลานี่เราจบแล้ว

ท่านก็ถามอาตมาว่า คุณ คุณปรารถนาพุทธภูมิใช่ไหม ก็กราบเรียนว่า ใช่ ท่านหันไปถามอีก 2 องค์ว่า ทั้ง 2 องค์ปรารถนาสาวกภูมิใช่ไหม ทั้ง 2 องค์ก็บอกว่า ใช่ ท่านก็บอกทั้ง 2 องค์บอกว่า เออ..สังโยชน์ 3 นี่เธอตัดได้แล้วนะ (นั่นแสดงว่าทั้ง 2 องค์ เป็นพระอริยเจ้าตั้งแต่พระโสดาบัน หรือสกิทาคามี)

ท่านบอกว่า สังโยชน์ 3 นี่ไม่ต้องห่วง พยายามก้าวเข้าไปหาสังโยชน์ 4-5 แล้วก็ 6,7,8,9,10 เลยก็แล้วกัน แต่ค่อย ๆ ทำ แต่ว่าวิชานี้หลวงพ่อปานก็สอนมาแล้วใช่ไหม ก็กราบเรียนท่านบอกว่า ใช่ ท่านก็หันมาถามว่า เธอทำไมถึงปรารถนาพุทธภูมิ ก็เลยบอกท่านบอกว่า หลวงพ่อปานท่านชวนปรารถนาพุทธภูมิ ผมเองก็ไม่อยากปรารถนาพุทธภูมิ ผมมีความต้องการจะเป็นสาวกภูมิมากกว่า

ท่านก็เลยบอกว่า ตั้งแต่สมัยชาติก่อน ๆ มา เธอปรารถนาพุทธภูมิไว้ เวลานี้กำลังพุทธภูมิก็มีความเข้มข้นมาก ใกล้จะจบอยู่แล้ว ก็ควรจะทำให้จบ ก็ถามว่า พุทธภูมิของผมนี่จะจบ หรือไม่จบขอรับ จะต้องเกิดอีกกี่ชาติ ท่านก็ยิ้ม ท่านบอกว่า เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ไปรู้กันปลายมือนะ ถึงเวลาปลายมือ พระจะอนุญาต หรือไม่อนุญาต ถ้าเธอจะลาพุทธภูมิ ถ้าพระอนุญาต เธอก็ออกได้ เป็นสาวกภูมิได้ ในเมื่อเป็นสาวกภูมิ เธอก็สามารถจะตัดสังโยชน์ได้เหมือนเพื่อน ถ้าพระไม่อนุญาต เธอก็ไม่มีโอกาส

ก็เลยกราบเรียนถามท่านว่า พระ คือใครขอรับ ท่านก็บอกว่า พระที่สูงสุดของพวกเรามีองค์เดียว คือ พระพุทธเจ้า แล้วพระที่รองลงมาคือ พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระอริยสาวกทั้งหลาย นั่นคือ พระ ก็ถามว่า หลวงพ่อเวลาที่หลวงพ่อปฏิบัติแล้วถามพระน่ะ ถามพระองค์ไหนครับ ท่านบอกว่า ฉันถามพระพุทธเจ้าองค์เดียว โดยตรง เฉพาะงานธรรมะ ถ้างานอย่างอื่นอาจจะถามพระสาวกบ้างถามเทวดาบ้าง ถามพรหมบ้าง

ก็กราบเรียนท่านบอกว่าการเรียนถามนี่กระผมไม่ทราบขอรับ อยากศึกษา ท่านก็เลยบอกว่า ฉันเองฉันก็ตั้งใจจะสอนเธอในด้านนี้เหมือนกัน เพราะการถามพระได้ก็ดี ถามพระอริยสงฆ์ได้ก็ตาม ถามเทวดา ถามพรหมได้ก็ตาม ที่ท่านเป็นพระอริยเจ้า ท่านจะแนะนำทางตรงของเรา เราบกพร่องตรงไหน ท่านจะเตือนตรงนั้น ก็กราบเรียนถามท่านบอกว่า ถ้าจะถามพระจะทำอย่างไรขอรับ

ท่านก็บอกว่า พยายามทำจิตให้บริสุทธิ์ไว้ ถ้าเวลานั้นจิตใจ นิวรณ์ไม่กวนใจก็ดีสังโยชน์ทั้งหลายไม่กวนใจก็ดี เวลานั้นอารมณ์ใจเป็นทิพย์เต็มที่ ถ้าต้องการเห็นพระจะพบพระ จะเป็นพระองค์ไหนก็ได้ หรือว่าจะเป็นเทวดาหรือพรหม นางฟ้าองค์ไหนก็ได้เราจะพบท่าน แล้วก็คุยกับท่านได้ ท่านแนะนำอะไร ปฏิบัติตามนั้น อย่าฝืน

ต่อไปก็กราบเรียนถามว่า เวลาที่หลวงพ่อเทศน์ตอนเช้า ๆ โปรดโยมนี่ หลวงพ่อปานบอกว่า ตอนเช้าเมื่อฉันข้าวเสร็จแล้ว หลวงพ่อเทศน์โปรดโยมทุกวัน วันละ 1 กัณฑ์อย่างนี้หลวงพ่อใช้ตำราอะไรขอรับ ท่านก็บอกว่า ฉันไม่ได้เรียนนักธรรม แม้แต่นักธรรมตรีก็ไม่ได้เรียนในโรงเรียน ฉันดูวินัยมุข ฉันก็ดูหนังสือตามแบบฉบับที่เขาเรียนกันแล้ว ก็อาศัยพระทุกอย่างฉันถามพระหมด

ถ้าพระให้เทศน์ ฉันก็เทศน์ ถ้าพระไม่ให้เทศน์ ฉันก็ไม่เทศน์ กราบเรียนถามท่านว่า ถ้าเวลาพระให้เทศน์ พระท่านสอนหรือขอรับท่านบอกว่า พระท่านสอน แต่สอนทางใจ ไม่ได้สอนทางวาจา คือพระท่านดลใจให้เราพูดเวลานั้นไม่ต้องใช้อารมณ์คิด เมื่อมีความรู้สึกอย่างไร พูดตามนั้น นั่นเป็นลีลาของพระที่ท่านสอน ฉะนั้นวิชานี้ฉันจะสอนพวกเธอ

ก็กราบเรียนถามท่านว่า แล้วก็ฌานสมาบัติที่พวกผมได้กัน มันจะเสื่อมไหม ท่านบอกว่า ถ้าเธอเกาะพระไม่มีอะไรจะเสื่อม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 2 องค์นี่ คำว่าเสื่อมไม่มี หมายถึงเพื่อน เพราะเขาตัดสังโยชน์ 3 ได้แล้ว เธอยังเป็นพุทธภูมิ พุทธภูมิยังมีกิเลสเต็มกำลังพยายามระงับนิวรณ์ให้มาก ท่านก็เลยถามว่า การอยู่ที่วัดบางนมโค เธออยู่ในป่าช้าใช่ไหมทั้ง 3 องค์ ก็กราบเรียนว่า ใช่ แล้วเวลานี้ตามปกติก็หากินกับเทวดา กับนางฟ้าใช่ไหมก็กราบเรียนว่า ใช่

การหากินกับเทวดา กับนางฟ้านี่ บรรดาท่านพุทธบริษัท เป็นการแก้สงสัย บางทีท่านจะไปถามชาวบางนมโค ขอรับรองว่า 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่มีความเข้าใจเรื่องนี้ โดยเฉพาะเรื่องของอาตมาเขาจะเข้าไม่ได้ แม้แต่พระก็ไม่มีความเข้าใจ ที่มีความเข้าใจได้องค์เดียวก็คือ หลวงพ่อปาน

เพราะว่าเวลาเช้า อาตมาก็ไปบิณฑบาตกับพระ ไปบิณฑบาตกลับมาแล้ว ก็บอกว่า ผมฉันเวลาเดียวขอรับ ฉะนั้นจะต้องไม่ฉันพร้อมกัน และก็ไม่แบ่งอาหารเอามา ก็กลับเข้าป่าช้า เมื่อล้างบาตรเช็ดบาตรเสร็จแห้งดีแล้ว ก็เอาบาตรไปแขวนที่ต้นไม้ยืนภาวนาว่า พุทโธ อยู่ประเดี๋ยวเดียว ก็ปรากฏว่าเทวดา กับนางฟ้า ท่านก็ใส่บาตรให้ มีดอกไม้สวย ๆ 1 ดอก เพียงเท่านี้เราก็ได้ข้าวกินอิ่ม และก็มีความสุข ก็ทำอย่างนี้จริง ๆ ประมาณ 10 ปี

ถ้าจะถามว่า มีพระอะไรรู้เรื่องบ้าง ก็ขอตอบว่า สงวนเป็นความลับ ไม่บอกใครเลยนอกจากหลวงพ่อปาน ถ้าถามว่าทำไมจึงสงวน ก็ต้องตอบว่า การเจริญกรรมฐาน บรรดาท่านพุทธบริษัท ถ้าเราไปกล่าววาจาโอ้อวด พระพุทธเจ้าถือว่าเป็น อุปกิเลส เพราะว่าการแสดงตัวว่าเราเองเป็นผู้เจริญกรรมฐาน ห่มผ้าสีกรัก ทำท่าหลับตา ทำท่าสงบเสงี่ยมเกินไป อย่างนี้เป็นการโอ้อวดแสดงออกว่า ฉันเจริญกรรมฐาน พระพุทธเจ้าท่านกลาวว่าเป็นอุปกิเลส ทำไม่ได้ ต้องทำตัวให้เหมือนเขา

ฉะนั้นยามปกติทั้งหมด จะทำตัวเหมือนกับชาวบ้านเหมือนกับพระธรรมดา ๆ ทั้งหมด จะคุยสนุกสนานเฮฮาตามเรื่องตามราวไป ไม่ขัดจังหวะกัน แต่ว่าถึงเวลาของเรา เราก็ทำของเรา

หลังจากนั้นหลวงพ่อโหน่งก็พยายามสอน เมื่อถึงเวลาที่พระท่านมา ท่านก็บอกว่าเวลานี้พระมาแล้ว ทุกองค์จงกำหนดใจดูพระว่ารูปร่างเป็นอย่างไร ก็บอกรูปร่างกับท่านว่าสีสันวรรณะเป็นอย่างไร ท่านก็ตอบว่า ถูก แล้วก็บอกว่า เวลานี้ฉันจะเทศน์ละนะ ดูพระท่านจะแสดงอย่างไร

ก็เห็นว่าพระท่านลอยอยู่เฉย ๆ แต่ว่ามีแสง ๆ หนึ่ง พุ่งลงมาที่จิตหลวงพ่อโหน่ง หลวงพ่อโหน่งท่านก็เทศน์เทศน์ไป ๆ พอจบลีลาการเทศน์ แสงนั้นก็ลอยกลับขึ้นไปหาพระ นี่เป็นอันว่า พระท่านสงเคราะห์หรือพระท่านบอก ก็คือใช้แสง หรือฉัพพัณณรังสี รัศมี 6 ประการ สีใดสีหนึ่ง เข้ามาช่วยกำบังใจ ให้หลวงพ่อโหน่งพูดตามความต้องการของท่าน

((( โปรดติดตามตอนต่อไป )))


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 33 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2, 3  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 0 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร