วันเวลาปัจจุบัน 16 ก.ย. 2019, 11:58  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


“อภิธรรม (สันสกฤต: abhidharma) หรืออภิธัมมะ (บาลี: abhidhamma) เป็นชื่อปิฎกศาสนาพุทธฉบับหนึ่งในปิฎกทั้งสามฉบับที่รวมเรียก "พระไตรปิฎก" อภิธรรมแปลว่าธรรมอันยิ่ง ปิฎกฉบับอภิธรรมนั้นเรียก "พระอภิธรรมปิฎก" ซึ่งว่าด้วยประมวลหลักธรรมและคำอธิบายที่เป็นหลักวิชาล้วนๆ ไม่มีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์และบุคคลเลย”



กระทู้นี้ถูกล็อก คุณไม่สามารถแก้ไขข้อความ หรือ ตอบกลับในกระทู้นี้  [ 157 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2, 3, 4, 5 ... 11  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 ส.ค. 2013, 09:20 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5726


 ข้อมูลส่วนตัว




ลุงหมานออกแบบ.gif
ลุงหมานออกแบบ.gif [ 167.88 KiB | เปิดดู 4258 ครั้ง ]
คู่มือการศึกษา
ปัจจยสังคหวิภาค
พระอภิธัมมัตถสังคหะ
ปริจเฉทที่ ๘


นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทธสฺส

ความเบื้องต้น

มหาปัฏฐาน เป็นคัมภีร์หนึ่งในพระอภิธรรมปิฎก ๗ คัมภีร์ เป็นคัมภีร์ที่ว่า ด้วยปัจจัยแห่งปรมัตถธรรม
เป็นคัมภีร์ที่ลึกซึ้งมาก ยากแก่การแสดง และยากที่จะ เข้าใจด้วย

พระอนุรุทธาจารย์ เป็นผู้รจนาพระอภิธรรมมัตถสังคหะเป็น ๙ ปริจเฉท ได้รวบรวมมหาปัฏฐานมา
แสดงโดยย่อในปริจเฉทที่ ๘ และให้ชื่อว่า ปัจจยสังคหวิภาค

ปัจจัย แปลว่า สิ่งที่อุปการะ เกื้อกูล อุดหนุน จุนเจือ ช่วยเหลือ ให้ปัจจยุบบันนธรรมเกิดขึ้น
สังคหะ แปลว่า รวบรวมโดยย่อ วิภาค แปลว่า ส่วน

ดังนั้น ปัจจยสังคหวิภาค จึงแปลรวมเป็นใจความว่า ส่วนที่รวบรวม กล่าวโดยย่อถึงสิ่งอุปการะ
ช่วยเหลือให้ปัจจยุบบันนธรรมเกิดขึ้น

ปัจจยุบบันนธรรม คือ สิ่งที่เกิดขึ้นจากปัจจัย ตัวอย่างเช่น หว่านเมล็ด ข้าวเปลือกลงในนา
จึงเกิดเป็นต้นข้าวขึ้น เมล็ดข้าวเปลือกนั่นแหละเป็นปัจจัย อุปการะช่วยเหลือให้ต้นข้าวเกิดขึ้น
ต้นข้าวที่เกิดจากเมล็ดข้าวนั้นเรียกว่า ปัจจยุบบันน และเพราะว่าเมล็ดข้าวเป็นปัจจัย
ต้นข้าวเป็นปัจจยุบบันน จึงเลยตีความหมายโดยอนุโลม
เพื่อให้เข้าใจกันง่ายๆ สั้นๆ ว่าปัจจัยนั้น คือ เหตุ ปัจจยุบบันนนี้ คือ ผล

ก่อนที่จะดำเนินความตาม ปัจจยาการ คือ อาการของปัจจัยนั้น พระอนุรุทธาจารย์ ผู้รจนา
พระอภิธัมมัตถสังคหะ ได้ประพันธ์คาถาแสดงคำปฏิญญาของท่านไว้เป็นคาถาที่ ๑ ว่า

๑. เยสํ สงฺขตธมฺมานํ เย ธมฺมา ปจฺจยา ยถา
ตํ วิภาคมิเหทานิ ปวกฺขามิ ยถารหํ ฯ


แปลความว่า บัดนี้ข้าพเจ้า (พระอนุรุทธาจารย์) จักแสดงถึง ปัจจัยธรรมทั้งปวง ที่ช่วย อุปการะ
ปัจจยุบบันนธรรมทั้งหลาย โดยจำแนกตามอาการต่าง ๆ ด้วยอำนาจ แห่งเหตุ และด้วยอำนาจแห่
อารมณ์ เป็นต้น ในปัจจยสังคหะนี้ตามสมควร

ปัจจัยธรรมทั้งปวง คือ ธรรมที่เป็นปัจจัยนั้น หมายถึงธรรมทั้งปวงที่เป็นสังขตธรรม
อสังขตธรรม ตลอดจนบัญญัติธรรมด้วย

ปัจจยุบบันนธรรมทั้งหลาย คือ ธรรมที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งปัจจัยนั้น
หมายถึงธรรมทั้งหลายเฉพาะที่เป็นสังขตะเท่านั้น
สังขตธรรมทั้งหลายก็ได้แก่ จิต เจตสิก และรูป ซึ่งล้วนแต่เป็นธรรมที่มีสิ่งปรุงแต่งทั้งสิ้น

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 ส.ค. 2013, 09:34 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5726


 ข้อมูลส่วนตัว


ปัจจยสังคหวิภาค แสดงธรรม ๒ นัย

ปัจจยสังคหวิภาคนี้ แสดงธรรม ๒ ส่วนด้วยกัน คือ ปฏิจจสมุปปาทนัย ส่วนหนึ่ง
และปัฏฐานนัย (คือปัจจัย ๒๔) อีกส่วนหนึ่ง ดังมีคาถาที่ ๒ แสดงว่า

๒. เทฺว ปฏิจฺจสมุปฺปาท- ปฏฺฐานนยเภทิโน
วุตฺตา ตตฺถ นยา โหนฺติ เยหิ ปจฺจยสงฺคโห ฯ


แปลความว่า ปัจจยสังคหะนี้ แสดงธรรมตามที่ตั้งอยู่แล้วนั้นสองนัย
ซึ่งต่างกันโดยปฏิจจ สมุปปาทนัย และปัฏฐานนัย

ปฏิจจสมุปปาทนัย

ปฏิจฺจ (อาศัย) + สํ (พร้อม) + อุปฺปาท (เกิด) = ธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้นพร้อม
มี ความหมายว่า เป็นธรรมที่เป็นเหตุให้เกิดผลต่อเนื่องกันไม่ขาดสาย จึงทำให้ต้องวน
อยู่ในสังสารวัฏฏ ลำดับของ ขันธ์ ธาตุ อายตนะ ที่เป็นอยู่โดยไม่ขาดสายนั้น เรียกว่า สังสาระ

การแสดงปฏิจจสมุปปาท ก็เพื่อให้เห็นตามความเป็นจริงของสภาวธรรมว่า เป็นไปเพราะเหตุ
เพราะปัจจัย จะได้มีใครมาดลบันดาลให้เป็นไปก็หาไม่ ทั้งนี้เพื่อ จะได้ละความเห็นผิด
มี อัตตา สักกายทิฏฐิ เป็นต้น

ปฏิจจสมุปปาท เป็นภูมิอารมณ์ของวิปัสสนาด้วย จัดเป็นหมวดหนึ่งใน
วิปัสสนาภูมิทั้ง ๖ ซึ่งได้แก่
๑. ขันธ์ ๕
๒. อายตนะ ๑๒
๓. ธาตุ ๑๘
๔. อริยสัจ ๔
๕. อินทรีย์ ๒๒
๖. ปฏิจจสมุปปาท ๑๒

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 ส.ค. 2013, 09:39 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5726


 ข้อมูลส่วนตัว


ลักขณาทิจตุกะของปฏิจจสมุปปาท

ปฏิจจสมุปปาท มีลักษณะ รสะ ปัจจุปัฏฐาน และปทัฏฐาน ซึ่งรวมเรียกว่า ลักขณาทิจตุกะ ดังนี้

ชรามรณาทีนํ ธมฺมานํ ปจฺจยลกฺขโณ มีอุปการะแก่ปัจจยุบบันนธรรม ทั้งหลาย
เช่น ชรา มรณะ เป็นต้น เป็นลักษณะ
ทุกฺขานุพนฺธน รโส มีการทำให้สัตว์ทั้งหลายเกิดในวัฏฏสงสารเนือง ๆ เป็นกิจ
กมฺมคฺค ปจฺจุปฏฺฐาโน เป็นทางเวียนว่ายในวัฏฏสงสารที่น่ากลัว หรือเป็น
ทางเดินที่ไม่ถูกต้อง คือ คดเคี้ยว และเป็นทางที่ ตรงกันข้ามกับทางไปพระนิพพาน
เป็นอาการปรากฏ
อาสว ปทฏฺฐาโน มี อาสวะ เป็นเหตุใกล้

ลักขณาทิจตุกะของปฏิจจสมุปปาทที่กล่าวนี้ กล่าวเป็นส่วนรวม ยังไม่ได้แยก กล่าวเป็นองค์ ๆ
ซึ่งปฏิจจสมุปปาทธรรม มี ๑๒ องค์
ปฏิจจสมุปปาทธรรม ๑๒ องค์นี้ บางทีก็เรียกว่า ภวจักร มีความหมายว่า หมุนเวียนไปยังภพต่าง ๆ
อันได้แก่ ภูมิทั้ง ๓๑ ภูมิซึ่งเรียกว่า วัฏฏสงสาร สังสาร วัฏฏ วัฏฏทุกข์ สังสารทุกข์ เป็นต้น
การอุปการะของปัจจัยธรรมต่อปัจจยุบบันนธรรม ตามนัยแห่งปฏิจจสมุปปาท ซึ่งมี ๑๒ องค์นั้น
มีบาลีแสดงว่า

อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา อวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร
สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ สังขารเป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ
วิญฺญาณปจฺจยา นามรูปํ วิญญาณเป็นปัจจัยให้เกิดนามรูป
นามรูปปจฺจยา สฬายตนํ นามรูปเป็นปัจจัยให้เกิดอายตนะ
สฬายตนปจฺจยา ผสฺโส อายตนะ ๖ เป็นปัจจัยให้เกิดผัสสะ
ผสฺสปจฺจยา เวทนา ผัสสะเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา
เวทนาปจฺจยา ตณฺหา เวทนาเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา
ตณฺหาปจฺจยา อุปาทานํ ตัณหาเป็นปัจจัยให้เกิดอุปาทาน
อุปาทานปจฺจยา ภโว อุปาทานเป็นปัจจัยให้เกิดภพ
ภวปจฺจยา ชาติ ภพเป็นปัจจัยให้เกิดชาติ
ชาติปจฺจยา ชรามรณํ ชาติเป็นปัจจัยให้เกิด ชรา มรณะ โสก ปริเทว ทุกฺข
โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาสา สมฺภวนฺติฯ (ส่วน) โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัสสะ อุปายาสะ
ย่อมเกิดตามขึ้นมาด้วย

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 ส.ค. 2013, 09:43 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5726


 ข้อมูลส่วนตัว


ปฏิจจสมุปปาท มี ๗ นัย

ปฏิจจสมุปปาทธรรมนี้ กล่าวโดย อุทเทสมาติกา คือ หัวข้อที่เป็นแม่บทนั้น มี ๗ บท หรือ ๗ นัย
ดังมีคาถาที่๓ แสดงว่า

๓. ปฐเมหิ นเย ตตฺถ เวทิยํ อุปลกฺขณํ
ติยทธํ ทฺวาทสงฺคานิ วิสาการ ติสนฺธิ จ
จตุสงฺเขปํ ติวฏฺฏํ เทฺว มูลานีติ สตฺตธา ฯ


แปลความว่า ( ก็นัย ๒ นัย คือ ปฏิจจสมุปปาทนัย และ ปัฏฐานนัย นั้น ) นัยแรกมีเครื่อง หมายที่พึงรู้
โดยอาการ ๗ อย่าง คือ อัทธา ๓, องค์ ๑๒, อาการ ๒๐, สนธิ ๓, สังเขป ๔, วัฏฏะ ๓ และ มูล ๒
หมายความว่า ปฏิจจสมุปปาทธรรม นี้ยังจำแนกออกได้อีกเป็น ๗ นัย ได้แก่
๑. ตโย อทฺธา กาล ๓
๒. ทฺวาทสงฺคานิ องค์ ๑๒
๓. วีสตาการา อาการ ๒๐
๔. ติสนฺธิ เงื่อน ๓
๕. จตุสงฺเขปา สังเขป ๔
๖. ตีณิ วฏฺฏานิ วัฏฏะ ๓
๗. เทฺวมูลานิ มูล ๒

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 ส.ค. 2013, 09:59 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5726


 ข้อมูลส่วนตัว




9_2pic.gif
9_2pic.gif [ 26.39 KiB | เปิดดู 4397 ครั้ง ]
มีรายละเอียดดังต่อไปนี้

๑. ตโย อทฺธา คือ กาล ๓ นั้นแสดงว่า อวิชชา และสังขารรวม ๒ องค์
จัดเป็น อดีตอัทธา ชาติ และ ชรามรณะ รวม ๒ องค์เป็น อนาคตอัทธา ส่วนใน ท่ามกลาง รวม ๘ องค์
ที่เหลือนั้นเป็นปัจจุบันอัทธา

๒. ทฺวาทสงฺคานิ คือ องค์ ๑๒ นั้นได้แก่ อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา
ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ และชรามรณะ
ส่วน โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัสสะ และ อุปายาสะ นั้นไม่นับว่าเป็นองค์ ของปฏิจจสมุปปาทด้วย
เพราะธรรม ๕ ประการนี้เป็นผลของชาติ กล่าวคือ เมื่อมี การเกิดเป็นชาติขึ้นมาแล้ว ย่อมมีทุกข์มีโศก
เป็นประจำ ซึ่งเป็นแต่เพียงผลของชาติ ไม่ใช่เหตุโดยตรงที่ทำให้เกิดวัฏฏะ จึงไม่นับเป็นองค์ด้วย

๓. วีสตาการา คือ อาการ ๒๐ นั้นได้แก่
ก. ธรรมที่เป็นเหตุในอดีต ๕ ประการ คือ ๑.อวิชชา, ๒.สังขาร, ๓.ตัณหา, ๔. อุปาทาน, ๕.ภพ
ข. ธรรมที่เป็นผลในปัจจุบัน ๕ ประการ คือ ๑.วิญญาณ, ๒.นามรูป, ๓. สฬายตนะ, ๔.ผัสสะ, ๕.เวทนา
ค. ธรรมที่เป็นเหตุในปัจจุบัน ๕ ประการคือ ๑.ตัณหา, ๒.อุปาทาน, ๓.ภพ, ๔.อวิชชา, ๕.สังขาร
ง. ธรรมที่เป็นผลในอนาคต ๕ ประการ คือ ๑.วิญญาณ, ๒.นามรูป, ๓. สฬายตนะ, ๔. ผัสสะ, ๕.เวทนา

๔. ติสนฺธิ คือ เงื่อน ๓ นั้นได้แก่ สังขารต่อกับวิญญาณเงื่อนหนึ่ง เวทนา ต่อกับตัณหาเงื่อนหนึ่ง
และภพต่อกับชาติอีกเงื่อนหนึ่ง

๕. จตุสงฺเขปา คือ สังเขป ๔ ได้แก่
ก. อวิชชา สังขาร รวม ๒ องค์เป็นสังเขปหนึ่ง
ข. วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา รวม ๕ องค์เป็นสังเขปหนึ่ง
ค. ตัณหา อุปาทาน ภพ รวม ๓ องค์เป็นสังเขปหนึ่ง
ง. ชาติ ชรามรณะ รวม ๒ องค์เป็นอีกสังเขปหนึ่ง

๖. ตีณิ วฏฺฏานิ คือ วัฏฏะ ๓ นั้นได้แก่
ก. อวิชชา ตัณหา อุปาทาน รวม ๓ องค์เป็นกิเลสวัฏฏ
ข. สังขาร ภพ (เฉพาะกัมมภพ) รวม ๒ องค์ เป็นกัมมวัฏฏ
ค. วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ภพ (เฉพาะอุปปัตติภพ) ชาติ ชรา มรณะ เหล่านี้เป็นวิปากวัฏ

๗. เทฺวมูลานิ คือ มูล ๒ นั้นได้แก่ อวิชชา และตัณหา
มีคำอธิบายต่อไปนี้ คือ

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 ส.ค. 2013, 10:08 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5726


 ข้อมูลส่วนตัว


ปฏิจจสมุปปาทธรรมนัยที่ ๑ ตโยอัทธา

อัทธา คือกาลเวลาอันยาวนาน ไม่มีที่สิ้นสุดแห่งปฏิจจสมุปปาทธรรมนั้น จำแนกออกเป็น ๓ กาล
กาลใดได้ปฏิจจสมุปปาทธรรมองค์ใดบ้างนั้น มีคาถาที่ ๔ และที่ ๕ แสดงว่า

๔. ตตฺถาวิชฺชา จ สงฺขารา อตีตชฺชาติ วุจฺจเร
อทฺธา อนาคโต ชาติ ชรา จ มรณมฺปิ จ ฯ


แปลความว่า ในอัทธา ๓ นั้น อวิชชาและสังขาร ชื่อว่าอดีตอัทธา ชาติและชรามรณะ ชื่อว่า อนาคตอัทธา

๕. ปจฺจุปนฺโน อทฺธา นาม มชฺฌฏฺฐาว เสสกา
ทฺวาทสงฺคนฺตุเต ธมฺมา เยนิฏฺทิฏฺฐ ติยิทฺธิกา ฯ


แปลความว่า ธรรมที่เหลือท่ามกลาง ๘ องค์ ชื่อว่า ปัจจุบันอัทธา ส่วนธรรมที่ประกอบ
ด้วยอัทธาทั้ง ๓ นั้น จัดเป็นองค์ ๑๒ องค์

คาถาทั้ง ๒ นี้มีหมายความว่า อัทธานั้นมี ๓ ได้แก่ อดีตอัทธา ปัจจุบันอัทธา และอนาคต อัทธา

๑. อดีตอัทธา หรือ อดีตกาล หมายถึง กาลเวลาที่ล่วงไปแล้ว จะเป็นกาลที่
ล่วงไปแล้วในภพก่อนก็ตาม ในภพนี้ก็ตาม เรียกว่า อดีตทั้งนั้น อดีตอัทธาแห่ง ปฏิจจสมุปปาทนี้
ได้แก่ อวิชชา และสังขาร
สัตว์ทั้งหลาย (เว้นพระอรหันต์) ย่อมมีโมหะนอนเนื่องอยู่ในจิตตสันดาน เป็นประจำด้วยอำนาจ
แห่งโมหะจึงปิดบังไม่ให้เห็นโทษในการทำบาปอกุสล และ ปิดบังไม่ให้เห็นวัฏฏทุกข์ในการทำกุสลชนิด
ที่ยังต้องวนเวียนอยู่ในวัฏฏะ ที่เรียกว่า วัฏฏกุศล คือ โลกียกุศล โมหะนี้ก็คือ อวิชชา นี่เอง

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 ส.ค. 2013, 10:12 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5726


 ข้อมูลส่วนตัว


การทำอกุสลก็ดี การบำเพ็ญเพียงวัฏฏกุสลก็ดี ย่อมสำเร็จได้ด้วย เจตนา คือ ความจงใจกระทำ
เจตนาที่เป็นแรงกระตุ้นให้เกิดความจงใจกระทำที่เรียกว่า บุพพเจตนา นี่แหละ คือ
สังขารเป็นตัวปรุงแต่งให้จงใจกระทำกรรมสำเร็จเป็นบาปเป็น บุญ
ด้วยเหตุดังกล่าวมานี้ จึงได้ชื่อว่า อวิชชา และสังขาร เป็นอดีตอัทธา
๒. ปัจจุบันอัทธา หรือ ปัจจุบันกาล หมายถึงกาลเวลาที่กำลังดำรงคง อยู่ในเวลานี้ ปรากฏอยู่ในขณะนี้
กำลังเป็นอยู่เดี๋ยวนี้ ได้แก่ ปฏิจจสมุปปาทธรรม ๘ องค์ที่อยู่ในท่ามกลาง คือ วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน และภพ
เมื่อมีอวิชชา คือ โมหะนอนเนื่องอยู่ในจิตตสันดานเป็นประจำ และมีสังขาร คือ เจตนาเป็นแรงสำคัญ
ปรุงแต่งให้จงใจกระทำกรรม อันเป็นกุสลและอกุสลนั้น จะกระทำกรรมเหล่านั้นได้เพราะมี วิญญาณ นาม
รูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน และภพ ๘ องค์นี้ ถ้าไม่มีธรรม ๘ องค์นี้แล้ว การกระทำ
ต่าง ๆ เหล่านั้นก็เกิดขึ้นไม่ได้เลย ด้วยเหตุว่าธรรม ๘ องค์นี้กำลังมีอยู่ในขณะนี้นั้น จึงกระทำกรรมได้ดัง
นี้ จึงได้ชื่อว่า ธรรม ๘ องค์นี้เป็นปัจจุบัน
๓. อนาคตอัทธา หรืออนาคตกาล หมายถึงกาลเวลาที่ยังไม่มาถึง แต่จะ
มี มาข้างหน้า ปฏิจจสมุปปาทธรรมที่จะมีมาข้างหน้านั้น ได้แก่ ชาติ และชรา
มรณะ

เมื่อลงได้กระทำกรรมแล้ว ไม่ว่าจะเป็นกุสลกรรมหรืออกุสลกรรมที่เรียกว่า กัมมภพแล้วย่อมจะบังเกิดผล
ในอนาคต กล่าวคือ เมื่อตายจากภพนี้แล้วก็ไปปฏิสนธิ ในภพใหม่ ถ้าทำกรรมชั่วก็ปฏิสนธิเป็นสัตว์ใน
อบาย ถ้าประกอบกรรมดี ก็ปฏิสนธิ เป็นมนุษย์ เทวดา พรหม ตามควรแก่กรรมที่ได้บำเพ็ญมา การได้
ปฏิสนธิในภพ ใหม่นี่แหละเรียกว่า ชาติ หรือ อุปปัตติภพ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า เมื่อได้ทำ กัมมภพแล้ว
ย่อมได้อุปปัตติภพคือชาติ เมื่อมีชาติก็จะต้องมีชรามรณะเป็นสิ่งที่แน่นอน ดังนั้นจึงได้ชื่อว่า ชาติและชรา มรณะเป็นอนาคตอัทธาอัทธาทั้ง ๓ นี้ เมื่อรวมองค์แห่งปฏิจจสมุปปาทธรรมก็ได้ ๑๒ องค์ธรรม ทั้ง ๑๒ องค์นี้แหละที่เรียกว่า
ทฺวาทสงฺคานิ ซึ่งจะกล่าวต่อไปนี้

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 ส.ค. 2013, 10:16 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5726


 ข้อมูลส่วนตัว


ปฏิจจสมุปปาทธรรมนัยที่ ๒ ทวาทสังคานิ

ทวาทสังคานิ คือ องค์ ๑๒ มีอวิชชาเป็นต้น ชรามรณะเป็นที่สุด แต่ถ้ากล่าว โดยความเป็นปัจจัยแล้ว ก็มีเพียง ๑๑ ปัจจัย เพราะชรามรณะซึ่งเป็นองค์ที่ ๑๒ นั้น ไม่นับว่าเป็นปัจจัยให้เกิดปฏิสนธิวิญญาณ ตามนัยแห่งปฏิจจสมุปปาทนี้ ด้วยว่า การที่จะปรากฏปฏิสนธิวิญญาณขึ้นก็เพราะมีสังขาร คือ เจตนาในการกระทำกรรม
มีข้อที่ควรกล่าวในที่นี้อีกประการหนึ่งก็คือ ตามบาลีแสดงว่า อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา ซึ่งแปลกันว่า อวิชชาเป็นปัจจัยแก่สังขารนั้น ในทางธรรม หมายความว่า สังขารปรากฏขึ้นก็เพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย อันเป็นการกล่าวถึง ผล (คือสังขาร) ก่อน แล้วจึงแสดง เหตุ (คืออวิชชา) ที่อุปการะให้เกิดผลนั้น ก็แสดงเช่นนี้ ก็เพราะถือว่า ผลเป็นสิ่งที่เห็นได้ง่ายกว่าเหตุ จึงกล่าวถึงผลก่อน แล้วจึงย้อนกลับ ไปแสดงถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดผลนั้น

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 ส.ค. 2013, 10:21 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5726


 ข้อมูลส่วนตัว


องค์ที่ ๑ อวิชชา

อวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร

คือ สังขารอันเป็นปัจจยุบบันนธรรมจะ ปรากฏขึ้น ก็เพราะมีอวิชชาอัน
เป็นปัจจัยธรรมนั้นเป็นสาเหตุ จึงเลยพูดกันสั้น ๆ ว่าอวิชชาเป็นเหตุ สังขารเป็นผล
อวิชชาที่เป็นสาเหตุให้เกิดสังขารนั้น มีลักขณาทิจตุกะดังนี้

อญาณลกฺขณา มีความไม่รู้หรือเป็นปฏิปักษ์ต่อปัญญา เป็นลักษณะ
สมฺโมหนรสา ทำให้สัมปยุตตธรรม และผู้ที่โมหะกำลังเกิดอยู่นั้น มีความหลง ความมืดมน เป็นกิจ
ฉาทนปจฺจุปฏฺฐานา ปกปิดสภาวะที่มีอยู่ในอารมณ์นั้น ๆ เป็นผล
อาสวปทฏฺฐานา มีอาสวะ เป็นเหตุใกล้

อวิชชา นี้องค์ธรรมได้แก่ โมหเจตสิก คือความไม่รู้นั่นเอง ไม่รู้ในที่นี้หมาย เฉพาะไม่รู้ธรรม ๘ ประการ
อันได้แก่ ไม่รู้อริยสัจ ๔, ไม่รู้อดีต ๑, ไม่รู้อนาคต ๑, ไม่รู้ทั้งอดีตและอนาคต ๑ และไม่รู้ปฏิจจสมุปปาทธรรม ๑
เพราะความไม่รู้ คือ โมหะ หรืออวิชชานี่เอง เป็นปัจจัย เป็นสิ่งที่อุปการะ ช่วยเหลือให้เกิดสังขาร ให้เกิดมีการปรุงแต่งขึ้น ดังนั้นจึงกล่าวว่า อวิชชาเป็นปัจจัย สังขารเป็นปัจจยุบบันน สังขารอันเป็นปัจจยุบบันนของอวิชชานี้จัดได้เป็นสังขาร ๓ คือ อบุญญาภิสังขาร บุญญาภิสังขาร และ อาเนญชาภิสังขาร

๑. อบุญญาภิสังขาร จงใจปรุงแต่งให้เป็นบาป องค์ธรรมได้แก่ เจตนาใน อกุสลจิต ๑๒ เมื่อเจตนาปรุงแต่งให้เกิดบาปเช่นนี้ ก็เป็นทางที่จะนำไปให้ปฏิสนธิ ในอบายภูมิ เจตนาทำบาปอันจะส่งผลให้ปฏิสนธิในอบายภูมินี้ เห็นได้ชัดว่าเป็น ด้วยอำนาจแห่งโมหะ คือ อวิชชาโดยตรงทีเดียว
๒. บุญญาภิสังขาร จงใจปรุงแต่งให้เป็นบุญ องค์ธรรมได้แก่ เจตนาใน มหากุสล ๘ และเจตนาในรูปาวจรกุสลจิต๕ รวมเป็นเจตนา ๑๓ เมื่อเจตนาปรุง แต่งให้เกิดกุสลกรรมเช่นนี้ ก็เป็นทางที่จะให้ได้ปฏิสนธิเป็นมนุษย์ เป็นเทวดา เป็น รูปพรหม ตามควรแก่กรรมนั้น ๆ เจตนาทำกุสลอย่างนี้ก็นับว่าดีมากอยู่ แต่ว่า ยังไม่ถึงดีที่สุด เพราะว่ายังไม่พ้นทุกข์ จะต้องกลับมาวนเวียนในสังสารวัฏฏอีก กุสลที่ประเสริฐสุด คือ โลกุตตรกุสลอันจะทำให้พ้นทุกข์ได้เด็ดขาด ไม่ต้องกลับมา วนเวียนในสังสารวัฏฏอีกเลยก็มี แต่ไม่มีเจตนาปรุงแต่งให้กุสลอันประเสริฐสุดนั้น เกิดขึ้น จึงได้ชื่อว่า ยังมีอวิชชาอยู่ กล่าวอีกนัยหนึ่งว่า เพราะไม่รู้ว่ากุสลอันยิ่งกว่า นั้นก็มี จึงเจตนาทำเพียงมหากุสลกรรมและรูปาวจรกุสลกรรมเท่านั้น
๓. อาเนญชาภิสังขาร จงใจปรุงแต่งให้เป็นบุญชนิดที่ไม่หวั่นไหว คือตั้ง อยู่ในอุเบกขาพรหมวิหารได้นานเหลือเกิน องค์ธรรมได้แก่ เจตนาในอรูปาวจร กุสลจิต ๔ เมื่อเจตนาปรุงแต่งให้เกิดกุสลกรรมถึงปานนี้ ก็ส่งผลให้ไปปฏิสนธิเป็น อรูปพรหม เสวยบรมสุขอยู่นานช้า ถึงกระนั้น ก็ได้ชื่อว่า ยังไม่พ้นไปจากอวิชชา ตามนัยที่กล่าวแล้วในข้อ ๒ นั้น

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 ส.ค. 2013, 10:25 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5726


 ข้อมูลส่วนตัว


อีกนัยหนึ่งสังขารอันเป็นปัจจยุบบันนธรรมของอวิชชานี้ได้แก่ สังขาร ๓ คือ
ก. กายสังขาร คือ เจตนาที่ปรุงแต่งกายทุจจริต และกายสุจริตให้เป็นผล สำเร็จลง องค์ธรรมได้แก่
อกุสลเจตนา ๑๒ และ มหากุสลเจตนา ๘ ที่เกี่ยวกับ ทางกาย
ข. วจีสังขาร คือ เจตนาที่ปรุงแต่งวจีทุจจริตและวจีสุจริตให้เป็นผลสำเร็จลง องค์ธรรมได้แก่ อกุสลเจตนา ๑๒ และมหากุสลเจตนา ๘ ที่เกี่ยวกับทางวาจา
ค. จิตตสังขาร คือ เจตนาที่ปรุงแต่งมโนทุจจริต และมโนสุจริตให้เป็น ผลสำเร็จลง องค์ธรรมได้แก่
อกุสลเจตนา ๑๒ และโลกียกุสลเจตนา ๑๗ ที่เกี่ยว กับทางใจ
รวมสังขาร ๓ ก็ดี หรือจะว่าสังขารทั้ง ๖ ดังกล่าวแล้วนี้ก็ดี ก็ได้แก่ เจตนา ๒๙ หรือ กรรม ๒๙ นั่นเอง

โดยเฉพาะ โลกุตตรกุสลเจตนา นั้นได้ชื่อว่า เป็นบุญก็จริง แต่ไม่จัดเป็น บุญญาภิสังขาร
หรืออาเนญชาภิสังขาร
เพราะโลกุตตรกุสลนั้นไม่มีหน้าที่ทำให้เกิด ภพเกิดชาติอันเป็นวัฏฏะ
แต่มีหน้าที่ทำลายภพทำลายชาติอันเป็นการตัดวัฏฏะ จึงไม่เกี่ยวกับปฏิจจสมุปปาทนี้
อนึ่งตามนัยแห่ง พระสุตตันตปิฎก ก็แสดงสังขาร ๓ ไว้อีกนัยหนึ่ง คือ
กายสังขาร ธรรมชาติที่ปรุงแต่งกาย ได้แก่ อัสสาสะ และปัสสาสะ
วจีสังขาร ธรรมชาติที่ปรุงแต่งวาจา ได้แก่ วิตก วิจาร
จิตตสังขาร ธรรมชาติที่ปรุงแต่งจิต ได้แก่ สัญญา เวทนา หรืออีกนัย หนึ่งว่าได้แก่ เจตสิก ๕๐ ดวง
(เว้น วิตก วิจาร)
สรุปความในบท อวิชชาเป็นปัจจัยแก่สังขารนี้ได้ว่า อวิชชาที่เป็นปัจจัยให้เกิด สังขารนั้น
ได้แก่ โมหะ สังขารอันเป็นปัจจยุบบันนธรรมของอวิชชานั้น ได้แก่ เจตนา ๒๙ หรือกรรม ๒๙
เพราะไม่รู้ว่าธรรมที่ดับสิ้นแห่งทุกข์นั้นมี คือ ยังมีโมหะมีอวิชชาอยู่ จึงเป็น ปัจจัยให้กระทำกรรม ๒๙
อันจะต้องวนเวียนอยู่ในสังสารทุกข์ ไม่พ้นทุกข์ไปได้

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 ส.ค. 2013, 13:13 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5726


 ข้อมูลส่วนตัว


ปัจจัย ๒๔ ที่เกี่ยวแก่อวิชชา

ในบท อวิชชา เป็นปัจจัยแก่สังขารนี้ เมื่อกล่าวโดยปัจจัย ๒๔ แล้ว ก็เป็นไปด้วยอำนาจ
แห่งปัจจัยดังต่อไปนี้
ก. อวิชชาเป็นปัจจัยแก่อบุญญาภิสังขาร ก็ด้วยอำนาจแห่งปัจจัย ๑๕ ปัจจัย คือ
๑.เหตุปัจจัย
๒.อารัมมณปัจจัย
๓.อธิปติปัจจัย
๔.อนันตรปัจจัย
๕.สมนันตรปัจจัย
๖.สหชาตปัจจัย
๗.อัญญมัญญปัจจัย
๘.สหชาตนิสสยปัจจัย
๙.ปกตูปนิสสยปัจจัย
๑๐.อาเสวนปัจจัย
๑๑.สัมปยุตตปัจจัย
๑๒.อัตถิปัจจัย
๑๓.นัตถิปัจจัย
๑๔.วิคตปัจจัย
๑๕.อวิคตปัจจัย

ข. อวิชชา เป็นปัจจัยแก่ บุญญาภิสังขาร ก็ด้วยอำนาจแห่งปัจจัย ๒ คือ
๑.อารัมมณปัจจัย
๒.ปกตูปนิสสยปัจจัย

ค. อวิชชา เป็นปัจจัยแก่ อาเนญชาภิสังขาร ก็ด้วยอำนาจแห่ง ปกตูปนิสสย ปัจจัย ปัจจัยเดียวเท่านั้นเอง

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 ส.ค. 2013, 13:22 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5726


 ข้อมูลส่วนตัว


อธิบาย

ก. อวิชชา เป็นปัจจัยแก่อบุญญาภิสังขาร ก็ด้วยอำนาจแห่งปัจจัย ๑๕ ปัจจัย นั้น
กล่าวเพื่อให้เข้าใจง่าย ๆ ก็ว่า โมหเจตสิกเป็นปัจจัยแก่อกุสลจิตนั้นเป็น ได้ ๑๕ ปัจจัย
แต่ละปัจจัยมีความหมายดังนี้
๑. เหตุปัจจัย กล่าวถึงเหตุ ๖ เป็นปัจจัยให้เกิดจิตและเจตสิกนั้น ในที่นี้ โมหะ เป็นเหตุปัจจัย
อกุสลจิต ๑๒ และเจตสิกที่ประกอบเป็นเหตุปัจจยุบบัน
๒. อารัมมณปัจจัย กล่าวถึงอารมณ์เป็นปัจจัยให้เกิดจิตและเจตสิกนั้น คือ เมื่อนึกถึงสิ่งที่ตนชอบใจ
ติดใจก็ดี ที่ไม่ชอบใจ ที่เกลียด ที่กลัวก็ดี ที่สงสัยที่ฟุ้งซ่าน ก็ดี เหล่านี้เป็นอารมณ์ที่มีสาเหตุมาจาก
โมหะทั้งนั้น อารมณ์เหล่านี้แหละเป็น อารัมมณปัจจัย ก่อให้เกิดอกุสลจิต ๑๒ และเจตสิกที่ประกอบ
นี่แหละเป็นอารัมมณปัจจยุบบันน
๓. อธิปติปัจจัย กล่าวถึงอารมณ์ที่เป็นใหญ่ที่มีกำลังมาก หรือที่เอาใจใส่มาก เป็นพิเศษ เป็นปัจจัยให้
เกิดจิตและเจตสิก คือ อารมณ์ที่มีกำลังมากเป็นพิเศษนั้น เป็นอธิปติปัจจัย ก่อให้เกิดอกุสลจิต ๑๒
และเจตสิกที่ประกอบ เป็นอธิปติปัจจยุบบันน
๔. อนันตรปัจจัย กล่าวถึงจิตที่เกิดติดต่อกันโดยไม่มีระหว่างคั่น ที่มาเกี่ยว กับโมหเจตสิก ก็เพราะเหตุว่า
โมหเจตสิกต้องเกิดพร้อมกับอกุสลจิต กล่าวโดย หน้าที่การงาน อกุสลจิตก็เป็นชวนจิต ชวนจิตนี้โดย
ปกติเกิดติดต่อกัน ๗ ดวง หรือ ๗ ขณะจิต ดังนั้นโมหเจตสิกที่ในอกุสลชวนจิตดวงที่ ๑ ก็เป็นอนันตร
ปัจจัย โมหะ ในอกุสลชวนจิตดวงที่ ๒ ก็เป็นอนันตรปัจจยุบบันน โมหะในอกุสลชวนจิตดวงที่ ๒ เป็น
อนันตรปัจจัย โมหะในอกุสลชวนจิตดวงที่ ๓ ก็เป็นอนันตรปัจจยุบบันน เป็นตามลำดับกันจนถึงโมหะ
ในอกุสลชวนจิตดวงที่ ๖ เป็นอนันตรปัจจัย โมหะใน อกุสลจิตดวงที่ ๗ ก็เป็นอนันตรปัจจยุบบัน
๕. สมนันตรปัจจัย เป็นปัจจัยที่เน้นถึงอนันตรปัจจัยว่า การที่เกิดติดต่อกัน โดยไม่มีระหว่างคั่นนั้น เกิด
ติดต่อกันตามลำดับ ไม่ข้ามลำดับ อันมีความหมาย เช่นเดียวกับอนันตรปัจจัยนั่นเอง เป็นแต่ย้ำความให้
กระชับแน่นแฟ้นขึ้นอีกเท่านั้น
๖. สหชาตปัจจัย กล่าวถึงธรรมที่เกิดพร้อมกัน ในที่นี้โมหเจตสิกย่อมต้อง เกิดพร้อมกับอกุสลจิตและ
เจตสิกที่ประกอบ ดังนั้นโมหเจตสิกนี้ก็เป็นสหชาตปัจจัย อกุสลจิต ๑๒ และเจตสิกที่ประกอบ ซึ่งเกิด
พร้อมกับโมหเจตสิกนั้นเป็นสหชาตปัจจยุบบัน
๗. อัญญมัญญปัจจัย กล่าวถึงธรรมที่อุปการะช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ใน ที่นี้ โมหเจตสิกก็อุปการะช่วย
เหลืออกุสลจิตและเจตสิกที่ประกอบให้เกิดขึ้น อกุสล จิตและเจตสิกที่ประกอบ ก็อุปการะช่วยเหลือแก่
โมหเจตสิกให้เกิดขึ้นเช่นเดียวกัน กล่าวคือ ต่างฝ่ายต่างอุปการะแก่กันและกัน ดังนั้น โมหเจตสิกนี้จึง
เป็นอัญญมัญญ ปัจจัย อกุสลจิต ๑๒ และเจตสิกที่ประกอบนั้นเป็นอัญญมัญญปัจจยุบบัน

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 ส.ค. 2013, 13:28 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5726


 ข้อมูลส่วนตัว


๘. นิสสยปัจจัย กล่าวถึงธรรมอันเป็นที่อาศัย ในที่นี้โมหเจตสิกเป็นที่อาศัย ของอกุสลจิตและเจตสิก
ที่ประกอบ กล่าวอีกนัยหนึ่งว่า อกุสลจิตและเจตสิกที่ ประกอบนี่แหละที่อาศัยโมหเจตสิก จึงปรากฏเกิด
ขึ้นได้ ดังนั้นในโมหเจตสิก จึงเป็นนิสสยปัจจัย อกุสลจิต ๑๒ และเจตสิกที่ประกอบก็เป็นนิสสยปัจจยุบบัน
๙. อุปนิสสยปัจจัย กล่าวถึงธรรมที่อาศัย อย่างแรงกล้า อย่างมั่นคง ในที่นี้ โมหเจตสิกเป็นที่อาศัย
ของอกุศลจิตและเจตสิกที่ประกอบอย่างแรงกล้า กล่าวอีกนัย หนึ่งว่า อกุสลจิตและเจตสิกที่ประกอบ
ได้อาศัยโมหเจตสิกอย่างมั่นคง จึงปรากฏเกิด ขึ้นได้ ดังนั้น โมหเจตสิกจึงเป็นอุปนิสสยปัจจัย
อกุสลจิต ๑๒ และ เจตสิกที่ ประกอบก็เป็นอุปนิสสยปัจจยุบบัน
๑๐. อาเสวนปัจจัย กล่าวถึงธรรมที่เสพอารมณ์หลายขณะ อันหมายถึงชวน จิตโดยเฉพาะ เพราะในวิถี
หนึ่ง ๆ ชวนจิตย่อมเกิดติดต่อกันโดยปกติ ๗ ขณะจิต ดังนั้นเจตนาในอกุสลชวนจิตดวงที่ ๑ จึงเป็น
อาเสวนปัจจัย เจตนาที่ในอกุสล ชวนจิตดวงที่ ๒ ก็เป็นอาเสวนปัจจยุบบัน เจตนาที่ในอกุสลชวนจิตดวง
ที่ ๒ เป็นอาเสวนปัจจัย เจตนาที่ในอกุสลชวนจิต ดวงที่ ๓ เป็นอาเสวนปัจจยุบบันน เป็นดังนี้ไปตามลำดับ
จนถึงเจตนาที่ในอกุสลชวนจิตดวงที่ ๖ เป็นอาเสวนปัจจัย เจตนาที่ในอกุสลชวนจิตดวงที่ ๗ เป็น
อาเสวนปัจจยุบบัน
๑๑. สัมปยุตตปัจจัย กล่าวถึงธรรมที่ประกอบกัน โมหเจตสิกย่อมประกอบ กับอกุสลจิตและเจตสิกที่
ประกอบดังนั้น โมหเจตสิกจึงเป็นสัมปยุตตปัจจัย อกุสล จิต ๑๒ และเจตสิกที่ประกอบ ก็เป็นสัมปยุตต
ปัจจยุบบัน
๑๒. อัตถิปัจจัย กล่าวถึงธรรมที่กำลังมีอยู่นั้นเป็นปัจจัย ในที่นี้หมายถึงว่า โมหเจตสิกยังมีอยู่ ยังไม่ได้
ดับไป นั่นแหละเป็นอัตถิปัจจัย อกุสลจิต ๑๒ และ เจตสิกที่ประกอบนั้นก็เป็นอัตถิปัจจยุบบันน
๑๓. นัตถิปัจจัย กล่าวถึงธรรมที่ไม่มีแล้ว ดับไปแล้ว จึงจะเป็นปัจจัยได้ ในที่นี้หมายถึงว่า โมหเจตสิก
ที่ในอกุสลชวนจิตดวงที่ ๑ ดับไปแล้วไม่มีแล้ว จึงเป็น นัตถิปัจจัย ให้เกิดโมหเจตสิกที่ในอกุสลชวนจิต
ดวงที่ ๒ นั้นได้ โมหเจตสิกในที่ อกุสลชวนจิตดวงที่ ๒ นี้แหละเรียกว่า นัตถิปัจจยุบบันน ซึ่งมีความหมาย
เป็น ไปในทำนองเดียวกันกับ อนันตรปัจจัย (ข้อ ๔) และอาเสวนปัจจัย (ข้อ ๑๐) ที่ กล่าวข้างต้น
๑๔. วิคตปัจจัย กล่าวถึงธรรมที่ปราศไปแล้ว คือดับไปแล้ว เป็นปัจจัย มี ความหมายเช่นเดียวกับธรรมที่
ไม่มีแล้วดับไปแล้ว ดังที่กล่าวในข้อ ๑๓ นัตถิปัจจัย นั่นเอง
๑๕. อวิคตปัจจัย กล่าวถึงธรรมที่ยังไม่ปราศไป เป็นปัจจัย ธรรมที่ยังไม่ ปราศไป ก็คือธรรมที่ยังมีอยู่
ยังไม่ดับไป จึงมีความหมายเช่นเดียวกับที่กล่าวในข้อ ๑๒ อัตถิปัจจัยนั้น

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 ส.ค. 2013, 13:35 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5726


 ข้อมูลส่วนตัว


ข. อวิชชาเป็นปัจจัยแก่บุญญาภิสังขาร ก็ด้วยอำนาจแห่งปัจจัย ๒ ปัจจัย คือ อารัมมณปัจจัย
ปกตูปนิสสยปัจจัย แต่ละปัจจัยมีความหมายดังต่อไปนี้
๑. อารัมมณปัจจัย กล่าวถึงอารมณ์ เป็นปัจจัยให้เกิดจิตและเจตสิก ในบทนี้ หมายถึง ด้วยอำนาจ
แห่งโมหะจึงมีอารมณ์ติดใจ ชอบใจ มนุษย์สมบัติ เทวสมบัติ และรูปพรหมสมบัติ จึงประกอบมหากุสล
กรรม เพื่อให้สมปรารถนาในมนุษย์สมบัติ และเทวสมบัติ และเพียรบำเพ็ญภาวนารูปาวจรกุสลกรรม
เพื่อให้สมปรารถนาใน รูปพรหมสมบัติ ดังนี้จึงได้ชื่อว่า โมหเป็นอารัมมณปัจจัย จิตที่เป็นมหากุสล
รูปาวจรกุสล และเจตสิกที่ประกอบนั้นก็เป็นอารัมมณปัจจยุบบัน
๒. ปกตูปนิสสยปัจจัย กล่าวถึงธรรมที่เป็นปัจจัยนั้น เป็นที่อาศัยอย่างแรง กล้า หรือเป็นที่อาศัยที่มี
กำลังมากแก่ปัจจยุบบันนธรรม ในบทนี้จึงมีความหมายว่า โมหะนี่แหละเป็นปัจจัย เป็นที่อาศัยอย่าง
แรงกล้า เป็นที่อาศัยที่มีกำลังมากช่วย อุปการะเกื้อกูลให้ ประกอบกรรมทำเพียงแค่มหากุสล และ
รูปาวจรกุสลเท่านั้น ดังนี้โมหะจึงได้ชื่อว่า เป็นปกตูปนิสสยปัจจัย จิตมหากุสลและรูปาวจรกุสลพร้อม
กับ เจตสิกที่ประกอบนั้นเป็นปกตูปนิสสยปัจจยุบบัน

ค. อวิชชาเป็นปัจจัยแก่อาเนญชาภิสังขารด้วยอำนาจแห่งปกตูปนิสสย ปัจจัยเพียงปัจจัยเดียวเท่านั้น
ซึ่งมีความหมายทำนองเดียวกับที่ได้กล่าวมาแล้วข้าง ต้นนี้ คือมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะได้
อรูปพรหมสมบัติ จึงได้บำเพ็ญเพียร ประกอบอรูปาวจรกุสลกรรม เพราะความปรารถนาในอรูปพรหมสมบัติ
เช่นนี้ได้ชื่อ ว่า ยังมีโมหะอยู่ ดังนั้นโมหะ ก็เป็นปกตูปนิสสยปัจจัย อรูปาวจรกุสลจิตและเจตสิก
ที่ประกอบเป็น ปกตูปนิสสยปัจจยุบบันน

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 ส.ค. 2013, 13:44 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5726


 ข้อมูลส่วนตัว


ข้อความเพิ่มเติมที่เกี่ยวแก่อวิชชา

มีข้อความบางประการที่เกี่ยวแก่อวิชชา ซึ่งเป็นข้อที่ควรจะทราบไว้ด้วยดัง ต่อไปนี้ คือ

๑. อวิชชา อันได้แก่ โมหเจตสิกนี้ มีสภาพหรือมีลักษณะแต่อย่างเดียว คือ ไม่รู้เหตุผลตามความเป็นจริง
ของธรรมทั้งปวง ถึงกระนั้นก็อาจจะกล่าวได้ตามสิ่งที่ ไม่รู้นั้นว่า อวิชชามีหลายอย่าง เป็นต้นว่า
อวิชชา มี ๒ อย่าง คือ
ไม่รู้ในข้อปฏิบัติที่ผิด ๑
และไม่รู้ในข้อปฏิบัติที่ถูก ๑
หรือไม่รู้ธรรมที่เป็นสังขาร ๑
และไม่รู้ธรรมที่เป็นวิสังขาร ๑
ถ้าจะนับว่า อวิชชา มี ๓ ก็หมายถึงว่า ไม่รู้ความจริงในเวทนาทั้ง ๓ มี สุขเวทนา เป็นต้น
จึงทำให้เกิดมีความวิปลาสขึ้น
ถ้าจะนับว่าอวิชชา มี ๔ ก็เพราะไม่รู้อริยสัจจธรรมทั้ง ๔ มีทุกขสัจจ เป็นต้น
ถ้าจะนับว่า อวิชชา มี ๕ ก็เพราะไม่รู้ความจริงแห่งทุกข์โทษภัยที่เป็นไปใน คติทั้ง ๕
(นิรยคติ เปตคติดิรัจฉานคติ มนุสสคติ เทวคติ) ซึ่งยังต้องวนเวียนอยู่ใน กองทุกข์
ถ้าจะนับ อวิชชามี ๖ ก็เพราะไม่รู้ความจริงในอารมณ์ ๖ ในวิญญาณทั้ง ๖ ว่าเป็นของไม่เที่ยง
เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา

๒. อวิชชากับพระอรหันต์มีปัญหาว่าการกระทำใด ๆ ของพระอรหันต์นั้น เป็นกิริยาคือ ไม่เป็นบุญ
และไม่เป็นบาป เพราะพระอรหันต์ทำลายอวิชชาคือ โมหะ ได้โดยสิ้นเชิงแล้ว เป็นอันว่า สังขารทั้ง ๓
ที่เป็นบุญและเป็นบาปนั้น ย่อมถูก ทำลายไปด้วย ดังนี้ก็หมายความว่า นอกจากพระอรหันต์ไม่ทำบาป
แล้ว บุญต่าง ๆ เช่น ทาน สีล ภาวนา ก็ไม่กระทำด้วยเช่นนั้นหรือ
ความจริงพระอรหันต์ทั้งหลายก็บำเพ็ญ ทาน สีล ภาวนา อยู่เป็นนิจ ที่พระ อรหันต์กระทำไปนั้นไม่
จัดว่าเป็น บุญญาภิสังขาร หรือ อาเนญชาภิสังขาร อันเป็น ผลของอวิชชาตามนัยแห่งปฏิจจสมุป
ปาทธรรมนี้ เพราะการกระทำของพระอรหันต์ นั้นเป็นกิริยาจิต ไม่มีการให้ผลในวัฏฏสงสารอีกต่อไป
จึงได้ชื่อว่า พระอรหันต์ ท่านบำเพ็ญธรรมจนสิ้นบาปและหมดทั้งบุญด้วย ส่วนผู้ที่ยังมีบุญมีบาปอยู่
ผู้นั้นจะ ต้องวนเวียนอยู่ในสังสารวัฏฏไม่มีที่สิ้นสุด

๓. อวิชชา กับ อริยสัจจ
อวิชชา เป็นทุกขสัจจ เกิดพร้อมกับทุกขสัจจ กระทำทุกขสัจจให้เป็นอารมณ์ ได้ ทั้งปกปิดไม่ให้
เห็นทุกขสัจจด้วย
อวิชชา ไม่ใช่สมุทยสัจจ จะสงเคราะห์เป็นสมุทยสัจจก็ไม่ได้ แต่อวิชชานี้เกิด พร้อมกับสมุทยสัจจ
กระทำสมุทยสัจจให้เป็นอารมณ์ได้ และปกปิดไม่ให้เห็น สมุทยสัจจด้วย
อวิชชา ไม่ใช่นิโรธสัจจ สงเคราะห์เป็นนิโรธสัจจก็ไม่ได้ เกิดพร้อมกับนิโรธ สัจจก็ไม่ได้ กระทำ
นิโรธสัจจให้เป็นอารมณ์ก็ไม่ได้ แต่สามารถปกปิดไม่ให้เห็น นิโรธสัจจ
อวิชชา ไม่ใช่มัคคสัจจ สงเคราะห์เป็นมัคคสัจจไม่ได้ เกิดพร้อมกับมัคคสัจจ ไม่ได้ กระทำ
มัคคสัจจให้เป็นอารมณ์ก็ไม่ได้ แต่ปกปิดไม่ให้เห็นมัคคสัจจได้

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กระทู้นี้ถูกล็อก คุณไม่สามารถแก้ไขข้อความ หรือ ตอบกลับในกระทู้นี้  [ 157 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2, 3, 4, 5 ... 11  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 4 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร