วันเวลาปัจจุบัน 24 ส.ค. 2019, 20:12  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


“อภิธรรม (สันสกฤต: abhidharma) หรืออภิธัมมะ (บาลี: abhidhamma) เป็นชื่อปิฎกศาสนาพุทธฉบับหนึ่งในปิฎกทั้งสามฉบับที่รวมเรียก "พระไตรปิฎก" อภิธรรมแปลว่าธรรมอันยิ่ง ปิฎกฉบับอภิธรรมนั้นเรียก "พระอภิธรรมปิฎก" ซึ่งว่าด้วยประมวลหลักธรรมและคำอธิบายที่เป็นหลักวิชาล้วนๆ ไม่มีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์และบุคคลเลย”



กลับไปยังกระทู้  [ 242 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1 ... 10, 11, 12, 13, 14, 15, 16, 17  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 ก.ค. 2014, 06:39 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5719


 ข้อมูลส่วนตัว


เรื่อง อบายมุข

อบายมุข แปลว่า ทางแห่งความฉิหาย ทางแห่งความเสื่อม
คือสาเหตุให้ถึงความวิบัติเสียหาย ให้ถึงความเสื่อมเสีย มี ๒ หมวด คือ

อบายมุข ๔ ได้แก่ เที่ยวผู้หญิง ดื่มสุรา เล่นการพนัน และคบคนชั่วเป็นมิตร

อบายมุข ๖ ได้แก่ ดื่มน้ำเมา เที่ยวกลางคืน เที่ยวดูการละเล่น เล่นการพนัน
คบคนชั่วเป็นมิตร และเกียจคร้านทำการงาน

อบายมุขทั้งหมดนี้ หากประพฤติเข้าแล้วก็เป็นเหตุเข้าถึงความฉิบหาย
ให้เกิดความเสื่อมเสียแก่ทรัพย์สิน แก่เกียรติยศชื่อเสียง
หรือแก่ชีวิตร่างกายได้เหมือนกันทุกข้อ

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 ก.ค. 2014, 07:25 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5719


 ข้อมูลส่วนตัว


เรื่อง อบายภูมิ

อบายภูมิ แปลว่า ปราศจากความเจริญ อบายภูมิ คือ ถิ่นที่สัตว์จะไปถือกำเนิด
อยู่อาศัยอันปราศจากความเจริญ มี ๔ ภูมิ ( เดรัจฉาน , เปรต , อสุรกาย , นรก )

อบายภูมิ หมายถึง ภูมิหรือดินแดนที่เกิดปราศจากความเจริญ
เป็นภูมิที่มีแต่ความทุกข์ทรมาน เป็นที่เกิดของผู้ที่ทำบาปกรรมไว้ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่
ผลแห่งบาปกรรมนั้นจะส่งเขาไปเกิดในอบายภูมิหลังจากเขาตายแล้ว

อบายภูมิ มี ๔ คือ

นรก เป็นที่เกิดของคนที่มากด้วยโทสะชอบฆ่าฟัน ชอบทำร้ายผู้อื่น
เปรต เป็นที่เกิดของคนที่มากด้วยโลภะ ชอบฉ้อโกง ลักขโมย เบียดบังทรัพย์
อสุรกาย เป็นที่เกิดของคนที่มากด้วยโลภะ
ดิรัจฉาน เป็นที่เกิดของคนที่มากด้วยโมหะ หลงงมงาย อกตัญญู เห็นผิด

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 ก.ค. 2014, 06:36 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5719


 ข้อมูลส่วนตัว


เรื่อง อนุสสติ

อนุสสติ แปลว่า การระลึกถึงเนืองๆ หรือ อารมณ์ที่ควรระลึกถึงเนืองๆ
เป็นอารมณ์สมถกรรมฐานเพื่อทำใจให้สงบ จากนิวรณ๋์ ๕

อนุสติ มี ๑๐ คือ อารมณ์ดีงามที่ควรระลึกถึงเนืองๆ
ได้แก่ ๑.พุทธานุสติ ๒.ธัมมานุสติ ๓.สังฆานุสติ ๔.สีลานุสติ ๕.จาคานุสติ
๖.เทวตานุสติ ๗.มรณสติ ๘.กายคตาสติ ๙.อานาปานสติ ๑๐.อุปสมานุสติ

การบำเพ็ญอนุสสติ คือ ตั้งสติกำหนดถึงอารมณ์ ๑๐ อย่างๆใดอย่างหนึ่ง
มีคุณของพระพุทธเจ้าเป็นต้นนั้นให้เป็นอารมณ์ โดยกำหนดนึกถึงคำบริกรรม
ภาวนาว่า พุทโธ เป็นต้น สติจดจ่ออยู่กับอารมณ์นั้นจนจิตสงบเป็นสมาธิแนบแน่น
นิ่งอยู่กับคำบริกรรมภาวนานั้น เมื่อจิตสงบแล้ว ก็เป็นเหตุให้เกิดปิติ เกิดความสุข เป็นต้น

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 ก.ค. 2014, 06:43 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5719


 ข้อมูลส่วนตัว


อปจายนะ – อปจายนมัย

อปจายนะ แปลว่า การถ่อมตน หมายถึงถึง ความเป็นผู้มีสัมมาคารวะอ่อนน้อม
ถ่อมตนการแสดงความเคารพนับถือยำเกรงต่อผู้หลักผู้ใหญ่ที่น่าเคารพนับถือ
ด้วยความจริงใจ ไม่หน้าไหว้หลังหลอก ไม่แสดงอาการกระด้างแข็งข้อด้วยทิฐิมานะ

ผู้ใหญ่ที่น่าเคารพนับถือ คือ ผู้ใหญ่ ๓ ประเภท
ได้แก่ ผู้ใหญ่โดยชาติกำเนิด คือ เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน ผู้ใหญ่โดยวัย คือผู้สูงอายุ
และผู้ใหญ่โดยคุณ คือผู้ที่ประกอบด้วยเมตตากรุณาไม่มีอคติ

อปจายนะ เป็นบุญอย่างหนึ่ง เรียกว่า อปจายนมัย
แปลว่า บุญสำเร็จด้วยการประพฤติถ่อมตนต่อผู้ใหญ่

อปจายนมัย ย่อมส่งผลให้ผู้ปฏิบัติได้รับการยกย่องสรรเสริญจากคนทั่วไป
ได้รับความรักความเอ็นดูจากผู้ใหญ่

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 ก.ค. 2014, 06:48 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5719


 ข้อมูลส่วนตัว


อภินิหาร - ปาฏิหาริย์

อภินิหาร แปลว่า การนำไปฝังไว้ คือฝังความตั้งใจความปรารถนาไว้
ใช้หมายถึงอำนาจหรือพลังเหนือปกติธรรมดาแห่งความดีและบารมีที่สั่งสมไว้
เช่นใช้ว่า บุญญาภินิหาร หมายถึงอำนาจบุญบารมี

ปาฏิหาริย์ หมายถึง ความอัศจรรย์ สิ่งที่นำอัศจรรย์ ซึ่งพ้นวิสัยของมนุษย์ธรรมดา

ปาฏิหาริย์ มี ๓ อย่างคือ

๑. อิทธิปาฏิหาริย์ คือ มีฤทธิ์น่าอัศจรรย์
๒. อาเทสนาปาฏิหาริย์ คือ คือทายใจคนได้น่าอัศจรรย์
๓. อนุสาสนีปาฏิหาริย์ คือ มีคำสอนน่าอัศจรรย์

อภินิหาร เกิดขึ้นเองด้วยบุญบารมี
ปาฏิหาริย์ เกิดขึ้นด้วยการกระทำของคนโดยตรงต่างกันดังนี้

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 ก.ค. 2014, 06:53 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5719


 ข้อมูลส่วนตัว


เรื่อง อริยทรัพย์

อริยทรัพย์ แปลว่า ทรัพย์อันประเสริฐทรัพย์ของผู้เป็นอริยะ
จัดเป็นทรัพย์ภายใน ไม่ใช่ทรัพย์ภายนอกเหมือนทรัพย์สินเงินทอง

อริยทรัพย์ มี ๗ ประการ คือ

๑. ศรัทธา ความเชื่อสิ่งที่ควรเชื่อ
๒. ศีล การรักษากายวาจาใจเรียบร้อย
๓. หิริ ความละอายแก่ใจที่จะทำชั่ว
๔. โอตตัปปะ ความเกรงกลัวต่อผลของการทำชั่ว
๕. พาหุสัจจะ ความเป็นคนแก่เรียน
๖. จาคะ ความเสียสละ แบ่งปัน
๗. ปัญญา ความฉลาดรู้บาปบุญคุณโทษ

(ดูรายละเอียดในเรื่องนั้นๆ ประกอบ)

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 30 ก.ค. 2014, 06:09 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5719


 ข้อมูลส่วนตัว


เรื่อง อริยบุคคล

อริยบุคคล แปลว่า บุคคลผู้ประเสริฐ ผู้ไกลจากข้าศึก ผู้หักกำล้อสังสารวัฏได้แล้ว
อริยบุคคล แบ่งตามประเภทใหญ่ได้มี ๒ ประเภทคือ
๑. พระเสขะ คือพระผู้ที่ต้องศึกษาไตรสิกขาอยู่ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา เพิ่มขึ้นอีกต่อไป
๒. พระอเสขะ คือพระผู้ได้ศึกษาสำดร็จแล้ว เสร็จกิจการศึกษาแล้ว ไม่ต้องศึกษาอีก

พระอริยบุคคลแบ่งตามประเภทบุคคลมี ๔ ประเภทคือ
พระโสดาบัน
พระสกิทาคามี
พระอนาคามี
พระอรหันต์

พระอริยบุคคลยังแบ่งย่อยเป็น ๘ ประเภท จัดเป็น ๘ คู่ได้อีก
คู่ที่ ๑. พระโสดาปัตติมรรค....พระโสดาปัตติผล
คู่ที่ ๒. พระสกิทาคามิมรรค....พระสกิทาคามิผล
คู่ที่ ๓. พระอนาคามิมรรค.....พระอนาคามิผล
คู่ที่ ๔. พระอรหันตมรรค.......พระอรหันตผล

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 30 ก.ค. 2014, 06:20 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5719


 ข้อมูลส่วนตัว


เรื่อง อริยมรรค

มรรค แปลว่า ทางอันประเสริฐ เป็นทางของพระอริยะ ทางที่ทำให้เป็นพระอริยะ
ในที่นี้ หมายถึง ทางเดินของใจ เป็นการเดินออกจากความทุกข์
ไปสู่ความเป็นอิสระหลุดพ้นจากทุกข์ซึ่งมนุษย์ และเวไนยสัตว์ทั้งหลายหลงยึดถือ
และประกอบขึ้นใส่ตนด้วยอำนาจของอวิชา คือ ความไม่รู้ ซึ่งอริยมรรคมีองค์ ๘
หนทางดำเนินไปที่ประกอบพร้อมเพรียงกันเกี่ยวพันกันทุกข้อ ซึ่งย่อลงมาก็คือ

สติปัฏฐาน ๔ หรือ ศีล สมาธิ ปัญญา ซึ่งอริยมรรคมีองค์ ๘ ประกอบด้วย

๑. สัมมาทิฏฐิ คือ ความเห็นชอบ
๒. สัมมาสังกัปปะ คือ ความดำริชอบ
๓. สัมมาวาจา คือ เจรจาชอบ
๔. สัมมากัมมันตะ คือ ทำการงานชอบ
๕. สัมมาอาชีวะ คือ เลี้ยงชีพชอบ
๖. สัมมาวายามะ คือ มีความเพียรชอบ
๗. สัมมาสติ คือ ระลึกชอบ
๘. สัมมาสมาธิ คือ ตั้งใจชอบ

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 30 ก.ค. 2014, 06:35 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5719


 ข้อมูลส่วนตัว


เรื่อง อริยสัจ

อริยสัจ แปลว่า ความจริงอันประเสริฐ ความจริงของพระอริยะ
หรือความจริงที่ทำให้ผู้เข้าถึงกลายเป็นอริยะ

อริยสัจจ เป็นธรรมหมวดหนึ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ เป็นหลักสำคัญที่สุดในพระพุทธศาสนา
ซึ่งถือว่าเป็นหลักแห่งความจริง และนำผู้เข้าถึงให้บรรลุถึงความเป็นพระอริยะได้

อริยสัจ มี ๔ คือ

๑. ทุกข์ คือ สภาพที่ทนได้ยาก ภาวะที่ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้
สภาพที่บีบคั้น ได้แก่ ชาติ ชรา มรณะ
๒. ทุกขสมุทัย คือ สาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ ได้แก่ ตัณหา 3 คือ
กามตัณหา ภวตัณหา และ วิภวตัณหา
๓. ทุกขนิโรธ คือ ความดับทุกข์ ได้แก่ ดับสาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์
กล่าวคือ ดับตัณหาทั้ง 3 ได้อย่างสิ้นเชิง
๔. ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา คือ แนวปฏิบัติที่นำไปสู่หรือนำไปถึงความดับทุกข์
ได้แก่ มรรคอันมีองค์ประกอบอยู่ ๘ ประการ

อริยสัจ ๔ นี้ เรียกสั้น ๆ ว่า ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 ส.ค. 2014, 06:04 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5719


 ข้อมูลส่วนตัว


เรื่อง อวิหิงสา

อวิหิงสา แปลว่า ความไม่เบียดเบียนให้ผู้อื่นลำบาก
คือไม่ก่อทุกข์ยากให้แก่มนุษย์และสัตว์ เพื่อความบันเทิงใจของตน
คือไม่บีบคั้นกดขี่ เช่น ไม่เก็บภาษีขูดรีด หรือไม่ใช้แรงงานเกินควร
รวมไปถึงไม่หลงระเริงอำนาจ ไม่หาเหตุเบียดเบียนลงโทษทางอาญา
แก่ผู้อื่นเพราะความอาฆาตมาดร้ายและเกลียดชัง

อวิหิงสา เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า อหิงสา ที่มหาตมะ คานธี รัฐบุรุษของอินเดีย
นำไปใช้เป็นหลักสันติวิธี ทำให้โลกอยู่ด้วยกันอย่างร่มเย็นเป็นสุข
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงอวิหิงสาด้วยกรุณาและธรรม
เป็นส่วนเบื้องต้นแห่งกรุณา อวิหิงสาคือความไม่เบียดเบียน

ลักษณะนิสัยของผู้มีอวิงสา คือเป็นผู้มีความกรุณา ชอบเอื้อเฝื้อเผื่อแผ่
ทนไม่ได้ที่เห็นผู้อื่นได้รับความลำบากเดือดร้อน ปรารถนาให้เขาพ้นทุกข์
คิดหาทางช่วยเหลือปลดเปลื้องทุกข์

อวิหิงสาเป็นหลักธรรมคู่กับอักโกธะ ความไม่โกรธ หรือ อโทสะ
ความไม่มีจิตคิดประทุษร้าย ไม่อาฆาตพยาบาท ซึ่งได้แก่เมตตาความรัก
ไมตรี เยื่อใยต่อกัน ปรารถนาให้มีความสุข อวิหิงสาเป็นธรรมข้อหนึ่งในทศพิธราชธรรม

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 ส.ค. 2014, 05:49 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5719


 ข้อมูลส่วนตัว


เรื่อง อวิโรธนะ

อวิโรธนะ แปลว่า การไม่ทำผิดครรลองครองธรรม ระเบียบประเพณีอันดีงาม
ยึดความยุติธรรม หนักแน่น ถือความถูกต้อง เที่ยงธรรมเป็นหลัก
ไม่เอนเอียงหวั่นไหวด้วยคำพูด อารมณ์ หรือลาภสักการะใด ๆ
ทั้งในทางนิติธรรม คือ ระเบียบแบบแผนหลักปกครอง หรือในเรื่องขนบธรรมเนียม
ประเพณีที่ดีงาม ก็ไม่ประพฤติ ให้ผิดทำนองคลองธรรม

กล่าวคือ ให้ทำอะไรด้วยความถูกต้อง มิใช่ด้วยความถูกใจคือ การที่ทรงตั้งอยู่
ในขัตติยราชประเพณี ไม่ทรงประพฤติผิดจากพระราชจริยานุวัตร นิติศาสตร์ ราชศาสตร์
ไม่ทรงประพฤติให้คลาดจากความยุติธรรม ทรงอุปถัมภ์ยกย่องคนที่มีความชอบ
จะเห็นได้ว่า หลักธรรมทั้ง ๑๐ ข้อ หรือทศพิธราชธรรม นี้ มิใช่ข้อปฏิบัติที่ยาก
จนเกินความสามารถของคนธรรมดาสามัญที่จะทำตามได้ หลาย ๆ ข้อ

ก็เป็นสิ่งที่เราปฏิบัติอยู่แล้ว จะโดยรู้ตัวไม่ก็ตาม แต่หากเรามีความตั้งใจจริง
หลักธรรมดังกล่าวก็จะเป็นทุนที่ช่วยหนุนนำให้เราได้พัฒนาชีวิตไปสู่ความดีงาม
ความมั่นคง และความสำเร็จที่เราปรารถนาทุกประก

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 ส.ค. 2014, 05:58 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5719


 ข้อมูลส่วนตัว


เรื่อง อวิชชา

อวิชชา แปลว่า ความไม่รู้แจ้ง คือ ความไม่รู้ความเป็นจริงของสิ่งต่างๆ
โดยถูกต้องแจ่มแจ้ง มิได้หมายถึงความไม่รู้ศิลปะวิชาการต่างๆ หรือไม่รู้ร้อนรู้หนาวเป็นต้น

อวิชชา ความไม่รู้ในอริยสัจ มี ๔ อย่าง

๑. ไม่รู้ในทุกข์ ได้แก่ไม่รู้ว่าอะไรบ้างที่เป็นตัวทุกข์
เช่นไม่รู้ความเกิด ความแก่ ความตาย ความผิดหวัง เป็นตัวทุกข์

๒. ไม่รู้ในเหตุเกิดทุกข์ ได้แก่ไม่รู้ว่าทุกข์นั้นเกิดมาจากตัณหาในจิตของตนเอง
มิใช่เกิดจากผีสาง เทวดา มิใช่เกิดจากการบันดาล

๓. ไม่รู้ในความดับทุกข์ ได้แก่ความไม่รู้ว่าทุกข์นั้นเมื่อเกิดแล้วสามารถดับได้
โดยการกำจัดตัณหาให้หมดไป

๔. ไม่รู้ในข้อปฏิบัติสำหรับดับทุกข์ ได้แก่ไม่รู้ว่าทุกข์นั้นจะดับสนิทได้ด้วยมรรค 8
มีสัมมาทิฐิเป็นต้น มิใช่ดับได้ด้วยการวิงวอนขอร้องให้คนอื่นช่วย

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 ส.ค. 2014, 06:31 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5719


 ข้อมูลส่วนตัว


เรื่อง อสุภกรรมฐาน

อสุภกรรมฐาน แปลว่า ฐานเป็นที่ตั้งกำหนดอสุภะเป็นอารมณ์
กรรมฐานที่พิจารณาให้เห็นว่าเป็นของไม่งาม

อสุภ หมายถึง หมายถึงซากศพที่อยู่ในสภาพต่างๆ เช่น ศพที่ขึ้นอืด
ศพที่มีหนองไหลเยิ้ม ศพที่ขาดครึ่งตัว ศพที่หัวขาด แขนขาขาด
ศพที่เหลือแต่กระดูก เป็นของน่าเกลียด โสโครก

อสุภกรรมฐาน เป็นเครื่องกำจัดราคะ ทำให้เกิดความเบื่อหน่าย
คลายรักยึดถือร่างกาย คลายความหลงรูป หลงสวย หลงงามลงได้

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 ส.ค. 2014, 06:37 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5719


 ข้อมูลส่วนตัว


เรื่อง อกตัญญู

อกตัญญู แปลว่า ผู้ไม่รู้สึกถึงบุญคุณที่ผู้อื่นทำแก่ตน ผู้ไม่มีความกตัญญู
เป็นผู้ที่ไม่รู้จักคุณ ของผู้ที่เคยอุปการะแก่ตน เช่น ให้อาหาร ที่อยู่อาศัย เป็นต้น

อกตัญญู คือ เนรคุณ ทรยศ หักหลัง ไม่ซื่อสัตย์ ผู้ระลึกไม่ได้ว่าใครเคยทำดี
เคยช่วยเหลือเกื้อกูลตนมา ผู้ลืมบุญคุณของคนอื่นที่ทำแก่ตนมา ผู้ไม่ยอมรับบุญคุณ
ของใครทั้งนั้น เรียกว่า คนอกตัญญู มีลักษณะตรงข้ามกับคนกตัญญู

อกตัญญู มีลักษณะลบหลู่บุญคุณคน ไม่ปรารถนาที่จะตอบแทนความดีของใคร
ชอบลืมเรื่องที่เขาเคยทำเคยช่วยเหลือตนมา แต่ก็ไม่มีความรู้สึกอิ่มที่จะรับจากคนอื่นอีก
หากยังมีช่องทางจะได้จากเขาอีกก็จะพอใจ หากเห็นว่าหมดโอกาสแล้วก็จะตีจากไปทันที
หรือไม่ก็แสดงกิริยาพูดจาให้ร้ายต่างๆ ท่านจึงว่า

"แม้จะยกแผ่นดินทั้งหมดให้แก่คนอกตัญญูก็จะให้เขายินดีพอใจไม่ได้"

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 ส.ค. 2014, 06:53 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5719


 ข้อมูลส่วนตัว


เรื่อง อกาลิโก

อกาลิโก แปลว่า ไม่ประกอบด้วยกาล ไม่ขึ้นอยู่กับเวลา ไม่ขึ้นอยู่กับสมัยใด
คือใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย ฉะนั้นจึงไม่ขึ้นกับกาลและเวลา

อกาลิโก หมายความว่า พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้านั้นให้ผลแก่ผู้ปฏิบัติ
โดยไม่จำกัดกาลเวลา ไม่ขึ้นกับกาลเวลา ให้ผลทุกเมื่อทุกโอกาส ให้ผลตามลำดับ
แห่งการปฏิบัติ คือได้บรรลุเมื่อใดก็ได้รับผลเมื่อนั้น ได้บรรลุถึงระดับใหนก็ให้ผลในระดับเมื่อนั้น
ทั้งความจริงความแท้แห่งพระธรรมนี้ไม่มีกำหนดอายุกาล จริงแท้อยู่ตลอดกาล
จริงแท้อย่างนั้นทุกยุคทุกสมัย ด้วยเหตุนี้ พระธรรมจึงได้ชื่อว่า อกาลิโก (ไม่ขึ้นกับกาล)

อกาลิโก ตามความหมายของพระอภิธรรม อกาลิโก หมายถึง ธรรมที่ให้ผลไม่ประกอบด้วยกาล
หรือไม่ต้องรอกาลเวลาที่ได้รับผลแห่งธรรม ได้แก่ มรรคจิต ๔ และผลจิต ๔ เนื่องจาก
มรรคจิตซึ่งเป็นกุศลชาติ เมื่อเกิดขึ้นแล้ว หรือเมื่อบรรลุมรรคแล้ว อริยผลของกุศลนี้
ได้แก่ ผลจิต อันเป็นวิบากชาตินั้นไม่ต้องรอเวลา ไม่มีระหว่างคั่น จะให้ผลในทันทีทันใด
จึงเรียกว่า อกาลิกธรรม ซึ่งเมื่อมรรคจิตเกิด ผลจิตจะเกิดติดต่อกันเป็น อนันตรปัจจัย

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 242 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1 ... 10, 11, 12, 13, 14, 15, 16, 17  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 0 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร