วันเวลาปัจจุบัน 25 ต.ค. 2020, 00:40  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 18 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 ม.ค. 2009, 12:08 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 มิ.ย. 2008, 22:48
โพสต์: 1173


 ข้อมูลส่วนตัว


ทุกท่านครับ



เนื่องจาก กรรมที่ตามไม่ทัน (อโหสิกรรม) ที่มีการเผยแพร่ตามเว็บต่างๆ ผมอ่านจากเว็บพลังจิตhttp://board.palungjit.com/showthread.php?t=54958 ที่เพื่อนสมาชิกคือ คุณ@^น้ำใส^@ นำบทความนั้นมาลง

ผมคิดว่า บทความนั้นเป็นเรื่องที่ฝืนกับกฎแห่งกรรมที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสสอน และผู้เขียนบทความ(ไม่ใช่คุณน้ำใส) ก็มิได้นำพุทธพจน์ใดๆของพระพุทธเจ้ามายืนยันความเชื่อของเขาเลย ผมมั่นใจว่า ผู้เขียนบทความกรรมที่ตามไม่ทัน(อโหสิกรรม) เขามีมิจฉาทิฏฐิ ไปคิดเอาเองว่า

กรรมที่ต้องให้ผลชาตินี้ แต่โดนกรรมอื่นเข้ามาแทรก ทำให้กรรมนั้นให้ผลไม่ได้ในชาตินี้ หรือให้ผลไม่ทันเวลาในชาตินี้ ดังนั้นกรรมนั้นจะหายไป ถือเป็นอโหสิกรรมกันแล้ว หรือเป็นกรรรมที่ตามไม่ทันแล้ว ผมว่าอันนี้ไม่ได้เด็ดขาด เท่ากับเป็นการละเมิดกฎแห่งกรรม พระพุทธองค์ไม่ได้ทรงสอนแบบนั้น กรรมนั้นมันหายไปไม่ได้ เพราะเจ้ากรรมนายเวรเขายังไม่ได้รับชำระหนี้กรรมของเขาเลย วิบากกรรมจะหายไปได้อย่างไร

ผมเขียนกระทู้นี้ขึ้น เพื่อเตือนให้ทุกท่านรู้ว่า กฏแห่งกรรมมีจริง และกรรมไม่เคยหายไปไหนเลย แม้ให้ผลในชาตินี้ไม่ทัน กรรมนั้นมันจะต้องให้ผลในชาติใดชาติหนึ่งต่อไปแน่นอน

ตามความคิดของผม

การอโหสิกรรม ถ้าพูดให้เข้าใจง่ายๆก็คือ การยกโทษ หรือ ไม่เอาโทษนั่นเอง ถ้าเราคิดง่ายๆว่า เมื่อมีคนมาทำร้ายเรา เราย่อมแค้นใจ หวังจะแก้แค้นเขาคืน

โดยปกติ คนอื่น สัตว์อื่นก็คิดแบบนี้เหมือนกัน หากเขาถูกทำร้าย เขาย่อมแค้นใจหวังว่า จะรอแก้แค้นเราเหมือนกัน

ผู้ที่เราทำให้เขาเจ็บและเขายังคงพยาบาท แค้นใจ เขารอเวลาที่เหมาะสมที่จะ ทำร้าย หรือ แก้แค้นเรา พระพุทธเจ้าเรียกเขาว่า "เจ้ากรรมนายเวร"

สิทธิในการอโหสิกรรมเป็นของเจ้ากรรมนายเวร ถ้าเจ้ากรรมนายเวรเอาคืนในชาตินี้ไม่ได้ เขาก็จะตามไปเอาคืนในชาติอื่นๆ ไม่ใช่บอกว่ากรรมนั้นหายไปแล้ว เพราะเอ็งดันไม่มาเอาคืนในชาตินี้เอง คิดอย่างนั้น ทำอย่างนั้นไม่ได้เด็ดขาด

ในกรณีพระอรหันต์ เจ้ากรรมนายเวรเอาตามทวงหนี้กรรมไม่ได้แล้ว เพราะท่านเข้านิพพานไปแล้ว(ตายจากสังสารวัฏฏ์) แต่กรณีอื่นเจ้ากรรมนายเวรยังตามทวงหนี้กรรมคืนได้ ไม่อย่างนั้นความยุติธรรมก็ไม่มี กฎแห่งกรรมก็ใช้ไม่ได้ และไม่มีจริง

ทางหนีการทวงหนี้กรรมมีหลายทางนอกจากเข้านิพพาน ผมคิดได้ 2 ทาง คือ

1. คุณต้องทำหมั่นทำบุญทำทานหรือทำความดีใหญ่ๆไว้ให้มากๆ จนความชั่วไล่ไม่ทันนั่นเอง เหมือนกันการวิ่งแข่ง คุณวิ่งเร็ว ทำแต่บุญ กรรมชั่วมันก็ตามคุณไม่ทัน โดยเฉพาะกรรมที่ให้ผลทีหลัง วันนึงเมื่อคุณเข้าถึงเส้นชัย คือ คุณเข้านิพพานแล้ว กรรมนั้นจึงจะตามไม่ทันอีก เพราะสิ้นสุดการแข่งขันกันแล้ว

2. กฎแห่งกรรมเป็นเหมือนกฎแห่งการก่อหนี้สินที่ชักดาบไม่ได้ เมื่อเป็นหนี้กรรมแล้ว เราก็ต้องจ่ายหนี้กรรมให้เขา การจ่ายหนี้กรรมทำได้โดยทุกครั้งที่คุณทำบุญ คุณก็ต้องอุทิศกุศลผลบุญให้กับเจ้ากรรมนายเวร โดยเฉพะเจ้ากรรมนายเวรที่จะให้ผลร้ายกับคุณในชาตินี้ ระบุไปเลย เช่น ถ้าเรื่องฐานะทางการเงิน เมื่อคุณทำบุญก็ขออุทิศให้เจ้ากรรมนายเวรที่เกี่ยวกับการเงิน หรือการค้าขายของคุณ เป็นต้น

ผมพบว่า การทำสมาธิหรือทำสมถะกรรมฐาน ทำให้เกิดกุศลผลบุญอย่างมากมหาศาล เหนือกว่าการทำบุญทำทานใดๆ(ยกเว้นการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน) ก่อนผมจะยุติการทำสมาธิ ผมจะต้องแผ่เมตตาอุทิศกุศลจากการทำสมาธินั้นให้กับเจ้ากรรมนายเวรเป็นประจำ และไม่ใช่เฉพาะเจ้ากรรมนายเวรของผมนะ แต่เจ้ากรรมนายเวรของท่านผู้อื่นที่มาขอให้ผมช่วยเรื่องนั้นเรื่องนี้ด้วย เช่น เรื่องสุขภาพ เรื่องการค้า และเรื่องอาชีพ ของเขา

ผมเป็นคนที่สามารถติดต่อกับดวงวิญญาณต่างๆในปรโลกได้ ทำให้ผมรู้ความจริงว่า ไม่ว่าเราจะทำบุญทำทาน หรือทำสมาธิ แผ่เมตตาอุทิศกุศลจากการทำสมาธินั้นให้กับเจ้ากรรมนายเวร ถ้าเจ้ากรรมนายเวรเขาไม่ยอมรับอย่างเดียว กรรมในเรื่องนั้นๆของเรา ก็จะไม่สลายไป แต่จะเบาบางลงอย่างมากเท่านั้น เนื่องจากสิทธิแห่งวิบากกรรมนั้น เป็นของเจ้ากรรมนายเวรนั้น

กรรมที่เจ้ากรรมนายเวรมักไม่ยอมรับผลบุญจากเรา คือ กรรมที่เราไปฆ่าเขา และเราก็ไม่ยอมขออภัยหรือ ไม่ยอมขออโหสิกรรมจากเขา


แก้ไขล่าสุดโดย พลศักดิ์ วังวิวัฒน์ เมื่อ 15 ม.ค. 2009, 13:09, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 ม.ค. 2009, 12:31 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 มิ.ย. 2008, 22:48
โพสต์: 1173


 ข้อมูลส่วนตัว


ที่มา: พระไตรปิฏก พระสุตตันตปิฏก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ อุปาลิวาทสูตร


๔ . สัตว์มีกรรมเป็นทายาทกรรมทั้งดำทั้งขาวมีวิบากทั้งดำทั้งขาว.


ดูกรปุณณะ ก็กรรมทั้งดำทั้งขาว มีวิบากทั้งดำทั้งขาวเป็นไฉน ดูกรปุณณะ บุคคลบางคนในโลกนี้ ประมวลกายสังขาร อันมีความทุกข์บ้าง ไม่มีความทุกข์บ้าง ประมวลวจีสังขารอันมีความทุกข์บ้าง ไม่มีความทุกข์บ้าง ประมวลมโนสังขาร อันมีความทุกข์บ้าง ไม่มีความทุกข์บ้าง ครั้นแล้ว เขาย่อมเข้าถึงโลกอันมีความทุกข์บ้าง ไม่มีความทุกข์บ้าง ผัสสะอันมีความทุกข์บ้าง ไม่มีความทุกข์บ้าง ย่อมถูกต้องเขา ผู้เข้าถึงโลก อันมีความทุกข์บ้าง ไม่มีความทุกข์บ้างเขาอันผัสสะที่มีความทุกข์บ้าง ไม่มีความทุกข์บ้าง ถูกต้องแล้ว ย่อมเสวยเวทนาอันมีความทุกข์บ้าง ไม่มีความทุกข์บ้าง มีทั้งสุขและทุกข์ระคนกัน ดุจพวกมนุษย์ เทพบางเหล่า และสัตว์วินิบาตบางเหล่า ฉะนั้น ดูกรปุณณะ เพราะกรรมที่มีดังนี้แล ความอุปบัติของสัตว์จึงมี สัตว์ทำกรรมใดไว้ ย่อมเข้าถึงเพราะกรรมนั้น ผัสสะย่อมถูกต้องเขาผู้เข้าถึงแล้ว ดูกรปุณณะแม้เพราะอย่างนี้ เราจึงกล่าวว่า สัตว์มีกรรมเป็นทายาท ข้อนี้เรากล่าวว่า กรรมทั้งดำทั้งขาวมีวิบากทั้งดำทั้งขาว.


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 ม.ค. 2009, 12:32 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 มิ.ย. 2008, 22:48
โพสต์: 1173


 ข้อมูลส่วนตัว


ย้ำ! พระพุทธองค์ตรัสว่า สัตว์มีกรรมเป็นทายาทกรรมทั้งดำทั้งขาวมีวิบากทั้งดำทั้งขาว.

พระพุทธองค์ไม่เคยตรัสว่า สัตว์ไม่ต้องรับผลทั้งกรรมขาวกรรมดำ เพราะดันไปทำกรรมอื่นแล้ว จึงไม่ต้องเป็นทายาทของกรรมทั้งวิบากดำและขาว อีกต่อไป กลายเป็นอโหสิกรรมไปเลย


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 ม.ค. 2009, 12:50 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ม.ค. 2009, 11:27
โพสต์: 17


 ข้อมูลส่วนตัว


คุณ พลวัฒน์คะ ดิฉันอยากทราบว่าทุกครั้งที่ดิฉันไปบวชเนกขัม ดิฉันอุทิศส่วนกุศลให้บิดามารดา
(ท่านทั้งสองเสียที่โรงพยาบาลไม่มีใครบอกหนทาง) ท่านจะได้รับไหมคะ ดิฉันไปบวชมาสิบกว่าครั้งแล้วค่ะ และจะไปบวชอีกเรื่อยๆ จนกว่าจะสิ้นชีวิต ทุกวันนี้ดิฉันพยายาม
ถือศีลห้าในวันธรรมดา และศีลแปดในวันพระ ทำมาหลายเดือนแล้วค่ะ และคิดว่าจะทำไปตลอด
มีคนบอกว่าถ้าไม่มีใครบอกหนทาง ถ้าคนตายจิตตกดวงวิญาญาณเหล่านั้นจะไปอบายภูมิ
ดิฉันจึงเป็นห่วงบิดามารดามาก ช่วยตอบให้หายข้องใจทีเถิดคะ ขอบคุณ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 ม.ค. 2009, 12:57 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ม.ค. 2009, 11:27
โพสต์: 17


 ข้อมูลส่วนตัว


ก่อนนอนดิฉันสวดมนต์ นั่งสมาธินิดหน่อย ตอนเช้ารับศีลห้า วันพระศีลแปด
แต่ศีลอยู่ในใจ ดิฉันปฏิบัติทุกวันแต่ไม่ได้รับศีลทุกวันเพราะบางวันรีบ
ดิฉันอยากทราบว่าทุกวันที่ดิฉันทำอย่างนี้ บุญกุศลที่ดิฉันอุทิศไป บิดา-มารดา
ได้รับหรือไม่


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 ม.ค. 2009, 13:00 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ม.ค. 2009, 11:27
โพสต์: 17


 ข้อมูลส่วนตัว


ก่อนนอนดิฉันสวดมนต์ นั่งสมาธินิดหน่อย ตอนเช้ารับศีลห้า วันพระศีลแปด
แต่ศีลอยู่ในใจ ดิฉันปฏิบัติทุกวันแต่ไม่ได้รับศีลทุกวันเพราะบางวันรีบ
ดิฉันอยากทราบว่าทุกวันที่ดิฉันทำอย่างนี้ บุญกุศลที่ดิฉันอุทิศไป บิดา-มารดา
ได้รับหรือไม่


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 ม.ค. 2009, 13:51 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 มิ.ย. 2008, 22:48
โพสต์: 1173


 ข้อมูลส่วนตัว


มาลิณีย์ เขียน:
คุณ พลวัฒน์คะ ดิฉันอยากทราบว่าทุกครั้งที่ดิฉันไปบวชเนกขัม ดิฉันอุทิศส่วนกุศลให้บิดามารดา
(ท่านทั้งสองเสียที่โรงพยาบาลไม่มีใครบอกหนทาง) ท่านจะได้รับไหมคะ ดิฉันไปบวชมาสิบกว่าครั้งแล้วค่ะ และจะไปบวชอีกเรื่อยๆ จนกว่าจะสิ้นชีวิต ทุกวันนี้ดิฉันพยายาม
ถือศีลห้าในวันธรรมดา และศีลแปดในวันพระ ทำมาหลายเดือนแล้วค่ะ และคิดว่าจะทำไปตลอด
มีคนบอกว่าถ้าไม่มีใครบอกหนทาง ถ้าคนตายจิตตกดวงวิญาญาณเหล่านั้นจะไปอบายภูมิ
ดิฉันจึงเป็นห่วงบิดามารดามาก ช่วยตอบให้หายข้องใจทีเถิดคะ ขอบคุณ


1. ไม่มีใครเคยตายเลย แม้แต่คนเดียว เขาเพียงแต่เปลี่ยนสถานที่อยู่ไปเท่านั้น

2. อย่าไปเชื่อในสิ่งที่คนอื่นเขาบอกคุณ เพราะคนจำนวนมากมั่วนิ่ม

3. การที่คุณหลงเชื่อเขา เป็นเหตุให้คุณต้องมาบวช และรักษาศีลใช่ไหม? ฟ้ากำหนดมาแล้ว มันเป็นไปตามกรรมที่ลิขิตชีวิตของคุณ ให้เชื่อคนง่าย และเป็นห่วงบิดามารดาของคุณ ทำให้ต้องบวช และรักษาศีล และยังต้องอุทิศส่วนกุศลให้บิดามารดา ด้วยเหตุนี้กรรมจึงนำพาคุณให้เป็นคนมีศีลธรรม ถ้าบิดามารดาของคุณไม่ตาย และคุณไม่เป็นห่วงพวกท่าน คุณก็อาจจะไม่ได้เป็นคนมีศีลธรรมแบบทุกวันนี้ก็ได้


ผมจะเล่าให้คุณฟังเรื่องหนึ่ง มีผู้หญิงสูงอายุคนหนึ่ง ลูกชายเขาตายตอนอายุ 40 ปี เขาทุกข์ใจมาเกือบปี คิดถึงแต่ลูก ห่วงแต่ลูก เพื่อนผมแนะนำผมให้รู้จักเขา ให้ผมช่วยปลอบใจเขา ผมก็ปลอบใจคนไม่เป็นเสียด้วย เลยขอชื่อกับนามสกุลของลูกชายของเขา แล้วผมก็ทำกรรมฐานแผ่เมตตาให้ดวงวิญญาณของลูกชายเขา ชื่อ รุ่งโรจน์

คุณรุ่งโรจน์ มาหาผมจริงๆ เขาพากายทิพย์ของผมไปภพภูมิที่เขาอยู่ ธรรมชาติสวยงามมาก ผมสังเกตเห็นมีคนเหาะมาจากต้นไม้หนึ่งไปต้นไม้หนึ่ง และอีกต้นหนึ่ง สุดท้ายก็เหาะมาอยู่ที่ต้นไม้ที่อยู่ใกล้ผม และก็มองดูผม ผมก็มองดูเขา คุณรุ่งโรจน์ จึงบอกผมว่า เขามารับแล้ว ผมรู้ในจิตว่าที่นั่นน่าจะเป็นแดนสุขาวดี และชายที่มาดูผม เป็นเทวดารักษาประตูทางเข้าแดนสุขาวดี

ผมก็ไม่สนใจอะไร จะลุยเข้าแดนสุขาวดีอย่างเดียว แต่ก็เข้าไม่ได้ จิตผมหลุดออกจากปรโลกสุขาวดีนั้น กลับคืนมาที่กายเนื้อทันที ในตอนนั้นผมมีสติสมบูรณ์ ผมจึงคิดว่า พระอมิตาหรือพระโพธิสัตว์กวนอิม คงให้ดวงวิญญาณของคุณรุ่งโรจน์ มาพาผมไปดู เพื่อจุดประสงค์บางอย่าง (ผมเข้าใจว่า เพราะผมเป็นพวกพูดมาก เก็บความลับไม่อยู่ ท่านคงรู้ว่า ผมคงต้องเปิดเผยเรื่องนี้แน่ ชาวพุทธเถรวาทจะได้เข้าใจว่า ไม่ใช่มีแค่นรก-สวรรค์ พรหมโลก 31 ภูมิ แต่มีภพภูมิที่เรียกว่า แดนสุขาวดีของพระอมิตาด้วย)

ผมโทรไปบอกแม่ของคุณรุ่งโรจน์ ตั้งแต่นั้นแม่ของคุณรุ่งโรจน์ก็สบายใจขึ้น ผมบอกแม่ของคุณรุ่งโรจน์ คุณรุ่งโรจน์เขาอยู่ในสวรรค์ชั้นสูงมาก ให้เขาเลิกเป็นห่วงได้แล้ว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 ม.ค. 2009, 13:54 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 มิ.ย. 2008, 22:48
โพสต์: 1173


 ข้อมูลส่วนตัว


คุณมาลิณีย์ครับ



ลืมตอบไป บุญกุศลที่คุณอุทิศไป บิดา-มารดา ของคุณ ผมยืนยัน นั่งยัน นอนยันว่า พวกท่าน
ได้รับแน่นอน


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 ม.ค. 2009, 14:16 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 12 ก.ย. 2008, 11:50
โพสต์: 12

ที่อยู่: yasothon

 ข้อมูลส่วนตัว


เพราะสิ่งทั้งปวงย่อมเกิดเเต่เหตุ เมื่อเหตุดับเเล้วสิ่งนั้นจะเกิดขึ้นใด้อย่างไร

.....................................................
^_^


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 ม.ค. 2009, 14:20 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ม.ค. 2009, 11:27
โพสต์: 17


 ข้อมูลส่วนตัว


ขอบคุณ คุณพลวัฒน์มากค่ะ
ดิฉันมีเรื่องหนึ่งอยากเล่าให้คุณฟังค่ะ เคยมีคุณหมอคนหนึ่งเสียชีวิตที่ต่างจังหวัด ดิฉันสงสารครอบครัวของคุณหมอมาก เลยไปเป็นเพื่อนรอรับศพที่วัด ซึ่งเป็นสิ่งที่ดิฉันไม่เคยทำมาก่อน
ตอนนั้นประมาณสี่ทุ่มไ้ด้ ดิฉันได้แต่คิดว่าคนตายวิญญาณคงจะอยู่ที่ตายตรงนั้น (จมน้ำตาย)
คงไม่มีใครคิดนิมนต์พระไปเชิญวิญาญาณแน่ เพราะทุกคนอยู่ในอาการช็อควันนั้นเป็นวันปีใหม่
ผู้ตายเพิ่งจะโทรคุยกับแม่ว่าเดี๋ยวพบกัน แต่มาด่วนจากไปภายในไม่ถึงชั่วโมง แต่มีเรื่องแปลกประหลาด
เกิดขึ้นกับดิฉัน ทันทีที่รถโรงพยาบาลนำืศพมาปรากฏว่ามีพระสององค์นุ่่งห่มสีกรัด สะพายย่ามถือตาลปัตร นำหน้าศพมา ดิฉันบอกกับน้องสาวว่าดูซิขนาดตกใจอย่างนี้ คุณแม่(ของหมอ)
ยังมีสติอุตส่าห์ไปนิมนต์พระมาเชิญวิญญาณให้คุณหมอน้องสาวดิฉันและบุรุษพยาบาลมองหน้ากันไปมา
และเที่ยวเดินหาสิ่งที่ดิฉันบอก ทุกคนบอกว่าไม่มีพระที่ดิฉันบอก เพราะวัดนี้มีแต่พระใส่สีสด
และถามพระที่รอศพอยู่ท่านก็ยืนยันว่าไม่มี แต่ดิฉันเห็นกับตาว่าพระนำศพขึ้นศาลาสององค์
และยังจำติดตาได้จนกระทั่งทุกวันนี้ ดิฉันเห็นใกล้ๆ แทบจะสัมผัสได้เลย อยากจะเล่าให้คนที่ไม่รู้จักฟังค่ะ
เพราะเรื่องอย่างนี้ไม่สมควรพูดเพราะเห็นเพียงคนเดียว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 ม.ค. 2009, 00:06 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ม.ค. 2009, 02:20
โพสต์: 1387

ที่อยู่: สัพพะโลก

 ข้อมูลส่วนตัว




chamando.jpg
chamando.jpg [ 75.41 KiB | เปิดดู 5839 ครั้ง ]
ถ้าหากในชาตินี้ไม่สามารถบรรลุถึงพระนิพพานได้
ก็ขอให้ได้ไปเกิด ที่ สุขาวดีพุทธเกษตร ของพระอมิตาภะพุทธเจ้า ด้วยเถิด
จะได้ไปบำเพ็ญธรรมต่อที่นั่น :b8:

คุณพลศักดิ์ วังวิวัฒน์ ท่าทางจะศึกษามหายานมาเยอะนะครับ จะรบกวนได้ไหมครับ
พอจะมีเรื่องราวข้อมูลของพุทธเกษตรของพระพุทธเจ้าองค์อื่นๆ ไหมครับ เช่น

วิสุทธิไพฑูรย์พุทธเกษตร ของพระไภษัชยคุรุพุทธเจ้า
อภิระติพุทธเกษตร ของพระอักโษภยะพุทธเจ้า
อยากทราบว่าพุทธเกษตรทั้งสองมีลักษณะอย่างไร เคยอ่านแต่เรื่องของ
สุขาวดีพุทธเกษตร ของพระอมิตาภะพุทธเจ้า ว่ามีลักษณะเป็นดอกบัวเก้าชั้น
และแดนสุขาวดี ถือว่าเป็นพุทธเกษตรที่อลังการยิ่งใหญ่ที่สุดในบรรดาพุทธเกษตรอื่นๆ
ถ้ามีก็รบกวนด้วยนะครับ ขอเป็นลิ้งค์ให้ดาวน์โหลดก็ได้ :b8:

.....................................................
ผู้มีจิตเมตตาจะไม่มีศัตรู ผู้มีสติปัญญาจะไม่เกิดทุกข์.
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 ม.ค. 2009, 00:59 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 มิ.ย. 2008, 22:48
โพสต์: 1173


 ข้อมูลส่วนตัว


มาลิณีย์ เขียน:
ขอบคุณ คุณพลวัฒน์มากค่ะ
ดิฉันมีเรื่องหนึ่งอยากเล่าให้คุณฟังค่ะ เคยมีคุณหมอคนหนึ่งเสียชีวิตที่ต่างจังหวัด ดิฉันสงสารครอบครัวของคุณหมอมาก เลยไปเป็นเพื่อนรอรับศพที่วัด ซึ่งเป็นสิ่งที่ดิฉันไม่เคยทำมาก่อน
ตอนนั้นประมาณสี่ทุ่มไ้ด้ ดิฉันได้แต่คิดว่าคนตายวิญญาณคงจะอยู่ที่ตายตรงนั้น (จมน้ำตาย)
คงไม่มีใครคิดนิมนต์พระไปเชิญวิญาญาณแน่ เพราะทุกคนอยู่ในอาการช็อควันนั้นเป็นวันปีใหม่
ผู้ตายเพิ่งจะโทรคุยกับแม่ว่าเดี๋ยวพบกัน แต่มาด่วนจากไปภายในไม่ถึงชั่วโมง แต่มีเรื่องแปลกประหลาด
เกิดขึ้นกับดิฉัน ทันทีที่รถโรงพยาบาลนำืศพมาปรากฏว่ามีพระสององค์นุ่่งห่มสีกรัด สะพายย่ามถือตาลปัตร นำหน้าศพมา ดิฉันบอกกับน้องสาวว่าดูซิขนาดตกใจอย่างนี้ คุณแม่(ของหมอ)
ยังมีสติอุตส่าห์ไปนิมนต์พระมาเชิญวิญญาณให้คุณหมอน้องสาวดิฉันและบุรุษพยาบาลมองหน้ากันไปมา
และเที่ยวเดินหาสิ่งที่ดิฉันบอก ทุกคนบอกว่าไม่มีพระที่ดิฉันบอก เพราะวัดนี้มีแต่พระใส่สีสด
และถามพระที่รอศพอยู่ท่านก็ยืนยันว่าไม่มี แต่ดิฉันเห็นกับตาว่าพระนำศพขึ้นศาลาสององค์
และยังจำติดตาได้จนกระทั่งทุกวันนี้ ดิฉันเห็นใกล้ๆ แทบจะสัมผัสได้เลย อยากจะเล่าให้คนที่ไม่รู้จักฟังค่ะ
เพราะเรื่องอย่างนี้ไม่สมควรพูดเพราะเห็นเพียงคนเดียว



คุณบอกไปคนเขาก็ไม่เชื่อคุณหรอกครับ ถ้าเรื่องวิญญาณนั้นผมเจอมาเป็นหมื่นๆครั้ง เรียกว่า ชีวิตครึ่งหนึ่งของผมอยู่กับวิญญาณ พายุนากิสที่เกิดในพม่า ผมทำกรรมฐาน 5 วัน แผ่เมตตาส่งวิญญาณพวกพม่าไปในปรโลก ตอนนั้นผมส่งไปได้แค่ครั้งละ 20,000 ดวงเท่านั้น แต่เมื่อเร็วๆนี้ผมทำกรรมฐาน 5 วัน แผ่เมตตาให้วิญญาณที่ตกค้างอยู่ในจังหวัดอุดร เทวดาที่อยู่ในโรงแรมนั้นบอกผมว่า มีวิญญาณมาขอบคุณผมมากถึง 200,000 ดวง

ผมบอกคุณ คุณจะเชื่อไหม หรือหาว่าผมเพี้ยน ฉันใดก็ฉันนั้น คนที่เขาไม่เคยมีประสพการณ์เรื่องพวกนี้ เขาไม่เชื่อหรอก

ชาวคริสต์คนหนึ่งแต่เดิมเรียกผมว่า ซาตาน ก่อนเขาตาย เขาบอกว่า พระบิดาบอกเขาว่า ผมเป็นบุตรของพระเจ้า หญิงชราอายุ 92 เรียกผมว่า พระพุทธเจ้า(ท่านหมายถึงพุทธะ) วิญญาณ 4 ดวงในสิงคโปร์เรียกผมว่า พระโพธิสัตว์กวนอิมที่เป็นผู้ชาย พระโพธิสัตว์กวนอิมเรียกผมว่า เพื่อน คนในเว็บศาสนาต่างๆ เรียกผมว่า อลัชชี มารศาสนา เดียรถีร์ ฯลฯ พระพุทธเจ้าเรียกผมว่า บารมีธรรมโพธิสัตว์มหายาน ที่จะสำเร็จเป็นอรหันต์ แต่จะไม่ยอมทิ้งสรรพสัตว์เข้านิพพาน (แต่ตอนนี้ผมยังไม่สำเร็จนะครับ)

จริงๆ ผมก็เป็นคนเหมือนคุณ ถ้าเราสำเร็จขั้นพรหมเราก็เป็นพระพรหม ถ้าทำแต่ความดี เราก็เป็นเทวดา ถ้าทำแต่ความชั่วเราก็เป็นเปรต สัตว์นรก ฯลฯ แต่แท้จริง ตอนเริ่มต้น พวกเราเป็นจิตประภัสสร เป็นพุทธะ เป็นพระเจ้า


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 ม.ค. 2009, 07:43 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 3
สมาชิก ระดับ 3
ลงทะเบียนเมื่อ: 31 พ.ค. 2004, 08:57
โพสต์: 154


 ข้อมูลส่วนตัว


ขอเรียนให้ทราบว่า

กระผม น้ำใส .....ชื่อนี้ไม่มีเครื่องหมายเติมหน้าหรือต่อท้ายครับ

น้ำใส ...คือกระผม ส่วนคุณ @^น้ำใส^@ มีเครื่องหมาย @^ เติมหัวเติมท้าย เป็นคนอื่นนะครับ

ซึ่งผมก็ไม่มีความเกี่ยวข้องหรือรู้จักท่าน แต่ท่านเผอิญมาตั้งชื่อพ้องกับชื่อผม

ไม่เฉพาะที่บอร์ดนี้ ที่บอร์ดอื่นๆ กระผมก็เจอชื่อพ้องที่เติมเครื่องหมายหัวท้ายเช่นกัน มีหลายบอร์ด


จึงขอให้กรุณาอย่าสับสนระหว่าง น้ำใส เป็นคนละคนกับ @^น้ำใส^@

จึงเรียนมาเพื่อทราบ เพื่อกันความเข้าใจผิด .... ขอบคุณ ♥


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 ม.ค. 2009, 10:14 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 มิ.ย. 2008, 22:48
โพสต์: 1173


 ข้อมูลส่วนตัว


คุณ"อมิตาพุทธ" ครับ



1. ถ้าหากในชาตินี้ไม่สามารถบรรลุถึงพระนิพพานได้
ก็ขอให้ได้ไปเกิด ที่ สุขาวดีพุทธเกษตร ของพระอมิตาภะพุทธเจ้า ด้วยเถิด
จะได้ไปบำเพ็ญธรรมต่อที่นั่น

......สุขาวดีพุทธเกษตร ของพระอมิตาภะพุทธเจ้า มีจริง ผมเคยไปเหยียบปากทางเข้าสุขาวดีพุทธเกษตร มาแล้ว เป็นดินแดนที่มีธรรมชาติสวยงาม การเข้าไปอยู่ที่นี่ก็ง่ายนิดเดียว เพียงแค่คุณสำรวมตั้งสติให้ดี ท่องว่า คุณ...ขออนุญาตไปเกิดในสุขาวดี ขอพระอมิตาภะพุทธเจ้า ให้อนุญาตด้วยเถิด

2. คุณพลศักดิ์ วังวิวัฒน์ ท่าทางจะศึกษามหายานมาเยอะนะครับ จะรบกวนได้ไหมครับ
พอจะมีเรื่องราวข้อมูลของพุทธเกษตรของพระพุทธเจ้าองค์อื่นๆ ไหมครับ

.....ค้นหาอ่านได้จากgoogleครับ พิมพ์www.google.co.th ผมรู้เฉพาะเรื่องที่สูงสุดเท่านั้น พระพุทธองค์ให้ผมรู้ในเรื่องเหล่านั้น ไม่ใช่เรื่องประวัติ หรือเรื่องเล็กๆน้อยๆ


3. วิสุทธิไพฑูรย์พุทธเกษตร ของพระไภษัชยคุรุพุทธเจ้า
อภิระติพุทธเกษตร ของพระอักโษภยะพุทธเจ้า
อยากทราบว่าพุทธเกษตรทั้งสองมีลักษณะอย่างไร เคยอ่านแต่เรื่องของ
สุขาวดีพุทธเกษตร ของพระอมิตาภะพุทธเจ้า ว่ามีลักษณะเป็นดอกบัวเก้าชั้น
และแดนสุขาวดี ถือว่าเป็นพุทธเกษตรที่อลังการยิ่งใหญ่ที่สุดในบรรดาพุทธเกษตรอื่นๆ

..... มีพุทธเกษตรอีกแห่งหนึ่งที่เกิดขึ้นเมื่อ 2009 ก่อน คือ สรวงสวรรรค์ของพระเยซูคริสต์ ผู้ที่สามารถเข้าในในนี้ได้ ต้องทานปังปอน และเหล้าองุ่นในพิธีมิสซา เพราะนั้นถือเป็นกายและเลือดของพระเยซูคริสต์

พุทธเกษตรต่างๆเกิดจากการตั้งปณิธานอธิษฐานของผู้ที่จะเป็นพระพุทธเจ้า ยกเว้นพุทธเกษตรของพระเยซูคริสต์ เพราะท่านบอกเองว่าท่านเป็นพระเจ้าที่เป็นพระบุตร ซึ่งก็คือพระอรหันต์ของมหายาน เนื่องจากท่านไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้า

พึงตระหนักว่า สวรรค์-นรก โลก ล้วนเกิดจากการอธิษฐานของอาทิพุทธ (ยะโฮวา, อัลเลาะห์, พระพุทธจ้าองค์ปฐม, พระอนุตตรมารดา, พระวิสุทธิพุทธรังสี, พระไวโรจนพุทธเจ้า และชื่ออื่นๆแล้วแต่จะเรียกกัน แต่คนทั่วไปเรียกว่า God)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 ม.ค. 2009, 10:32 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 มิ.ย. 2008, 22:48
โพสต์: 1173


 ข้อมูลส่วนตัว


อภิรตีโลกธาตุของพระอโษภยพุทธเจ้า เกิดจากการตั้งปณิธานข้อ 16 ของพระองค์


๑๖. เมื่อคราสําเร็จพระพุทธญาณแล้ว ขอให้โลกธาตุวิสุทธิอลังการ
บรรดาสาวกล้วนแล้วไร้ซึ่งความพลาดผิด


๑๗. บรรดาโพธิสัตว์ในโลกธาตุแห่งนั้น ที่ได้ออกบวชในจิตมิเกิดราคะ
แม้ในความฝัน

๑๘. บรรดาสตรีในโลกธาตุแห่งนั้น ไร้ซึ่งมลทินและความพลาดผิดทั้ง
ปวง

๑๙. บรรดาโพธิสัตว์ทั้งปวงในโลกธาตุแห่งนั้นเมื่อได้สดับฟังธรรมแล้ว
จักได้น้อมรับปฏิบัติ และสมบูรณ์ในธรรมกาย

๒๐.ในโลกธาตุแห่งนั้นตัดขาดสิ้นจากการกระทําของมาร และมิอาจ
กระทบจิตใจได้


อภิรตีโลกธาตุนี้ ก็เป็นพุทธเกษตรอีกแห่งที่ชาวพุทธมหายานตั้งจิต
ขอไปเกิดนอกจากแดนสุขาวดีของพระอมิตาภะ แดนศุทธิไวฑูรย์ของพระไภษัชยคุรุ
สวรรค์ชั้นดุสิตของพระเมตไตรย แต่ผู้ที่จะไปเกิดยังอภิรตีโลกธาตุจะต้องเป็นผู้ที่มี
บารมีและบําเพ็ญตั้งมั่นแล้วเท่านั้นถึงจะได้สมปรารถนา มีอรรถาธิบายว่า เพราะ
พระองค์มิได้ มีมหาปณิธานที่จะเอื้อให้ไปเกิดยังดินแดนของพระองค์ได้โดยง่าย

อย่างเช่น พระอมิตาภะหรือพระไภษัชยคุรุที่ทรงมีมหาปณิธานว่า เพียงแค่สรรพสัตว์
ภาวนาถึงพระองค์ เมื่อวายชนม์ลงก็จะได้ไปเกิดสมปรารถนา นั่นเป็นเพราะพระองค์
ทรงมีปณิธานรองรับสําหรับการไปเกิดของสรรพสัตว์อยู่แล้วนั่นเอง

ถึงกระนั้นอภิรตีโลกธาตุของพระอโษภยพุทธเจ้า ยังมีกลวิธีให้ผู้ใฝ่ไป
อุบัติยึดถือเป็นวิธีอยู่บ้าง เพียงสรรพสัตว์อธิษฐานจิต และมุ่งมั่นประกอบกุศลกรรม
ความดีงามเพื่อเป็นปัจจัยในการไปเกิดยังโลกธาตุแห่งนั้น ดังในคัมภีร์มหารัตนกูฏ
สูตรว่า หากแม้นมีจิตมุ่งมาตรไปอุบัติยังอภิรตีโลกธาตุ พึงต้องศึกษา(และปฏิบัติตาม)
ในโพธิสัตวจริยาของพระอจลพุทธเจ้าเมื่อครั้งอดีต(คือความไม่โกรธ ฯลฯ) แล้วจึง
อธิษฐานจิตตั้งมั่นต่อโลกธาตุแห่งนั้น เช่นนี้จึงเป็นเหตุป้จจัยในการไปถึงอภิรตีพุทธ
เกษตรแห่งนั้นได้ และ

หากมีกุลบุตร กุลธิดา เมื่อได้สดับฟ้งกุศลบารมีของพระอจลตถาคต(อีกชื่อหนึ่งของพระอโษภยพุทธเจ้า
(Aksobhya Buddha)
แล้ว สามารถยึดถือแลปฏิบัติตาม สาธยายอ่านท่อง แล้วอธิษฐานไปอุบัติยังโลกธาตุแห่งนั้น ตราบถึงดับชีพลงแล้วไซร้ พระอจลตถาคตจักทรงปกปักษ์คุ้มครอง มิยังให้บรรดามาร
และสมุนมารทั้งปวงฉุดรั้งดวงจิตไปสู่เบื้องต่ำได้


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 18 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: Google [Bot] และ บุคคลทั่วไป 12 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร