วันเวลาปัจจุบัน 28 ต.ค. 2020, 04:20  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 61 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2, 3, 4, 5  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 ส.ค. 2012, 22:50 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 9
สมาชิก ระดับ 9
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ก.ค. 2011, 22:53
โพสต์: 705

แนวปฏิบัติ: รู้สึกตัว
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


แต่ก่อนคิดว่าธรรมะคือการบรรลุถึงสิ่งแปลกใหม่ สภาวะพิเศษ เหนือธรรมดา ปาฎิหารย์

แต่ปัจจุบันกลับเห็นดังนี้ว่า การเข้าถึงธรรม การเข้าถึงความจริงต่างหาก

ความจริงนั้นคือ ถึงสิ่งแปลกใหม่ พิเศษ เหนือธรรมดา ปาฎิหารย์สำหรับจิตที่เคยหลง

แต่คือความจริงที่เป็นธรรมดาในโลกนี้เท่านั้น :b8:

.....................................................
"ธรรมะเป็นปัจจัตตัง ต้องทำเอง รู้เอง เห็นเอง เข้าใจเอง"


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 ส.ค. 2012, 22:50 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 9
สมาชิก ระดับ 9
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ก.ค. 2011, 22:53
โพสต์: 705

แนวปฏิบัติ: รู้สึกตัว
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ทุกวันนี้เพียรรู้ ดูอยู่กับความจริง เข้ามาติดตามกระทู้ธรรมอยู่เสมอ แต่เพียงดูเป็นส่วนใหญ่ไม่ปรุงเพิ่ม

เมื่อพิจารณาโดยการกระทำในปัจจุบันนี้แล้วสอบทานใจตนเห็นว่าความกำหนัดลดลง

ความประกอบทุกข์ลดลง ไม่สะสมกองกิเลส ความอยากน้อยลง มีความสันโดษ

ไม่อยากคลุกคลีหมู่คณะ มีความพากเพียรมากขึ้น กินง่ายอยู่ง่ายขึ้น ขอดูรู้ความจริง ต่อไป จนสิ้นสาย

การแสดงความเห็นนี้ มิได้ต้องการแสดงความอวดอ้างใด เพียงต้องการแสดงความรู้สึกที่แท้จริง

แก่ผู้ร่วมเดินทาง ว่าพระพุทธองค์และครูบาอาจารย์ผู้ปฎิบัติดีปฎิบัติชอบล้วนกล่าวธรรมจริงทั้งสิ้น

แต่เราไม่เข้าใจจึงไม่เห็นความจริง

พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง ข้าพเจ้าขออภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน

พระธรรมเป็นธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว ข้าพเจ้าขอนมัสการพระธรรม

พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าปฎิบัติดีแล้ว ข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระสงฆ์สาธุ :b8: :b8: :b8:

.....................................................
"ธรรมะเป็นปัจจัตตัง ต้องทำเอง รู้เอง เห็นเอง เข้าใจเอง"


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ส.ค. 2012, 06:15 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 20 มี.ค. 2010, 19:57
โพสต์: 1014

โฮมเพจ: http://www.vitwong.blogspot.com
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


ก่อนจะรู้ ก็ต้องไม่รู้มาก่อน
ก่อนจะเลิกงมงาย ก็ต้องงมงายมาก่อน

.....................................................
ยังงมงาย...
เมื่อเห็นว่าพระไตรปิฏก มีส่วนถูก มีส่วนจริงแค่ 20 ถึง 30 เปอร์เซนต์ เท่านั้น

เลิกงมงาย..
เมื่อเห็นว่า พระไตรปิฏก มีส่วนถูก ส่วนจริง เกินกว่า 80 ถึง กว่า 90 เปอร์เซนต์

http://www.youtube.com/user/govit2554#g/u


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ส.ค. 2012, 07:45 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12217


 ข้อมูลส่วนตัว


มันเป็นช่วงจังหวะ...นะ. ..ก็ทำตามสภาพธรรมของตัวไป...

โมทนาสาธุ...ด้วยครับ.. :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ส.ค. 2012, 14:59 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ต.ค. 2010, 10:42
โพสต์: 249

แนวปฏิบัติ: ไม่เอา ไม่เป็น ไม่ยึด
สิ่งที่ชื่นชอบ: ทุกเล่มของท่านพุทธทาส
อายุ: 32
ที่อยู่: สงขลา

 ข้อมูลส่วนตัว


ไกวัลยธรรม คำกลอน

ผู้เห็นธรรม นำวิชชา ตถาคต

มากำหนด สิ่งเกิดดับ อย่างแตกฉาน

มีปัญญา ส่องแสง แห่งดวงมาน

สมประสาน โลกธรรม เป็นหนึ่งเดียว


การถึงธรรม นำกิเลส มาแปรธาตุ

คนฉลาด กวาดทุกข์ ไม่หวาดเสียว

กระแสทุกข์ ท่วมท้น มาเป็นเกลียว

ตัดกระแส ไหลเชี่ยว ขึ้นฝั่งไป


เปรียบข้าวสาร คือกิเลส เหตุแห่งทุกข์

เอามาหุง ทำให้สุก สิ้นสงสัย

การหุงคือ ปัญญา กล้าดุจไฟ

แปลงกิเลส ให้เป็นไท สู่ไกวัลย์


เห็นกิเลส คือธรรม นำพ้นผิด

โปรดหยุดคิด สรรพสิ่ง สร้างสุขสันติ์

เรียกปัญญา มาใช้ ให้รู้ทัน

กิเลสนั้น แปลงกาย ได้ถึงธรรม



- ชุติวัณณ์ -

ขอให้เจริญในธรรมยิ่งๆขึ้นไปครับ :b8:

.....................................................
วงว่างยงอยู่ยั้ง อนันตกาล
ในถิ่นที่ทุกสถาน แหล่งหล้า
ยึดมั่นไป่พบพาน ประจักษ์
ยามปล่อยหยุดไขว่คว้า ถึงได้โดยพลัน


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ส.ค. 2012, 16:59 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 20 เม.ย. 2012, 17:37
โพสต์: 37

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ความเป็นจริง มีอยู่ ในทุกสิ่ง
ความเป็นจริง ไม่เคย ทิ้งไปไหน
ความเป็นจริง ไม่ต้องหา ไปอื่นไกล
ความเป็นจริง หาได้ ที่ตัวตน

ความเป็นจริง นั้นทานทน พ้นเวลา
ความเป็นจริง แม้ไกลตา ไม่ผกผัน
ความเป็นจริง แม้ใครเห็น ต้องเหมือนกัน
ความเป็นจริง เป็นสามัญ ต่อทุกคน

:b8: :b8: :b8:
ด้วยความเคารพ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 08 ส.ค. 2012, 08:08 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 9
สมาชิก ระดับ 9
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ก.ค. 2011, 22:53
โพสต์: 705

แนวปฏิบัติ: รู้สึกตัว
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


สังเกตมานานแล้วเห็นว่า การถึงธรรมของแต่ละท่านไม่มีวิธีตายตัว

โดยอาจเริ่มโดยหมวดธรรมใหญ่ที่เหมาะกับจริตที่คล้ายคลึงกัน

แต่ต้องมากำหนดใช้ในหมวดธรรมย่อยที่แตกต่างกัน

อาจเป็นเพราะวิถีชีวิตแตกต่าง ประสบการณ์แตกต่าง การพบเจอผัสสะแตกต่าง

การเลือกหมวดธรรมมาใช้ในการตั้งรับกับสภาวะจิตต้องแตกต่างปลีกย่อยไปด้วย

แต่เมื่อเข้าถึงความจริงแท้แล้วย่อมเข้าถึงสภาวะแห่งความสงบเย็นเช่นเดียวกัน

ดังที่สมเด็จพระศาสดาตรัสว่าธรรมนี้มีรสเดียว คือวิมุตติรส

ธรรมนี้ช่างเป็นปัจจัตตังโดยแท้ ที่ผู้รู้ย่อมรู้ได้เฉพาะตนดังนี้ :b8:

.....................................................
"ธรรมะเป็นปัจจัตตัง ต้องทำเอง รู้เอง เห็นเอง เข้าใจเอง"


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 08 ส.ค. 2012, 20:12 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12217


 ข้อมูลส่วนตัว


ใช่ครับ....ก้าวที่เดิน..สิ่งที่เกิดกับใจ...ไม่มีทางเหมือนกัน...เป๊ะ

หากใครพูดว่าตนได้เจออย่างอาจารย์ท่านนั้น..ท่านนี้..นั้นแหละ ตัว copy...ขี้คุย

:b1:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 08 ส.ค. 2012, 20:24 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 มี.ค. 2010, 16:12
โพสต์: 2286

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ขณะจิต เขียน:
แต่เมื่อเข้าถึงความจริงแท้แล้วย่อมเข้าถึงสภาวะแห่งความสงบเย็นเช่นเดียวกัน

ดังที่สมเด็จพระศาสดาตรัสว่าธรรมนี้มีรสเดียว คือวิมุตติรส

ธรรมนี้ช่างเป็นปัจจัตตังโดยแท้ ที่ผู้รู้ย่อมรู้ได้เฉพาะตนดังนี้ :b8:
:b4: :b4:
กบนอกกะลา เขียน:
หากใครพูดว่าตนได้เจออย่างอาจารย์ท่านนั้น..ท่านนี้..นั้นแหละ ตัว copy...ขี้คุย
:b4: :b17: :b13:

.....................................................
"พุทโธ .. พุทโธ .. พุทโธ"
ภาวนาวันละนิด จิตแจ่มใส


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 08 ส.ค. 2012, 21:36 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 03 ธ.ค. 2011, 21:40
โพสต์: 952


 ข้อมูลส่วนตัว


ขณะจิต เขียน:
แต่เมื่อเข้าถึงความจริงแท้แล้วย่อมเข้าถึงสภาวะแห่งความสงบเย็นเช่นเดียวกัน

ดังที่สมเด็จพระศาสดาตรัสว่าธรรมนี้มีรสเดียว คือวิมุตติรส

ธรรมนี้ช่างเป็นปัจจัตตังโดยแท้ ที่ผู้รู้ย่อมรู้ได้เฉพาะตนดังนี้ :b8:


ท่านขณะจิต พบความสงบเย็นแล้วหรือครับ

มันเป็นยังไงน่า s006 ผมยังไม่เจอสักที

แนะนำบ้างนะครับ แล้วรักษามันไว้ได้มั้ย


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 08 ส.ค. 2012, 22:31 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 9
สมาชิก ระดับ 9
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ก.ค. 2011, 22:53
โพสต์: 705

แนวปฏิบัติ: รู้สึกตัว
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ฝึกจิต เขียน:
ขณะจิต เขียน:
แต่เมื่อเข้าถึงความจริงแท้แล้วย่อมเข้าถึงสภาวะแห่งความสงบเย็นเช่นเดียวกัน

ดังที่สมเด็จพระศาสดาตรัสว่าธรรมนี้มีรสเดียว คือวิมุตติรส

ธรรมนี้ช่างเป็นปัจจัตตังโดยแท้ ที่ผู้รู้ย่อมรู้ได้เฉพาะตนดังนี้ :b8:


ท่านขณะจิต พบความสงบเย็นแล้วหรือครับ

มันเป็นยังไงน่า s006 ผมยังไม่เจอสักที

แนะนำบ้างนะครับ แล้วรักษามันไว้ได้มั้ย


มันเป็นลักษณะอย่างนี้ครับจิตผมที่เข้ารู้ความจริง(ธรรมะ)ทีแรกมันดื้อดึงอยู่แต่เมื่อมันฝืนขัดไปก็เจอแต่ทุกข์ดื้อรั้นก็เจอแต่ทุกข์ มองย้อนประสบการณ์ชีวิตก็เห็นอนิจจัง ทุกข์ขัง ผมตามดูจิตอยู่ก็เห็นอารมณ์ที่ผ่านมาก็เป็น อนิจจัง ทุกข์ขังเหมือนกันไม่มีเว้น ทุกวันทุกเวลา จนจิตมันลดพยศมาก

เมื่อตามดู กาย จิต ความคิด ต่อเนื่อง ก็เห็นคุณในความสงบเห็นโทษในความฟุ้งซ่าน

เห็นคุณในศีล สมาธิ สติปัญญา จิตมันก็น้อมเข้าสมัครรักใคร่ต่อธรรมแทน

เมื่อก่อนมันชอบผัสสะชอบกิเลส แต่ตอนนี้ก็เห็นว่าเผ็ดร้อนเมื่อนึกถึงความชั่วที่เคยทำ(เช่นการเอาเปรียบผู้อื่น ความคิดร้ายอยากได้เงินโดยมิชอบ) ที่กำลังทำ และที่จะต้องทำในอนาคตก็รู้สึกสกปรกอึดอัดเน่าเหม็น

เห็นความสะอาดของจิตที่บริสุทธฺมีค่ามากกว่าความอิ่มและเงินทอง นี่คือความรู้สึกของผมที่มันคลายออก


ส่วนความสงบเย็นที่พบนั้นตอนนี้เป็นดังนี้

ทางกายเมื่อมองดูกายก็รู้ว่ากายนี้มีความตายรออยู่เบื้องหน้าจริงแท้แน่นอน เห็นกายนี้ชราภาพ ผุพังลงทกวัน โรคภัยรุมเร้ามากขึ้น ก็รอความตายอันเป็นธรรมดาโดยไม่สะดุ้ง อาลัยอาวรณ์ การงานที่ผมทำก็มั่นคงดี ก็มองชีวิตจนตลอดสาย(ถึงตายแล้ว)จัดการชีวิตพอแล้ว มีงาน บ้าน ครอบครัวที่พอแล้ว ความทะยานอยากใน ลาภ ยศ สรรเสริญ ผมแทบไม่มีแล้ว

ทางจิต จิตมั่นแล้วในพระธรรมระดับหนึ่ง ความปรารถนากามผมยังมีแต่ไม่เคยทำให้เป็นทุกข์หรือคิดล่วงประเวณีผู้อื่น ที่มีอยู่เพียงพอแล้ว ผมไม่ลังเลสงสัยในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

จิตไม่ดิ้นรนในความคิดฟุ้งซ่านไสยศาสตร์ใดๆ จิตไม่ดื้อรั้น ไม่อาลัยในสวรรค์หรือชั้นพรหม

แม้นตายลงเมื่อใดก็ไม่ปรารถนาการเกิดอีกเพียงใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ดำเนินตามกระแสแห่งธรรม ชำระจิตไห้กระจ่างแจ้งยิ่งขึ้นไปเท่านั้น

ผมรู้สึกว่าวางภาระได้หกสิบกว่าเปอร์เซ็นต์แล้ว ในแต่ละวันจิตมีความเบาสบายมากกว่าทุกข์ มองเห็นทางที่มั่นใจทั้งทางโลกและทางจิตแล้วขอเดินต่อไปเรื่อยๆจนสุดทางหรือหมดเวลาแค่นั้นเอง

ส่วนการรักษาความสงบเย็นนั้นเมื่อจิตมันรู้แล้วมันรักษาสภาพของมันเองเหมือนปลาอยู่ในน้ำเมื่อมันพลัดหลงขึ้นบกมันย่อมดิ้นรนกลับมาหาน้ำเองเพราะธรรมชาติของมันที่ชอบน้ำมันต้องอยู่ในน้ำ

ผมเห็นอย่างนี้ :b46:

.....................................................
"ธรรมะเป็นปัจจัตตัง ต้องทำเอง รู้เอง เห็นเอง เข้าใจเอง"


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 08 ส.ค. 2012, 23:05 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 03 ธ.ค. 2011, 21:40
โพสต์: 952


 ข้อมูลส่วนตัว


ขณะจิต เขียน:
ฝึกจิต เขียน:
ขณะจิต เขียน:
แต่เมื่อเข้าถึงความจริงแท้แล้วย่อมเข้าถึงสภาวะแห่งความสงบเย็นเช่นเดียวกัน

ดังที่สมเด็จพระศาสดาตรัสว่าธรรมนี้มีรสเดียว คือวิมุตติรส

ธรรมนี้ช่างเป็นปัจจัตตังโดยแท้ ที่ผู้รู้ย่อมรู้ได้เฉพาะตนดังนี้ :b8:


ท่านขณะจิต พบความสงบเย็นแล้วหรือครับ

มันเป็นยังไงน่า s006 ผมยังไม่เจอสักที

แนะนำบ้างนะครับ แล้วรักษามันไว้ได้มั้ย


มันเป็นลักษณะอย่างนี้ครับจิตผมที่เข้ารู้ความจริง(ธรรมะ)ทีแรกมันดื้อดึงอยู่แต่เมื่อมันฝืนขัดไปก็เจอแต่ทุกข์ดื้อรั้นก็เจอแต่ทุกข์ มองย้อนประสบการณ์ชีวิตก็เห็นอนิจจัง ทุกข์ขัง ผมตามดูจิตอยู่ก็เห็นอารมณ์ที่ผ่านมาก็เป็น อนิจจัง ทุกข์ขังเหมือนกันไม่มีเว้น ทุกวันทุกเวลา จนจิตมันลดพยศมาก

เมื่อตามดู กาย จิต ความคิด ต่อเนื่อง ก็เห็นคุณในความสงบเห็นโทษในความฟุ้งซ่าน

เห็นคุณในศีล สมาธิ สติปัญญา จิตมันก็น้อมเข้าสมัครรักใคร่ต่อธรรมแทน

เมื่อก่อนมันชอบผัสสะชอบกิเลส แต่ตอนนี้ก็เห็นว่าเผ็ดร้อนเมื่อนึกถึงความชั่วที่เคยทำ(เช่นการเอาเปรียบผู้อื่น ความคิดร้ายอยากได้เงินโดยมิชอบ) ที่กำลังทำ และที่จะต้องทำในอนาคตก็รู้สึกสกปรกอึดอัดเน่าเหม็น

เห็นความสะอาดของจิตที่บริสุทธฺมีค่ามากกว่าความอิ่มและเงินทอง นี่คือความรู้สึกของผมที่มันคลายออก


ส่วนความสงบเย็นที่พบนั้นตอนนี้เป็นดังนี้

ทางกายเมื่อมองดูกายก็รู้ว่ากายนี้มีความตายรออยู่เบื้องหน้าจริงแท้แน่นอน เห็นกายนี้ชราภาพ ผุพังลงทกวัน โรคภัยรุมเร้ามากขึ้น ก็รอความตายอันเป็นธรรมดาโดยไม่สะดุ้ง อาลัยอาวรณ์ การงานที่ผมทำก็มั่นคงดี ก็มองชีวิตจนตลอดสาย(ถึงตายแล้ว)จัดการชีวิตพอแล้ว มีงาน บ้าน ครอบครัวที่พอแล้ว ความทะยานอยากใน ลาภ ยศ สรรเสริญ ผมแทบไม่มีแล้ว

ทางจิต จิตมั่นแล้วในพระธรรมระดับหนึ่ง ความปรารถนากามผมยังมีแต่ไม่เคยทำให้เป็นทุกข์หรือคิดล่วงประเวณีผู้อื่น ที่มีอยู่เพียงพอแล้ว ผมไม่ลังเลสงสัยในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

จิตไม่ดิ้นรนในความคิดฟุ้งซ่านไสยศาสตร์ใดๆ จิตไม่ดื้อรั้น ไม่อาลัยในสวรรค์หรือชั้นพรหม

แม้นตายลงเมื่อใดก็ไม่ปรารถนาการเกิดอีกเพียงใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ดำเนินตามกระแสแห่งธรรม ชำระจิตไห้กระจ่างแจ้งยิ่งขึ้นไปเท่านั้น

ผมรู้สึกว่าวางภาระได้หกสิบกว่าเปอร์เซ็นต์แล้ว ในแต่ละวันจิตมีความเบาสบายมากกว่าทุกข์ มองเห็นทางที่มั่นใจทั้งทางโลกและทางจิตแล้วขอเดินต่อไปเรื่อยๆจนสุดทางหรือหมดเวลาแค่นั้นเอง

ส่วนการรักษาความสงบเย็นนั้นเมื่อจิตมันรู้แล้วมันรักษาสภาพของมันเองเหมือนปลาอยู่ในน้ำเมื่อมันพลัดหลงขึ้นบกมันย่อมดิ้นรนกลับมาหาน้ำเองเพราะธรรมชาติของมันที่ชอบน้ำมันต้องอยู่ในน้ำ

ผมเห็นอย่างนี้ :b46:


:b8: :b8: :b8:

ความสงบเย็นนั้น จะเป็นที่อยู่ให้จิต ต้องหาให้เจอ แล้วจิตจะวิ่งมาอยู่เอง ไปพร้อมกับ สลัดคืน

ความเห็นนะครับ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 08 ส.ค. 2012, 23:20 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12217


 ข้อมูลส่วนตัว


ขณะจิต เขียน:
....

ผมเห็นอย่างนี้ :b46:


สาธุ.... :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 08 ส.ค. 2012, 23:24 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12217


 ข้อมูลส่วนตัว


ขึ้นมาถึงชานพัก...ได้พักก็ชื่นใจ

แต่ก็พักนานไม่ได้...เลยสบายได้ไม่นาน...จำต้องขึ้นไปต่อ :b1: :b1: :b1:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 08 ส.ค. 2012, 23:58 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 9
สมาชิก ระดับ 9
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ก.ค. 2011, 22:53
โพสต์: 705

แนวปฏิบัติ: รู้สึกตัว
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ผมก็ยังประมาทไม่ได้หรอกครับ เพราะไอ้บางอย่างที่วางไว้ยังยืนมองตาละห้อย :b31:

.....................................................
"ธรรมะเป็นปัจจัตตัง ต้องทำเอง รู้เอง เห็นเอง เข้าใจเอง"


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 61 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2, 3, 4, 5  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 15 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร