วันเวลาปัจจุบัน 27 ต.ค. 2020, 22:42  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 38 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 ก.ค. 2009, 13:48 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ก.ค. 2009, 22:19
โพสต์: 271

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ไม่มีตาจะเดินถูกทางเหรอ ไม่มีปัญญาจะถึงที่หมายเหรอ


แก้ไขล่าสุดโดย ศิริพงศ์ เมื่อ 27 ก.ค. 2009, 21:08, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 ก.ค. 2009, 20:26 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.ค. 2006, 22:20
โพสต์: 5977

โฮมเพจ: http://walaiblog.blogspot.com/
แนวปฏิบัติ: กายคตาสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: สมุทรปราการ

 ข้อมูลส่วนตัว



ครูบาฯก็คือ ปริยัติ การศึกษาก็คือ ปริยัติ หนังสือก็คือ ปริยัติ

ไม่มีปริยัติแล้วจะปฏิบัติถูกได้อย่างไร

อาจจะปฏิบัติโดยมีครูบาฯ อาจจะปฏิบัติโดยการศึกษา อาจจะปฏิบัติโดยการอ่าน

แม้แต่สมัยพุทธกาลที่ท่านทั้งหลายสำเร็จเป็นพระอรหันต์ ก็ต้องอาศัยปริยัติ คือ ฟังพระธรรมคำสอนจากพระพุทธเจ้า ส่วนจะสำเร็จช้าหรือเร็ว อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยที่ได้กระทำมา กุศลแต่ละคนสร้างสั่งสมมาไม่เท่ากัน และ วิบากกรรมของคนนั้นด้วย ผลจึงได้รับให้เกิดเป็นเช่นนั้น :b8:

.....................................................
มิจฉาปณิหิตจิต จิตที่ตั้งไว้ผิด ย่อมตามพิชิตตัวเอง

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของแต่ละคน (ตามความเป็นจริง)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 10 ส.ค. 2009, 06:51 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ก.ค. 2006, 06:25
โพสต์: 2058


 ข้อมูลส่วนตัว


จาก หนังสือ หยดน้ำบนใบบัว


หลวงปู่ มั่น ภูริทัตโต ท่านเตือนหลวงตามหาบัว ว่า

"....ท่านมหาก็นับว่าเรียนมาพอสมควร จนปรากฏนามเป็นมหา ผมจะพูดธรรมให้ฟังเพื่อเป็นข้อคิด แต่อย่าเข้าใจว่าผมประมาทธรรมของพระพุทธเจ้านะ เวลานี้ธรรมที่ท่านเรียนมาได้มากได้น้อยยังไม่อำนวยประโยชน์ให้ท่านสมภูมิที่เป็นเปรียญ นอกจากจะเป็นอุปสรรคต่อการภาวนาของท่านในเวลานี้เท่านั้น เพราะท่านจะอดเป็นกังวลและนำธรรมที่เรียนมานั้นเข้ามาเทียบเคียงไม่ได้ในขณะที่ทำใจให้สงบ

ดังนั้น เพื่อความสะดวกในเวลาจะทำความสงบให้แก่ใจ ขอให้ท่านที่จะทำใจให้สงบยกบูชาไว้ก่อนในบรรดาธรรมที่ท่านได้เรียนมา

ต่อเมื่อถึงกาลที่ธรรมซึ่งท่านเรียนมาจะเข้ามาช่วยสนับสนุนให้ท่านได้รับประโยชน์มากขึ้นแล้ว ธรรมที่เรียนมาทั้งหมดจะวิ่งเข้ามาประสานกันกับทางด้านปฏิบัติและกลมกลืนกันได้อย่างสนิท ทั้งเป็นธรรมแบบพิมพ์ ซึ่งเราควรจะพยายามปรับปรุงจิตใจให้เป็นไปตามนั้น

แต่เวลานี้ผมยังไม่อยากจะให้ท่านเป็นอารมณ์กับธรรมที่ท่านเล่าเรียนมา อย่างไรจิตจะสงบลงได้หรือจะใช้ปัญญาคิดค้นในขันธ์ก็ขอให้ท่านทำอยู่ในวงกายนี้ก่อน เพราะธรรมในตำราท่านชี้เข้ามาในขันธ์ทั้งนั้น แต่หลักฐานของจิตยังไม่มี จึงไม่สามารถนำธรรมที่เรียนมาจากตำราน้อมเข้ามาเป็นประโยชน์แก่ตนได้ และยังจะกลายเป็นสัญญาอารมณ์คาดคะเนไปที่อื่น จนกลายเป็นคนไม่มีหลัก เพราะจิตติดปริยัติในลักษณะไม่ใช่ทางของพระพุทธเจ้า ขอให้ท่านนำธรรมที่ผมพูดให้ฟังไปคิดดู ถ้าท่านตั้งใจปฏิบัติไม่ท้อถอย วันหนึ่งข้างหน้าธรรมที่กล่าวนี้จะประทับใจท่านแน่นอน..."





ส่วนนี้ ผมได้รับทราบมาอีกทอดหนึ่ง

เป็นความเห็นของ ลูกศิษย์หลวงตามหาบัว องค์หนึ่ง
ท่านเล่าถึง หลวงตามหาบัว เอาไว้ ว่า

ท่านเป็นมหา ยังไงก็หนีไม่พ้นที่จะต้องเปิดพระไตรปิฎกออกมา เอาออกมาดูเปรียบเทียบธรรมะคำสอนของครูจารย์มั่น ว่าตรงกันมั้ย ..

ไม่ใช่เพื่อพิสูจน์ แต่เพื่อให้ชื่นใจ

ซึ่งเปิดตรงไหนก็ตรง เป็นเรื่องเดียวกันหมด


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 10 ส.ค. 2009, 07:03 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ก.ค. 2006, 06:25
โพสต์: 2058


 ข้อมูลส่วนตัว


โอวาทธรรม หลวง ปู่ ชา สุภัทโท



หลวงพ่อเคยสอนพระที่แตกฉานในทางปริยัติรูปหนึ่งว่า…..

" …….เอาปริยัติของคุณใส่หีบห่อเก็บไว้เสีย อย่าเอามาพูด…..
เวลามีอะไรขึ้นมา มันไม่เป็นอย่างนั้น….เหมือนกับเราเขียนหนังสือว่า ความโลภ
เวลามันเกิดขึ้นในใจมันไม่เหมือนกับตัวหนังสือ…..เวลาโกรธก็เหมือนกัน เขียนใส่กระดานดำเป็นอย่างหนึ่ง มันเป็นตัวอักษร…..เวลามันอยู่ในใจ มันอ่านอะไรไม่ทันหรอก
…..มันเป็นขึ้นมาที่นี่เลย สำคัญนัก สำคัญมาก…..

จริงอยู่…..ปริยัติเขียนไว้ถูก

แต่ต้อง"โอปนยิโก"….ให้เป็นคนน้อม ถ้าไม่น้อมก็ไม่รู้ความจริง….."

(จากอุปลมณี น.206)



ปล...

สังเกตุดีๆน่ะครับ
หลวงปู่ ท่านกล่าวว่า "ปริยัติเขียนไว้ถูก"
พระปฏิบัติ ท่านไม่เคยปฏิเสธปริยัติ น่ะครับ

แต่ ที่ท่านเตือน คือ เวลาปฏิบัติ ต้องอ่านสภาวธรรม ที่ปรากฏในใจ ณ เวลานั้นๆ โดยตรง...
ไม่ใช่มัวแต่มาคอยกังวลกับสัญญาปริยัติที่เคยทราบมา จนไม่เป็นอันใช้สติระลึกต่อสภาวธรรมที่ปรากฏจริงในขณะนั้นได้


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 10 ส.ค. 2009, 07:19 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ก.ค. 2006, 06:25
โพสต์: 2058


 ข้อมูลส่วนตัว


เห็น กระทู้นิ่งๆไป

เลยอัพเดท ด้วย บทธรรมของพระสุปฏิปันโน


เรื่อง ปริยัติควรศึกษาแค่ไหน?

ตรงนี้ แต่ล่ะท่าน คงมีคำตอบในใจไม่เท่ากันแน่นอน
เพราะ ต่างจริตนิสัยกันไป
แต่ละท่าน พิจารณาตามสมควร แล้วกัน

ส่วนตัวผมเอง ถ้ามีเวลา ก็ศึกษาพระสูตรอยู่
ยิ่งศึกษาพระสูตร ยิ่งอัศจรรย์.... ว่าทำไม ครูบาอาจารย์พระป่าที่ส่วนใหญ่ไม่ได้เรียนปริยัติอะไรมามากมาย ทำไมถึงปฏิบัติตรงกับพระพุทธพจน์


เร็วๆนี้
ผมเองก็ได้มีโอกาสเข้าเรียนปรึกษาปัญหาเกี่ยวกับ พระปริยัติธรรมกับ พระคุณเจ้า(เปรียญ๙)รูปหนึ่ง
ผมเองก็คาดไม่ถึง เหมือนกันว่าพระคุณเจ้า(เปรียญ๙)รูปนั้น ท่านเองก็เป็นลูกศิษย์ของครูบาอาจารย์พระป่ากรรมฐานองค์หนึ่ง
เสวนากับท่านไปมา เลยกลายเป็น จุดไต้ตำตอ เข้า
ท่านยังเล่าถึง บางจุดที่ผู้ศึกษาปริยัติไม่เข้าใจ... แต่ อาจารย์ของท่าน(ที่เป็นหลวงปู่อยู่บ้านนอก ไม่ได้เรียนอะไร) ตอบได้อย่างน่าอัศจรรย์


อย่าเพิ่งไปเข้าใจว่า การศึกษาพระปริยัติธรรม ทำให้ไม่เคารพผู้ที่มุ่งปฏิบัติ(ศึกษาปริยัติมาไม่มาก)

การไม่รู้จักเคารพบุคคลที่ควรเคารพ ไม่รู้จักความสมควร เป็นลักษณะปริยัติเปรียบด้วยอสรพิษนั้น มันเป็นที่นิสัยขั้นลึกของ บางคนๆ มากกว่า


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 10 ส.ค. 2009, 08:06 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ค. 2009, 17:25
โพสต์: 281

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ความเห็นส่วนตัวผมนะครับ ผมเป็นคนเรียนน้อยในทางโลก แต่ผมก็ประสบความสำเร็จในชีวิตสูงสุดในชีวิตตั้งแต่อายุยังไม่30และก็ต่ำสุดในทางโลก ยังไม่ถึงอายุ40 ผมเข้าใจเรื่องธรรมะอย่างนี้ไม่รู้ว่าจะถูกหรือเปล่า การเรียนย่อมเป็นสิ่งสำคัญมาก ความรู้เกิดจากการฟังและการอ่าน แต่ความรู้นี้เป็นความรู้ของผู้อื่นที่เข้าบอกเราหรือเขียนไว้ให้เราได้อ่าน ไม่ใช่ความรู้ของเราโดยเฉพาะความรู้ทางธรรมมนุษย์ทั่วไปอย่างพวกเราไม่สามารถที่จะเข้าใจหรือคิดขึ้นมาเองได้ จำเป็นที่จะต้องได้รับพระสัจธรรมจากพระพุทธองค์ที่สั่งสอนสืบทอดมาจนถึงเรา แต่ละคนก็สะสมเรื่องนี้ในแต่ละชาติมาไม่เหมือนกัน บางคนสะสมมามากก็ฟังเพียงพระสูตรเล็กน้อยก็เข้าใจสามารถปฏิบัติสู่ความสำเร็จได้ บางท่านสะสมมาน้อยก็ต้องฟังหรืออ่านให้มากหน่อย แล้วก็ปฏิบัติสู่ความสำเร็จได้ ธรรมะที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ละเอียดมากต่างที่ต่างวาระ ตั้งแต่ต้นจนจบเพื่อเป็นการอนุเคราะห์สัตว์โลกรุ่นหลังที่มีทั้งผู้มีปัญญาน้อยและผู้มีปัญญามาก จะได้เรียนรู้เท่าทันปัญญาแต่ละคน แต่บางคนปัญญามากก็เรียนมากเพื่อต้องการสืบทอดอนุเคราะห์ต่อชนรุ่นหลังอันนี้เป็นความเมตตาโดยแท้จริงน่าเคารพเป็นอย่างยิ่ง แต่บางท่านปัญญามากก็เรียนน้อยก็เข้าใจทางบรรลุก็ไม่จำเป็นมากในเรื่องปริยัติก็ปฏิบัติเพื่อการบรรลุธรรมเลยก็มี แต่คนที่สะสมปัญญามาน้อยแน่ล่ะต้องเรียนให้มากเพื่อความเข้าในในธรรม แต่ที่มีข้อโต้แย้งกันในวันนี้ก็คงจะเกิดจากเหตุปัจจัยอะไรหลายอย่างบนกฎธรรมชาติ ขอท่านทั้งหลายจงพบความสงบ ความสุขที่แท้จริง

.....................................................
เราจะเดินให้สุดทาง http://www.thai.dhamma.org


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 10 ส.ค. 2009, 09:32 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 9
สมาชิก ระดับ 9
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 ก.พ. 2008, 10:00
โพสต์: 724

แนวปฏิบัติ: พอง-ยุบ
งานอดิเรก: ปฏิบัติวิปัสสนา
อายุ: 0
ที่อยู่: เกษตร-นวมินทร์ กรุงเทพฯ

 ข้อมูลส่วนตัว


cool

ทางคู่ขนาดของรางรถไฟ ไม่เคยบรรจบกันเลย แม้จะเหนี่ยวรั้งไว้ด้วยไม้หมอน
ไปถึงเชียงใหม่หรือยะลา ก็ไม่บรรจบกันได้ แต่สามารถนำตัวรถไฟขับเคลื่อนไปถึง
จุดหมายที่ต้องการได้ ฉันใด

กระแสไฟฟ้าสองขั้ว ระหว่างขั้วบวกกับลบ เมื่อสัมผัสกันย่อมมีปฏิกิริยา อยู่ที่ว่า
ผู้ที่พบกระแสไฟฟ้าจะนำปฏิกิริยานั้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างไร ฉันใด

ปริยัติคือการศึกษา แม้โดยน้อยเพียงฟังคาถาพุทธพจน์หรืออาจาริยวาจา(คำพูดของอาจารย์ผู้สอน)
หรือโดยที่สุดเป็นผู้ทรงปิฎกทั้งสาม และปฏิบัติเพียงน้อยแค่ถึงสมาธิจิตวูบเดียวหรือที่สุดของการ
พ้นทุกข์ก็ตาม ทั้ง ๒ อย่างนี้ ดุจรางของรถไฟที่ต้องคู่ขนานกันไป อยู่ตรงที่ผู้ขับเคลื่อนทั้งปริยัติ
ปฏิบัติว่า จะให้เคลื่อนไปหรือเปล่าเท่านั้นเอง ขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็ไปไม่ถึงจุดหมายโดยง่าย ฉันนั้น

การนำปริยัติและปฏิบัติมาใช้ โดยได้สัดส่วน พอเหมาะพอดี ในที่ถูกกาละเทศะ ก็เหมือนการใช้
กระแสไฟทั้ง ๒ ขั้วมาใช้ให้เป็นประโยชน์ หากนำมาเป็นเรื่องคัดง้างกัน ก็เหมือนไม่รู้จักประโยชน์
ทั้ง ๒ ส่วน ฉันนั้น

หาทางนำปริยัติและปฏิบัติมาใช้ให้เกิดประโยชน์ดีกว่าครับ

.....................................................
เอกายโน อยํ ภิกฺขเว มคฺโค สตฺตานํ วิสุทฺธิยา โสกปริเทวานํ สมติกฺกมาย
ทุกฺขโทมนสฺสานํ อตฺถงฺคมาย ญายสฺส อธิคมาย นิพฺพานสฺส สจฺฉิกิริยาย ยทิทํ
จตฺตาโร สติปฏฺฺฐานา ฯ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 10 ส.ค. 2009, 12:40 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 19 ก.ค. 2009, 18:25
โพสต์: 28

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


สาธุและอนุโมทนาในทุกความคิดเห็นคะ :b8:


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 38 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 19 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร