วันเวลาปัจจุบัน 24 พ.ย. 2020, 17:24  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 31 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2, 3  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 เม.ย. 2010, 01:28 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 3
สมาชิก ระดับ 3
ลงทะเบียนเมื่อ: 26 เม.ย. 2010, 10:41
โพสต์: 114

แนวปฏิบัติ: ลัทธินิยมความจริง
สิ่งที่ชื่นชอบ: เฒ่าทะเล
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


อ้างคำพูด:
"พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาอเทวนิยม และเชื่อในศักยภาพของมนุษย์ว่าทุกคนสามารถพัฒนาจิตใจไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่ สมบูรณ์ได้ด้วยความเพียรของตน กล่าวคือ พระพุทธศาสนาสอนให้มนุษย์บันดาลชีวิตของตนเองด้วยผลแห่งการกระทำของตน มิได้มาจากการอ้อนวอนขอจากพระเป็นเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์นอกกาย คือ ให้พึ่งตนเอง เพื่อพาตัวเองออกจากกองทุกข์ มีจุดมุ่งหมายคือการสอนให้มนุษย์หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวงในโลกด้วยวิธีการสร้าง "ปัญญา" ในการอยู่กับความทุกข์อย่างรู้เท่าทันตามความเป็นจริง วัตถุประสงค์สูงสุดของศาสนา คือ การหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง เช่นเดียวกับที่พระศาสดาทรงหลุดพ้นได้ด้วยกำลังสติปัญญาและความเพียรของ พระองค์เอง ในฐานะที่พระองค์ก็ทรงเป็นมนุษย์ มิใช่เทพเจ้าหรือทูตของพระเจ้าองค์ใด"

จากข้อความข้างบนคุณคิดว่าเป็นจริงหรือไม่
ถ้าเป็นจริงเรื่องอภินิหารต่างๆ เทพเจ้าต่างๆ แต่งขึ้นภายหลังหรือไม่
ถ้ามีเรื่องอภินิหารในพระไตรปิฎก ก็ถูกเพิ่มเติมเข้ามาที่หลังหรือไม่
ถ้าเราหลงไปไกลกว่าความเป็นจริง เราจะนำไปใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตได้อย่างไร
หลายศาสนาห้ามสงสัยในพระเจ้าและคำสอนของพระองค์
ศาสนาพุทธไม่ได้ห้ามสงสัยแล้วยังให้ใช้ ปัญญา ก่อนจะเชื่อ (กาลามสูตร)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 เม.ย. 2010, 03:07 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 เม.ย. 2010, 08:10
โพสต์: 2812

แนวปฏิบัติ: ขันธ์5ด้วยการสังเกตุ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ และอินทรีย์22
สิ่งที่ชื่นชอบ: พระสุตตันตปิฎก
อายุ: 0
ที่อยู่: ระยอง อุบลราชธานี

 ข้อมูลส่วนตัว


ก่อนจะไปที่ว่าคำสอนจริงหรือไม่จริงให้ลองค้นคว้าดูว่า ใครเป็นคนเอามาบอกเล่าต่อเรื่องพระพุทธเจ้า
๑. หลังจากที่พระพุทธเจ้าปรินิพพาน มีพระอนุพุทธที่ยังมาไม่ถึงแท่นพระสรีระของพระพุทธเจ้าต้องรอ ๗ วันในขณะที่ไม่สามารถเผาพระสรีระได้ จนกว่าพระอนุพุทธคือ พระมหากัสปะเถระเจ้าที่เป็นพระอรหันต์ที่พระพุทธเจ้ายกย่องว่ามีปัญญาเสมอด้วยพระองค์จะมาถึง พอท่านมาถึงเคารพพระสรีระของพระพุทธเจ้าด้วยเอาศรีษะแนบเท้าของพระพุทธเจ้า แล้วไฟก็ติดขึ้นมาเอง จากนั้นพระมหากัสปะก็ทรงเป็นประธานในการสังคายนาพุทธศาสนาเป็นครั้งแรกและครั้งที่สำคัญที่สุดของโลกโดยมีพระอานนท์เถระที่ยังเป็นพระโสดาบันที่ติดตามรับใช้พระพุทธเจ้าตอนมีชีวิตอยู่ด้วยพระพุทธเจ้ายกย่องว่าเป็นพระอนุพุทธ(ภายหลังสำเร็จเป็นพระอรหันต์มีอายุยืนถึง๑๒๐ปี)ที่มีความจำดีไม่บกพร่องในหน้าที่ให้เป็นพระประธานร่วมแล้วก็มีพระอุบาลีเถระเป็นพระอรหันต์มาเป็นพระประธานร่วมจัดแจงเรื่องวินัยของสงฆ์ แล้วมีพระอรหันต์อีก ๕๐๐ องค์มาร่วมโดยใช้วิธีสวดพร้อมกัน เป็นการประชุมที่ผ่านไปด้วยดีและสงบที่สุดในโลกทุกวันนี้การสวดของพระสงฆ์ยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลงดังนั้นพุทธศาสนาจึงดำรงอยู่คู่โลกด้วยการท่องจำเป็นหลัก
๒.ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะปรินิพพานมีศาสดาของศาสนาเชนตายลงพอตายไปเหล่าสาวกก็ไม่พร้อมใจที่จะรวบรวมคำสอนทำให้คำสอนของศาสดาตนเลือนหายถูกดัดแปลง พระอนุพุทธคือสารีบุุตรทรงนำมาถามพระพุทธเจ้าซึ่งพระพุทธเจ้าท่านทรงรู้แล้วเตรียมการกับพระอนุพุทธรวมทั้งพระอรหันต์ทั้งหลายโดยมีวินัยเกิดขึ้น มีวัดเกิดขึ้น มีคำสวดเกิดขึ้น มีพุทธบริษัท๔ ที่สมบูรณ์ดังนั้นการสังคายนาศาสนาพุทธคือรวบรวมคำสวดทั้งหลายเข้าด้วยกัน
วันนี้คำสอนของพระพุทธเจ้ายังเหมือนเดิมไม่แตกต่างจากสมัยพระพุทธเจ้าแต่อย่างใดคนไทยควรมีความรู้ให้มากมากก่อนที่ชาติอื่นจะดัดแปลงคำสอนของพระพุทธเจ้า

.....................................................
อย่าท้อถอยต่อการปฏิบัติ อย่าปล่อยให้ความขุ่นเคืองเข้าแทรก สร้างพลังด้วยคำสอนของพระพุทธเจ้า รำลึกและตอบแทนพระคุณมารดา และบิดา มองโลกด้วยใจเป็นกลาง ระลึกเสมอว่าเรายังด้อยปัญญาหากยังไม่ได้ปัญญา


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 เม.ย. 2010, 06:56 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 เม.ย. 2010, 08:10
โพสต์: 2812

แนวปฏิบัติ: ขันธ์5ด้วยการสังเกตุ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ และอินทรีย์22
สิ่งที่ชื่นชอบ: พระสุตตันตปิฎก
อายุ: 0
ที่อยู่: ระยอง อุบลราชธานี

 ข้อมูลส่วนตัว


๓.ต่อ
ส่วนอภินิหารในพุทธศาสนา เป็นเรื่องของความเชื่อที่จะต้องหาความจริงจากการปฎิบัติที่พระพุทธเจ้าบอกว่ารู้ได้เฉพาะตน และไม่ควรเชื่อเพราะ
๑. เชื่อกันมาเพราะบอกเล่า
๒. เพราะประเพณีที่เคยเชื่อ
๓.เพราะครูบอกมา
๔.แม้แต่พระพุทธเจ้าบอกก็อย่าพึ่งปักใจเชื่อ

.....................................................
อย่าท้อถอยต่อการปฏิบัติ อย่าปล่อยให้ความขุ่นเคืองเข้าแทรก สร้างพลังด้วยคำสอนของพระพุทธเจ้า รำลึกและตอบแทนพระคุณมารดา และบิดา มองโลกด้วยใจเป็นกลาง ระลึกเสมอว่าเรายังด้อยปัญญาหากยังไม่ได้ปัญญา


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 เม.ย. 2010, 07:30 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 เม.ย. 2010, 08:10
โพสต์: 2812

แนวปฏิบัติ: ขันธ์5ด้วยการสังเกตุ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ และอินทรีย์22
สิ่งที่ชื่นชอบ: พระสุตตันตปิฎก
อายุ: 0
ที่อยู่: ระยอง อุบลราชธานี

 ข้อมูลส่วนตัว


๔ ต่อ
ส่วนการยึดถือปฎิบัตินั้นเช่น การถือศีล๕ นั้นดีต่อชีวิตประจำวันนั้นจริงหรือปล่าวก็ต้องลองถือศีล๕ดูแล้วเราจะรู้เองว่าดีจริงหรือไม่เพราะการปฎิบัติได้ข้ามความเชื่อมาอีกระดับหนึ่ง
พอได้ศีล๕ ก็เกิดความตั้งใจมั่น เพราะอาศัยความตั้งใจจึงรักษาศีล๕ได้
พอได้ความตั้งใจก็เกิดปัญญาที่ต้องการทำความเพียรทำสมาธิ ทีนี้ความเชื่อก็จะเป็นความเชื่อจากการพิจารณา ไม่ใช่ความเชื่อที่งมงาย เพราะได้ลองทำแล้ว รู้แล้ว
๕. ส่วนเทพต่างต่างนั้นมีจริงไหม? เราไม่ควรปักใจเชื่อแต่ว่าควรพิจารณาว่าเชื่อแล้วขัดกับหลักธรรมที่ว่าเลี้ยงชีพชอบไหม? เช่นฆ่าวัวควายเพื่อบูชาเทพแล้วฝนจะตกดี ซึ่งขัดกันกับการเจริญศีล๕ ทำให้ศีลขาด หรือ การถวายน้ำแดงเพราะท่านชอบ แบบนี้เราต้องพิจารณาว่าเป็นไปเพื่อความยุ่งยากยุ่งเหยิงติดที่รส กลิ่น สี ไม่น่าจะเป็นไปเพื่อความหลุดพ้น ส่วนเทพจะบรรดาลมงคลในชีวิตนั้นเราต้องพิจารณาพระไตรลักษณ์แล้วว่าทุกอย่างมีการเสื่อมสักวันร่างกายก็เสื่อม มงคลในชีวิตนั้นมันต้องเริ่มจากความไม่ประมาท ไม่ประมาทว่าทำบุญมามากแล้วไม่ต้องทำต่อก็ได้ ไม่ประมาทในวัยว่ายังหนุ่มสาวไม่ต้องรีบถือศีลก็ได้เดี๋ยวเพื่อนว่าแก่ ไม่ประมาทในการงานอาชีพ ไม่ประมาทในการขับรถ นั่นคือมงคลที่เทพให้เราไม่ได้นอกจากเราเอง

.....................................................
อย่าท้อถอยต่อการปฏิบัติ อย่าปล่อยให้ความขุ่นเคืองเข้าแทรก สร้างพลังด้วยคำสอนของพระพุทธเจ้า รำลึกและตอบแทนพระคุณมารดา และบิดา มองโลกด้วยใจเป็นกลาง ระลึกเสมอว่าเรายังด้อยปัญญาหากยังไม่ได้ปัญญา


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 เม.ย. 2010, 13:00 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 มิ.ย. 2008, 22:40
โพสต์: 1769

แนวปฏิบัติ: กินแล้วนอนพักผ่อนกายา
งานอดิเรก: ปลุกคน
สิ่งที่ชื่นชอบ: Tripitaka
ชื่อเล่น: สมสีสี
อายุ: 0
ที่อยู่: overseas

 ข้อมูลส่วนตัว


อ้างคำพูด:
"พระ พุทธศาสนาเป็นศาสนาอเทวนิยม และเชื่อในศักยภาพของมนุษย์ว่าทุกคนสามารถพัฒนาจิตใจไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่ สมบูรณ์ได้ด้วยความเพียรของตน กล่าวคือ พระพุทธศาสนาสอนให้มนุษย์บันดาลชีวิตของตนเองด้วยผลแห่งการกระทำของตน มิได้มาจากการอ้อนวอนขอจากพระเป็นเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์นอกกาย คือ ให้พึ่งตนเอง เพื่อพาตัวเองออกจากกองทุกข์ มีจุดมุ่งหมายคือการสอนให้มนุษย์หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวงในโลกด้วยวิธี การสร้าง "ปัญญา" ในการอยู่กับความทุกข์อย่างรู้เท่าทันตามความเป็นจริง วัตถุประสงค์สูงสุดของศาสนา คือ การหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง เช่นเดียวกับที่พระศาสดาทรงหลุดพ้นได้ด้วยกำลังสติปัญญาและความเพียรของ พระองค์เอง ในฐานะที่พระองค์ก็ทรงเป็นมนุษย์ มิใช่เทพเจ้าหรือทูตของพระเจ้าองค์ใด"


อ้างคำพูด:
จากข้อความข้างบนคุณคิดว่าเป็นจริงหรือไม่

จริงครับ พระ พุทธศาสนาเป็นศาสนาเดียวในจักรวาลที่เป็นคำสอนเกี่ยวกับสิ่งมีจริงในธรรมชาติเป็นคำสอนเดียวที่นำพาให้เกิด"ปัญญา"ต่างจากคำสอนอื่นนอกนั้นที่มุ่งให้"เชื่อ"อย่างเดียวโดยไม่มีปัญญาประกอบ มีแนวทางการปฏิบัติชัดเจนที่สรุปเรียกว่าศีลสมาธิปัญญา(ไตรสิกขา)หรือมรรคมีองค์๘เพื่อความพ้นทุกข์ได้อย่างแท้จริง ต่างจากคำสอนในลัทธิอื่นๆ


อ้างคำพูด:
ถ้าเป็นจริงเรื่องอภินิหารต่างๆ เทพเจ้าต่างๆ แต่งขึ้นภายหลังหรือไม่
ถ้ามีเรื่องอภินิหารในพระไตรปิฎก ก็ถูกเพิ่มเติมเข้ามาที่หลังหรือไม่


เรื่องอภินิหารนั้นมีอยู่ในโลก ไม่ว่าศาสนาใดก็เล่าเกี่ยวกับปาฏิหาริย์ต่างๆมากมาย ไม่ใช่สิ่งแปลกประหลาดอะไร เป็นของที่ฝึกกันได้ทำให้มีได้แม้ไม่อยากได้เลยก็ตาม เพราะเป็นผล"ข้างเคียง"ที่เกิดได้จากการเจริญสมาธิระัดับต่างๆ..
ส่วนเรื่องของเทพเจ้าก็คือเทวดาในสวรรค์ชั้นต่างๆ ที่เป็นภพภูมิที่มีอยู่จริง แต่ไม่ได้มีความสำคัญว่าเป็นผู้มีฤทธิ์ที่จะมาสร้างอะไรๆหรือเสกเป่าใครๆให้ได้หรือเป็นหรือมีอะไรๆอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ทั้งเทวดาและมนุษย์ตลอดจนสรรพสัตว์ทั้งหลายต่างตกอยู่ในอำนาจของเหตุปัจจัยไม่ต่างกัน..มีกิเลสตัณหาไม่ต่างกัน


อ้างคำพูด:
ถ้าเราหลงไปไกลกว่าความเป็นจริง เราจะนำไปใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตได้อย่างไร


เมื่อเข้าถึงความหลงแล้วก็ผิดทางไปเรื่อย นอกจากจะสามารถแก้ไขให้เลิกหลงได้เสียก่อนจึงจะเดินถูกทาง..การเลิกหลงได้ก็ต้องได้ฟังพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าก่อน อันเป็นปัจจัยแก่ปัญญา เพราะไม่ใช่ฐานะที่สัตว์ทั้งหลาย จะนึกคิดเอาได้เอง เช่นการที่ท่านได้อ่านข้อความนี้ มิใช่บังเอิญ ไม่ได้เกิดเพราะฟลุค แต่มีปัจจัยหรือเหตุเก่าที่ท่านเคยทำมาไว้เองแล้วนั่นแหละจึงได้นำผลคืิอการได้เห็นข้อความนี้เป็นต้น..ฯลฯ ความรู้เช่นนี้มาจากคำสอนของพระพุทธเจ้าเท่านั้น คนอื่นคิดเองไม่ได้..

อ้างคำพูด:
หลายศาสนาห้ามสงสัยในพระเจ้าและคำสอนของพระองค์
ศาสนาพุทธไม่ได้ห้ามสงสัยแล้วยังให้ใช้ ปัญญา ก่อนจะเชื่อ (กาลามสูตร)


จึงพึงทราบว่าพุทธศาสนาสอนให้คนมีปัญญา ไม่ได้ใช้การข่มขู่เพียงเพื่อให้ศรัทธาดังนี้แล

.....................................................
ศีล ๕ รักษาตนไม่ให้เกิดในอบายภูมิ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 เม.ย. 2010, 13:09 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 3
สมาชิก ระดับ 3
ลงทะเบียนเมื่อ: 07 มี.ค. 2010, 23:38
โพสต์: 193

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


คนธรรมดาก็สร้างอภิหารหรือปฎิหารได้เหมือนกันนา.... ^^

เล่นญานของพวกฤาษีเนี่ย ก็ใช้พลังจิตเล่นอะไรได้ทั้งหลายอย่าง ตั้งแต่กสิน ดินน้ำลมไฟ

แต่มันก็มีข้อจำกัดแหละ

เรื่องแบบนี้อยู่ที่ว่าเคยฝึกมาหรือเปล่า ถ้าเคยฝึกก็ทำได้ง่ายๆ ถ้าไม่เคยก็ใช้เวลานานหน่อยจึงจะได้

แต่พวกนี้ไม่ใช่หนทางไปสู่การดับทุกข์อะนะ ^^

.....................................................
หากไม่สนใจหลักธรรมปลีกย่อย แล้วจะบรรลุหลักธรรมใหญ่ได้ยังไง -- กวนอู

"ทรัพยกรมนุษย์หากตายไป บริษัทฯ สามารถหามาแทนได้ แต่ทรัพยากรครอบครัวนั้น ครอบครัวไม่สามารถหามาแทนได้"


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 เม.ย. 2010, 19:59 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 19 ส.ค. 2009, 09:31
โพสต์: 639

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ข้อความที่อ้างนั้นถูกต้องค่ะ ส่วนเรื่องอภินิหารนั้นมีจริงๆแต่ว่าไม่ได้ถูกบันทึกไว้น่ะค่ะ การสังคยนาพระไตรปิฎกในอนาคตจะมีการเพิ่มเติมส่วนนี้เข้าไปค่ะ จุฬาภินันท์รู้จากผู้รู้มาอีกทีน่ะค่ะ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 เม.ย. 2010, 20:32 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 พ.ค. 2007, 09:55
โพสต์: 1632


 ข้อมูลส่วนตัว


แกงได เขียน:
อ้างคำพูด:
"พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาอเทวนิยม และเชื่อในศักยภาพของมนุษย์ว่าทุกคนสามารถพัฒนาจิตใจไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่ สมบูรณ์ได้ด้วยความเพียรของตน กล่าวคือ พระพุทธศาสนาสอนให้มนุษย์บันดาลชีวิตของตนเองด้วยผลแห่งการกระทำของตน มิได้มาจากการอ้อนวอนขอจากพระเป็นเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์นอกกาย คือ ให้พึ่งตนเอง เพื่อพาตัวเองออกจากกองทุกข์ มีจุดมุ่งหมายคือการสอนให้มนุษย์หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวงในโลกด้วยวิธีการสร้าง "ปัญญา" ในการอยู่กับความทุกข์อย่างรู้เท่าทันตามความเป็นจริง วัตถุประสงค์สูงสุดของศาสนา คือ การหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง เช่นเดียวกับที่พระศาสดาทรงหลุดพ้นได้ด้วยกำลังสติปัญญาและความเพียรของ พระองค์เอง ในฐานะที่พระองค์ก็ทรงเป็นมนุษย์ มิใช่เทพเจ้าหรือทูตของพระเจ้าองค์ใด"

จากข้อความข้างบนคุณคิดว่าเป็นจริงหรือไม่
ถ้าเป็นจริงเรื่องอภินิหารต่างๆ เทพเจ้าต่างๆ แต่งขึ้นภายหลังหรือไม่
ถ้ามีเรื่องอภินิหารในพระไตรปิฎก ก็ถูกเพิ่มเติมเข้ามาที่หลังหรือไม่
ถ้าเราหลงไปไกลกว่าความเป็นจริง เราจะนำไปใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตได้อย่างไร
หลายศาสนาห้ามสงสัยในพระเจ้าและคำสอนของพระองค์
ศาสนาพุทธไม่ได้ห้ามสงสัยแล้วยังให้ใช้ ปัญญา ก่อนจะเชื่อ (กาลามสูตร)


พุทธศาสนา ไม่ใช่ศาสนาอเทวนิยม เพราะพุทธศาสนามีต้นตอมาจาก "ศาสนาพราหมณ์(ฮินดู)"
หลักการทางศาสนาทุกศาสนา ไม่ใช่เฉพาะเพียงศาสนาพุทธ

ย่อมต้องมีการสอนตั้งแต่ระดับปุถุชน คนทั่วไปให้สามารถดำรงชีวิตอย่างปกติสุขในสังคมได้ จนไปถึง ระดับ อริยะบุคคล ซึ่งในระดับอริยะบุคคล ก็คือ ระดับ เทวดา เทพเจ้านั่นแหละขอรับ

ถ้าจะกล่าวในแง่ปุถุชน คนธรรมดาทั่วไปที่มีสมองสติปัญญา จำกัด ไม่สามารถแยกแยะรายละเอียด หรือไม่สามารถปฏิบัติตามหลักธรรม จนสามารถบรรลุธรรมตั้งแต่ชั้น โสดาบัน ไปจนถึง นิพพาน ก็ย่อมมีการสอน มีการอธิบาย เพื่อให้เขาเหล่านั้น เชื่อมั่นในตั้ัวเอง ไม่ใช่นั่งรอเทวดามาช่วยดลบันดาล ให้เกิดความสุข ในการดำเนินชีวิต

แม้หากบุคคลใดสามารถปฏิบัติธรรม จนบรรลุชั้น อริยะบุคคล ตั้งแต่ ชั้น โสดาบัน ไปจนถึง นิพพาน ได้ ก็ย่อมจะรู้ว่า สิ่งใดมีจริง หรือไม่มีจริง สิ่งที่จะทำให้หลุดพ้น ไม่เวียนว่ายตายเกิด หรือสิ่งใดที่จะทำให้เกิดการเวียนว่ายตายเกิด อย่างนี้เป็นต้น


แก้ไขล่าสุดโดย จ่าสิบตรี เทวฤทธิ์ เมื่อ 28 เม.ย. 2010, 20:37, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 เม.ย. 2010, 20:54 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 พ.ค. 2009, 09:34
โพสต์: 1478

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ถ้าหากว่าเอกอนระลึกชาติได้ หลาย ๆ ชาตินะ เอกอนว่าอย่างน้อย ๆ เอกอนจะต้องมีโอกาสได้เห็นตัวเองเป็น :b13: :b13: สักชาติหนึ่งล่ะ...

รูปภาพ

:b13: :b13:

ถามว่าเทพเจ้ามีมั๊ย เราต้องมองประเด็นเรื่อง "กำเนิด"

ถ้าเราย้อนรอยกำเนิดได้ :b1: นี่เป็นพื้นฐาน

ที่เราจะเห็นเหตุปัจจัยที่ "มี" และ เหตุปัจจัยที่ "ไม่มี"

จริง ๆ เรื่องนี้ พระพุทธองค์ได้ตรัสสอนแล้ว

แต่เอกอนจำไม่ได้หรอกว่าพระองค์สอนว่าอย่างไร


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 เม.ย. 2010, 21:00 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 พ.ย. 2009, 10:41
โพสต์: 4463

อายุ: 0
ที่อยู่: วัฏสงสาร

 ข้อมูลส่วนตัว


มี ไม่ต้องไปสงสัย ไอ้พวกบอกว่าไม่มีเพราะมันไม่เคยเจอ และทำไม่ได้
ในกทม ที่เป็นพระก็มากย่นระยะทางหายตัวมีอยู่(ขอสงวนนามพวกเจอมาแล้วจะจะ) แต่ท่านคงไม่มาเหาะให้เจ้าของกระทู้เห็นหรอก อาบัติ
บางท่านไม่ต้องเป็นพระอรหันต์ก็ทำได้ ฆราวาสก็ทำได้ แบบวิชามารก็มี เห็นมาพอสมควร


แก้ไขล่าสุดโดย หลับอยุ่ เมื่อ 28 เม.ย. 2010, 21:03, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 เม.ย. 2010, 22:08 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 10
สมาชิก ระดับ 10
ลงทะเบียนเมื่อ: 08 เม.ย. 2010, 08:14
โพสต์: 829

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


หลับอยุ่ เขียน:
มี ไม่ต้องไปสงสัย ไอ้พวกบอกว่าไม่มีเพราะมันไม่เคยเจอ และทำไม่ได้
ในกทม ที่เป็นพระก็มากย่นระยะทางหายตัวมีอยู่(ขอสงวนนามพวกเจอมาแล้วจะจะ) แต่ท่านคงไม่มาเหาะให้เจ้าของกระทู้เห็นหรอก อาบัติ
บางท่านไม่ต้องเป็นพระอรหันต์ก็ทำได้ ฆราวาสก็ทำได้ แบบวิชามารก็มี เห็นมาพอสมควร



เหอๆๆ

เป็นวิชามารแน่นอน

เณรแอ มั๊ง


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 เม.ย. 2010, 12:12 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 2
สมาชิก ระดับ 2
ลงทะเบียนเมื่อ: 23 ธ.ค. 2009, 15:33
โพสต์: 98

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


อ้างคำพูด:
แกงได เขียน: อ้างอิงคำพูด:
" พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาอเทวนิยม และเชื่อในศักยภาพของมนุษย์ว่าทุกคนสามารถพัฒนาจิตใจไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่ สมบูรณ์ได้ด้วยความเพียรของตน กล่าวคือ พระพุทธศาสนาสอนให้มนุษย์บันดาลชีวิตของตนเองด้วยผลแห่งการกระทำของตน มิได้มาจากการอ้อนวอนขอจากพระเป็นเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์นอกกาย คือ ให้พึ่งตนเอง เพื่อพาตัวเองออกจากกองทุกข์ มีจุดมุ่งหมายคือการสอนให้มนุษย์หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวงในโลกด้วยวิธี การสร้าง "ปัญญา" ในการอยู่กับความทุกข์อย่างรู้เท่าทันตามความเป็นจริง วัตถุประสงค์สูงสุดของศาสนา คือ การหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง เช่นเดียวกับที่พระศาสดาทรงหลุดพ้นได้ด้วยกำลังสติปัญญาและความเพียรของ พระองค์เอง ในฐานะที่พระองค์ก็ทรงเป็นมนุษย์ มิใช่เทพเจ้าหรือทูตของพระเจ้าองค์ใด"

จากข้อความข้างบนคุณคิดว่าเป็นจริงหรือไม่
ถ้าเป็นจริงเรื่องอภินิหารต่างๆ เทพเจ้าต่างๆ แต่งขึ้นภายหลังหรือไม่
ถ้ามีเรื่องอภินิหารในพระไตรปิฎก ก็ถูกเพิ่มเติมเข้ามาที่หลังหรือไม่
ถ้าเราหลงไปไกลกว่าความเป็นจริง เราจะนำไปใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตได้อย่างไร
หลายศาสนาห้ามสงสัยในพระเจ้าและคำสอนของพระองค์
ศาสนาพุทธไม่ได้ห้ามสงสัยแล้วยังให้ใช้ ปัญญา ก่อนจะเชื่อ (กาลามสูตร)


-เขาเรียกว่า ผู้นับถือ และเรียนวิชาพุทธศาสตร์แบบ ว่าตามกันมา.....ครูบาฯอาจารย์ว่าอย่างไรฉันเอาตามนั้น ไม่เคยเข้าไปอ่านแผนที่ ในพระไตรปิฎก...ว่าเดินทางอย่างไรจึงจะถูกต้อง..

-ลัดขั้นตอน ไม่ลำดับในการศึกษา จึงมีความคิดเห็น ผิด เพี้ยน และให้ความคิดตามความรู้ของตัวเอง
กันไปได้ทุกเรื่องแม้แต่ ..จิต ...เป็นเรื่องยอดฮิต.......

-พระไตรปิฎกคืออาจารย์ใหญ่ในยุคปัจจุบันนี้ คำสอนยังบริบูรณ์ ทุก ๆเรื่องของชีวิตสรรพสัตว์.....

-แต่อนิจจา ครูฯบาฯ อาจารย์ ผู้รู้ ตามพระพุทธเจ้า ....นำมาสอนตามความรู้ของตน โดยไม่ได้เปรียบเทียบ พระสูตรจากพระไตรปิฎก...เพราะครูบาฯอาจารย์ ก็ไม่ได้เรียน แต่มาชาตินี้บารมีตัวเองเต็มจึงได้บรรลุธรรม...แล้วสมองของลูกศิษย์หละ....ไม่เคยคิดคำนวน..ว่าสมองลูกศิษย์จะเรียน สติปัฎฐานสูตรได้หรือไม่. และให้ปรามาสตำราอีกว่า อย่าอ่าน.อย่าไปอ่านมาก(ไม่ทราบว่า กลัว ลูกศิษย์รู้ ในความประพฤติของตนหรืออย่างไร ทั้ง ๆ พระธรรมวินัยนี้ควรเปิดเผยจึงรุ่งเรือง

-ไม่สอนให้ลูกศิษย์ เรียน ศึกษาพระไตรปิฎก..ลูกศิษย์ขี้เกียจ ...ขี้คร้าน เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว...ก็เอาแต่ถาม ๆ ๆ ๆ ๆ ....อย่างเดียว ครูบาฯอาจารย์ว่าอย่างฉันเองตามนั้น ครูบาฯอาจารย์ฉันใครอย่าแตะ...

สุดท้าย ก็มาสงสัย และสงสัย....สิ่งที่ตนเองปฏิบัติโดยลัดขั้นตอน และส่งสัยสิ่งที่เกิดขึ้นกับตนเองคืออะไร ถูก ใช่ ไหม แล้วก็ไปฟาดฟันวาทะ กับผู้อื่น ด้วยอารมณ์ ที่ตนเองไม่รู้ตนเองเกิดกิเลส ตัณหาอะไรกับตัวเอง...

ขอให้ทุกคนอ่าน พระสูตรที่นำมาให้อ่าน ไม่ต้องสงสัยหรือไปถามใครหรอกว่ามี หรือไม่ อิทธิฤทธิ์ปาฏิหารอะไร ใช่พระพุทธเจ้าสอนไว้หรือ....ให้ลองทำตามดูเท่านั้น ....จึงจะรู้ได้ว่า ทำได้หรือไม่ได้และไม่ต้องไปอ้างเอาครูบาฯอาจารย์ที่ไหน...ให้ยุ่งทำเอาเอง...แต่ต้องอย่างถูกต้องในพระธรรมวินัยนี้เท่านั้น จะรู้ได้เอง....จึงจะไปเปรียบเทียบพระสูตร กาลามสูตรได้ ...มิใช่อยู่ๆ ก็เอา กาลามสูตรมาสอนเสียเลย ถ้าเด็ก ๆ เข้ามาเรียน ยังไม่รู้อะไร ..คือ ผิด หรือถูก...อาจทำให้พลาดการนับถือพระศาสนาอย่างถูกต้องได้...ฤทธิ์อยากได้ทำเอง

http://www.samyaek.com/tripidok/book31/151_200.htm

แต่ถ้าปฏิบัติตามอย่างถูกต้อง ตามลำดับการศึกษาพระศาสนาแล้วทำฤทธิ์ไม่ได้ ....ก็มีพระสูตรเทียบเคียงอีกว่า ทำไม ทำไม่ได้ ....ฤทธิ์ที่เราต้องการ

ถ้าใครสนใจ เรียนศึกษาพระศาสนาที่ถูกต้อง ...ต้องศึกษาปริยัติ(พระไตรปิฎก) มิใช่เรียน นักธรรม ตรี โท เอก...เรียนบาลี เพราะการศึกษานั้นคนละแนว กับที่พระพุทธเจ้าสอน....และให้เรียน....

http://www.samyaek.com/pratripidok/ :b8:

แต่อย่าลืม ...ต้องเรียนและปฏิบัติ ตาม .."พระธรรมวินัยนี้ เท่านั้น ซึ่งเป็นศาสดาแทนเราตถาคต"
ถ้าตามศาสดาอื่น ...หรือเจ้าลัทธิอื่น ...ขอบอกว่า ...นอกแนว... :b8:

จากการศึกษาพระไตรปิฎกแล้ว การถามสงสัย แทบไม่มีเลย....และก็ยังได้รู้ตัวเองได้ว่า ยังโง่..มาก ๆและต้องพากเพียร อ่านศึกษาให้ถ่องแท้เข้าใจ ชัดในทุก ขั้นตอน.. :b29:


แก้ไขล่าสุดโดย keaksim เมื่อ 29 เม.ย. 2010, 12:19, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 เม.ย. 2010, 21:30 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 พ.ย. 2009, 10:41
โพสต์: 4463

อายุ: 0
ที่อยู่: วัฏสงสาร

 ข้อมูลส่วนตัว


enlighted เขียน:
หลับอยุ่ เขียน:
มี ไม่ต้องไปสงสัย ไอ้พวกบอกว่าไม่มีเพราะมันไม่เคยเจอ และทำไม่ได้
ในกทม ที่เป็นพระก็มากย่นระยะทางหายตัวมีอยู่(ขอสงวนนามพวกเจอมาแล้วจะจะ) แต่ท่านคงไม่มาเหาะให้เจ้าของกระทู้เห็นหรอก อาบัติ
บางท่านไม่ต้องเป็นพระอรหันต์ก็ทำได้ ฆราวาสก็ทำได้ แบบวิชามารก็มี เห็นมาพอสมควร



เหอๆๆ

เป็นวิชามารแน่นอน

เณรแอ มั๊ง


ไอ้หน้าตัวตุ๊ด เดียรถีย์อย่าง แกไปไกลๆ :b32:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 เม.ย. 2010, 22:13 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 5
สมาชิก ระดับ 5
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.พ. 2010, 13:35
โพสต์: 355

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


แกงได เขียน:
อ้างคำพูด:
"พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาอเทวนิยม และเชื่อในศักยภาพของมนุษย์ว่าทุกคนสามารถพัฒนาจิตใจไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่ สมบูรณ์ได้ด้วยความเพียรของตน กล่าวคือ พระพุทธศาสนาสอนให้มนุษย์บันดาลชีวิตของตนเองด้วยผลแห่งการกระทำของตน มิได้มาจากการอ้อนวอนขอจากพระเป็นเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์นอกกาย คือ ให้พึ่งตนเอง เพื่อพาตัวเองออกจากกองทุกข์ มีจุดมุ่งหมายคือการสอนให้มนุษย์หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวงในโลกด้วยวิธีการสร้าง "ปัญญา" ในการอยู่กับความทุกข์อย่างรู้เท่าทันตามความเป็นจริง วัตถุประสงค์สูงสุดของศาสนา คือ การหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง เช่นเดียวกับที่พระศาสดาทรงหลุดพ้นได้ด้วยกำลังสติปัญญาและความเพียรของ พระองค์เอง ในฐานะที่พระองค์ก็ทรงเป็นมนุษย์ มิใช่เทพเจ้าหรือทูตของพระเจ้าองค์ใด"

จากข้อความข้างบนคุณคิดว่าเป็นจริงหรือไม่
.....พุทธศาสนาเป็นเทวนิยมครับ แต่พวกที่ฝึกไม่ถึงขั้น หรือฝึกวิปัสสนาอย่างเดียว เขาเข้าใจผิดเองว่า ศาสนาพุทธไม่ใช่เทวนิยม

ถ้าเป็นจริงเรื่องอภินิหารต่างๆ เทพเจ้าต่างๆ แต่งขึ้นภายหลังหรือไม่
.....ตัวคุณก็เลยเป็นเทพมา แต่คุณจำไม่ได้ พระพุทธองค์ทรงยืนยันว่าเทพเจ้าต่างๆมีจริง และอธิบายการไปเกิดเป็นเทพเจ้าแบบต่างๆด้วย

ถ้ามีเรื่องอภินิหารในพระไตรปิฎก ก็ถูกเพิ่มเติมเข้ามาที่หลังหรือไม่
.....ไม่มีใครกล้าไปแต่งเติมพระไตรปิฎกหรอก พระไตรปิฎกถูกตรวจสอบโดยนิกายต่างๆมากมาย แม้แต่มหายานก็รับรองพระไตรปิฎกของเรา เราต่างหากไม่รับรองปิฎกของมหายาน

ถ้าเราหลงไปไกลกว่าความเป็นจริง เราจะนำไปใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตได้อย่างไร
.....ผู้ที่ฝึกทั้งสมถและวิปัสสนาจนได้อภิญญาต่างๆ ส่วนใหญ่เป็นพระอริยะเจ้า พระอริยะเจ้าไม่หลงหรอกคุณ ที่หลงคือผู้ที่ไม่ฝึกหรือฝึกไม่ถึงขั้น

หลายศาสนาห้ามสงสัยในพระเจ้าและคำสอนของพระองค์
.....พระเจ้า คือ พระอรหันต์ที่เป็นพระพุทธเจ้า

ศาสนาพุทธไม่ได้ห้ามสงสัยแล้วยังให้ใช้ ปัญญา ก่อนจะเชื่อ (กาลามสูตร)
.....ปัญญาในศาสนาพุทธมี 2 อย่าง
1. ปัญญาทางธรรม ต้องฝึกให้ได้ถึงขั้นโสดาบันขึ้นไป จึงจะได้ปัญญาทางธรรมที่ถูกต้อง
2. ปัญญาทางโลก ต้องฝึกสมถะหรือสมาธิอย่างเดียว เมื่อได้ฌาน 4 ขึ้นไป จะได้อภิญญาแบบต่างๆ


แก้ไขล่าสุดโดย คนดีที่โลกลืม เมื่อ 30 เม.ย. 2010, 11:29, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 เม.ย. 2010, 23:39 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 10
สมาชิก ระดับ 10
ลงทะเบียนเมื่อ: 08 เม.ย. 2010, 08:14
โพสต์: 829

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


จากข้อความข้างบนคุณคิดว่าเป็นจริงหรือไม่
.....พุทธศาสนาเป็นเทวนิยมครับ แต่พวกที่ฝึกไม่ถึงขั้น หรือฝึกวิปัสสนาอย่างเดียว เขาเข้าใจผิดเองว่า ศาสนาพุทธไม่ใช่อเทวนิยม

จืนตนาการนิยม นิมิตนิยม

ถ้าเป็นจริงเรื่องอภินิหารต่างๆ เทพเจ้าต่างๆ แต่งขึ้นภายหลังหรือไม่
.....ตัวคุณก็เลยเป็นเทพมา แต่คุณจำไม่ได้ พระพุทธองค์ทรงยืนยันว่าเทพเจ้าต่างๆมีจริง และอธิบายการไปเกิดเป็นเทพเจ้าแบบต่างๆด้วย

อืม เข้าทรงก็มี เทพเจ้า ลูกแก้ว ในกาย

ถ้ามีเรื่องอภินิหารในพระไตรปิฎก ก็ถูกเพิ่มเติมเข้ามาที่หลังหรือไม่
.....ไม่มีใครกล้าไปแต่งเติมพระไตรปิฎกหรอก พระไตรปิฎกถูกตรวจสอบโดยนิกายต่างๆมากมาย แม้แต่มหายานก็รับรองพระไตรปิฎกของเรา เราต่างหากไม่รับรองปิฎกของมหายาน

อ่อ พระอรหันต์ทั้งนั้น ที่สังคยานา กลับยังมีเร า มีเขา

ถ้าเราหลงไปไกลกว่าความเป็นจริง เราจะนำไปใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตได้อย่างไร
.....ผู้ที่ฝึกทั้งสมถและวิปัสสนาจนได้อภิญญาต่างๆ ส่วนใหญ่เป็นพระอริยะเจ้า พระอริยะเจ้าไม่หลงหรอกคุณ ที่หลงคือผู้ที่ไม่ฝึกหรือฝึกไม่ถึงขั้น

อืม พระโมคคัลานะอันดับหนึ่ง ไปหลงทางในจักรวาล

หลายศาสนาห้ามสงสัยในพระเจ้าและคำสอนของพระองค์
.....พระเจ้า คือ พระอรหันต์ที่เป็นพระพุทธเจ้า

อืม พระอรหันต์ เป็นพระพุทธเจ้าเสียเองก็ได้

ศาสนาพุทธไม่ได้ห้ามสงสัยแล้วยังให้ใช้ ปัญญา ก่อนจะเชื่อ (กาลามสูตร)
.....ปัญญาในศาสนาพุทธมี 2 อย่าง
1. ปัญญาทางธรรม ต้องฝึกให้ได้ถึงขั้นโสดาบันขึ้นไป จึงจะได้ปัญญาทางธรรมที่ถูกต้อง
2. ปัญญาทางโลก ต้องฝึกสมถะหรือสมาธิอย่างเดียว เมื่อได้ฌาน 4 ขึ้นไป จะได้อภิญญาแบบต่างๆ

อืม.. ปัญญาที่จะละวางไม่มี เหรอ


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 31 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2, 3  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 9 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร