วันเวลาปัจจุบัน 29 ส.ค. 2025, 22:48  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 33 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสต์ เมื่อ: 25 ส.ค. 2017, 16:29 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ค. 2008, 21:56
โพสต์: 3925

ชื่อเล่น: เช่นนั้น
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ธาตุทั้งสี่ต่างอาศัยกันและกัน ภายใต้เงื่อนไขของความเปลี่ยนแปลง แปรปรวน ทรงตัวซึ่งกันและกันครับ



คุณกบเข้าใจเอาว่า ปฐวีธาตุคือมวล, อาโปธาตุ คือมวล, วาโยธาตุ คือมวล, และเตโชธาตุ คือมวล
มวลทั้งสี่ประกอบกันเป็นธาตุๆ หนึ่ง

สิ่งที่เช่นนั้น บอก คือ สิ่งๆ หนึ่ง( หรือมวลๆ หนึ่งในค่า m )เกิดขึ้นจากธาตุทั้งสี่ ซึ่งต่างอาศัยกันและกัน ภายใต้เงื่อนไข ของความเปลี่ยนแปลง แปรปรวน ทรงตัว ซึ่งกันและกัน

ทฤษฏีสัมพัทธภาพ ที่ยกมาก ด้วยสมการ E=mC^2
ยิ่งเป็นการแสดงอย่างชัดเจนว่า
มวล ก็ไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่ คายพลังงานออกมา โดยเมื่อทำให้มวลๆ เคลื่อนได้ด้วยความเร็วแสงยกกำลังสอง
และหากพลังงานนั้นๆ เคลื่อนช้าลงมาเท่าเดิม พลังงานก็เปลี่ยนเป็นมวล
มวลทั้งหมดจึงเท่ากับพลังงานทั้งหมด และพลังงานทั้งหมดก็เท่ากับมวล
มวลและพลังงาน เป็นสิ่งเดียวกันภายใต้เงื่อนไขต่างกันครับ

ปฐวีธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ อาโปธาตุ ของมวลๆ มีความแปรปรวนไปครับ โดยมวลยังเท่าเดิม

.....................................................
ธรรมะอันยิ่งใหญ่ ไม่อาจเอื้อนเอ่ย
บัญญัติ เป็นเพียงสิ่งต่ำต้อยแบกรับความยิ่งใหญ่


โพสต์ เมื่อ: 25 ส.ค. 2017, 16:32 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ม.ค. 2015, 21:55
โพสต์: 1240

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ธาตุน้ำจับต้องได้ คำว่าจับต้องแปลว่าสัมผัส สัมผัสนั้นมี 6 อย่าง มีสัมผัสด้วยตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เรียกว่า อายตนะสัมผัส หรือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ จับต้อง ก็เลือกเอาว่าจะจับต้องด้วยกายหรือจับต้องด้วยใจ

ธาตุน้ำมองเห็นได้ เราจะมองเห็นได้ด้วยอายตนะทั้ง 6 จะมองด้วยตา เรียกว่า จักขุวิญญาณ จะรู้ทางหู เรียกว่า โสตวิญญาณ จะรู้ทางจมูก เรียกว่า ฆานวิญญาณ จะรู้ด้วยลิ้น เรียกว่า ชิวหาวิญญาณ รู้ด้วยกาย เรียกว่า
กายวิญญาณ วิญญาณทั้ง 6 คือ ธาตุรู้เห็น เรียกว่า อาโปธาตุ เพราะฉะนั้น การรู้เห็นน้ำ ก็แล้วแต่จะเห็นได้ด้วยอายตนะไหน

ธาตุน้ำมีลักษณะเอิบอาบ ลื่นไหล ดิน น้ำ ไฟ ลม คือ ธาตุทั้ง 4 จะดับเกลี้ยงไม่เหลือหรอ เพราะรู้ทันต้นเหตุ
จะคิดหนอๆ วิญญาณทั้ง 6 คือ การรู้ การเห็น สัมผัสทั้ง 6 คือการจับต้องด้วยสัมผัส เพราะฉะนั้น จึงดับเกลี้ยงไม่เหลือหรอเพราะวิญญาณดับ

พระพุทธเจ้าจึงทรงตรัสไว้ว่า ถ้ารู้ทันธาตุน้ำดับ ถ้ารู้ไม่ทันธาตุน้ำไม่ดับ พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า จงดับเกลี้ยงไม่เหลือหรอ นั่นคือ ที่สุดแห่งทุกข์ เป็นความบริสุทธิ์หลุดพ้นจากการปรุงแต่งทั้งปวง จะคิดหนอๆ ก็หายสงสัยได้ทุกเรื่อง เป็นองค์คุณของพระโสดาบันที่ได้ดวงตาเห็นธรรม รู้ชัดว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นมาเป็นธรรมดา แล้วก็ดับไปเป็นธรรมดา ไม่เหลือความยึดถือในตัวตนว่าเลิศ เลว เสมอใคร นั่นคือองค์คุณแห่งอรหันต์ ได้เฉพาะผู้ที่ใส่ใจเข้าไปรู้ทันไม่ได้เกี่ยวข้องกับความคิดเห็น ถาม ตอบ ชอบ ชัง ของใครทั้งสิ้น

จากสายสืบนิสัยศาสตร์


โพสต์ เมื่อ: 25 ส.ค. 2017, 16:43 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ม.ค. 2015, 21:55
โพสต์: 1240

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ของจริงก็คืออจิณไตย เพราะอายตนะทั้งหมดก็คือเรื่องโลก ที่สุดแห่งตา คือ ที่สุดแห่งโลก ที่สุดแห่งใจ ต้องรู้ทันเขาจึงจะดับ จะคิดหนอๆ ก็รู้ที่สุดแห่งอจิณไตยที่ไร้ขอบเขต จะหมดปัญหาทุกเรื่อง

จากสายสืบนิสัยศาสตร์


โพสต์ เมื่อ: 25 ส.ค. 2017, 20:01 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12232


 ข้อมูลส่วนตัว


เช่นนั้น เขียน:
ธาตุทั้งสี่ต่างอาศัยกันและกัน ภายใต้เงื่อนไขของความเปลี่ยนแปลง แปรปรวน ทรงตัวซึ่งกันและกันครับ



คุณกบเข้าใจเอาว่า ปฐวีธาตุคือมวล, อาโปธาตุ คือมวล, วาโยธาตุ คือมวล, และเตโชธาตุ คือมวล
มวลทั้งสี่ประกอบกันเป็นธาตุๆ หนึ่ง


สิ่งที่เช่นนั้น บอก คือ สิ่งๆ หนึ่ง( หรือมวลๆ หนึ่งในค่า m )เกิดขึ้นจากธาตุทั้งสี่ ซึ่งต่างอาศัยกันและกัน ภายใต้เงื่อนไข ของความเปลี่ยนแปลง แปรปรวน ทรงตัว ซึ่งกันและกัน

ทฤษฏีสัมพัทธภาพ ที่ยกมาก ด้วยสมการ E=mC^2
ยิ่งเป็นการแสดงอย่างชัดเจนว่า
มวล ก็ไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่ คายพลังงานออกมา โดยเมื่อทำให้มวลๆ เคลื่อนได้ด้วยความเร็วแสงยกกำลังสอง
และหากพลังงานนั้นๆ เคลื่อนช้าลงมาเท่าเดิม พลังงานก็เปลี่ยนเป็นมวล
มวลทั้งหมดจึงเท่ากับพลังงานทั้งหมด และพลังงานทั้งหมดก็เท่ากับมวล
มวลและพลังงาน เป็นสิ่งเดียวกันภายใต้เงื่อนไขต่างกันครับ

ปฐวีธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ อาโปธาตุ ของมวลๆ มีความแปรปรวนไปครับ โดยมวลยังเท่าเดิม


ผมไม่ได้บอกว่า..มวลทั้ง4 ประกอบกันเป็นธาตุ..นะครับ...กระผมบอกแต่ว่า..ธาตุทั้ง 4 (น่าจะ)ประกอบจากสิ่งพื้นฐานอันเดียวกัน..ต่างที่การจัดเรียง..จึงทำให้มีลักษณะต่างกัน......
กบนอกกะลา เขียน:

ไม่มีผิดมีถูก...เพียงแต่ทัศนะของเช่นนั้นดั่งข้างต้นไม่อาจอธิบายปรากฏการณ์หลายๆอย่าง...เพราะยึดความคงที่ของธาตุ..(มีธาตุเท่าเดิม..แต่กลับมีผลมากกว่าเดิม....คือจากแข็งแล้วมาไหลได้)
เช่น...

อธิบายไม่ได้ว่า..ทำไมของชนิดเดียว..กลับสามารถมีสถานะได้..3...สถานะ..คือเป็นของแข็ง..ของเหลว..ก๊าซ...ได้..

หากธาตุคงที่..จะไม่อาจอธิบายปรากฏการณ์ของ...E = mC^2..ได้

เป็นต้น..นะครับ...

กระผมมองว่า..ตัวธาตุเอง..ก็ประกอบขึ้นมาจากสิ่งพื้นฐานอันหนึ่ง...ทุกธาตุ.ประกอบขึ้นมาจากสิ่งพื้นฐานอันหนึ่งเหมือนๆกัน..แต่ต่างกันเพียงการจัดเรียงความสลับซับซ้อนที่ไม่เหมือนกัน..ทำให้คุณสมบัติที่แสดงออกต่างกัน...




กระผมมองว่า....ตัวธาตุทั้ง 4 ประกอบด้วยสิ่งพื้นฐานที่เหมือนกัน..

ผมยังไม่พูดว่าเป็นอะไร..แต่เช่นนั้นก็เห็นบ้างแล้วว่าคือพลังงาน..เพียงแต่เช่นนั้นยังยอมรับไม่ได้ว่า..ธาตุทั้ง4..สลายกลับกลายแปรเปลี่ยนไปได้..เท่านั้นเอง...

สูตรนี้..E = mC^2...ใช้กับระดับธาตุ..ก็จะเห็นธาตุเป็นพลังงาน..(ก็เพราะมันประกอบด้วยพลังงานนะซิครับ)...นี้แหละ..อนัตตา...ไม่ได้มีตัวตนอย่างใดอย่างหนึ่งแน่แท้..แน่นอน..ธาตุก็ตกอยู่ในกฏไตรลักษณ์..ไม่อาจหนีไปไหน

C^2...เป็นความฉลาดของคนตั้งสูตร...ที่สามารถเอาสิ่งที่ไม่อาจอธิบายได้..มาแสดงให้คนอื่นเข้าใจด้วยการใช้ความเร็วแสง...เลยทำให้เราทั่วไปคิดว่าต้องเคลื่อนที่ให้เร็วเท่าแสง...แท้จริงอาจไม่ต้องเคลื่อนที่เลย...พระศาสดาแสดงให้เห็นแล้ว...ซึ่งเราใช้คำว่า..เปล่งฉัพรังสีไปปรากฏอยู่ต่อหน้าเสมือนเสด็จมาเอง...เป็นต้น..

E ..คือพลังงาน..คนคิดสูตรก็รู้แค่ว่ามีพลังงาน..มวลก็เป็นพลังงาน...แต่ก็ไม่รู้พลังงานเกิดมาจากไหน...แต่พระพุทธศาสนารู้ว่ามาจากไหน...

.....


โพสต์ เมื่อ: 25 ส.ค. 2017, 21:16 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ค. 2008, 21:56
โพสต์: 3925

ชื่อเล่น: เช่นนั้น
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


สนทนากัน ด้วยคำว่า ธาตุ ซึ่งต่างความหมายกันแล้วครับ

ธาตุ > ธา-ตุ คือสภาวะตามธรรมชาติ
เช่นนั้น ไม่ได้พูดถึง ธาตุ ทางฟิสิกซ์ หรือธาตุ ในความหมายของ element ครับ

น่าจะสนทนากันต่างประเด็นในหัวข้อเดียวกันครับ

.....................................................
ธรรมะอันยิ่งใหญ่ ไม่อาจเอื้อนเอ่ย
บัญญัติ เป็นเพียงสิ่งต่ำต้อยแบกรับความยิ่งใหญ่


โพสต์ เมื่อ: 26 ส.ค. 2017, 04:42 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12232


 ข้อมูลส่วนตัว


ใช่แล้วครับ....กระผมก็ไม่ได้หมายแค่ธาตุทางเคมีฟิสิกส์...แต่หมายรวมสภาวะธรรมชาติที่มีปรากฏขึ้นมา..นั้นแหละ..

ธาตุทางเคมี..นั้นหยาบขึ้นมาเยอะแล้วละคับ...ประกอบจากธาตุ4ทั้งนั้น.....

ต้องยอมรับให้ได้ก่อน..นะครับว่า..สภาวะธรรมชาติใดใดที่สังเกตได้..ก็เป็นสิ่งที่ปรากฏขึ้นมา(เกิด)เหมือนกัน..


โพสต์ เมื่อ: 27 ส.ค. 2017, 03:49 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 เม.ย. 2010, 08:10
โพสต์: 2830

แนวปฏิบัติ: ขันธ์5ด้วยการสังเกตุ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ และอินทรีย์22
สิ่งที่ชื่นชอบ: พระสุตตันตปิฎก
อายุ: 0
ที่อยู่: ระยอง อุบลราชธานี

 ข้อมูลส่วนตัว


ศรีสมบัติ เขียน:
ธาตุน้ำ จับต้องได้ไหม มองเห็นได้ไหม มีลักษณะอย่างไร แล้วถ้าจับต้องไม่ได้ แล้วทำไมดื่มกินแล้ว ทำให้ท้องอิ่มตึงได้...ขออนุโมทนา ทุกคำตอบครับ :b8:


ความเห็นผมนั้น ธาตุน้ำเป็นธรรม ในสภาวะประชุมกันคือ ดิน น้ำ ลม ไฟ เป็นรูป

ถ้ามหาภูติรูป4ประชุมกันคือสังขาร ที่มีใจครองหรือไม่มีใจครองก็ตามแต่

หากสัมผัสได้ซึ่งการปรากฎก็จะพบความจริงที่เป็นสัจธรรม
ที่สัมผัสไม่ไดเพราะความเห็น เช่น ความเป็นกลุ่มก้อนบดบังอนัตตา

.....................................................
อย่าท้อถอยต่อการปฏิบัติ อย่าปล่อยให้ความขุ่นเคืองเข้าแทรก สร้างพลังด้วยคำสอนของพระพุทธเจ้า รำลึกและตอบแทนพระคุณมารดา และบิดา มองโลกด้วยใจเป็นกลาง ระลึกเสมอว่าเรายังด้อยปัญญาหากยังไม่ได้ปัญญา


โพสต์ เมื่อ: 27 ส.ค. 2017, 19:56 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ค. 2008, 21:56
โพสต์: 3925

ชื่อเล่น: เช่นนั้น
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


student เขียน:
ศรีสมบัติ เขียน:
ธาตุน้ำ จับต้องได้ไหม มองเห็นได้ไหม มีลักษณะอย่างไร แล้วถ้าจับต้องไม่ได้ แล้วทำไมดื่มกินแล้ว ทำให้ท้องอิ่มตึงได้...ขออนุโมทนา ทุกคำตอบครับ :b8:


ความเห็นผมนั้น ธาตุน้ำเป็นธรรม ในสภาวะประชุมกันคือ ดิน น้ำ ลม ไฟ เป็นรูป

ถ้ามหาภูติรูป4ประชุมกันคือสังขาร ที่มีใจครองหรือไม่มีใจครองก็ตามแต่

หากสัมผัสได้ซึ่งการปรากฎก็จะพบความจริงที่เป็นสัจธรรม
ที่สัมผัสไม่ไดเพราะความเห็น เช่น ความเป็นกลุ่มก้อนบดบังอนัตตา

มหาภูตรูป 4 ชื่อก็บอกว่า รูป
ได้แก่ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุ
แบ่งเป็น กลุ่มสองกลุ่ม จัดแบ่งโดยการเห็นได้สัมผัสได้ง่าย และการเห็นการสัมผัสไม่ง่าย
คือ
โอฬาริกรูป และ สุขุมรูป
ปฐวีธาตุ เตโชธาตุ และ วาโยธาตุ จัดเข้าเป็นโอฬาริกรูป
ส่วน อาโปธาตุ นับเข้าเป็นสุขุมรูป

อาโปธาตุ หรือธาตุน้ำ เป็นรูปธรรม ไม่ใช่นามธรรม แต่สัมผัสได้ด้วยนามธรรม
ลักษณะพิเศษ ของสุขุมรูปเช่นนี้จึงมีการแสดงว่า เป็นกึ่งธรรมายตนะ ก็มี

ดังนั้น การปรากฏของธาตุใดๆ ของมหาภูตรูปเด่นออกมา จึงเป็นเพียงการปรากฏซึ่งลักษณะของมหาภูตรูปใดรูปหนึ่งนั้น โดยไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ไม่เป็นเรา. (อนัตตา)

.....................................................
ธรรมะอันยิ่งใหญ่ ไม่อาจเอื้อนเอ่ย
บัญญัติ เป็นเพียงสิ่งต่ำต้อยแบกรับความยิ่งใหญ่


โพสต์ เมื่อ: 27 ส.ค. 2017, 21:50 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ต.ค. 2010, 12:11
โพสต์: 5019


 ข้อมูลส่วนตัว


กบนอกกะลา เขียน:
เห็นด้วยกับคุณ้ช่นนั้นครับที่ว่า...เหล็กแข็ง..มีธาตุทั้ง4..ประกอบกัน..

ตอนที่เหล็กแข็งเป็นก้อน..นี้...ธาตุดินเด่น..จะหมายถึงว่าธาตุดินมีมากกว่าตัวอื่นๆ...อันนี้...เห็นด้วยมั้ยคับ?

ส่วนตอนที่เหล็กอ่อนตัวจนไหลได้..จากการที่ให้ความร้อนกับเหล็ก..ตอนนี้...ธาตุน้ำเด่น..แสดงว่าธาตุน้ำมีมากกว่าธาตุตัวอื่น..อันนี้..เห็นด้วยมั้ยคับ?

ถ้าไม่เห็นด้วย....ก็ลองให้ความเห็นมา..นะครับ..

แต่ถ้าเห็นด้วย...กระผมก็จะถามต่อว่า..ตอนแข็งธาตุดินมากพอใส่ความร้อนเข้าไปเหล็กอ่อนตัว..ธาตุน้ำมาก...แล้ว..ธาตุน้ำที่เพิ่มขึ้นมานั้นมาจากไหน...

กระผมจะตั้งสมมุติฐานว่า...ธาตุน้ำที่เพิ่มมาจากความเปลี่ยนแปลงของธาตุดินเนื่องจากความร้อน(ธาตุไฟ)...

และถ้าเป็นอย่างที่กระผมตั้งสมมุติฐานนี้...ก็อาจขยายไปสู่สมมุติฐานอื่นที่ว่า...แท้จริงแล้ว..ธาตุดิน..น้ำ...ลม...สามารถเปลี่ยนแปลงกลับไปกลับมาได้...ไม่คงที่...ขึ้นอยู่กับพลังงาน(ธาตุไฟ)...หรืออย่างอื่นอีก..ซึ่งด้วยสมมุติฐานนี้...ก็อาจจะสามารถอธิบายได้ว่า..ทำไม..เหล่านักอภิญญาจึงสามารถทำให้น้ำหรืออากาศแข็งได้..หรือทำของแข็งให้อ่อนได้..เป็นต้น

กบนอกกะลา เขียน:
อธิบายไม่ได้ว่า..ทำไมของชนิดเดียว..กลับสามารถมีสถานะได้..3...สถานะ..คือเป็นของแข็ง..ของเหลว..ก๊าซ...ได้..

หากธาตุคงที่..จะไม่อาจอธิบายปรากฏการณ์ของ...E = mC^2..ได้

เป็นต้น..นะครับ...

กระผมมองว่า..ตัวธาตุเอง..ก็ประกอบขึ้นมาจากสิ่งพื้นฐานอันหนึ่ง...ทุกธาตุ.ประกอบขึ้นมาจากสิ่งพื้นฐานอันหนึ่งเหมือนๆกัน..แต่ต่างกันเพียงการจัดเรียงความสลับซับซ้อนที่ไม่เหมือนกัน..ทำให้คุณสมบัติที่แสดงออกต่างกัน...

:b1: ...

พอจะเข้าใจนะว่า อ๊บซ์ อ๊บซ์ พยายามจะพูดถึงอะไร ... :b32: :b32: :b32:

:b1: ... บางทีคนที่จะนำเรื่องในลักษณะนี้มาพูดได้อย่างชัดเจนจริง ๆ อาจจะยังไม่เกิด

เพราะ

เรื่องของ...น้ำ...มันเป็น

อ้างคำพูด:
--ท่านเช่นนั้น--

ส่วน อาโปธาตุ นับเข้าเป็นสุขุมรูป

อาโปธาตุ หรือธาตุน้ำ เป็นรูปธรรม ไม่ใช่นามธรรม แต่สัมผัสได้ด้วยนามธรรม
ลักษณะพิเศษ ของสุขุมรูปเช่นนี้จึงมีการแสดงว่า เป็นกึ่งธรรมายตนะ ก็มี


ซึ่งคนที่จะมีความเชี่ยว ลุ่มลึกทั้งในเชิงวิทย์ และ เชิงธรรม
สองสิ่งที่จะโดดเด่นขึ้นในคน ๆ เดียว อย่างกลมกลืน สมดุล สอดประสานรับกัน

ใคร...ล่ะ

... :b1: ...


โพสต์ เมื่อ: 28 ส.ค. 2017, 18:38 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.ค. 2006, 22:20
โพสต์: 5976

โฮมเพจ: http://walaiblog.blogspot.com/
แนวปฏิบัติ: กายคตาสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: สมุทรปราการ

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปและรูปอาศัย


ภิกษุ ท. ! มหาภูต (ธาตุ) สี่อย่าง และรูปที่อาศัยมหาภูตสี่อย่างเหล่านั้นด้วย ;

นี้ เรียกว่า รูป.
- นิทาน. สํ. ๑๖/๔/๑๔; และ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๗๒/๑๑๓.


ภิกษุ ท. ! ภิกษุ ชื่อว่าผู้ไม่รู้จักรูป เป็นอย่างไรเล่า ?

ภิกษุ ท. ! ภิกษุ ในกรณีนี้ ย่อมไม่รู้ตามเป็นจริง ว่า
“รูป ชนิดใดชนิดหนึ่งนั้น คือมหาภูตสี่อย่าง และรูปที่อาศัยมหาภูตสี่อย่างเหล่านั้นด้วย” ดังนี้. ภิกษุ ท. ! นี้แล

เรียกว่า ภิกษุ ผู้ไม่รู้จักรูป.
- เอกาทสก. อํ. ๒๔/๓๗๘/๒๒๔.


ภิกษุ ท. ! ภิกษุ ชื่อว่าผู้รู้จักรูป เป็นอย่างไรเล่า ?

ภิกษุ ท. ! ภิกษุในกรณีนี้ ย่อมรู้ตามเป็นจริง ว่า
“รูปชนิดใดชนิดหนึ่งนั้นคือ มหาภูตสี่อย่างและรูปที่อาศัยมหาภูตสี่อย่างเหล่านั้นด้วย” ดังนี้.

ภิกษุ ท. ! นี้แลเรียกว่า ภิกษุ ผู้รู้จักรูป.
- เอกาทสก. อํ. ๒๔/๓๘๑/๒๒๔.








มหาภูต คือ ธาตุสี่

ภิกษุ ท. ! ธาตุมีสี่อย่างเหล่านี้. สี่อย่างเหล่าไหนเล่า ?

สี่อย่างคือ ปฐวีธาตุ (ธาตุดิน) อาโปธาตุ (ธาตุน้ำ) เตโชธาตุ (ธาตุไฟ) และวาโยธาตุ(ธาตุลม).

ภิกษุ ท. ! เหล่านี้แล คือ ธาตุสี่อย่าง.
- นิทาน. สํ. ๑๖/๒๐๓/๔๐๓.




ภิกษุ ! ปฐวีธาตุ เป็นอย่างไรเล่า ?
ปฐวีธาตุ ที่เป็นไปในภายใน ก็มี, ที่เป็นภายนอก ก็มี.

ภิกษุ ! ปฐวีธาตุ ที่เป็นไปในภายใน เป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุ !ส่วนใดเป็นของแข็ง เป็นของหยาบ อันวิญญาณธาตุอาศัยแล้ว ซึ่งมีอยู่ในตน เฉพาะตน

กล่าวคือ ผมทั้งหลาย ขนทั้งหลาย เล็บทั้งหลาย ฟันทั้งหลาย หนังเนื้อ
เอ็นทั้งหลาย กระดูกทั้งหลาย เยื่อในกระดูก ไต หัวใจ ตับ พังผืด ม้าม ปอด
ลำไส้ ลำไส้สุด อาหารในกระเพาะ อุจจาระ ; หรือแม้ส่วนอื่นอีกไร ๆ .

ภิกษุ ! นี้ เรียกว่า ปฐวีธาตุ ที่เป็นไปในภายใน.
ภิกษุ ! ปฐวีธาตุ ที่เป็นไปในภายใน ก็ตาม ที่เป็นภายนอก ก็ตาม ;

นี้แหละ เรียกว่า ปฐวีธาตุ.
- อุปริ. ม. ๑๔/๔๓๗/๖๘๔.






ภิกษุ ท. ! อาโปธาตุ เป็นอย่างไรเล่า ?
อาโปธาตุที่เป็นไปในภายใน ก็มี, ที่เป็นภายนอก ก็มี.


ภิกษุ ท. ! อาโปธาตุ ที่เป็นไปในภายใน เป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุ ! ส่วนใดเอิบอาบ เปียกชุ่ม อันวิญญาณธาตุอาศัยแล้ว ซึ่งมีอยู่ในตน เฉพาะตน

กล่าวคือ น้ำดี เสลด หนอง โลหิต เหงื่อ มัน น้ำตา น้ำเหลือง น้ำลาย น้ำเมือก
น้ำลื่นหล่อข้อ น้ำมูตร ; หรือแม้ส่วนอื่นอีกไร ๆ .

ภิกษุ ! นี้เรียกว่า อาโปธาตุ ที่เป็นไป ในภายใน.

ภิกษุ ! อาโปธาตุ ที่เป็นไปในภายใน ก็ตาม ที่เป็นภายนอก ก็ตาม ;

นี้แหละ เรียกว่า อาโปธาตุ.
- อุปริ. ม. ๑๔/๔๓๘/๖๘๕.







ภิกษุ ! เตโชธาตุ เป็นอย่างไรเล่า ?

เตโชธาตุ ที่เป็นไปในภายใน ก็มี, ที่เป็นภายนอก ก็มี.


ภิกษุ ! เตโชธาตุ ที่เป็นไปในภายใน เป็นอย่างไรเล่า ?

ภิกษุ ! ส่วนใดเป็นของเผา เป็นของไหม้ อันวิญญาณธาตุอาศัยแล้ว ซึ่งมีอยู่ในตนเฉพาะตน

กล่าวคือธาตุไฟที่ยังกายให้อบอุ่นอย่างหนึ่ง, ธาตุไฟที่ยังกายให้ชราทรุดโทรมอย่างหนึ่ง,
ธาตุไฟที่ยังกายให้กระวนกระวายอย่างหนึ่ง, ธาตุไฟที่ทำอาหาร ซึ่งกินแล้ว ดื่มแล้ว เคี้ยวแล้ว
ลิ้มแล้ว ให้แปรไปด้วยดีอย่างหนึ่ง ; หรือแม้ส่วนอื่นอีกไร ๆ .

ภิกษุ ! นี้เรียกว่า เตโชธาตุ ที่เป็นไปในภายใน.

ภิกษุ ! เตโชธาตุ ที่เป็นไปในภายใน ก็ตาม ที่เป็นภายนอก ก็ตาม ;

นี้แหละ เรียกว่า เตโชธาตุ.
- อุปริ. ม. ๑๔/๔๓๘/๖๘๖.







ภิกษุ ! วาโยธาตุ เป็นอย่างไรเล่า ?

วาโยธาตุ ที่เป็นไปในภายใน ก็มี, ที่เป็นภายนอก ก็มี.


ภิกษุ ! วาโยธาตุ ที่เป็นไปในภายใน เป็นอย่างไรเล่า ?

ภิกษุ ! ส่วนใดเป็นลม ไหวตัวได้ อันวิญญาณธาตุอาศัยแล้ว ซึ่งมีอยู่ในตน เฉพาะตน

กล่าวคือ ลมพัดขึ้นเบื้องสูงอย่างหนึ่ง, ลมพัดลงเบื้องต่ำอย่างหนึ่ง, ลมนอนอยู่ในท้องอย่างหนึ่ง,
ลมนอนอยู่ในลำไส้อย่างหนึ่ง, ลมแล่นไปทั่วทั้งตัวอย่างหนึ่ง, และลมหายใจเข้าออกอย่างหนึ่ง ;
หรือแม้ส่วนอื่นอีกไร ๆ.

ภิกษุ ! นี้ เรียกว่า วาโยธาตุ ที่เป็นไปในภายใน.
ภิกษุ ! วาโยธาตุ ที่เป็นไปในภายใน ก็ตาม ที่เป็นภายนอก ก็ตาม ;
นี้แหละ เรียกว่า วาโยธาตุ.
- อุปริ. ม. ๑๔/๔๓๙/๖๘๗.








การเกิดขึ้นของธาตุสี่เท่ากับการเกิดขึ้นของทุกข์

ภิกษุ ท. ! การเกิดขึ้น การตั้งอยู่ การเกิดโดยยิ่ง และความปรากฏของ
ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุ ใด ๆ นั่นเท่ากับ เป็นการเกิดขึ้นของทุกข์,

เป็นการตั้งอยู่ของสิ่งซึ่งมีปกติเสียดแทงทั้งหลาย, และเป็นความปรากฏของชราและมรณะ.
- นิทาน. สํ. ๑๖/๒๐๘/๔๑๔.


ภิกษุ ท. ! ผู้ใด ย่อมเพลินโดยยิ่ง ซึ่ง ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุและวาโยธาตุ,
ผู้นั้น ย่อมเพลินโดยยิ่ง ซึ่งสิ่งเป็นทุกข์.

เราย่อมกล่าวว่า

“ผู้ใด ย่อมเพลินโดยยิ่ง ซึ่งสิ่งเป็นทุกข์, ผู้นั้น ย่อมไม่หลุดพ้นไปได้ จากทุกข์” ดังนี้แล.
- นิทาน. สํ. ๑๖/๒๐๘/๔๑๒.



ภิกษุ ท. ! ครั้งก่อนแต่การตรัสรู้ เมื่อเรายังไม่ได้ตรัสรู้ ยังเป็นโพธิสัตว์อยู่,
ความสงสัยได้เกิดขึ้นแก่เราว่า

“อะไรหนอ เป็นรสอร่อยของปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุ ?

อะไร เป็นโทษของปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุ ?

อะไร เป็นอุบายเครื่องออกไปพ้นได้จากปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุ ?”


ภิกษุ ท. ! ความรู้ข้อนี้ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า
“สุข โสมนัส ใด ๆ ที่อาศัย ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุ แล้วเกิดขึ้น,
สุข และโสมนัส นี้แล เป็น รสอร่อย ของปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุ ;

ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์
มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ด้วยอาการใด,

อาการนี้แล เป็น โทษ ของปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุ ;

การนำออกเสียได้ซึ่งความกำหนัด ด้วยอำนาจความพอใจ
การละความกำหนัด ด้วยอำนาจความพอใจ

ในปฐวีธาตุ อาโปธาตเตโชธาตุ และวาโยธาตุ เสียได้ ด้วยอุบายใด,

อุบายนี้แล เป็น อุบายเครื่องออกไปพ้นได้ จากปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุ,” ดังนี้แล.
- นิทาน. สํ. ๑๖/๒๐๓/๔๐๔.











ความลับของธาตุสี่

ภิกษุ ท. ! ถ้าหาก รสอร่อย ในปฐวีธาตุก็ดี อาโปธาตุก็ดี เตโชธาตุ
ก็ดี และวาโยธาตุ ก็ดี นี้ จักไม่ได้มีอยู่แล้วไซร้,

สัตว์ทั้งหลาย ก็จะไม่กำหนัด ยินดีนัก ในปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุนี้.

ภิกษุ ท. ! แต่เพราะเหตุที่ รสอร่อย ในปฐวีธาตุก็ดี อาโปธาตุก็ดี เตโชธาตุก็ดี และวาโยธาตุก็ดี มีอยู่แล

สัตว์ทั้งหลาย จึงกำหนัดยินดีนัก ในปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุ.


ภิกษุ ท. ! ถ้าหาก โทษ ในปฐวีธาตุก็ดี อาโปธาตุก็ดี เตโชธาตุก็ดีและวาโยธาตุก็ดี

นี้ จักไม่ได้มีอยู่แล้วไซร้, สัตว์ทั้งหลาย ก็จะไม่เบื่อหน่ายในปฐวีธาตุ
อาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุนี้.

ภิกษุ ท. ! แต่เพราะเหตุที่โทษ ในปฐวีธาตุก็ดี อาโปธาตุก็ดี เตโชธาตุก็ดี และวาโยธาตุก็ดี มีอยู่แล
สัตว์ทั้งหลาย จึงเบื่อหน่าย ในปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุ.


ภิกษุ ท. ! ถ้าหาก อุบายเครื่องออกไปพ้นได้ จากปฐวีธาตุก็ดี อาโปธาตุก็ดี
เตโชธาตุก็ดี และวาโยธาตุก็ดี นี้ จักไม่ได้มีอยู่แล้วไซร้,

สัตว์ทั้งหลาย ก็จะไม่ออกไปพ้นได้จากปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุนี้.


ภิกษุ ท. ! แต่เพราะเหตุที่ อุบายเครื่องออกไปพ้นได้จากปฐวีธาตุก็ดี อาโปธาตุก็ดี
เตโชธาตุก็ดี และวาโยธาตุก็ดี มีอยู่แล

สัตว์ทั้งหลาย จึงออกไปพ้นได้จาก ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุ.
- นิทาน. สํ. ๑๖/๒๐๕/๔๐๘.










ธาตุสี่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา

ราหุล ! เธอเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร ?
ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุวาโยธาตุ เที่ยงหรือไม่เที่ยง ?

“ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า !”

ก็สิ่งใด ไม่เที่ยง, สิ่งนั้น เป็นทุกข์ หรือเป็นสุขเล่า ?

“เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า !”

ก็สิ่งใด ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรแล

หรือที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า “นั่น เป็นของเรา (เอตํ มม), นั่นเป็นเรา
(เอโสหมสฺมิ) นั่นเป็นตัวตนของเรา (เอโส เม อตฺตา).”

“ข้อนั้น ไม่ควรเห็นเช่นนั้น พระเจ้าข้า !”
- นิทาน.สํ. ๑๖/๒๙๑/๖๑๖.










ภิกษุ ท. ! ในโลกนี้ บุถุชน เป็นผู้ไม่ได้ยินได้ฟัง ไม่ได้เห็นเหล่า พระอริยเจ้า
ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยเจ้า ไม่ถูกแนะนำในธรรมของพระอริยเจ้า,
ไม่ได้เห็นเหล่าสัตบุรุษ ไม่ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ ไม่ถูกแนะนำในธรรมของสัตบุรุษ

ย่อมหมายรู้ดิน น้ำ ไฟ ลม โดยความเป็น ดิน น้ำ ไฟ ลม,

ครั้นหมายรู้ดิน น้ำ ไฟ ลม โดยความเป็น ดิน น้ำ ไฟ ลม แล้ว
ย่อมทำความหมายมั่น ซึ่ง ดิน น้ำ ไฟ ลม,

ย่อมทำความหมายมั่นใน ดิน น้ำ ไฟ ลม,
ย่อมทำความหมายมั่น โดยเป็นดิน น้ำ ไฟ ลม,
ย่อมทำความหมายมั่นว่า “ดิน น้ำ ไฟ ลม เป็นของเรา” ดังนี้,

และย่อมเพลินโดยยิ่ง ซึ่งดิน น้ำ ไฟ ลม.

ข้อนั้นเพราะเหตุไร ? เราย่อมกล่าวว่า
เพราะเหตุว่าดิน น้ำ ไฟ ลม เป็นสิ่งที่บุถุชนนั้น ยังไม่ได้กำหนดรู้โดยทั่วถึงแล้ว.
- มู. ม. ๑๒/๑/๒.

.....................................................
มิจฉาปณิหิตจิต จิตที่ตั้งไว้ผิด ย่อมตามพิชิตตัวเอง

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของแต่ละคน (ตามความเป็นจริง)


โพสต์ เมื่อ: 28 ส.ค. 2017, 19:10 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12232


 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: :b8: :b8:

อนุโมทนาสาธุครับ..

ธาตุแปรปรวนได้..จริงๆด้วย..

อ้างคำพูด:

มหาภูต คือ ธาตุสี่

ภิกษุ ท. ! ธาตุมีสี่อย่างเหล่านี้. สี่อย่างเหล่าไหนเล่า ?

สี่อย่างคือ ปฐวีธาตุ (ธาตุดิน) อาโปธาตุ (ธาตุน้ำ) เตโชธาตุ (ธาตุไฟ) และวาโยธาตุ(ธาตุลม).

ภิกษุ ท. ! เหล่านี้แล คือ ธาตุสี่อย่าง.
- นิทาน. สํ. ๑๖/๒๐๓/๔๐๓.


ภิกษุ ! ปฐวีธาตุ เป็นอย่างไรเล่า ?
ปฐวีธาตุ ที่เป็นไปในภายใน ก็มี, ที่เป็นภายนอก ก็มี.

ภิกษุ ! ปฐวีธาตุ ที่เป็นไปในภายใน เป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุ !ส่วนใดเป็นของแข็ง เป็นของหยาบ อันวิญญาณธาตุอาศัยแล้ว ซึ่งมีอยู่ในตน เฉพาะตน

กล่าวคือ ผมทั้งหลาย ขนทั้งหลาย เล็บทั้งหลาย ฟันทั้งหลาย หนังเนื้อ
เอ็นทั้งหลาย กระดูกทั้งหลาย เยื่อในกระดูก ไต หัวใจ ตับ พังผืด ม้าม ปอด
ลำไส้ ลำไส้สุด อาหารในกระเพาะ อุจจาระ ; หรือแม้ส่วนอื่นอีกไร ๆ .

ภิกษุ ! นี้ เรียกว่า ปฐวีธาตุ ที่เป็นไปในภายใน.
ภิกษุ ! ปฐวีธาตุ ที่เป็นไปในภายใน ก็ตาม ที่เป็นภายนอก ก็ตาม ;

นี้แหละ เรียกว่า ปฐวีธาตุ.
- อุปริ. ม. ๑๔/๔๓๗/๖๘๔.

ภิกษุ ท. ! อาโปธาตุ เป็นอย่างไรเล่า ?
อาโปธาตุที่เป็นไปในภายใน ก็มี, ที่เป็นภายนอก ก็มี.


ภิกษุ ท. ! อาโปธาตุ ที่เป็นไปในภายใน เป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุ ! ส่วนใดเอิบอาบ เปียกชุ่ม อันวิญญาณธาตุอาศัยแล้ว ซึ่งมีอยู่ในตน เฉพาะตน

กล่าวคือ น้ำดี เสลด หนอง โลหิต เหงื่อ มัน น้ำตา น้ำเหลือง น้ำลาย น้ำเมือก
น้ำลื่นหล่อข้อ น้ำมูตร ; หรือแม้ส่วนอื่นอีกไร ๆ .

ภิกษุ ! นี้เรียกว่า อาโปธาตุ ที่เป็นไป ในภายใน.

ภิกษุ ! อาโปธาตุ ที่เป็นไปในภายใน ก็ตาม ที่เป็นภายนอก ก็ตาม ;

นี้แหละ เรียกว่า อาโปธาตุ.
- อุปริ. ม. ๑๔/๔๓๘/๖๘๕.

ภิกษุ ! เตโชธาตุ เป็นอย่างไรเล่า ?

เตโชธาตุ ที่เป็นไปในภายใน ก็มี, ที่เป็นภายนอก ก็มี.


ภิกษุ ! เตโชธาตุ ที่เป็นไปในภายใน เป็นอย่างไรเล่า ?

ภิกษุ ! ส่วนใดเป็นของเผา เป็นของไหม้ อันวิญญาณธาตุอาศัยแล้ว ซึ่งมีอยู่ในตนเฉพาะตน

กล่าวคือธาตุไฟที่ยังกายให้อบอุ่นอย่างหนึ่ง, ธาตุไฟที่ยังกายให้ชราทรุดโทรมอย่างหนึ่ง,
ธาตุไฟที่ยังกายให้กระวนกระวายอย่างหนึ่ง, ธาตุไฟที่ทำอาหาร ซึ่งกินแล้ว ดื่มแล้ว เคี้ยวแล้ว
ลิ้มแล้ว ให้แปรไปด้วยดีอย่างหนึ่ง ; หรือแม้ส่วนอื่นอีกไร ๆ .

ภิกษุ ! นี้เรียกว่า เตโชธาตุ ที่เป็นไปในภายใน.

ภิกษุ ! เตโชธาตุ ที่เป็นไปในภายใน ก็ตาม ที่เป็นภายนอก ก็ตาม ;

นี้แหละ เรียกว่า เตโชธาตุ.
- อุปริ. ม. ๑๔/๔๓๘/๖๘๖.

ภิกษุ ! วาโยธาตุ เป็นอย่างไรเล่า ?

วาโยธาตุ ที่เป็นไปในภายใน ก็มี, ที่เป็นภายนอก ก็มี.

ภิกษุ ! วาโยธาตุ ที่เป็นไปในภายใน เป็นอย่างไรเล่า ?

ภิกษุ ! ส่วนใดเป็นลม ไหวตัวได้ อันวิญญาณธาตุอาศัยแล้ว ซึ่งมีอยู่ในตน เฉพาะตน

กล่าวคือ ลมพัดขึ้นเบื้องสูงอย่างหนึ่ง, ลมพัดลงเบื้องต่ำอย่างหนึ่ง, ลมนอนอยู่ในท้องอย่างหนึ่ง,
ลมนอนอยู่ในลำไส้อย่างหนึ่ง, ลมแล่นไปทั่วทั้งตัวอย่างหนึ่ง, และลมหายใจเข้าออกอย่างหนึ่ง ;
หรือแม้ส่วนอื่นอีกไร ๆ.

ภิกษุ ! นี้ เรียกว่า วาโยธาตุ ที่เป็นไปในภายใน.
ภิกษุ ! วาโยธาตุ ที่เป็นไปในภายใน ก็ตาม ที่เป็นภายนอก ก็ตาม ;
นี้แหละ เรียกว่า วาโยธาตุ.
- อุปริ. ม. ๑๔/๔๓๙/๖๘๗.

การเกิดขึ้นของธาตุสี่เท่ากับการเกิดขึ้นของทุกข์

ภิกษุ ท. ! การเกิดขึ้น การตั้งอยู่ การเกิดโดยยิ่ง และความปรากฏของ
ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุ ใด ๆ นั่นเท่ากับ เป็นการเกิดขึ้นของทุกข์,

เป็นการตั้งอยู่ของสิ่งซึ่งมีปกติเสียดแทงทั้งหลาย, และเป็นความปรากฏของชราและมรณะ.
- นิทาน. สํ. ๑๖/๒๐๘/๔๑๔.

ภิกษุ ท. ! ผู้ใด ย่อมเพลินโดยยิ่ง ซึ่ง ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุและวาโยธาตุ,
ผู้นั้น ย่อมเพลินโดยยิ่ง ซึ่งสิ่งเป็นทุกข์.

เราย่อมกล่าวว่า

“ผู้ใด ย่อมเพลินโดยยิ่ง ซึ่งสิ่งเป็นทุกข์, ผู้นั้น ย่อมไม่หลุดพ้นไปได้ จากทุกข์” ดังนี้แล.
- นิทาน. สํ. ๑๖/๒๐๘/๔๑๒.

ภิกษุ ท. ! ครั้งก่อนแต่การตรัสรู้ เมื่อเรายังไม่ได้ตรัสรู้ ยังเป็นโพธิสัตว์อยู่,
ความสงสัยได้เกิดขึ้นแก่เราว่า

“อะไรหนอ เป็นรสอร่อยของปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุ ?

อะไร เป็นโทษของปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุ ?

อะไร เป็นอุบายเครื่องออกไปพ้นได้จากปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุ ?”

ภิกษุ ท. ! ความรู้ข้อนี้ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า
“สุข โสมนัส ใด ๆ ที่อาศัย ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุ แล้วเกิดขึ้น,
สุข และโสมนัส นี้แล เป็น รสอร่อย ของปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุ ;

ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์
มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ด้วยอาการใด,

อาการนี้แล เป็น โทษ ของปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุ



โพสต์ เมื่อ: 29 ส.ค. 2017, 10:47 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ก.พ. 2010, 16:34
โพสต์: 1050

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


อนุโมทนาสาธุ กับ ทุกคำตอบครับ :b8:


โพสต์ เมื่อ: 30 ส.ค. 2017, 17:16 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ค. 2008, 21:56
โพสต์: 3925

ชื่อเล่น: เช่นนั้น
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


สสาร และ พลังงาน ไม่มีทางสูญหายไปในจักรวาลนี้
E = mC^2
อธิบายปรากฏการณ์ แสดงว่า สสาร สามารถเปลี่ยนสถานะเป็นพลังงาน ได้เมื่อมีคลื่นพลังงานขับเคลื่อนให้มีปฏิกิริยาเร็วกว่าแสง
นั่นย่อมแสดงให้เห็นว่า พลังงาน ก็คือสสาร สสารก็คือพลังงาน
ในทางพุทธศาสนา
พลังงาน และสสาร ก็เป็นรูปทั้งนั้น
ไม่ว่ารูปธาตุใดๆ ในหมื่นๆรูปธาตุ ในแสนโกฏิจักรวาล ต่างก็ต้องมี อวินิพโภครูป และ ปริเฉทรูป ทั้งหมดทั้งสิ้น

พลังงาน หรือสสาร หรือจะเรียกด้วยถ้อยคำว่า ปรมณู อะตอม อิเล็คตรอน นิวตรอน โฟตรอน นิวตรอน ขนาดใดๆ ก็ตาม ต่างก็ต้องประกอบไปด้วย อนิวิพโภครูป และ ปริเฉทรูป

วาโยธาตุเป็นปัจจัยแก่เตโชธาตุ
วาโยธาตุ และเตโชธาตุ เป็นปัจจัยแก่ อาโปธาตุ และปฐวีธาตุ
ธาตุทั้งสี่ก็เป็นปัจจัยแก่กันและกัน (และสามารถเป็นปฏิปัจจัยแก่กันและกันด้วย)
ลำดับนั้นๆ ปรากฏแก่หมื่นรูปธาตุในแสนโกฏิจักรวาล


คำอธิบายของนักวิทยาศาสตร์ผู้หนึ่งอธิบายปรากฏการณ์นี้ได้อย่างงดงาม
จึงนำมาเผยแพร่แบ่งปัน พอให้เกิดการเห็นการเข้าใจ

อ้างคำพูด:
ว่าด้วยเรื่องของ...ทฤษฎีสัมพัทธภาพ >

>...คำว่า สัมพัทธ์ มีความหมายว่า ที่ติดเนื่องกัน หรือที่เปรียบเทียบกัน มันจึงเป็นเรื่องของกระบวนการทางเหตุปัจจัย ที่จะส่งให้เป็นผลออกมา ด้วยเหตุปัจจัยเช่นนี้ ทำให้เกิดผลเช่นนั้น จึงเป็นสิ่งซึ่งอิงอาศัยกันและกัน เสมือนกับเป็น *ห่วงโซ่*.

… Energy = Mass Celerity (ยกกำลัง2)
พลังงาน = มวลสารที่มีปฏิกิริยาเกิด-ดับ ฉับพลันทันทีอย่างรวดเร็ว (ความฉับไวที่มีความเร็วกว่าแสง) ที่มีการสะสมสืบติดเนื่องเชื่อมต่อๆ...กันอย่างไม่ขาดสาย
ดังนั้น.... “สสารย่อมสูญสลาย มีแต่พลังงานเท่านั้นที่ไม่สูญสลาย
เพราะว่าพลังงานเกิดจากสสารที่หายไป”
ซึ่งเป็นที่มาของสูตร E = MC ยกกำลัง2 ของทฤษฎีสัมพัทธภาพ

>… พลังงาน เป็นสิ่งที่มีแรงผลักดันขับเคลื่อน ที่มีการเหนี่ยวนำไปสู่การต่อเติมเสริมสร้างสสารของอนุภาคพื้นฐานทุกชนิด ในสภาพที่เป็นเส้นความถี่ที่มีระดับต่างๆ และทำให้เกิดปฏิบัติการทำกิจหน้าที่การงานของรูป สสาร ฮาร์ดแวร์ เครื่องมืออุปกรณ์ ในสภาพที่เป็นอาหาร ไฟฟ้า น้ำมัน ความร้อน แสง เป็นต้น ใช้ได้ทั้งในสิ่งที่มีชีวิต และสิ่งไม่มีชีวิต

>...สูตร E = MC ยกกำลัง 2
Energy = Mass Celerity พลังงาน = มวล (รวม หมวด หมู่ กรม กอง กลุ่ม ก้อน) การมีปฏิกิริยาที่เกิดฉับพลันทันทีอย่างรวดเร็ว (ความฉับไวที่เกิดขึ้นมา มีความเร็วกว่าแสง)
[ด้วยหลักการที่ว่า *พลังงาน คือสสาร และสสาร ก็คือพลังงาน* เพราะฉะนั้นพลังงานแรงผลักดันขับเคลื่อนมหาศาล ที่เกิดจากการสะสมสืบติดเนื่องเชื่อมต่อกัน อันมาจากเส้นพลังงานที่เล็กมากๆจำนวนมากมายมหาศาล ที่สะสมสืบติดเนื่องเชื่อมต่อกันเป็นอนุภาค โปรตอน นิวตรอน อิเล็กตรอน โฟตอน นิวเคลียส อะตอมหรือปรมาณู โมเลกุลหรืออณู จนกระทั่งเป็นสสาร แม้จำนวนไม่มาก แต่เนื่องจากมันมีมวลสาร ในแต่ละมวลสารนั้นอัดแน่นด้วยเส้นพลังงานที่เล็กมากๆเหล่านั้น จึงสามารถส่งกระแสคลื่นพลังงานอันมหาศาล จากจุดปฏิกิริยาที่มีความเร็วกว่าแสง]
+++แม้แต่นักฟิสิกส์วิทยาศาสตร์ยุคใหม่ ยังให้การยอมรับว่า ทุกสิ่งทุกอย่างรวมถึงมนุษย์อย่างเราๆทุกคน ล้วนมีจุดเริ่มต้นเกิดจากเส้นพลังงานที่เล็กมากๆเหล่านี้ ที่ *ไร้แก่นสาร หาความเป็นอัตตาตัวตนของตนอย่างแท้จริงไม่ได้เลย


พลังงาน เป็นสิ่งที่มีแรงผลักดันขับเคลื่อน ที่มีการเหนี่ยวนำไปสู่การต่อเติมเสริมสร้างสสารของอนุภาคพื้นฐานทุกชนิด ในสภาพที่เป็นเส้นความถี่ที่มีระดับต่างๆ....

พลังงาน เป็นสิ่งที่มีแรงผลักดันขับเคลื่อน(วาโยธาตุ) ที่มีการเหนี่ยวนำ(อาโปธาตุ)ไปสูตการต่อเติมเสริมสร้าง(ปฐวีธาตุ)ของอนุภาคทุกชนิด ในสภาพที่เป็นเส้นความถี่(เตโชธาตุ)ที่มีระดับต่างๆ....

.....................................................
ธรรมะอันยิ่งใหญ่ ไม่อาจเอื้อนเอ่ย
บัญญัติ เป็นเพียงสิ่งต่ำต้อยแบกรับความยิ่งใหญ่


โพสต์ เมื่อ: 31 ส.ค. 2017, 14:06 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 เม.ย. 2010, 08:10
โพสต์: 2830

แนวปฏิบัติ: ขันธ์5ด้วยการสังเกตุ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ และอินทรีย์22
สิ่งที่ชื่นชอบ: พระสุตตันตปิฎก
อายุ: 0
ที่อยู่: ระยอง อุบลราชธานี

 ข้อมูลส่วนตัว


อธิบายอย่างเห็นภาพก็คงเป็นเรื่องของภพ
ไม่ว่าจักรวาลจะกว้างใหญ่เพียงใดก็เป็นแค่ภพโลกมนุษย์
ไม่ใช่สวรรค์หรือนรก เพราะไม่ได้มีเรื่องของกรรมเข้ามาเกี่ยวเนื่องด้วย

.....................................................
อย่าท้อถอยต่อการปฏิบัติ อย่าปล่อยให้ความขุ่นเคืองเข้าแทรก สร้างพลังด้วยคำสอนของพระพุทธเจ้า รำลึกและตอบแทนพระคุณมารดา และบิดา มองโลกด้วยใจเป็นกลาง ระลึกเสมอว่าเรายังด้อยปัญญาหากยังไม่ได้ปัญญา


โพสต์ เมื่อ: 31 ส.ค. 2017, 14:32 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ค. 2008, 21:56
โพสต์: 3925

ชื่อเล่น: เช่นนั้น
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


student เขียน:
อธิบายอย่างเห็นภาพก็คงเป็นเรื่องของภพ
ไม่ว่าจักรวาลจะกว้างใหญ่เพียงใดก็เป็นแค่ภพโลกมนุษย์
ไม่ใช่สวรรค์หรือนรก เพราะไม่ได้มีเรื่องของกรรมเข้ามาเกี่ยวเนื่องด้วย

ที่หาเรื่องราวมาประกอบ
เป็นเรื่องเกี่ยวกับ รูปธาตุ
และในรูปธาตุ ก็มีกรรมชรูปอยู่อันรวมอยู่ในเรื่องรูปธาตุนี้ด้วย

แม้ กรรมชรูป ก็ยังต้องมี อนิวิพโภครูป และปริเฉทรูป เกี่ยวเนื่องด้วยครับ
(ศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องกัมมปัจยอุตุชรูป)

.....................................................
ธรรมะอันยิ่งใหญ่ ไม่อาจเอื้อนเอ่ย
บัญญัติ เป็นเพียงสิ่งต่ำต้อยแบกรับความยิ่งใหญ่


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 33 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร