วันเวลาปัจจุบัน 26 ก.ย. 2020, 00:27  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 355 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4, 5 ... 24  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 เม.ย. 2018, 08:21 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33839

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


กรัชกาย เขียน:
ลาบวช! ขอป๋าอโหสิ พร้อมคลานไปกราบ วอนโจทก์ขอบวชก่อนค่อยมาคิดบัญชี

https://www.khaosod.co.th/monitor-news/news_903076

พระพุทธศาสนา :b8: เป็นที่พึงทางจิตวิญญาณของพุทธศาสนิกชนแหล่งสุดท้าย ไม่ว่าจะบวชด้วยเหตุผลใดก็ตาม เช่นว่า บวชแก้บน บวชล้างซวย บวชฟอกตัว บวชทดแทนพระคุณมารดาบิดา บวชเพราะเหตุนั่นๆนี่ๆ ก็รวมอยู่ที่ว่าต้องการที่พึ่งทางจิตใจ แสดงว่า พุทธธรรม ยังจำเป็นสำหรับผู้มีทุกข์ แม้ยามมีสุขจะหลงลืมไปบ้าง แต่พอประสบทุกข์เข้าแล้วก็ศาสนานี่แหละ


ก่อนจะบวชคู่สวดจะสวดถามก่อนว่า “อนโณสิ๊” (คุณเป็นหนี้ใครหรือเปล่า) ถ้าไม่มีหนี้ ก็ อามะ ภันเต (ไม่มีหนี้สินครับ)
แต่จริงๆเป็นหนี้เขาอยู่ ถึงเจ้าตัว อามะ ภันเต ก็เถอะ เกิดเจ้าหนี้จ้องทวงเงินที่ค้างเขาอยู่ ค้านขึ้นมา อุปัชฌาย์ก็บวชให้ไม่ได้

ตัวอย่าง

https://www.khaosod.co.th/special-stories/news_914007


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 เม.ย. 2018, 09:33 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33839

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


กรัชกาย เขียน:
เจ้าของห้างดัง ละกิเลส หันหลังให้ทางโลก บวชเป็นพระภิกษุ..จำวัดในถิ่นทุรกันดาร!!

https://www.facebook.com/akalatep/photo ... =3&theater

ชาวพุทธบ้านเราเข้าใจว่า ทร้พย์สินเงินทองช้างม้าวัวควาย เป็นกิเลส ไม่ใช่ ทรัพย์สินเงินทองเรือกสวนไร่นา ไม่ใช่กิเลส ความยินดีต่างหากเป็นกิเลส


พระประดิษฐ์ จำวัดท่าหลวงพิจิตร เตรียมลาสิกขาปลายเมษาฯ นี้

http://www.naewna.com/politic/330470


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 เม.ย. 2018, 21:40 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33839

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


"เฉลิมชัย"เผยเกษียณแล้วอาจจะไปบวช

ยันทหารลงพื้นที่ไม่หาเสียงไม่เป็นเบี้ยล่างการเมือง ปัดซ้ำรอย "สุจินดา" ย้ำกองทัพเรียนรู้อดีต

http://g-picture2.wunjun.com/6/full/36d ... s=684x1024


http://www.banmuang.co.th/news/politic/108473

:b32: มีแต่คนจะบวช


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 เม.ย. 2018, 18:31 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33839

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์! ‘สรยุทธ’ บวชเงียบวัดป่า

https://www.khaosod.co.th/breaking-news/news_998186


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 เม.ย. 2018, 18:18 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33839

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


สำนักพุทธฯ ชี้กรณี “พระสรยุทธ” เหมือนตอนที่ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” บวช

https://www.khaosod.co.th/around-thailand/news_1011720

อุปัชฌาย์รู้ข่าวว่าจะถูกสอบ ถึงกับทรุดเข้า รพ.เลย


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 พ.ค. 2018, 20:03 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33839

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


กรัชกาย เขียน:
ลาบวช! ขอป๋าอโหสิ พร้อมคลานไปกราบ วอนโจทก์ขอบวชก่อนค่อยมาคิดบัญชี

https://www.khaosod.co.th/monitor-news/news_903076

พระพุทธศาสนา :b8: เป็นที่พึงทางจิตวิญญาณของพุทธศาสนิกชนแหล่งสุดท้าย ไม่ว่าจะบวชด้วยเหตุผลใดก็ตาม เช่นว่า บวชแก้บน บวชล้างซวย บวชฟอกตัว บวชทดแทนพระคุณมารดาบิดา บวชเพราะเหตุนั่นๆนี่ๆ ก็รวมอยู่ที่ว่าต้องการที่พึ่งทางจิตใจ แสดงว่า พุทธธรรม ยังจำเป็นสำหรับผู้มีทุกข์ แม้ยามมีสุขจะหลงลืมไปบ้าง แต่พอประสบทุกข์เข้าแล้วก็ศาสนานี่แหละ



น้ำตาริน! คนขับรถกู้ภัยคุกเข่าขอขมา ‘แม่น้องมด’ ขออโหสิกรรม ลาบวชให้ไร้กำหนดสึก

https://www.khaosod.co.th/wp-content/up ... 96x389.jpg

ถึงยังไงๆ ศาสนาก็เป็นที่พึ่งทางจิตใจแหล่งสุดท้ายของศาสนิกชน ต่อให้วิทยาศาสตร์ก้าวหน้าไปถึงดาวอังคารก็ตาม เพราะเหตุดังนั้น อย่าทำลายศาสนาด้วยกลวิธีต่างๆ เกิดมาแล้วอยู่ไม่เกินร้อยปีก็ตาย แต่ศาสนายังต้องอยู่ต่อไป


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 พ.ค. 2018, 20:50 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33839

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


บังสุกุล ผ้าบังสุกุล หรือบังสุกุลจีวร
ในภาษาไทยปัจจุบัน มักใช้เป็นคำกริยา หมายถึงการที่พระสงฆ์ชักเอาผ้าซึ่งเขาทอดวางไว้ที่ศพ ที่หีบศพ หรือที่สายโยงศพ โดยกล่าวข้อความที่เรียกว่า คำ พิจารณาผ้าบังสุกุล ดังนี้

อนิจฺจา วต สงฺขารา - อุปฺปาทวยธมฺมิโน
อุปฺปชฺชิตฺวา นิรุชฺฌนฺติ - เตสํ วูปสโม สุโข.

บังสุกุลจีวร ผ้าที่เกลือกกลั้วด้วยฝุ่น, ผ้าที่ได้มาจากกองฝุ่น กองหยากเยื่อซึ่งเขาทิ้งแล้ว ตลอดถึงผ้าห่อคลุมศพที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า ไม่ใช่ผ้าที่ชาวบ้านถวาย, ปัจจุบันมักหมายถึงผ้าที่พระชักจากศพโดยตรงก็ตาม จากสายโยงศพก็ตาม


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 พ.ค. 2018, 21:30 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ต.ค. 2009, 15:06
โพสต์: 7264

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


rolleyes
บวชด้วยความไม่รู้โทษมาก
บวชคือสละหมดไม่รับมาอีก
ทั้งเงินทองที่ดินบ้านสมบัติ
ทิ้งหมดทั้งญาติพี่น้องเลย
แล้วปลีกวิเวกอาศัยวัดเพื่อ
ทำตามสิกขาบทไม่ยินดีใน
ในการคลุกคลีหมู่คณะหรือ
มีญาติธรรมมากๆเพื่อให้ได้
ลาภสักการะมากๆคือมิจฉาชีพ
เพื่อเพิ่มกามคุณ5มากๆโทษมาก
บวชมีข้อห้ามมากมายศึกษาให้เข้าใจ
จะได้ไม่หลงคิดว่าบวชแล้วได้บุญนะคะ
เพราะบาปมากที่บวชตามประเพณีไม่สละนิ
เช่นรับราชการยังมีเงินเดือนมีบัญชีบวชคือบาป
onion onion onion


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 พ.ค. 2018, 09:19 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33839

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


บังสุกุลตาย – บังสุกุลเป็น ตามประเพณีเกี่ยวกับการศพ หลังจากเผาศพแล้ว เมื่อจะเก็บอัฐิ (เก็บในวันที่เผาก็ได้ แต่นิยมเก็บตอนเช้าวันรุ่งขึ้น) มีการนิมนต์พระมาบังสุกุลอัฐิ เรียกว่า “แปรรูป” หรือ “แปรธาตุ” (พระกี่รูปก็ได้ แต่นิยมกันว่า ๔ รูป บางท่านว่า ที่จริงไม่ควรเกิน ๓ รูป คงจะเพื่อให้สอดคล้องกับกรณีที่มีการทำบุญสามหาบ ซึ่งถวายแก่พระ ๓ รูป) ในการแปรรูปนั้น ก่อนจะบังสุกุล บางที ก็นิมนต์พระสงฆ์ทำน้ำมนต์มาประพรมอัฐิ เรียกว่าดับธาตุก่อน แล้วเจ้าหน้าที่ (สัปเหร่อ) จัดอัฐิที่เผาแล้วนั้นให้รวมเป็นส่วนๆ ตามรูปของร่างกาย หันศีรษะไปทิศตะวันตก พร้อมแล้ว ญาติจุดธูปเคารพ บอกกล่าว และเอาดอกพิกุลเงินพิกุลทอง หรือสตางค์วางกระจายลงไปทั่วร่างของอัฐิ แล้วประพรมด้วยน้ำอบน้ำหอม จากนั้น
จึงทอดผ้าบังสุกุล และพระสงฆ์ก็กล่าวคำพิจารณาว่า “อนิจฺจา วต สงฺขารา” เป็นต้น อย่างที่ว่าตามปกติทั่วไป เรียกว่า บังสุกุลตาย เสร็จแล้ว
เจ้าหน้าที่ก็หมุนร่างอัฐิให้หันศีรษะไปทิศตะวันออก และพระสงฆ์กล่าวคำพิจารณาเปลี่ยนเป็น บังสุกุลเป็น มีความหมายว่า ตายแล้วไปเกิด จบแล้ว เมื่อถวายดอกไม้ธูปเทียนแก่พระสงฆ์เสร็จ เจ้าภาพก็เก็บอัฐิ (เลือกเก็บจากศีรษะลงไปปลายเท้า) คำพิจารณาบังสุกุลเป็นนั้นว่า

อจิรํ วตยํ กาโย - ปฐวึ อธิเสสฺสติ
ฉุฑฺโฑ อเปตวิญฺญาโณ - นิรตฺถํว กลิงฺครํ.

บังสุกุลตาย – บังสุกุลเป็น นี้ ต่อมามีการนำไปใช้ในการสะเดาะเคราะห์ด้วย ทำนองจะให้มีความหมายว่า ตายหรือวิบัติแล้ว ก็ให้กลับฟื้นขึ้นมา, อย่างไรก็ดี ถ้าไม่ระวัง แทนที่จะเป็นการใช้ให้มีความหมายเชิงปริศนาธรรม ก็จะกลายเป็นการใช้ในแง่ถือโชคลาง


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 พ.ค. 2018, 18:14 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33839

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ตัดมาจากหัวข้อปวารณา viewtopic.php?f=1&t=55905

ทีนี้ เมื่อปวารณาออกพรรษาแล้ว ออกพรรษา หมายความว่า พรุ่งนี้คือเช้ามืดก็เรียกว่าหมดพรรษา คืนนี้ มันยังอยู่ในพรรษา ยังต้องอยู่ในวัด ออกนอกวัดไปไหนไม่ได้ก่อน พรุ่งนี้ ถึงจะไปได้ เรียกว่าออกพรรษาแล้ว

ทีนี้ เมื่อออกพรรษาแล้ว คำว่า “ออก” นี้เป็นไปได้ ๒ แง่ ออกดี ก็ได้ ออกเสีย ก็ได้ ออกดีก็มี ออกเสียก็มี “ออกดี” นั้นหมายความว่า “ไม่ออก”

(๑) ออกดีคือไม่ออก (ไม่ออกไปจากความดี) เช่นว่าเราเข้ามาในพรรษา หรือว่าเราเข้ามาบวชในพระศาสนา
การเข้ามาบวชนั้นก็เพื่ออะไร ? เราทุกคนก็ทราบดีว่า บวชเพื่อศึกษา เพื่ออบรมบ่มนิสัย ให้มีฐานทางจิตใจมั่นคง ด้วยศีลธรรมคำสอนในทางพระศาสนา นี่คือจุดหมายที่เราเข้ามาในพระศาสนา และเราก็ได้ปฏิบัติตามสมควร

บางคนก็ปฏิบัติเคร่งครัดดีงาม สนใจในการศึกษา สนใจในการปฏิบัติขัดเกลาจิตใจอย่างแท้จริง
บางคนก็ไม่ค่อยจะเอาใจใส่เท่าใด อยู่ไปตามเรื่องตามราวทำสักแต่ว่าทำไปตามประเพณี แล้วก็ผ่านพ้นไป มันก็เป็นธรรมดา เพราะว่าจิตใจคนเรานี้ระดับมันไม่เท่ากัน
บางคนก็ระดับจิตใจมันดีสูงขึ้นไปเรื่อยๆ
แต่บางคนก็ไม่ค่อยจะขึ้นเท่าใดยกไม่ค่อยขึ้นมันก็มีอยู่ ถึงกระนั้นก็ได้ชื่อว่าได้เข้ามาในพระศาสนา ได้พบพระพุทธเจ้าโดยโดยน้ำใจ ได้พบพระธรรมโดยน้ำใจ ได้พบพระสงฆ์โดยน้ำใจ เป็นผู้เข้าถึงพระ ทีนี้ เมื่อเราเป็นผู้เข้าถึงพระอย่างนี้แล้ว ออกพรรษาเราก็จะสึกไป


การสึกนั้น มันเป็นเรื่องเปลี่ยนเครื่องนุ่งห่มเท่านั้นเอง เป็นการเปลี่ยนแปลงเครื่องแบบ เราบวชอยู่นี้แต่งเครื่องแบบพระ
ทีนี้ เมื่อสึกออกไปก็แต่งเครื่องแบบชาวบ้าน นุ่งกางแกง ใส่เสื้ออะไรไปตามเรื่องที่เขานิยมกัน นั่นคือการเปลี่ยนเครื่องแบบของร่างกาย
แต่เราไม่ควรเปลี่ยนจิตใจ คือไม่ออก จิตใจนี่ไม่ออก ยังเข้าอยู่เหมือนกับเราอยู่ในวัดในพระศาสนา อยู่ในศีลในธรรม ที่เราได้รับการศึกษาอบรมบ่มนิสัย เราจะไม่ออกไปจากสิ่งนั้น
เราอยู่ในวัดทำอะไรได้ อดอะไรได้ เช่น อดบุหรี่ได้ อดเหล้าได้ อดการไปดูหนังไปฟังเพลงได้ อดการสนุกได้สามเดือนกว่า
ที่เราเข้ามาอยู่นี่สามเดือนกว่า ก็ไม่เห็นมันเป็นอะไร ร่างกายก็ปกติกินข้าวได้สองมื้อทุกวัน ฉันได้เป็นปกติ นอนก็หลับได้เป็นปกติ มันขาดสิ่งที่เราเคยทำแต่ว่าก็อยู่ได้ ไม่เห็นจะเดือดร้อนอะไร
เมื่อเราจะออกไปอยู่บ้านก็ควรจะนึกว่า ในขณะที่เราบวชอยู่นั้นเรางดเว้นอะไรบ้าง สิ่งที่เรางดเว้นแล้ว นั่นมันเป็นประโยชน์แก่ชีวิตของเรา
เมื่อเราบวชอยู่นั้น เราได้งดเว้นอะไรบ้าง และสิ่งที่เรางดเว้นนั้นมันให้ประโยชน์แก่ตัวเราอย่างไร มันเป็นเรื่องที่เราควรจะพิจารณา เช่นว่า คนที่เคยดื่มสุราจนเป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง
ทีนี้ เมื่อมาบวชไม่ได้ดื่ม มันเป็นอย่างไรบ้าง มันก็ไม่มีอะไร ร่างกายก็ดีขึ้นเป็นน้ำเป็นนวลขึ้นหน่อย สุขภาพดีขึ้นทุกอย่าง
ครั้นเมื่อเราสึกออกไปแล้วก็ควรจะอยู่ในสภาพนั้นต่อไป คือไม่ออกจากการงดเว้นการดื่มสุรา เราอยู่เป็นพระเราไม่ได้ดื่ม ออกไปเราก็ไม่ดื่ม ก็เรียกว่าเราไม่ได้ออกจากศีลข้อนั้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 พ.ค. 2018, 19:48 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33839

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ในข้ออื่นก็เหมือนกัน เราถือไว้ตลอดไปเราไม่ออก เช่นว่า การไม่เที่ยวกลางคืน ความไม่สนุกสนานเฮฮาอะไรต่างๆ เราไม่ออก เรายังรักษาอยู่ เราไม่ได้สึกจากสิ่งเหล่านั้น เราไม่ได้ออกไปจากสิ่งเหล่านั้น ให้ออกแต่เพียงว่าตามพระวินัย วินัยน่ะมันอยู่ในพรรษาสามเดือนแล้วก็ออกพรรษา
นี้ในข้ออื่นก็เหมือนกัน เราถือไว้ตลอดไปเราไม่ออก เช่นว่า การไม่เที่ยวกลางคืน ความไม่สนุกสนานเฮฮาอะไรต่างๆ เราไม่ออกเรายังรักษาอยู่ เราไม่ได้สึกจากสิ่งเหล่านั้น เราไม่ได้ออกไปจากสิ่งเหล่านั้น ให้ออกแต่เพียงว่าตามพระวินัย วินัยน่ะมันอยู่ในพรรษาสามเดือนแล้วก็ออกพรรษา นี้ออกพรรษาตามพระวินัย

แต่ในแง่ธรรมนั้น เราจะไม่ออกเราจะอยู่ในกรอบศีลธรรมต่อไป แม้เราจะสึกออกไปเป็นชาวบ้าน แล้วเราก็ถือว่าเราอยู่ในกรอบ ในประเพณีอันดีอันงามของพระศาสนา เราได้สมัครเข้ามาเป็นลูกพระพุทธเจ้า เป็นศากยบุตรพุทธชิโนรสแล้ว เราก็ควรอยู่ในสภาพนั้นต่อไปให้เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
แต่ในแง่ธรรมนั้น เราจะไม่ออก เราจะอยู่ในกรอบศีลธรรมต่อไป แม้เราจะสึกออกไปเป็นชาวบ้าน แล้ว เราก็ถือว่าเราอยู่ในกรอบ ในประเพณีอันดีอันงามของพระศาสนา เราได้สมัครเข้ามาเป็นลูกพระพุทธเจ้า เป็นศากยบุตรพุทธชิโนรสแล้ว เราก็ควรอยู่ในสภาพนั้นต่อไป ให้เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

ถ้าเราออกพรรษาแล้วออกไปเลย คล้ายกับชาวบ้านที่ในพรรษาอดเหล้าสามเดือน อดได้เด็ดขาดสามเดือน พรุ่งนี้เช้ามืดเอากันเลย เตรียมตั้งแต่เย็นนี้ เตรียมไปซื้อ ไปอะไรมาแล้ว ใจมันออกไปแล้วก่อนออกพรรษาด้วยซ้ำไป ไปซื้อมาไว้แล้วหลายขวด โซดาเอย อะไรต่ออะไร
บางทีก็สั่งเมียให้ต้มไก่อะไรต่ออะไรไว้ เพื่อนฝูงที่ได้เข้าพรรษา ก็ได้มาประชุมกัน ประชุมกันออกพรรษา อย่างนี้ก็เรียกว่ากลับลงไปสู่ฐานะเดิม ขึ้นมาแล้วถอยลงไปอีก
มันคล้ายๆกับว่า เราเลี้ยงสุนัขไว้ ทีนี้ เราก็จับมันไปอาบน้ำ อาบน้ำสะอาด ถูสบู่อะไรต่ออะไรเรียบร้อย พอปล่อยปั๊บไปคลุกขี้ฝุ่นอีกแล้ว คลุกอีกแล้ว ไอ้ที่ไปคลุกน่ะ มันไม่ใช่เรื่องอะไรดอก มันรู้ว่าขยุกขยิกอย่างไรที่ผิวหนัง มันเลยไปคลุกตามวิสัยของมัน สัญชาติมันเป็นอย่างนั้น ชอบไปคลุกในรูปอย่างนั้นแหละ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 พ.ค. 2018, 19:52 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33839

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ทีนี้ คนเรานี่ ถ้าว่าถอนออกมาแล้วจากสิ่งชั่วร้ายสิ่งไม่ดีไม่งาม ก็ไม่ควรจะถอยกลับไปสู่ในรูปอย่างนั้นอีก ชนะแล้วควรจะรักษาความชนะนั้นไว้ต่อไป ชิตญฺจ รกฺเข อนิเวสโน สิยา. เมื่อชนะแล้วพึงรักษาความชนะนั้นไว้ นี่เป็นพุทธภาษิตบทหนึ่ง ที่พระองค์กล่าวเตือนภิกษุทั้งหลาย ว่าเมื่อเธอชนะแล้วจงรักษาความชนะนั้นไว้ อย่าให้มันกลับแพ้ไปอีก เพราะถ้าแพ้อีกมันแพ้หนัก แพ้หนักทีเดียว
นี่เป็นเรื่องที่เรียกว่าไม่ควรออก ออกพรรษาแล้วก็ไม่ควรออกจากสิ่งดีสิ่งงามทั้งหลาย แต่ว่าเราจะเอาของดีของงามนี่ไปอวดใครๆ ด้วย เช่นว่า เรามาบวชอยู่นี่ก็เหมือนกับเรามาสร้างพระอยู่ในใจของเรา มาสร้างพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ไว้ในจิตใจของเรา เวลาเราออกไป เราก็เอาไปด้วย เอาไปใช้เป็นเครื่องรางเครื่องศักดิ์สิทธิ์

เครื่องรางที่ขลังจริงๆนั้น มันไม่ใช่วัตถุที่ทำด้วยโลหะด้วยว่านหรือด้วยอะไรๆ แล้วก็ทำพิธีปลุกเสกกันด้วยอะไรต่างๆ นั่นมันไม่ขลังเท่าใด ไม่ขลังแท้จริง
เครื่องรางที่แท้จริงนั้นก็คือคุณธรรมนั่นเอง พระพุทธที่แท้ พระธรรมที่แท้ พระสงฆ์ที่แท้ ที่มาอยู่ในใจของเรา นั่นแหละคือ เครื่องรางที่แท้จริง ทำให้เราไม่ถูกยิง ไม่ถูกแทง ไม่ถูกทำร้าย อะไรๆ มาทำร้ายไม่ได้ เพราะเรามีเครื่องรางวิเศษ
เพราะฉะนั้น ในเวลาที่เรามาบวชนี้เท่ากับว่าเรามานั่งปลุกเสกกัน ปลุกเสกตัวเอง ไม่ใช่ใครมาปลุกเสกเรา ก็มีอาจารย์บ้าง อาจารย์ปลุกเสก คือแนะแนวแนะวิธีชีวิตให้เราเข้าใจ เรี่ยกว่ามาปลุกเสกเราเพื่อให้เรามีจิตใจเป็นพระ มีธรรมเป็นพื้นฐานทางจิตใจ
ตัวเราเองอยู่ด้วยการประพฤติปฏิบัติตามแนวทางที่พระพุทธเจ้าท่านวางไว้ พยายามแก้ไขปรับปรุงจิตใจให้ดีขึ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 พ.ค. 2018, 08:59 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33839

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


เมื่อเราได้อะไรๆแล้ว ก็ออกไปสู่ความเป็นคฤหัสถ์ เมื่อออกไปสู่ความเป็นคฤหัสถ์แล้ว มีคนเขาคอยจ้องอยู่นะ คอยมองอยู่ว่า เออ มันไปบวชแล้วมันเป็นอย่างไร เขามองอย่างนั้น ไปบวชมาแล้วมันเป็นยังไง นิสัยใจคอเป็นยังไง นิสัยใจคอเป็นอย่างไร เขามองเรา
อันนี้แหละจะเสื่อมหรือจะเจริญมันก็อยู่ตรงนี้ เราจะช่วยรักษาสถาบันศาสนา หรือเราจะช่วยกันทำลายสถาบันศาสนา ก็อยู่ตรงนี้ด้วยเหมือนกัน อยู่ตรงนี้ละ
คือถ้าเราออกไปแล้วเรารักษาระเบียบชีวิตจิตใจให้อยู่ในกรอบแห่งศีลธรรมอันดีงามแล้ว เหมือนกับเราช่วยกันรักษาสถาบันทางศาสนาให้อยู่ต่อไป เพราะคนเขาจะเลื่อมใสศรัทธา เขาจะมองเห็นว่า เออ ไปบวชแล้วมันดีขึ้น เรียบร้อยขึ้นกว่าเมื่อก่อน จิตใจสงบเยือกเย็นเอางานเอาการไม่ประพฤติเหลวไหล ไม่เหมือนก่อน นี่สบายใจ
คนที่สบายใจคือคุณพ่อคุณแม่ ถ้าท่านยังมีชีวิตอยู่ ท่านจะปลื้มใจที่สุดเลย ปลื้มใจว่าลูกชายของท่านบวชแล้วเรียบร้อยกว่าเมื่อก่อน ดีขึ้นกว่าเมื่อก่อน นี่ก็เท่ากับเรายกวิมานทั้งหลังไปวางไว้ในหัวใจของคุณพ่อคุณแม่ ให้ท่านได้นั่งสบายนอนสบายกินสบาย ทำอะไรสบาย โปรดพ่อโปรดแม่อยู่ในตัวแล้ว ท่านก็ชื่นใจ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 พ.ค. 2018, 09:01 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33839

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


คนที่อยู่ครองเรือนแม่บ้านจะชื่นใจ แม่บ้านจะอิ่มใจเหมือนได้ผัวคนใหม่ ไอ้คนเก่ามันไม่ได้เรื่อง มันไม่ได้ความ ไอ้คนเก่าเหมือนกับว่ามันตายแล้ว ตายไปตั้งแต่วันโน้นน่ะ
ทีนี้ผัวคนใหม่น่าเอ็นดู น่ารักขึ้นกว่าเป็นไหนๆ นี่ละสบายใจ แล้วก็จะได้ไปคุยกับใครๆ คุณของดิฉันน่ะตั้งแต่ไปบวชมาแล้วเรียบร้อย นี่สบายใจ แล้วมีลูกๆก็สบายใจ
อยู่กับใครอยู่กับคนงาน กับ ผู้บังคับบัญชาก็สบายใจ มันดีทั้งหมด ไม่มีเรื่องเสียเลยแม้แต่น้อย แปลว่าทุกคนชื่นใจทั้งนั้น ในการที่ เรามาเอาสิ่งที่ดีงามกลับไป เอาไปใช้ในชีวิตของเราต่อไป นี่มันเป็นเรื่องประเสริฐ แล้วก็ได้ชื่อว่าเป็นการบำรุงพระศาสนา นี่ล่ะคือการรักษาศาสนา พระศาสนาเราจะอยู่คู่ชาติได้ก็เพราะเราช่วยกันบำรุงอย่างนี้ เพราะฉะนั้น เมื่อเราออกไปแล้วขออย่าออกจากสิ่งดีสิ่งงามเป็นอันขาด นี่ออกไปแง่หนึ่ง เรียกว่า เหมือนกับไม่ออก


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 พ.ค. 2018, 10:10 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33839

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


(๒) ทีนี้ ออกอีกอย่างหนึ่ง ก็คือ ออกจากความชั่ว สิ่งใดที่ไม่ดีไม่งาม เราออกไป นี่ก็ออกเหมือนกัน

ออกพรรษานี่มันออกสองแง่ คือว่า ออกจากความชั่ว ก็ได้ ไม่ออกไปจากความดี ก็ได้ ยังคงอยู่กับความดีต่อไป
สิ่งใดที่มันไม่ดีเราก็ทิ้งมันเสีย ออกไปจากสิ่งนั้น ก็เรียกว่าได้ทำประโยชน์แก่ชีวิตจิตใจของเรา
พวกเราที่เรียกว่าบวชสามเดือนนี่ พอพรุ่งนี้เช้าก็คงจะมีสึกบ้างแล้ว ได้ไปเกริ่นๆไว้บ้างแล้ว ก็เรื่อยๆละ ออกไปเรื่อยๆ ทยอยกันไปเรื่อยๆ
จะสึกวันไหน เวลาไหนก็ได้ ไม่ว่าอะไรดอก ไม่มีอะไร ที่นี่ไม่ได้ถือดังกล่าวแล้ว คือไม่มีการถือฤกษ์ถือยาม ถือวันดีคืนดี
ถือว่าเราทำดี เราก็ได้ดี ทำชั่วเราก็ได้ชั่ว มันไม่ได้อยู่กับกาลเวลาดอก สึกออกไปเวลาไหนก็ได้ ออกไปแล้วยังอยู่ในความงามความดี รับรองว่าปลอดภัย
แต่ถ้าสึกเวลาดี ออกไปแล้วทำไม่ดีก็ไม่ปลอดภัย เพราะฉะนั้น ผลที่จะเกิดขึ้นในชีวิตของเรานั้น มันอยู่ที่การกระทำของเราเอง ไม่ได้อยู่ที่เวลา หรือฤกษ์ยามอะไรทั้งนั้น
เพราะฉะนั้น ไม่ต้องตกใจ ไม่ต้องกังวลว่าจะต้องสึกเวลานั้นเวลานี้ ฤกษ์นั้น ฤกษ์นี้ ไม่เป็นอะไรใช้ได้ทั้งนั้น สึกได้ทั้งนั้น ไม่มีอะไรเสียหาย สึกแล้วก็ให้เอาของดีกลับไปด้วย เอาไปอวดเขาดังกล่าวแล้ว เรามีของดีอวด
ใครเขาอาจจะถามว่า บวชแล้วคุณได้อะไรมาบ้าง เราก็ไม่ต้องอวด บอกว่าคุณดูเอาเองก็แล้วกัน เราว่าอย่างนั้น บอกดูเอาเองก็แล้วกัน ว่าได้อะไรมาบ้าง
แล้วเราก็ทำให้เขาดูทุกอิริยาบถ การพูดแสดงออกมาทางวาจา การทำอะไรให้เขาเห็นว่าเรานี้เป็นสัมมาทิฏฐิบุคคล ไม่ใช่มิจฉาทิฏฐิ เป็นผู้ส่งเสริมความสงบ ไม่ส่งเสริมความวุ่นวาย ส่งเสริมความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของกลุ่มชน ไม่ส่งเสริมความแตกแยก ไม่ว่าเราไปอยู่ในที่ใดเราถือหลักอันนี้ แล้วเราจะช่วยกันส่งเสริมสิ่งดีและสิ่งงามเหล่านี้ต่อไป ก็จะเป็นการช่วยกันให้เกิดความก้าวหน้าในชีวิตในการงาน
ขอให้พวกเราทุกคนได้คิดไว้อย่างนั้น อย่าให้เสียทีที่เราได้มาบวชในพระศาสนา ได้พบพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ซึ่งเป็นของมีค่า ควรจะเกิดเอาไปใช้ในชีวิตของเรา อย่าเป็นไก่แจ้ที่ไปพบพลอยเป็นอันขาด จึงจะได้ประโยชน์จากการบวชอย่างแท้จริง อันนี้เป็นเรื่องหนึ่ง.


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 355 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4, 5 ... 24  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: Google [Bot] และ บุคคลทั่วไป 12 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร