วันเวลาปัจจุบัน 13 ส.ค. 2020, 06:39  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 ก.พ. 2020, 05:44 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 3863


 ข้อมูลส่วนตัว


...ถ้าทำบุญมากแต่ไม่รักษาศีล
"ก็จะได้เกิดเป็นสุนัขที่น่ารัก"

...ใครเห็นก็อยากเอาไปเลี้ยงเป็นลูก
บางคนไม่มีลูกก็เลี้ยงสุนัขแทน
เลี้ยงเหมือนลูกเลย เอาติดตัวใส่ตะกร้าไป
ไปหาพระก็ให้ถวายสังฆทานด้วย
เวลาตายไปก็ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ด้วย

...เพราะหมาตัวนั้นเคยทำบุญมามาก
เกิดมาก็อยู่อย่างสุขสบาย แต่ไม่ได้รักษาศีล
"จึงไม่ได้เกิดเป็นมนุษย์ เป็นเทพ
เป็นพรหม เป็นพระอริยเจ้า"

...เวลาพระให้ศีลท่านจะกล่าวว่า
สีเลนะ สุคติง ยันติ ศีลเป็นเหตุพาให้ไปสู่สุคติ
คือภพของมนุษย์ เทพ พรหม พระอริยบุคล

...จึงอย่าไปหลงคิดว่า
ถ้าทำบุญให้ทานมากแล้วจะได้ไปสวรรค์
ได้ไปเกิดเป็นมนุษย์ .."ต้องรักษาศีล"

...ถ้ารักษาศีล แต่ไม่ได้ทำบุญให้ทานมาก
ก็จะเกิดเป็นมนุษย์ ที่ไม่ค่อยมีเงินมีทอง
ต้องหาใหม่เอง แต่ถ้า..
ทำบุญให้ทานก็มาก รักษาศีลก็มาก
เกิดเป็นมนุษย์ก็จะมีรูปร่างหน้าตาสวยงาม
มีสมบัติข้าวของเงินทองมาก.
........................................
จุลธรรมนำใจ11 กัณฑ์374
ธรรมะบนเขา 21/10/2550
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี









ผู้ยึดความคิดเห็นตนเองมากเกินไป
จะมีกะลาความคิดแคบ ๆ ครอบเอาไว้
บ้ายึดความถูกต้องแบบขาดสติ
เป็นโทษมากกว่าคุณ

ยามที่ตกเป็นทาสของอัตตาตัวตน
เป็นเหยื่อของความโลภโกรธหลง
คนเรียบร้อยอาจกลายร่างเป็นมารร้าย

ต้องเผื่อใจไว้บ้างว่าทุกอย่างอนิจจัง
ไม่มีอะไรถูกเสมอ ผิดตลอด
ต้องดูตามเหตุปัจจัยความเหมาะสม
จงพร้อมจะรับฟัง แก้ไข และเปลี่ยนแปลง

โอวาทธรรม : พระอาจารย์คม อภิวโร










"สร้างความดีต้องมีอุปสรรค ท่านทั้งหลาย
อย่าน้อยเนื้อต่ำใจนะ สร้างความดีมากเท่าไร
อุปสรรคมาขัดขวางมากเท่านั้น ต้องสู้ต่อไป เพื่อใช้หนี้เขา
เพราะคนเราเกิดมา เพื่อสร้างความดี ใช้หนี้กรรมเก่า

ถ้าเราสร้างความดีมากเท่าไร เจ้ากรรมนายเวร
มักมาตามให้เราชดใช้ เหมือนพ่อค้าแม่ค้า ร้านค้า
ยิ่งขายดิบขายดี เจ้าหนี้ก็มาทวง ถ้าเราขายไม่ได้
ไม่มีสตางค์เลย ไม่มีใครมาทวง ไม่มีใครมาขอแน่ๆ"

หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม











“ชีวิต...ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ”
ไม่ว่ายุคไหนสมัยไหนล่ะ
การเกิดเป็นมนุษย์ ใครเกิดมาแล้ว
จะปูด้วยกลีบดอกกุหลาบ…เป็นไปไม่ได้
คนชั่วมันก็ต้องมี คนเลวมันก็ต้องมี
สิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นก็มี อย่างพระเทวทัต จะฆ่าพระพุทธเจ้าก็มี
นางจิญจมาณวิกา หาเรื่องใส่พระพุทธเจ้าก็มี
และก็สาวกองค์อื่นๆ ที่ประสบอีก
เรื่องคนฆ่าคนมีตั้งเยอะแยะในยุคนั้นสมัยนั้น
ถ้าจะว่าไป ยุคสมัยนี้ยังไม่ทารุณเท่ายุคสมัยนั้นอีกต่างหาก
แต่คนดีก็ดีจริง คนเลวก็เลว
เพราะฉะนั้นโลกมนุษย์มันมีทั้งเลว มีทั้งดีนั่นล่ะ
เกิดมาภพใดชาติใดพวกเราจะต้องได้พบได้เจอแน่นอน
การเกิดมาเป็นมนุษย์ ใครเกิดมาแล้วจะปูด้วยกลีบดอกกุหลาบ
เป็นไปไม่ได้...ยากว่างั้นเถอะ
มันต้องมีเรื่องกระทบกระเทือนใจ ไม่มากก็ต้องน้อย
แต่ถึงยังไงเราก็ต้องรู้จักหลบรู้จักหลีก รู้จักทำใจ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งทำใจตัวเองนั้นล่ะ
จะให้ทำใจคนอื่นให้มันเป็นอย่างใจเรานั้นเป็นไปไม่ได้
เพราะฉะนั้นมีทางเดียวคือทำใจของเรา
สิ่งไหนควรจะทำอย่างไร คือ ทำใจ
ก็คือให้ทาน รักษาศีล ภาวนา ไหว้พระสวดมนต์
เราต้องคิดว่าเราเกิดมา เราเกิดมาจากใคร
เกิดมาจากที่ไหน เมื่อเราเกิดมาเราถืออะไรมาด้วย
เราเกิดมาเพราะกรรมของเรา กรรมในอดีตของเรา
เราทำดีจึงได้ดี เราทำชั่วจึงได้ชั่ว
ถ้าหากว่าเราเกิดทำดี บุญกุศลของเราในอดีต
เราเกิดมาเราก็ต้องเกิดในสถานที่ดี คติที่เหมาะสม
ร่ำรวยกว่านี้ ดีกว่านี้ ร่างกายของเราก็พร้อมกว่านี้
ถ้าหากว่าที่บุญของเราในอดีต ขนาดนี้...มันจึงได้มาเจออย่างนี้
จึงได้มาเจอมาคนอย่างนี้ พวกอย่างนี้
หมู่พวกเพื่อนอย่างนี้ ให้ถือว่ากรรมของเรา
เพราะฉะนั้นที่เราจะทำให้ดีกว่านี้เราจะทำยังไง
เราต้องสร้างให้มากกว่านี้ เรื่องรักษาศีลอย่าประมาท
ควรจะรักษาศีล ไหว้พระสวดมนต์
ทำจิตทำใจของตนให้ดีให้มีเหตุมีผล
สิ่งไหนที่เป็นกรรมชั่วอย่าไปคิดทำ
เรียกว่าประคับประคอง กาย วาจา ใจ ของตนให้ดี
ต่อไปภายภาคหน้าจะดีเอง ถ้าเรารักษาปัจจุบันให้ดีแล้วนะ

โดย หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก
พระธรรมเทศนา “ปฏจาราผู้น่าสงสาร”
แสดงธรรมเมื่อ เช้า วันเสาร์ที่ ๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๕










รู้ได้อย่างไรว่าแพ้หรือชนะกิเลส

ถาม :เราจะรู้ได้อย่างไรครับว่าเมื่อไรเราแพ้ เมื่อไรเราจะชนะกิเลส ?
ตอบ : ตอนที่เขาสามารถดึงให้เราเบนความสนใจจากสิ่งที่ทำอยู่ ให้ไปสนใจโลกภายนอกก็แพ้แล้ว

ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ส่งออกไปเมื่อไร ก็แสดงว่าเสร็จเขาแล้ว

หรือไม่ก็สังเกตได้ว่านิวรณ์ห้ากินใจเราได้แล้ว รัก โลภ โกรธ หลง กินใจเราได้แล้ว

ถ้าขณะใดที่เราสามารถทำให้นิวรณ์ห้าสงบอยู่ ไม่สามารถกำเริบขึ้นมาได้ มีสติรู้อยู่ว่าสิ่งต่าง ๆ ที่เข้ามาทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ต้องสกัดไว้ ไม่ให้เข้ามาในใจได้ เราก็ชนะ

แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่ชนะ เราแค่ยันเสมอ แต่ถ้าเผลอ เราก็แพ้อีก

ถาม : แล้วอย่างนี้ต้องทำอย่างไรให้รู้ตัวได้ครับ หรือว่าต้องรบกับเขาไปบ่อย ๆ ?
ตอบ :ถ้าหากว่าเราไม่ภาวนา จนสติตามรู้อยู่ตลอดเวลา ก็ต้องรบกับเขาไปเรื่อย จนกว่าจะเข็ดกันไปข้างหนึ่ง

พอเริ่มเข็ดแล้ว คราวนี้เราก็เริ่มจ้องแล้ว คราวที่แล้วเราพลาดอย่างไร หลังจากนั้นก็จะชนะตรงจุดนั้น เมื่อจุดนั้นเราทำได้ครั้งหนึ่งแล้ว เราก็จะได้ตลอดไป ขยับเมื่อไรเราจะรู้ว่าจุดพอดีอยู่ตรงไหน

ถาม : เราจะจำได้เองหรือครับ ?
ตอบ : จะจำได้เอง แต่ว่าก่อนที่จะถึงตรงจุดนั้น ต้องปล้ำกันนานเลย

ถาม : อย่างนี้ครับ ผมจำได้ว่าตอนทรงอารมณ์ตอนนั้น ผมรู้สึกอย่างไร แต่ทำไมตอนผมนั่งคุยขณะนี้ ผมกลับไปทรงอารมณ์อย่างนั้นไม่ได้ ทั้งที่ผมจำได้ว่าตอนทรงอารมณ์อย่างนั้นเป็นอย่างไร ?
ตอบ : ตอนนี้คุณต้องแบ่งความรู้สึกมาคุย ถ้าไม่คล่องตัวจริง ๆ ถึงคุณทำได้ แต่คุณก็ทำหลายอย่างให้ดีพร้อมกันไม่ได้

ถาม : อย่างนี้เหมือนกับเราต้องเตือนสติตัวเองอยู่ตลอดเวลา
ตอบ : ต้องรู้เฉพาะหน้าอยู่ตลอดเวลา อยู่กับปัจจุบันขณะนั้น การอยู่กับปัจจุบัน ไม่ฟุ้งไปในอดีตหรืออนาคต เราก็ชนะไปครึ่งหนึ่งแล้ว

สนทนากับพระครูวิลาศกาญจนธรรม วัดท่าขนุน
ณ บ้านอนุสาวรีย์ฯ เดือนมิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๔๔













การไปอยู่วัดอย่าไปตั้งความหวังไว้สูงว่าทุกอย่างต้องดี

พระอาจารย์กล่าวว่า "เรื่องของการไปอยู่วัด ไปปฏิบัติธรรมที่วัด อย่าไปตั้งความหวังไว้สูงว่าทุกอย่างต้องดี เกิดจาก ๒ สาเหตุด้วยกัน

สาเหตุที่ ๑ ก็คือ ไม่ว่าสถานที่จะดีแค่ไหน ครูบาอาจารย์ดีแค่ไหน แต่คนที่อยู่ในที่นั่นก็ยังเป็น “คน” ในเมื่อยังเป็น “คน” อยู่ โอกาสที่ “คน” กับ “คน” จะกระทบกระทั่งกันก็เป็นเรื่องปกติ ถ้าเราไปตั้งความหวังเอาไว้สูง คิดว่าทุกคนจะต้องดีกับเราหมดอย่างกับเป็นพระอรหันต์ ก็ฝันไปเถอะ..

ประการที่ ๒ ก็คือ บุคคลที่ตั้งใจปฏิบัติจริง มักจะเจอการทดสอบหนัก ๆ แล้วการทดสอบก็มาในแง่ของ รัก โลภ โกรธ หลง ดังนั้น..จะไปอยู่ที่ไหนก็ตาม ต้องระมัดระวังตัวอยู่เสมอ ทำอย่างไรที่จะให้ทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เราสามารถเอามาพัฒนา กาย วาจา ใจ ของเราให้ดีกว่าปัจจุบันให้ได้ ถ้าทำอย่างนั้นได้ ก็แปลว่าเราจะมีแต่ความก้าวหน้าส่วนเดียว ถือคติง่าย ๆ แบบอาตมาตั้งแต่แรกคือ ใครวางก่อนก็สบายก่อน ใครไม่วางก็ช่างหัวมัน เชิญแบกไปเถอะ..

พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
เก็บตกจากบ้านวิริยบารมี ต้นเดือนเมษายน ๒๕๕๖















#เทวดาชั้นดาวดึงส์​
(หลวงพ่อและพระศรีอาริย์ ย้ำกรรมบถ 10)

ถ้าสมัยนี้บรรดาท่านพุทธบริษัทคนใดมีใจมุ่งหวังพระนิพพานเป็นอารมณ์ หากว่าท่านเป็นพระโสดาบันก็ดี หรือยังไม่เป็นพระโสดาบันก็ตาม พยายามมีความเคารพพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ ให้มั่นคง นึกถึงความตายไว้เป็นปกติ ว่าชีวิตมันต้องตาย แต่ว่าถ้าตายเมื่อไรขอไปนิพพานเมื่อนั้น จิตใจรักพระนิพพานเป็นอารมณ์ ถึงแม้ศีลหรือกรรมบถ ๑๐ จะบกพร่องบ้างก็ตาม ถ้าจิตคิดอย่างนี้อยู่ ตายแล้วไม่ลงอบายภูมิแน่ ก็ไปสวรรค์ ถ้าไปสวรรค์แล้วภายในไม่ช้าถ้าไปเกิดชั้นดาวดึงส์ เทวดาหรือนางฟ้าชั้นดาวดึงส์นี่มีอายุ ๑,๐๐๐ ปีทิพย์ จะมีอายุในดาวดึงส์ไม่ถึง ๓๐๐ ปีทิพย์ พระศรีอาริย์ฯก็จะตรัสเป็นพระพุทธเจ้า ตอนนั้นขณะที่ท่านเป็นเทวดาเป็นนางฟ้า ได้ฟังเทศน์เพียงครั้งเดียวในชีวิตก็สามารถเป็นพระอรหันต์ได้

นี่ขอบรรดาญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย จงอย่าคิดว่าคนอย่างเราไม่มีบุญ ถ้าไม่มีบุญจริงๆ ญาติโยมทั้งหลายมานั่งอยู่ตรงนี้ไม่ได้ ทนไม่ได้เพราะมันเมื่อย เหยียดแข้งเหยียดขาก็ไม่ออก นั่งก็แสนจะลำบาก อาศัยบุญบารมีเก่าของท่านดีมากจึงสามารถมาทนนั่งอย่างนี้ได้ และตั้งใจโดยเฉพาะว่าเราต้องการบุญกุศล โดยเฉพาะอย่างยิ่งวันนี้เราพูดเรื่องโสดาบันและนิพพาน และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับบุคคลใดยังต้องเกิด พระศรีอาริย์ฯท่านเคยฝากบอกไว้ บอกว่าคนของผมอยู่ในระหว่างของท่านหลายแสนคน คนที่เกิดทันสมัยท่านบำเพ็ญบารมีมาด้วยกันนะ ประมาณ ๓ แสนคน ผมฝากด้วย ขอให้ทุกคนรักษากรรมบถ ๑๐ ให้ครบถ้วนทุกวัน

ถ้าเป็นการบังเอิญครบถ้วนทุกวันไม่ได้ วันปกติบกพร่องบ้างก็ตาม แต่ว่าวันพระอย่าให้บกพร่อง วันพระต้องเต็ม อย่างนี้คนพวกนั้นจะเกิดทันสมัยผม และฟังเทศน์เพียงครั้งเดียว ถ้าอย่างอ่อนฟังเทศน์ครั้งแรกก็เป็นพระโสดาบัน ถ้ารักษากรรมบถ ๑๐ ได้ครบถ้วนตลอดทุกวัน ทั้งวันดีวันพระอย่างนี้ฟังเทศน์จบจะเป็นพระอรหันต์ทันที ก็รวมความว่าบรรดาญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลายโดยถ้วนหน้า ที่มานั่งวันนี้ตรงนี้ทุกคนก็เป็นคนมีบุญ บุญเก่าทำมาแล้วมากจึงสามารถนั่งได้ ต่อไปก็ตั้งใจหวังโดยเฉพาะว่าเราต้องการพระนิพพาน

-------------------------------------
บทความตอนหนึ่งจาก เรื่องเริ่มต้นทำสมาธิ หนังสือธรรมปฏิบัติ ๓๘
โดย หลวงพ่อพระราชพรหมยาน
หลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดจันทราราม (ท่าซุง)
อ.เมือง จ.อุทัยธานี













#อย่าผูกพันกับอดีตหรืออนาคต

สิ่งที่ล่วงไปแล้ว ไม่ควรทำความผูกพัน
เพราะเป็นสิ่งที่ล่วงไปแล้วอย่างแท้จริง

แม้กระทำความผูกพันและหมายมั่นให้สิ่งนั้น
กลับมาเป็นปัจจุบัน ก็เป็นไปไม่ได้
ผู้ทำความสำคัญมั่นหมายนั้นเป็นทุกข์แต่ผู้เดียว
โดยความไม่สมหวังตลอดไป

#อนาคตที่ยังมาไม่ถึงนั้น
เป็นสิ่งไม่ควรไปยึดเหนี่ยวเกี่ยวข้องเช่นกัน

#อดีตควรปล่อยไว้ตามอดีต
อนาคตควรปล่อยไว้ตามกาลของมัน
ปัจจุบันเท่านั้นจะสำเร็จประโยชน์ได้
เพราะอยู่ในฐานะที่ควรทำได้ไม่สุดวิสัย

ธรรมะคำสอนหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
(ภูริทตฺตธมฺโมวาท จากหนังสือภูริทตฺตมหาเถรานุสรณ์)













แผ่เมตตาไม่มีประมาณ

" หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ท่านสอนให้ศิษย์ทุกคนได้หัดแผ่เมตตา คือส่งความปรารถนาดีแก่คน สัตว์ ศัตรูหมู่มาร โดยแผ่ไปให้ทั่วจักรวาล ยิ่งแผ่มาก ก็ยิ่งทำให้ในสบาย รักชีวิตและทรัพย์สิน คนอื่นเหมือนกับของตนเอง สังคมก็จะมีความสุขสงบอย่างถ้วนทั่วหลวงปู่แนะวิธีแผ่เมตตาให้บังเกิดผล โดยให้ทำตนและจิตใจเหมือนมารดาที่เลี้ยงลูก ให้ความรัก ความเอ็นดูสงสาร มุ่งหวังจะให้ลูกสุขกายสบายใจ มีอาชีพการงาน มีวิชาเลี้ยงตนเอง ได้ ความรักที่แม่ให้กับลูกเป็นความรักที่บริสุทธิ์ไม่มีพิษภัย และไม่ต้องการผลตอบแทนจากลูก มีแต่ให้อย่างเดียว

ถ้าเราแผ่เมตตาเหมือนกับพระอาทิตย์ส่องแสง เมตตานั้นจะมีพลังสูงยิ่ง เพราะธรรมชาติของพระอาทิตย์ขณะที่ส่องแสงไม่ได้เลือกชุมชน สรรพสัตว์ยากดีมีจน อยู่ที่สูงหรือที่ต่ำ จะใกล้หรือไกล ก็ได้รับความร้อนเท่ากัน เมตตาธรรมก็เช่นกัน ขอให้แผ่ไปให้แก่ชนทุกชั้นทุกระดับ ใครจะรับได้มากน้อย สุดแต่วาสนาบารมีของผู้นั้น "

หลวงปู่แหวน สุจิณโณ
วัดดอยแม่ปั๋ง จ.เชียงใหม่










ปัตตานุโมทนามัย กับ ไวยาวัจจมัย

ผู้ถาม มีคนฝากให้มาถามหลวงพ่อว่า พ่อแม่ไม่ค่อยทำบุญ แต่เป็นคนดี คนซื่อ ถ้าบุตรหลานทำบุญให้ แล้วจะใส่ชื่อของท่านด้วย อยากทราบว่า ท่านจะได้หรือไม่ครับ…?”

หลวงพ่อ เขาโมทนาด้วยหรือเปล่า ถ้าลูกไปบอกว่า “พ่อ(หรือแม่) ฉันทำบุญให้แล้ว” ถ้าท่านยินดีด้วย ท่านได้แน่นอน ถ้าบอก “กูไม่รู้โว้ย” ด่าตะเพิด อันนี้ไม่ได้แน่”

ผู้ถาม อย่างเวลาที่เลิกพระกรรมฐานแล้ว ก็มีคนไปถวายสังฆทานกับหลวงพ่อ แต่หนูไม่มีของ ก็ยกมืออนุโมทนาด้วย อย่างนี้จะมีอานิสงส์ไหมคะ…?”

หลวงพ่อ อานิสงส์ที่จะพึงได้ก็คือ ปัตตานุโมทนามัย เป็นผลกำไรจากการเจริญพระกรรมฐานไม่ต้องลงทุน ถ้าตั้งใจจริงถึง 90 เปอร์เซ็นต์ เจ้าของได้ 100 เปอร์เซ็นต์ เราได้ครั้งละ 90 ผ่านไป 10 คนเราได้ 900 มากกว่าเจ้าของ เอ้า! เยอะจริง ๆ มันทำบารมีให้เต็มเร็ว เร็วมาก

การโมทนา เขาแปลว่า ยินดีด้วย ต้องยินดีด้วยความจริงใจนะ สักแต่ว่าสาธุ มันไม่ได้อะไร คำว่า “สาธุ” ไม่จำเป็นต้องออกเสียง ไม่จำเป็นต้องยกมือไหว้ก็ได้ เอาใจยินดีใช้ได้เลย

และการแสดงความยินดี มันก็คือ มุทิตา เป็นตัวหนึ่งในพรหมวิหาร 4 นี่บุญตัวใหญ่ ที่่พระพุทธเจ้าบอกว่า

จิตเต สังกิลิฏเฐ ทุคติ ปาฏิกังขา
ถ้าก่อนตายจิตเศร้าหมอง ก็ไปอบายภูมิ มีนรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน เป็นต้น

จิตเต อสังกิลิฏเฐ สุคติ ปาฏิกังขา
ถ้าก่อนตายจิตผ่องใส ก็ไปสู่สุคติ หมายถึง สวรรค์ก็ได้ พรหมก็ได้ นิพพานก็ได้ สุดแล้วแต่กำลังใจของเรา

และการโมทนานี้ทำให้ชุ่มชื่นใจ ใช่ไหม…เขาทำดีเรายินดีด้วย ยินดีกับความดีของเขา ไม่ช้าเราก็ดีตามเขา เพราะเราเห็นเขาดี เราก็ชอบดีใช่ไหม…แต่อย่าไปชอบดีเฉยๆ นะ ต้องทำดีด้วยนะ ทำบุญด้วยตนเองบ้าง”

ผู้ถาม หลวงพ่อครับ ปัตตานุโมทนามัย กับ ไวยาวัจจมัย นี่เหมือนกันไหมครับ…?”

หลวงพ่อ “ไวยาวัจจมัย เขาแปลว่า ขวนขวายในกิจการงาน เช่น เขาส่งสตางค์มาทำบุญ เราช่วยส่งต่อ หรือพวกที่ช่วยขนสังฆทาน นี่ก็พลอยได้บุญไปด้วย มีอานิสงส์ต่ำกว่าบวชเณรนิดหนึ่ง ไม่เบานะ

แต่ ปัตตานุโมทนามัย ไม่ต้องลงทุน แต่พวกถือมานี่ ยังต้องออกแรงนะ พวกโมทนานี่ไม่ต้องออกแรงเลย แต่อย่าลืมนะ ว่าเอาแค่โมทนาอย่างเดียวไม่ดีนะ ต้องอาศัยคนต้นตลอด ถ้าไม่ได้อาศัยคนต้นจริงๆ จะสำเร็จมรรคผลไม่ได้ เช่นเดียวกับพระนางพิมพา ต้องอาศัยพระพุทธเจ้าตลอด”

(จากหนังสือหลวงพ่อตอบปัญหาธรรม ฉบับพิเศษ เล่ม 1 หน้า 35-36)












“ทำไมเราต้องละความอยาก”

ทำไมเราต้องละความอยาก เพราะความอยากจะนำเราไปสู่ความทุกข์ไม่ใช่ไปสู่ความสุข ความสุขที่ได้จากการทำตามความอยากเป็นความสุขปลอมเป็นความสุขเดี๋ยวเดียว เป็นเหมือนเหยื่อที่ติดอยู่ปลายเบ็ด เหยื่อนี่มันชิ้นเล็กๆ เท่านั้นเอง แต่พอเราไปฮุบเหยื่อแล้วทีนี้เป็นยังไง ถูกตะขอเบ็ดเกี่ยวปาก เสียชีวิตเลยไหมปลา ปลาโง่ไม่ฉลาด เหมือนเหยื่อที่ติดอยู่ปลายเบ็ดคิดว่าเป็นอาหารอันโอชะ พอไปฮุบเหยื่อเข้าก็ถูกตะขอเบ็ดเกี่ยวปาก ถูกเขาดึงไปจับไปฆ่าลงหม้อแกง แต่ถ้าปลาฉลาดเห็นว่าโอยมันมีตะขอเบ็ดซ่อนอยู่นะ อย่าไปฮุบมันดีกว่า ถอยดีกว่า ก็จะปลอดภัย

จิตที่ฉลาดมีปัญญาก็จะเห็นว่าความสุขที่จะได้จากการทำตามความอยากนี้เป็นเหมือนกับเหยื่อที่ติดอยู่ปลายเบ็ด เพราะถ้าไปฮุบแล้วมันจะติด มันจะต้องอยากได้อยู่เรื่อยๆ ได้มาปั๊บเดี๋ยวมันก็หมดแล้ว เที่ยวมาปั๊บเดี๋ยวกลับมาบ้านเดี๋ยวมันก็หายไปแล้ว พรุ่งนี้ก็อยากไปเที่ยวใหม่แล้ว ถ้าไม่ได้ไปเที่ยวก็ทุกข์หล่ะสิ ทรมานใจแล้ว นี่คือปัญญา ทำไมเราต้องไม่ทำตามความอยาก ทำไมเราต้องละความอยาก เพราะความอยากเป็นผู้ที่จะดึงให้เราต้องไปทุกข์ ไม่มีวันจบไม่มีวันสิ้น เป็นผู้ที่จะดึงให้เราต้องไปเวียนว่ายตายเกิดอย่างไม่มีวันสิ้นสุด

ถ้าเรารู้ด้วยปัญญาทุกครั้งเกิดความอยากเราก็จะสู้กับมันด้วยสติ มีสติมีปัญญาแล้วก็ต้องมีสติ สติปัญญานี้เป็นอาวุธเหมือนมือซ้ายมือขวาช่วยกันสนับสนุนกัน ปัญญาจะเป็นผู้สอนว่าทำไมไม่ควรทำตามความอยาก สติเป็นผู้หยุดความอยาก พออยากเราก็พุทโธพุทโธพุทโธไป หยุดคิดถึงเรื่องที่เราอยากเดี๋ยวมันก็หายไป หรือคิดในเรื่องที่ทำให้เราไม่อยาก เช่นคิดถึงแฟนก็คิดถึงศพเขา ก็คิดเขาเป็นซากศพคิดถึงอวัยวะต่างๆ ที่มีอยู่ในร่างกายเขา ก็ไม่อยากจะได้เขามาเป็นแฟน ถ้าเห็นโครงกระดูกเขาเห็นตับไตไส้พุงของเขา เห็นกระดูกเห็นอุจจาระเห็นปัสสาวะของเขา มันก็จะทำให้หายอยากได้ นี่ก็คือการใช้สติ ให้คิดไปในทางที่จะทำให้ไม่อยาก หรือไม่เช่นนั้นก็หยุดคิด ใช้พุทโธหยุดคิดไปได้ทั้งสองอย่าง ถ้าเห็นเป็นอสุภะได้ยิ่งดีใหญ่เพราะมันจะไม่อยากเลยต่อไป เห็นแฟนทีไรก็เห็นเป็นโครงกระดูกเห็นเป็นซากศพไป เห็นอาหารก็เห็นว่ากลายเป็นอุจจาระไป อาหารที่เรากินมันจะกลายเป็นอะไร มันไม่เป็นอุจจาระมันจะเป็นอะไร มันก็ไปเสริมอาการ ๓๒ บางส่วนก็ไปเสริมผมขนเล็บฟันหนัง ส่วนที่ไม่ไปเสริมก็กลายเป็นอุจจาระไป กินอาหารก็เหมือนกับกินอุจจาระนี่เอง ถ้าทุกครั้งที่เราอยากจะกินอาหาร เช่นเราถือศีล ๘ แล้วตอนเย็นนึกอยากจะกินอาหารก็คิดว่ากำลังจะกินอุจจาระ พอคิดอย่างนี้มันก็หายหิวเลย ไม่อยากกิน

นี่คือวิธีการใช้ปัญญาเพื่อหยุดความอยากต่างๆ ต้องมองมุมกลับอย่าไปมองมุมที่มันกิเลสชอบมอง กิเลสชอบมองมุมสวยเราก็ต้องมองมุมที่มันไม่สวย กิเลสชอบมองมุมที่อร่อยเราก็ต้องมองมุมที่ไม่อร่อย แล้วความอยากกินก็ไม่มี ความอยากจะนอนกับแฟนก็ไม่มี นี่คือปัญญาที่จะทำให้เราละความอยากต่างๆ ได้ เมื่อเราละความอยากต่างๆ ได้ การที่จะไปเกิดต่อไปก็ไม่มี เพราะเหตุที่จะดึงไปเกิดมันไม่มี เหมือนน้ำมันที่หมดถ้าเราไม่เติมน้ำมันพอน้ำมันหมดเราไม่เติม รถมันก็วิ่งไม่ได้ น้ำมันที่พาให้จิตเราไปเวียนว่ายตายเกิดก็คือความอยากนั่นเอง แต่ทุกครั้งที่มันอยากเราก็ไม่ไปเติมมัน เราไม่ไปทำตามความอยาก ต่อไปความอยากมันก็หมด หมดแล้วมันก็จะไม่มีอะไรมาดึงให้เราไปเกิดแก่เจ็บตายอีกต่อไป.

ธรรมะบนเขา
วันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑
“เหตุของความแตกต่าง”
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 9 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร