วันเวลาปัจจุบัน 24 ก.ย. 2020, 01:51  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 11 พ.ค. 2020, 04:51 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 3904


 ข้อมูลส่วนตัว


" แม้ไม่ต้องการความทุกข์
ในภพชาติหน้า ก็ต้องทำใจ
ให้ไม่มีความทุกข์เสียตั้งแต่
ในภพชาติปัจจุบันนี้

ไม่ปรารถนาเป็นอะไร
ไม่ปรารถนาเป็นอย่างไร
ในชาติหน้า ก็ต้องทำใจ
คือทำใจไม่ให้เกาะเกี่ยว
ข้องอยู่กับอะไรนั้น
กับอย่างนั้น ตั้งแต่ใน
ปัจจุบันชาติ จึงจะสม
ปรารถนา ไม่เช่นนั้น
ก็จะสมปรารถนาไม่ได้

การทำใจให้เป็นสุข
ปราศจากทุกข์ แม้
พอสมควรขณะใกล้ดับจิต
คือการเลือกชีวิต
ในภพชาติใหม่
ให้มีความสุข ปราศจาก
ความทุกข์ได้พอสมควร

แต่การจะสามารถทำใจ
ให้เป็นเช่นไรในเวลา
ใกล้จะดับจิตนั้น ก็มิใช่
จะทำได้ทันที โดยมิได้
มีความคุ้นเคยกับ
ความรู้สึกเช่นนั้นมาก่อน.."

พระโอวาทธรรม
สมเด็จพระญานสังวร
สมเด็จพระสังฆราช
สกลมหาสังฆปริณายก
องค์ที่ ๑๙











" การเกิดกับการตายนี้
เป็นของคู่กัน ใครจะ
ไม่อยากตายเท่าไร
ก็ติดอยู่กับตัวแล้ว
ไม่อยากก็ได้ตาย
เกิดแล้วต้องตายเป็น
ของคู่ควรกัน

แต่การพิจารณาตัวเอง
ให้จิตใจมีทางหลุดพ้น
ไปจากกองทุกข์ทั้งหลายนี้
เป็นเรื่องของธรรม

ให้มีสติมีปัญญาใคร่ครวญ
ทางด้านจิตใจของตนอยู่
เสมอ จะเป็นความพาก
ความเพียรไปตลอด

ถ้าไม่มีสติแล้ว
ไม่มีความเพียร
ความเพียรขาด
สติขาดเมื่อไร
ความเพียรขาดเมื่อนั้น

เราอย่าเข้าใจว่าเดินจงกรม
หย็อกๆ หรือนั่งสมาธิเป็น
หัวตออย่างนี้ว่าเป็นผู้มี
ความเพียร

ถ้าไม่มีสติ จะนั่งจนตาย
ก็ไม่เกิดประโยชน์
เดินจงกรมจนขาหัก
ก็ไม่ได้เรื่องได้ราว
อยู่กับสติเป็นสำคัญ "

โอวาทธรรม
หลวงตาพระมหาบัว
ญาณสัมปันโน









*** #ก่อนตายเห็นอะไร ?***

"...ทีนี้เวลาที่จะตายให้สังเกตตามนี้ ถ้าหากว่าจะไปนิพพานได้ ทุกคนจะเห็นพระพุทธเจ้าสวยงามมาก อยู่ใกล้ท่านหรือเห็นพระอรหันต์อยู่ใกล้ อันนี้ต้องเห็นทุกคน ขอยืนยันว่าเห็นทุกคนถ้ายังไม่เห็นพระพุทธเจ้า ยังไม่เห็นพระอรหันต์ หรือเทวดา หรือพรหมก็ตาม เวลานั้นมันยังไม่ตายป่วยหนักยังไงก็ยังไม่ตาย ถ้าเวลาจะตายจะต้องเห็น ถ้าเห็นพระพุทธเจ้า หรือพระอรหันต์อยู่แนวหน้า ข้างหลังเป็นเทวดากับพรหมอย่างนี้ ท่านไปนิพพานกันแน่

ถ้าบังเอิญมีเทวดาหรือพรหมอยู่ข้างหน้าอย่างนี้ ยังไม่ไปนิพพาน อย่างนี้ถ้าตายแล้วต้องเป็นเทวดา เป็นพรหมหรือเป็นนางฟ้า แต่ก็ไม่ใช่ของแปลกถ้าเป็นเทวดาก็ตาม เป็นนางฟ้าก็ตาม เป็นพรหมก็ตาม อีกไม่นานนัก พระศรีอาริย์ ก็ตรัส เราก็ฟังเทศน์จากพระศรีอาริย์เพียงแค่จบเดียวอย่างต่ำก็เป็นพระโสดาบัน แต่ความจริงถ้าบำเพ็ญบารมีกันอย่างนี้เขาไม่เป็นพระโสดาบันกันหรอกนะ ถ้าสมมุติว่าเรายังไม่ได้นะตายจากความเป็นคนเป็นเทวดา เป็นนางฟ้าฟังเทศน์จากพระศรีอาริย์แล้วเป็น พระโสดาบัน ก็ซวยเต็มที อย่างนี้อย่างเลวต้องเป็น อนาคามี เป็นอย่างน้อย เพราะบารมีถึงแล้ว หลังจากนั้นก็ต่อบุญบารมีของเราเรื่อยขึ้นไปจนถึงนิพพาน เป็นอันว่าร่างกายประเภทนี้ที่เราไม่ต้องการไม่ต้องพบมันอีก..."
------------------------------------------------
ธรรมโอวาท หลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง
จาก : รวมคำสอนธรรมปฏิบัติเล่ม ๑๔ หน้า ๒๘











"เดินธรรมะต้องสายกลาง
เดินให้พอดีของกายของจิต
อย่าให้ตึง อย่าให้หย่อน
ต้องรู้มัชฌิมาของตัว
ต้องสอนตัวเองก่อน
ภายนอกมีทาน ศีล ภาวนา
ภายในมีแต่ความพอดี"

- หลวงปู่บุดดา ถาวโร











#ถ้าจะเอ่ยถึงคำสอนของ #ท่านพ่อลี

มีคำสอนอยู่ประโยคหนึ่ง ที่ไม่ว่าท่านพ่อจะไปเทศน์ที่ไหน ถ้ามีเวลาและโอกาสท่านพ่อจะเทศน์เสมอ คือ

เรื่อง คนเรานั้นจะเก่งแค่ไหน จะดีเพียงใด จะชั่วช้าสามาน จะร่ำรวยเป็นเศรษฐี จะยากจนข้นแค้น สมองจะฉลาดมากแค่ไหน หรือโง่จนไม่มีความคิด ไม่มีใครสามารถ หนีของ 4 สิ่งนี้ได้เลยคือ

#ความจริง #เวลา #ความตาย และ #จิตใจ



1-
#ความจริง

ในที่นี้รวมถึงตัวเราและคนอื่นด้วยนะ คนอื่นมาหลอกเราเราก็ต้องรู้เข้าสักวัน เราหลอกคนอื่นช้าเร็วเขาก็ต้องรู้ เพราะฉะนั้นความจริง เป็นของที่หนีไม่พ้นปิดไม่มิด ต้องยอมรับ

2-
#เวลา

เป็นสิ่งที่ต้องจำกัดจะช้าหรือเร็ว ก็ต้องมาถึงตัวเราแน่นอน หลีกเหลี่ยงคงไม่ได้ ผัดผ่อนไปก็เท่านั้นไม่วันนี้ก็พรุ่งนี้ ไม่พรุ่งนี้ก็มะลืนนี้เป็นแบบนี้อยู่ร่ำไปเพราะฉะนั้นเวลา ก็เป็นของที่หลบไม่มิด หลีกไม่พ้นต้องยอมรับ

3-
#ความตาย

สิ่งนี้รู้ทุกคนเก่งขนาดไหน ใหญ่เท่าใดทำอย่างไรก็ไม่พ้น ต่อให้มีหมอดียาดียังต้องตาย เมื่อความตายมาถึง ให้เอาทองมากองท้วมหัวก็ไม่มีประโยชน์ เอาไม่อยู่ เพราะฉะนั้นความตายเป็นของที่หนีไม่พ้น หลบไม่รอดต้องยอมรับ

4-
#จิตใจ

ตัวนี้สำคัญที่สุด ทำอะไรใจรู้หลอกตัวเองคงไม่ได้ ถ้าใครหลอกตัวเองได้อันนี้แย่ที่สุด จะทำอะไรให้ทำจิตให้ดี ยอมรับในสิ่งที่ได้ ปรับตัวในสิ่งที่ขาดจะได้ไม่โกงตัวเอง เพราะฉะนั้นจิตใจก็เป็นของที่หนีไม่ออก มันอยู่กับตัวเราเราต้องยอมรับ.

4สิ่งนี้. ท่านพ่อย้ำนักย้ำหนาว่าให้เอากลับไปคิต จะได้เป็นคนที่คิดดีทำดีและ #เตรียมตัวไว้ก่อนตาย

ท่านพ่อลี ธมฺมธโร












#เรื่องรู้วาระจิต

มีเหตุการณ์...จากพระรูปหนึ่ง ที่เข้ามาอยู่ฝึกหัดปฏิบัติกับหลวงปู่ ที่วัด

และแน่นอน บางครั้งคนเราชอบมองภายนอก มากกว่าภายใน เลยกลายเป็นคนชอบจับผิดคนอื่น พระใหม่องค์นี้ ก็เช่นกัน

ครั้งปกติ หลวงปู่จะฉันภัตตาหารเช้านั้นทุกวัน ก็จะมีญาติโยมนำอาหาร ต่างมาถวายเยอะแยะ ตามรูปที่ปรากฏ

และบางที หลวงปู่ก็เมตตาตักอาหารต่างๆ ที่เขานำมาถวาย แต่เนื่องจากความชราภาพ เมื่อหลวงปู่ตักอาหาร ตักแกง เลยทำให้มือไม้สั่น น้ำแกงหกเรี่ยราด ลงพื้นบ้าง ลงบาตรบ้าง ลงเปื้อนผ้าบ้าง

พอพระองค์นี้ เห็นอาการภายนอกเช่นนั้น ก็คิดในใจว่า

"ทำไมหลวงปู่ ถึงฉันด้วยอาการอย่างนี้ ดูแล้วไม่งามเลย หกเรี่ยราดไปหมด"

เท่านั้นล่ะ หลวงปู่ท่านก็พูดออกมาว่า

หลวงปู่ "เห็นภายนอก เฮาสกปรก แต่ภายในเฮา สะอาดเด้"

พอหลวงปู่ พูดดักใจของพระองค์นั้น เท่านั้นล่ะ แกเชื่อสนิทใจว่ามหลวงปู่รู้วาระจิต ต่อไปต้องระวังสำรวม ให้มากขึ้น

เรื่องรู้วาระจิตนี้ เป็นเรื่องอจินไตยบางทีท่านรู้ แต่จะพูดหรือไม่พูดเท่านั้นเอง

ถ้าท่านพูด ก็เพื่อปรามให้เราจงระวัง อย่าคิดเป็นบาปอกุศล ต่อพ่อแม่ครูอาจารย์ มันจะเป็นกรรมหนัก นี้ ก็เพราะความเมตตา ของหลวงปู่

หลวงปู่ พูดเมื่อเช้าว่า "เฮานี้ มีแต่เมตตา บ่แม่นเมตตาธรรมดาเด้ เมตตาหลายกิโลพูน"

พอพูดจบท่านก็ยิ้มเปิดโลก ให้เหล่าลูกศิษย์ได้อิ่มใจ

หลวงปู่แสง ญาณวโร


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 5 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร