วันเวลาปัจจุบัน 22 ก.ย. 2023, 15:07  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 ม.ค. 2023, 11:57 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 4984


 ข้อมูลส่วนตัว


นิพพานคือ #ผู้มีจิตที่ไม่ตาย

คำว่าไม่ตายคือ ไม่ตายไปกับราคะ โทสะ โมหะ ถึงแม้ว่าหลวงปู่ผู้เป็นพระอรหันต์จะดับขันธ์นิพพานไปแล้ว แต่พระจิตอันบริสุทธิ์จะยังไม่ตาย จะตายยังไง ก็เห็นๆ กันอยู่ ...

หลวงปู่ไมจะเล่าให้ฟัง เมื่อครั้งที่หลวงปู่ไมไปสร้างวัดป่าหนองช้างคาว ใหม่ๆ #หลวงปู่มั่นซึ่งเป็นพระอรหันต์ท่านก็มาเยี่ยมหลวงปู่อยู่บ่อยๆ ท่านนิพพานไปนานหลายปีตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๙๒ #พระอุปคุตท่านก็มาเยี่ยมหลวงปู่ ซึ่งท่านนิพพานไป ๒ พันกว่าปี และเมื่อครั้งที่หลวงปู่ไมเป็นเณรอายุ ๑๙ ปี มีพระอรหันต์ที่ยังมีชีวิตอยู่มาเยี่ยม พระอรหันต์องค์นั้นคือ หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ ...ตอนนั้นหลวงปู่ไมเป็นเณร นั่งภาวนาอยู่ในกุฏิ จิตใจสว่างไสวอยู่นั้น #เห็นหลวงปู่อ่อนเหาะมาโดยอากาศ มาสนทนาธรรม แก้ปัญหาธรรมให้เณรไมอยู่เป็นประจำ จึงทำให้เณรไมได้บรรลุธรรมขั้นสูงขึ้นเป็นลำดับ เณรไม เมื่อได้หลวงปู่อ่อนเป็นพ่อแม่ทางธรรมเพิ่มอีก จึงอยากจะตอบแทนบุญคุณ จึงได้ถามหลวงปู่อ่อนว่า "หลวงปู่ครับ หลวงปู่มาจากวัดไหนครับ?" หลวงปู่อ่อนก็ตอบว่า "มาจากวัดป่านิโครธาราม อำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี ซึ่งห่างจากวัดของเณรไม ประมาณ ๑๐๐ กิโลเมตร"

...นี้แหละความอัศจรรย์ของการภาวนา ทั้งๆ ที่ไม่เคยเห็นหน้าตากันเลย ก็ได้เห็นกันในทิพย์จักษุ ได้เห็นทั้งพระอรหันต์ที่ยังมีชีวิตอยู่มาเยี่ยม และได้เห็นทั้งพระอรหันต์ที่นิพพานไปแล้วมาเยี่ยม ...คำว่านิพพานจะเรียกว่า "ผู้มีจิตที่ไม่ตาย" ก็ไม่ผิด

หลวงปู่ไม อินทสิริ
(เทศน์สอนพระเณร)







คาถาใด ๆ ก็สู้เมตตาไม่ได้
เพราะเมตตานั้น ใครเห็นก็รัก

โอวาทธรรม
#พระพรหมวชิรคุณ
ท่านพ่อไพบูลย์ สุมงฺคโล






#มาหาพระก็มาหาแต่ของดี

"... ไม่รู้ว่า... ของดีอยู่ที่ไหน​ ไม่มี
ของดีหรอก..!!
... ต้องรักษาเอา... มันถึงจะดี
... เราไม่ได้ทำความดี
... ถึงจะหาของดี... ก็ไม่ได้ดี ..."
———
#หลวงพ่อชา_สุภัทโท
วัดหนองป่าพง อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี







สำหรับนักปฏิบัติแล้ว ถ้าเราพร้อมที่จะเรียนรู้ ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะเป็นครูของเรา ไม่ว่าจะเป็นความสำเร็จหรือความล้มเหลว
ความทรงจำอันสวยงามหรือไม่งาม ที่ยังมีชีวิตอยู่หรือสิ้นไปแล้วก็ตาม

ทีนี้เราเรียนรู้อะไรล่ะ

เรียนรู้ว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวง เหล่านี้ล้วนเป็นเพียงสภาวะของจิตเท่านั้น เราปรุงแต่งขึ้นมาเองแล้วไปยึดเอาไว้

เมื่อรู้แล้วก็ปล่อยวางไป เรายอมให้ชีวิตเป็นไปตามกฎของธรรมชาติ และมองมันอยู่ ให้สิ่งที่เกิดจากปัจจัยปรุงแต่ง นำเราไปสู่สภาวะที่ไม่มีการปรุงแต่ง

หลวงปู่สุเมโธ
#พระพรหมวชิรญาณ







…คนเราต่างกันที่บุญและบาป
ถ้าได้ทำบุญเต็มที่แล้ว
“ ใจก็จะเต็มไปด้วยบุญ “

.เหมือนน้ำเต็มแก้วแล้ว
เติมเข้าไปอีกน้ำก็จะล้น
ถ้ามีน้ำเพียงครึ่งแก้วแล้วไม่เติม
ก็ยังจะมีน้ำเพียงครึ่งแก้ว

.ใจก็เหมือนกัน ..ถ้าบุญยังไม่เต็ม
“ ใจก็ยังมีความหิวอยู่ “.
……………………………………………
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี
กำลังใจ ๕๒ กัณฑ์ที่ ๔๒๑
๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔







#เป็นผู้มีวิหารธรรมอยู่ในใจ——- ผู้ปฏิบัติธรรมน่ะ แม้ว่าใครจะทำอะไรไม่พออกพอใจ เราก็ไม่ถือ ละทิ้งให้หมดไปเลย ไอ้ความไม่พอใจนั่นเป็นกิเลส

เรื่องที่เขาพูดมานั้นเมื่อจิตเราไม่หวั่นไหว ไม่ยึดถือซะแล้ว มันก็ดับไป มันไม่ใช่มีตัวมีตน เหมือนหอกดาบมาทิ่มแทงเอาอย่างนั้น หามิได้เลย

อืม ต้องให้เข้าใจ ต้องเรียนรู้ รู้ "กฎธรรมดา"เหล่านี้นะ ไอ้ความชั่วมันก็เป็นกฏธรรมดาอย่างหนึ่ง

ถ้าตนมีความชั่วอย่างนั้นอยู่ในใจ ตนก็ปล่อยออกไปกระทบกระทั่งผู้อื่น ถ้าผู้อื่นมีความชั่วอย่างนั้นอยู่ในใจ เขาก็ปล่อยออกไปกระทบกระทั่งผู้อื่น มันก็เป็นอยู่อย่างนี้

เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงได้ทรงสอนให้รู้จักให้อภัยต่อกัน เพราะความพลั้งเผลอมันมี บุคคลละกิเลสยังไม่หมด เมื่อความพลั้งเผลอของใครเกิดขึ้นแล้ว เราก็ต้องระลึกเสมอ..อ่อ ผู้นี้เผลอแล้ว อย่างนี้เราก็ไม่ถือสา เราก็นิ่งเสียอย่างนี้นะ

นิ่งทางภายนอกด้วย ควบคุมจิตให้นิ่งอยู่ภายในด้วย ไม่ให้จิตมันหวั่นไหว แบบนิ่งแต่ภายนอก แต่ภายในจิตใจยังหวั่นไหวอยู่ มันก็ใช้ไม่ได้อีกเหมือนกัน

เหตุนั้นต้องให้มันนิ่งภายใน แล้วก็มันนิ่งภายนอกอีกด้วยกัน เช่นนี้มันจึงไม่กำเริบขึ้นมาอีก กิเลสเหล่านั้นน่ะ มันเป็นอย่างนั้น

นี่ล่ะขอให้พากันศึกษาให้เข้าใจ อย่าไปศึกษาแต่เรื่องศีล เอ้าตนมีศีลอยู่นี้ไม่ล่วงสิกขาบทนั้น เท่านี้แล้วไม่หวนนึกถึงธรรมะประกอบกันนี่ไม่ได้เลย เมื่อไม่มีธรรมะอยู่ในใจแล้วหน่อยนึงมันก็ทำลายศีลอีกแล้ว มันเป็นเช่นนั้น

เพราะศีลธรรมมันจึงว่าได้เป็นคู่กันนั่นแหละ เป็นคู่กัน ท่านจึงเรียกว่า เป็นผู้มี “วิหารธรรม” อยู่ในใจ อืม เป็นอย่างนั้น

--------------------
หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ
ส่วนหนึ่งจากพระธรรมเทศนาหัวข้อ
"สติใคร่ครวญเสียก่อนจึงค่อยพูด ปี พ.ศ. ๒๕๓๖"


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 20 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร