วันเวลาปัจจุบัน 16 ม.ค. 2026, 05:48  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสต์ เมื่อ: เมื่อวานนี้, 04:51 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 5461


 ข้อมูลส่วนตัว


อำนาจของบุญ บุญเป็นสิ่งที่พึ่งได้จริง
"สุภาสิตา จ ยาวาจา เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ"
"วาจาใดอันชนกล่าวแล้วด้วยดี ข้อนี้เป็นมงคลอันสูงสุด”

เรื่องของการบุญทานกุศลนั้น ท่านเล่าว่า ที่บ้านของท่าน บิดามารดาใส่บาตรเป็นประจำทุกวัน เมื่อท่านยังเล็ก มารดาก็จะอุ้มมาใส่บาตรด้วย

พอโตขึ้นหน่อย ก็จะให้ยืนอยู่ข้าง​ๆ คอยใส่ข้าว หรือ หย่อนขนมลงในบาตรพระ ทุกวันพระบิดามารดา ก็จะพาไปวัดด้วย สอนลูกให้รู้จักทำบุญแต่เล็กแต่น้อย

ท่านเล่าว่า ใส่บาตรเป็นประจำทุกวัน และ ไปวัดในวันธรรมสวนะทุกครั้ง...ไม่เคยขาด เว้นแต่เจ็บป่วยเท่านั้น

ท่านสังเกตว่า ของที่ใส่บาตร มารดาของท่านจะต้องจัดอย่างประณีต เลือกเฟ้นแต่ของที่ดีที่สุดในบ้านมาใส่บาตรก่อน ที่เหลือจึงจะให้สามีและลูกๆ ต่อไป ไม่ว่าเป็นอาหารคาวหวาน หรือส้มสูกลูกไม้ใดๆ ที่ปรุงหรือหาซื้อมาได้

แม้ของที่ญาติหรือเพื่อนให้มา ก็จะต้อง “เก็บไว้ใส่บาตร เก็บไว้ถวายพระ” หากมีจำนวนมากพอดอก จึงจะเหลือให้ทางบ้านได้ลิ้มรส

ท่านเป็นเด็ก ยังไม่รู้จักการทำบุญสุนทานอย่างถ่องแท้ พ่อแม่เพียงพาทำ ก็ไม่เคยเห็นประโยชน์ประจักษ์ใจ มองดูการกระทำของมารดาอย่างรำคาญนิด​ๆ อิจฉาหน่อย​ ๆ

#รำคาญ ที่ทำไมในบ้าน จึงได้กุลีกุจอแต่การบุญ จะไปเที่ยววิ่งเล่น แม่ก็เรียกให้ถือของไปวัดเสียแล้ว! ข้าวของอาหารอย่างดีเลือกสรรไปถวายพระหมด น่าที่บิดาจะห้ามปราม หรือมีทีท่าไม่พอใจ แต่ท่านก็กลับเออออเห็นด้วย บางครั้ง ช่วยเลือกให้เสียด้วยซ้ำ

#อิจฉา นั้นก็น่าคิดอยู่บ้าง เพราะของดีๆ อย่างนั้น น่าที่ให้ลูกได้กินได้ชิมบ้าง กลับไปทำบุญหมด ถวายพระนั้นลูกก็ไม่ว่า แต่ถวายหมด ถวายแต่ของดีๆ ความจริง...พ่อแม่นั่นแหละควรจะแบ่งไว้กินเองบ้าง

คิดอยู่ในใจไม่นาน ปากก็อดเปรยออกมาไม่ได้สองสามครั้ง มารดาก็จะห้ามทุกครั้ง อย่าคิดอย่างนั้นนะลูก บาป อิจฉาพระ...! หลายครั้งเข้า มารดาก็จะอธิบายต่อ บุญมีซิลูก ถ้าไม่มี พ่อแม่จะทำไปทำไม

ที่จริงท่านก็มิได้จะตั้งใจค้าน เพราะจิตใจท่านเองก็พอใจการทำบุญอยู่มาก แต่ที่พูดไปนั้น ปรารถนาจะให้บิดามารดา ได้กินอาหารดีๆ บ้างเท่านั้น

วันนี้ ก็คิดจะยอมแพ้แล้ว แต่วิสัยเด็ก ก็อยากจะใช้คารมอวดเก่งกับผู้ใหญ่บ้าง จึงแกล้งบ่น

“บุญ...มีเป็นอย่างไร ไม่เห็นนี่ครับ ตัวบุญเป็นอย่างไร จับได้ ถูกต้องได้ไหมครับ”

คิดว่า คงจะถูกมารดา เงื้อมือซัดสักผาง ซึ่งท่านตั้งใจจะกระโดดหนี แล้วพ่อแม่ลูก ก็จะหัวเราะกัน ที่ลูกยั่วแม่สำเร็จ

คราวนี้ผิดคาด ท่านทั้งสองสบตากัน อาจจะเป็นเพราะเห็นว่า ลูกชายมีวันเติบโตพอจะรู้ความควรไม่ควรแล้ว ท่านจึงเล่าความให้ลูกน้อยฟัง...บิดาท่านเองเป็นผู้เล่า

ท่านเริ่มต้นว่า

ดีแล้ว ที่ลูกพูดขึ้นมาเช่นนี้ ถามว่า บุญ ที่ว่ามี...มี นั้นเป็นอย่างไร ตัวบุญเป็นอย่างไร จับต้องได้ไหม ถูกต้องได้ไหม ตัวบุญ...นั้นแน่นอน จับไม่ได้ ถูกต้องไม่ได้ แต่ลูกลองฟังเรื่องนี้ดู...

ระหว่างนั้น บ้านเรายังไม่มีฐานะพอมีพอกินเช่นอย่างเดี๋ยวนี้ ถึงจะมีความรู้ทางหมออยู่บ้าง แต่ก็ยังไม่ได้เปิดร้านยา อาชีพหลักคือทำไร่ ทำสวน แต่ก็พยายามหาของใส่บาตรทุกวัน ส้มหน่วยกล้วยใบ ก็ใส่บาตรไปตามมี...มิได้ขาด

#วันหนึ่ง มันเข้าตา จนจริงๆ เงินไม่เหลือติดบ้านเลยสักสตางค์ ที่บางครั้งเคยมีคนมาขอซื้อยาบ้าง วันนั้นเงียบหาย รุ่งขึ้นเป็นวันพระตั้งใจจะไปทำบุญที่วัด ไม่มีเงินเลยจะทำอย่างไร ทุกครั้งว่าลำบากๆ ยังพอหยิบฉวยกล้วยอ้อยในสวนไปวัดได้บ้าง วันนี้อับจนไปหมด เคยทำบุญ เคยไปวัด ก็ไม่ได้ไป มันคับแค้นแน่นใจจริงๆ

#บ่น ปรึกษากันจนตีหนึ่ง ตีสอง สองคนสามีภรรยา รำพันว่า เกิดมาชาติหนึ่ง ทำไมจนเหลือเกิน อดีตเราคงไม่เคยทำบุญทำทาน หรือทำก็เล็กน้อยไม่สม่ำเสมอ ไม่เคยสงเคราะห์คนอื่น ชีวิตชาตินี้จึงได้ลำบากยากเข็ญนัก น้ำตาคลอร้องไห้กัน ด้วยความคับแค้นใจ...เทวดาฟ้าดิน ไม่เห็นใจเราบ้างเลย เราอยากจะไปวัด ก็จะไม่ได้ไป!

รุ่งสว่าง บิดาก็คิดว่า ไปไร่อ้อยดีกว่า คิดเอาเสื้อมาใส่ จะถีบจักรยานไปไร่ไปสวน พอหยิบเอาเสื้อจากที่แขวนข้างฝา กระเป๋าเสื้อก็ดังกรุ๋งกริ๋งๆ ท่านก็คิดประหลาดใจว่า เสียงอะไร เหมือนเสียงโลหะกระทบกันขยับเสื้อ เสียงดัง กรุ๋งกริ๋ง ก็ยังคงอยู่

บิดา เอามือล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ ได้เงินมา ๒ แถบ !

สมัยนั้น ทางภาคเหนือยังใช้เงินแถบอยู่ ที่ลำปางก็เช่นเดียวกัน ท่านพลิกเงินแถบไปมาอยู่ในมือ เอ...มันเหมือนเงินแถบ ใช่หรือเปล่านี่ รูปร่างก็เงินแถบจริงๆ เคาะ...ดีก็ดังเหมือนเสียงโลหะเงิน เอ...เป็นเงินจริงหรือเงินปลอมกันนี่...เสียงดังก็คล้ายเงินจริงๆ

ว่าแต่ว่า...ใครเอาเงินมาให้นะ แม่คำก็ไม่ใช่ บ่นอยู่ด้วยกันจนดึกดื่น คนอื่นจะเอามาก็ไม่มีทาง เสื้อตัวนี้แขวนอยู่ตั้งแต่เย็น ตอนจะหาเงินมาทำบุญ ก็แทบจะพลิกกระเป๋าตลบกลับออกดู ไม่มีวี่แวว...ไม่มีเลย เราปิดประตูบ้านแต่หัวค่ำ เสื้อก็แขวนอยู่ตรงนั้น ใครจะเอาเงินมาใส่ในกระเป๋าเสื้อได้ !

สุดท้าย...ท่านก็นำเงินไปซื้อของ ใจไม่ค่อยดีเวลาเขาห่อของให้แล้ว ท่านส่งเงินให้เขาเป็นการชำระค่าของ เกรงเขาจะคืนมา...แต่เอ...เขาก็รับเงินดิบดี ขายของให้เป็นปกติ

บิดาจึงได้เงิน ๒ แถบที่มาปรากฏในกระเป๋าเสื้ออย่างแปลกประหลาดนี้ เอาไปซื้ออาหารไปวัดได้

ได้เงินวันละ ๒ แถบ ทุกเช้าหยิบเสื้อมา จะมีเงินมาปรากฏขึ้นวันละ ๒ แถบ ให้ได้นำไปจับจ่ายซื้อข้าวของไปใส่บาตรไปวัด ท่านปิดปากเงียบ รู้อยู่คนเดียว ยังไม่กล้าเล่าให้ภรรยาฟังเกรงจะว่า เพ้อ หรือ ฝันไป

ได้เป็นเดือนเลย ทุกวัน ในที่สุดเย็นวันหนึ่ง ก็อดใจเก็บความลับอยู่ต่อไปไม่ไหว ก็เล่าให้คู่ชีวิตฟัง ในชนบทนั้น ตกเวลาเย็นกลับจากไร่จากสวนก็จะกลับบ้านมาคุยกัน มีอะไรก็เล่าสู่กันฟัง เย็นวันนั้น ท่านก็เล่าเรื่องเงินแถบแปลกประหลาดที่มีอยู่ในกระเป๋าเสื้อทุกเช้านี้ให้ฟัง เธอไม่ได้นำมาใส่ให้ไม่ใช่หรือ สุดท้ายถามซ้ำ

ภรรยายืนยันว่า ไม่เคยนำมาใส่เลย ไม่ทราบด้วยซ้ำ ยังคิดเหมือนกันว่า หมู่นี้ มีเงินทำบุญอย่างไม่ขาดแคลน คิดว่าคงจะขายอ้อยได้เงิน หรือก็มีคนไข้ให้เงินเป็นพิเศษ

ไม่ใช่หรอก เงินแปลก มาอยู่ในกระเป๋าเสื้อทุกวัน ไม่ทราบมาได้อย่างไร

มารดาท่านเป็นหญิงชนบท คงเคยได้ฟังนิทานเล่าต่อๆกันมา เรื่องพระสังข์ทอง ที่ออกจากหอยสังข์ ไปเอาอาหารผลไม้ มาให้ตายายที่อาศัยอยู่ทุกวัน แม่ก็เลยว่า เอ...พระสังข์ทองหอยสังข์ คงจะไปขโมยมาให้กระมัง

พอว่า ขโมย รุ่งขึ้นก็หายไปเลย ล้วงในกระเป๋าเสื้อก็ไม่มี จากวันที่มารดาพูดล้อเล่นว่า คงจะไปขโมยมา จากวันนั้น ก็ไม่มีอีกเลย

บิดาเล่าแล้ว มารดาซึ่งนั่งอยู่ด้วยฟังบิดาเล่าความเก่าให้ลูกฟัง ก็เสริมว่า...แม่เองปากไม่ดี พูดไม่เป็นมงคล เงินก็เลยไม่มีมาอีก

แล้วทั้งบิดามารดา ก็สรุปให้บุตรชายซึ่งนั่งฟังนัยน์ตาแป๋วว่า นี่แหละลูก บุญมีไหม ! จะจับไม่ได้จะถูกต้องไม่ได้ก็ตาม แต่หลังจากนั้น พ่อแม่ก็ยิ่งมีใจเชื่อมั่น มีศรัทธา พยายามทำบุญไม่ให้ขาด มีน้อยทำน้อย มีมากทำมาก ฐานะบ้านเราก็ค่อยกระเตื้องขึ้น สบายขึ้น พอมีเงินทองใช้ไม่ขาดมือ มีฐานะอย่างที่ลูกเห็นอยู่นี้

ท่านอาจารย์(หลวงปู่ไพบูลย์ สุมังคโล)เล่าว่า ท่านก้มกราบเท้าบิดามารดา ด้วยความรักและเคารพอย่างสูง

ต่อมาในภายหลัง เมื่อได้บวชเรียนท่องบ่นสวดมงคลกถา ตอนที่ว่า

"สุภาสิตา จ ยาวาจา เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ"

"วาจาใดอันชนกล่าวแล้วด้วยดี ข้อนี้เป็นมงคลอันสูงสุด”

คราใด ท่านจะระลึกถึงพระคุณของโยมบิดาโยมมารดาอย่างซาบซึ้งครานั้น ทุกครั้งไป

ในวาระนั้น เมื่อเล่าเรื่องเงินแถบ ซึ่งเกิดจากผลบุญกุศลแล้ว ท่านทั้งสอง ก็ถือโอกาสอบรมบุตรน้อยต่อไป

ให้รู้จักพูดจาแต่คำอันเป็นมงคล...เป็นมงคลแก่ผู้พูด...เป็นมงคลแก่ผู้ฟัง

ให้พูดแต่คำไพเราะอ่อนหวาน ซึ่งจะเป็นที่เจริญหู เจริญใจ ทั้งแก่ผู้พูดและผู้ฟัง

ให้พูดแต่ความดีของผู้อื่น อย่าพยายามพูดถึงความเลวของเขา คนเราย่อมมีทั้งดี ทั้งเลว เราต้องรู้สึกเลือกหยิบแต่ของดี เราก็จะได้แต่ของดี มีแต่ความดีในตัว มีความดีแวดล้อมห้อมล้อมตัวเราตลอดไป
.

พระเทพวิสุทธิญาณ(หลวงปู่ไพบูลย์ สุมงฺคโล)
วัดอนาลโยทิพยาราม บ้านสันป่าบง ต.สันป่าม่วง อ.เมืองพะเยา จ.พะเยา

ที่มาของบทความ : คัดมาจากหนังสือ สุมงฺคลปูชา หลวงปู่ไพบูลย์ สุมงฺคโล วัดอนาลโย​ทิพยาราม จ.พะเยา​(หน้า ๑๖-๒๔)






“..ภาวนา คือ การทำจิตใจให้แน่วแน่เป็นอารมณ์อันเดียว เรียกว่า ทำสมาธิภาวนา จะยืน เดิน นั่ง นอน หรือจะอะไรก็ตาม ถ้าจิตนิ่งแน่วแน่เป็นหนึ่ง ในอารมณ์อันหนึ่งอันเดียวแล้วเรียกว่า สมาธิภาวนา แท้ที่จริงพระพุทธศาสนาของเรานั้นสอนเรื่องภาวนาโดยส่วนมาก ระลึกถึงทานก็เรียกว่า ภาวนาแน่วแน่อยู่ในอันนั้นเรียกว่า จาคานุสติ ระลึกถึงศีลก็เรียกว่า ศีลานุสสติ คนที่ไม่มีภาวนานั้นจิตใจฟุ้งซ่านมันส่งส่ายไม่อยู่ในอารมณ์เดียว เรียกว่า ภาวนาไม่เป็น

พระเที่ยวป่าเขาเรียกว่าพระกัมมัฏฐาน แท้จริงพระกัมมัฏฐานมิใช่มีเฉพาะพระที่เที่ยวป่า พระอยู่ตามบ้านก็มีกัมมัฏฐานเหมือนกัน แม้ที่สุดฆราวาสที่มีครอบครัวอยู่ก็มีเหมือนกัน เว้นแต่ไม่พิจารณากัมมัฏฐานของตนเท่านั้นแหละ

กัมมัฏฐาน ๕ มีอยู่ในตัวของเรานี้แล้วทุกคน คือ เกศา โลมา นขา ทันตา ตโจ แต่เราไม่พิจารณาให้มันเห็นชัดขึ้นมาในใจของตน ก็เลยเข้าใจว่ากัมมัฏฐานของตนไม่มี ขอให้พิจารณาลงไปเถิดอย่างน้อยวันหนึ่งๆ ขอให้ได้สัก ๕ นาที ๑๐ นาที ก็เป็นการดี ทำอะไรอยากให้ได้มากๆ จึงจะเอา มันไม่ได้หรอก ดูแต่ตัวต่อทำรังหรือปลวกทำเรือนอยู่ของมันก็แล้วกัน ค่อยทำไปวันละนิดวันละหน่อย หลายวันเข้ามันหากโตเองหรอก เราทำสมาธิภาวนาก็เหมือนกัน แต่เราทำสมาธิภาวนายังดีกว่าต่อทำรังหรือปลวกทำเรือนเสียอีก เพราะสิ่งที่เราจะต้องทำมีอยู่พร้อมแล้ว (คือ ปัญจะกัมัฏฐาน) ส่วนต่อและปลวกนั้น เขาต้องขนเอาสิ่งก่อสร้างมาจากที่อื่น เรายังได้เปรียบสัตว์เหล่านั้นอักโข

ขอให้ตั้งใจทำให้จริงจัง และทำความเลื่อมใสพอใจในกัมมัฏฐานของตนให้แน่วแน่เต็มที่ ทำนิดเดียวก็จะเป็นผลยิ่งใหญ่ไพศาล เมื่อทำไปทุกๆวัน วันละนิดวันละหน่อย มันหากจะมีวันหนึ่งโดยที่เราไม่ได้ตั้งใจจะให้เป็น มันหากเป็นเองคราวนี้ละ เราจะประสบโชคลาภอย่างยิ่งอย่าบอกใครเลย ถึงบอกก็บอกไม่ถูกเป็นของรู้เองและซาบซึ้งเฉพาะตนเอง คำว่า ภาวนานี้ขี้เกียจและปวดเมื่อยแข้งขา จะหายไปเองอย่างปลิดทิ้ง จะมีแต่อยากทำภาวนาสมาธิอยู่ร่ำไป..”

เทสฺรํสีธมฺโมวาท
พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ (เทสก์ เทสรังสี) วัดหินหมากเป้ง อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย
(พ.ศ.๒๔๔๕-๒๕๓๗)







แค่นั้นแหละ
พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทฺโท)

เรื่องสำหรับที่จะใช้ในชีวิตประจำวัน
ของฆราราวาสเรานั้น อาตมาจะให้
บทภาวนาสั้น ๆ ย่อๆ ให้ทุกคนภาวนาว่า ...
“มันก็แค่นั้นแหละ” ... เท่านี้ก็ใช้ได้แล้ว
บทภาวนาบทนี้จะทำให้ความทุกข์ลดลงได้
คือ อะไรๆ มันก็จะเป็นของตายจากไปทั้งนั้น
จะดีจะงาม จะสวยไม่สวยอย่างไร มันก็ล้วน
แต่เป็นของอยู่ในโลกทั้งนั้น เราต้องตายจาก
มันไปทั้งนั้น อย่าไปยึดมั่นถือมั่นกันอยู่เลย
เรามีหน้าที่ทำสิ่งใดก็ทำมันไป มีหน้าที่
ที่จะหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องครอบครัวก็หาไป
เอาพอให้ได้กินพอดี พอดีก็พอแล้ว
ได้มากก็พอใจ ได้น้อยก็พอใจ หรือจะหา
ไม่ได้ก็ให้พอใจสบายใจ แล้วพยายามหาอีก

บทภาวนาว่า "มันก็แค่นั้นแหละ" นี้จึงเหมาะ
กับทุกคนทุกคณะ ความทุกข์มันจะค่อยๆ
ลดลงไปเอง นี่แหละคือผู้มีปัญญา ...






"คนดี" เขาไม่ได้ดูที่ความรวยหรือยศใหญ่ แต่ดูที่ว่า... "ละความชั่วได้ไหม" และมี "คุณธรรม" ในใจมากแค่ไหน

โอวาทธรรมจาก #หลวงพ่อจรัญ




"บางคน จิต...อยู่ตรงนี้แล้ว
ก็มาปรุงแต่ง เพื่อให้เกิดความก้าวหน้า
เกิดความรู้เท่า.รู้ทัน สุดท้าย...
เราก็เลยมาเป็นทาสของสังขาร ปรุงอยู่นั่น
เป็นปัญญาสังขาร แล้วสิ้นสุดไหม?
ไม่สิ้นสุด ไม่จบ

จบไม่ได้...
ตราบใด ที่เอาสังขารมาเป็นจิต
เอาจิต มาเป็นสังขาร
เราต้องหาจิต ของเราให้เจอ จิตของเรา
นั้นคือ...หยุด
หยุดแล้ว...มันจะเกิดความว่าง ว่างแล้ว...รู้
รู้อยู่...ในความว่างตรงนั้น...
ไม่ใช่ ว่าง...แบบไม่รู้

เรากินน้ำเย็นไป เพื่อเป็นตัวล่อให้สติของเราลงลึกเข้าไปเท่าไรยิ่งดี
ลึกไปมันก็เกิดความรู้สึกเย็นๆขึ้นมา
สุดท้าย...ความรู้สึกอื่นๆ ก็หายไปหมด
เหลือแต่...ความรู้สึกเย็นๆ

จิต เราก็เลยเบา
เพราะภาระที่เคยแบก นั้น...ไม่ได้แบกแล้ว."

หลวงพ่อเยื้อน ขันติพโล


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 41 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร