วันเวลาปัจจุบัน 20 มี.ค. 2026, 18:53  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 มี.ค. 2026, 10:37 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 5525


 ข้อมูลส่วนตัว


“..ทุกคนเกิดมาก็ต้องการพ้นความทุกข์ทั้งนั้น คือต้องการดับกรรมนั่นเอง แต่ดับไม่ถูก เหมือนกับไฟฟ้านั่นแหละ ไฟฟ้าโรงใหญ่ มันติดเครื่องดังอยู่ตุบๆ ส่งกระแสไฟกระจายอยู่ทั่วไปหมด ผู้ต้องการดับไฟไปดับหลอดเล็กหลอดน้อย มันดับได้เฉพาะหลอดเท่านั้น แต่ไฟต้นตอมันยังเดินอยู่ ถ้าดับต้นตอมันก็ดับวูบหมดด้วยกัน ถึงเปิดมันก็ไม่ติดอีกฉันใด กรรมก็ฉันนั้น ตัวกรรมนั้นเป็นต้นเหตุ ถ้าจะดับทุกข์ ก็ต้องดับกรรมอันเป็นต้นเหตุอย่างที่อธิบายแล้ว เมื่อไม่กระทำกรรม คือใจไม่กระทำ มันก็หมดเรื่องกันไป มันก็ดับหมดเท่านั้นแหละ มีใจอยู่ตราบใด มันต้องทำอยู่ตราบนั้น ถ้าดับตัวใจ ไม่มีใจแล้ว กรรมมันก็ดับหมด ไม่ไปต่อที่ไหน มันไม่เกิดอีกก็ไม่มีกรรมอีก จึงต้องฝึกหัดให้เห็นตัวใจที่แท้..”

เทสฺรํสีธมฺโมวาท
พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ (เทสก์ เทสรังสี) วัดหินหมากเป้ง อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย
(พ.ศ.๒๔๔๕-๒๕๓๗)






“..ทานศีลภาวนา..ธรรม ๓ อย่างนี้ เป็นรากแก้วของความเป็นมนุษย์..”
“..ทาน” เป็นเครื่องแสดงน้ำใจของมนุษย์ผู้มีจิตใจสูงและช่วยหนุนโลกให้ชุ่มเย็น

#ทานคือเครื่องแสดงน้ำใจของมนุษย์ผู้มีจิตใจสูง มีเมตตาจิตต่อเพื่อนมนุษย์และสัตว์ด้วยการให้ การเสียสละแบ่งปัน มากน้อยตามกำลังของวัตถุเครื่องสงเคราะห์ที่มีอยู่ จะเป็นวัตถุทาน ธรรมทาน หรือวิทยาทาน

เพื่อสงเคราะห์ผู้อื่นโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ นอกจากกุศล

คือความดีที่ได้จากทานนั้น เป็นสิ่งตอบแทนที่เจ้าของทานได้รับอยู่โดยดีเท่านั้น

"#อภัยทาน" ควรให้แก่กัน เมื่ออีกฝ่ายหนึ่งผิดพลาดหรือล่วงเกิน

คนมีทานย่อมเป็นผู้สง่าผ่าเผยและเด่นในปวงชน เป็นที่เคารพรักในหมู่ชน จะตกอยู่ทิศใดย่อมไม่อดอยากขาดแคลน

จะมีสิ่งหรือผู้อุปถัมภ์จนได้ ไม่อับจนทนทุกข์

ผู้มีทานประดับตนย่อมไม่เป็นคนล้าสมัย บุคคลทุกชั้นไม่รังเกียจ

ผู้มีทานย่อมเป็นผู้อบอุ่นหนุนโลกให้ชุ่มเย็น

การเสียสละจึงเป็นเครื่องค้ำจุนหนุนโลก

การสงเคราะห์กันทำให้โลกมีความหมายตลอดไป

ไม่เป็นโลกที่ไร้ชาติขาดกระเจิง

เหลือแต่ซากแผ่นดิน ไม่แห้งแล้งแข่งกับทุกข์ตลอดไป

"#ศีล" เป็นพืชแห่งความดีอันยอดเยี่ยมที่ควรมีประจำชาติมนุษย์

ศีล คือ รั้วกั้นความเบียดเบียน

และทำลายสมบัติร่างกายและจิตใจของกันและกัน

ศีล คือ พืชแห่งความดีอันยอดเยี่ยม ที่ควรมีประจำชาติมนุษย์

ไม่ปล่อยให้สูญหายไป เพราะมนุษย์ไม่มีศีลเป็นรั้วกั้น

เป็นเครื่องประดับตัว จะไม่มีที่ให้ซุกหัวนอนหลับสนิทได้โดยปลอดภัย

แม้โลกเจริญด้วยวัตถุจนกองสูงกว่าพระอาทิตย์ แต่ความรุ่มร้อนแผดเผาจะทวีคูณยิ่งกว่าพระอาทิตย์ ถ้ามัวคิดว่าวัตถุมีค่ามากกว่าศีลธรรม

ศีลธรรมเป็นเพียงสมบัติของมนุษย์ พระพุทธเจ้าผู้ค้นพบและนำมาประดับโลก ที่กำลังมืดมิดให้สว่างไสวร่มเย็น ด้วยอำนาจศีลธรรม

เป็นเครื่องปัดเป่าความคิดของมนุษย์ผู้มีกิเลส ที่ผลิตอะไรออกมาทำให้โลกร้อนจะบรรลัยอยู่แล้ว

ยิ่งปล่อยให้ความคิดตามอำนาจโดยไม่มีศีลธรรมช่วยเป็นยาชโลมไว้บ้าง จะผลิตยักษ์ใหญ่ทรงพิษขึ้นมากว้านกินมนุษย์จนไม่มีอะไรเหลืออยู่บ้างเลย

ความคิดของคนสิ้นกิเลสที่ทรงคุณอย่างสูงคือ พระพุทธเจ้า

มีผลให้โลกได้รับความร่มเย็น ซาบซึ้ง กับความคิดที่เป็นกิเลส

มีผลให้ตนเองและผู้อื่นได้รับความเดือดร้อนจนคาดไม่ถึง

ผิดกันอยู่มาก ควรหาทางแก้ไข ผ่อนหนักให้เบาลงบ้าง ก่อนจะหมดทางแก้ไข

ศีลจึงเป็นเหมือนยาปราบโรค ทั้งโรคระบาดและเรื้อรัง

"#ภาวนา" อบรมใจให้ฉลาดเที่ยงตรง หักล้างความไม่มีเหตุผลของตนได้ดี

ภาวนา คือ การอบรมใจให้ฉลาดเที่ยงตรงต่อเหตุผลอรรถธรรม

รู้จักวิธีปฏิบัติต่อตนเองและสิ่งทั้งหลาย

ยึดการภาวนาเป็นรั้วกั้นความคิดฟุ้งของใจให้อยู่ในเหตุผล

อันจะเป็นทางแห่งความสงบสุข ใจที่ยังมิได้รับการอบรมจากภาวนา จึงเปรียบเหมือนสัตว์ที่ยังมิได้รับการฝึกหัด ยังมิได้รับประโยชน์จากมันเท่าที่ควร

.

จำต้องฝึกหัดให้ทำประโยชน์ถึงจะได้รับประโยชน์ตามควร

ใจจึงควรได้รับการอบรมให้รู้เรื่องของตัว จะเป็นผู้ควรแก่การงานทั้งหลาย ทั้งส่วนเล็กส่วนใหญ่ ภายนอกภายใน

ผู้มีภาวนาเป็นหลักใจ จะทำอะไรชอบใช้ความคิดอ่านเสมอ

ไม่เสี่ยงและไม่เกิดความเสียหายแก่ตนและผู้เกี่ยวข้อง

การภาวนาจึงเป็นงานเพื่อผลในปัจจุบันและอนาคต

การงานทุกชนิดที่ทำด้วยใจของผู้มีภาวนา จะสำเร็จลงด้วยความเรียบร้อย ทำด้วยความใคร่ครวญ เล็งถึงประโยชน์ที่จะได้รับ เป็นผู้มีหลักมีเหตุผล

ถือหลักความถูกต้องเป็นเข็มทิศทางเดินของกาย วาจา ใจ

ไม่เปิดช่องให้ความอยากอันไม่มีขอบเขตเข้ามาเกี่ยวข้อง

เพราะความอยากดั้งเดิมเป็นไปตามอำนาจของกิเลสตัณหา

ซึ่งไม่เคยสนใจต่อความผิด ถูก ดี ชั่ว พาเราเสียไปจนนับไม่ถ้วน ประมาณไม่ถูก จะเอาโทษมันก็ไม่ได้

ยอมให้เสียไปอย่างน่าเสียดายถ้าไม่มีสติระลึกบ้างเลยแล้วของเก่าก็เสียไป ของใหม่ก็พลอยจมไปด้วย ไม่มีวันฟื้นคืนตัวได้

ฉะนั้น การภาวนาจึงเป็นเครื่องหักล้างความไม่มีเหตุผลของตนได้ดี

#วิธีภาวนาคือการสังเกตจิตที่อยู่ไม่เป็นสุข ด้วยสติตามรู้การเคลื่อนไหวของจิต โดยบริกรรมธรรมบทที่ให้ผลดี

วิธีภาวนานั้นลำบากอยู่บ้าง เพราะเป็นวิธีบังคับใจ

วิธีภาวนา ก็คือวิธีสังเกตตัวเอง สังเกตจิตที่มีนิสัยหลุกหลิก ไม่อยู่เป็นปกติสุข ด้วยมีสติตามระลึกรู้ความเคลื่อนไหวของจิต

โดยมีธรรมบทใดธรรมบทหนึ่งเป็นคำบริกรรม

เพื่อเป็นยารักษาจิตให้ทรงตัวอยู่ได้ด้วยความสงบสุขในขณะภาวนา ที่ให้ผลดีก็มี

#อานาปานสติคือ กำหนดจิตตามลมหายใจเข้าออกด้วยคำภาวนา #พุทโธพยายาม บังคับใจให้อยู่กับอารมณ์แห่งธรรมบทที่นำมาบริกรรมขณะภาวนา

พยายามทำอย่างนี้เสมอด้วยความไม่ลดละความเพียร

จิตที่เคยทำบาปหาบทุกข์อยู่เสมอจะค่อยรู้สึกตัวและปล่อยวางไปเป็นลำดับ มีความสนใจหนักแน่นในหน้าที่ของตนเป็นประจำ

จิตที่สงบตัวลงเป็นสมาธิเป็นจิตที่มีความสุขเย็นใจมากและจำไม่ลืม ปลุกใจให้ตื่นตัวและตื่นใจได้อย่างน่าประหลาด

การภาวนาแก้ไขปัญหาใจทุกประการ ผู้เป็นหัวหน้างานหรือมีภารกิจมากควรหันมาฝึกใจอย่างยิ่ง

เมื่อพูดถึงการภาวนา บางท่านรู้สึกเหงาหงอยน้อยใจว่า

ตนมีวาสนาน้อยทำไม่ไหว เพราะกิจการยุ่งยากทั้งภายในบ้านและนอกบ้าน ตลอดงานสังคมต่างๆ ที่ต้องเป็นธุระ

จะมานั่งหลับตาภาวนาอยู่เห็นจะไม่ทันอยู่ทันกินกับโลกเขา

ทำให้ไม่อยากทำ ประโยชน์ที่ควรได้จึงเลยผ่านไป ควรพยายามแก้ไขเสียบัดนี้

แท้จริง การภาวนาคือวิธีแก้ความยุ่งยากลำบากใจทุกประเภท ที่เป็นภาระหนักให้เบาและหมดสิ้นไป ได้อุบายมาแก้ไขไล่ทุกข์ออกจากตัว

การอบรมใจด้วยการภาวนาก็เป็นวิธีหนึ่งแห่งการรักษาตัว

เป็นวิธีที่เกี่ยวกับจิตใจผู้เป็นหัวหน้างานทุกด้าน

#ใจคือนักต่อสู้จนไม่รู้จักตาย

หากปล่อยไปโดยไม่มีธรรมเป็นเครื่องยับยั้ง

คงไม่ได้รับความสุขแม้จะมีสมบัติก่ายกอง

#จิตจำต้องเป็นตัวการรับภาระแบกหาม โดยไม่คำนึงถึงความหนักเบา ว่าชนิดใดพอยกไหวไหม

จิตต้องรับภาระทันที ดี ชั่ว ผิด ถูก หนัก เบา เศร้าโศกเพียงใด

บางเรื่องแทบเอาชีวิตไปด้วย

ขณะนั้นจิตใจยังกล้าเอาตัวเข้าเสี่ยงแบกหามจนได้ มิหนำซ้ำยังหอบเอามาคิดเป็นการบ้านอีก

จนนอนไม่หลับ รับประทานไม่ได้ก็มี คำว่าหนักเกินไป ยกไม่ไหว เกินกำลังใจจะคิดและต้านทานนั้นไม่มี

#งานทางกายยังมีเวลาพักผ่อนนอนหลับ และยังรู้ประมาณว่าควรหรือไม่ควรแก่กำลังของตนเพียงใด

#ส่วนงานทางใจไม่มีเวลาได้พักผ่อนเอาเลย พักได้เล็กน้อยขณะนอนหลับเท่านั้น

แม้เช่นนั้น จิตยังอุตส่าห์ทำงานด้วยการละเมอเพ้อฝันต่อไปอีก

ไม่รู้จักประมาณว่าเรื่องต่าง ๆ นั้นควรแก่กำลังของใจเพียงใด

เมื่อเกิดอะไรขึ้น ทราบแต่ว่าทุกข์เหลือทน ไม่ทราบว่าทุกข์เพราะงานหนักและเรื่องเผ็ดร้อนเหลือกำลังใจจะสู้ไหว

#ใจคือนักต่อสู้ ดีก็สู้ ชั่วก็สู้ สู้จนไม่รู้จักหยุดยั้งไตร่ตรอง

สู้จนไม่รู้จักตาย หากปล่อยไปโดยไม่มีธรรมเป็นเครื่องยับยั้ง

คงไม่ได้รับความสุข แม้จะมีสมบัติก่ายกอง

#ธรรมเป็นเครื่องปกครองสมบัติและปกครองใจ

ถ้าขาดธรรมเพียงอย่างเดียว ความอยากของใจ

จะพยายามหาทรัพย์ได้กองเท่าภูเขา ก็ยังหาความสุขไม่เจอ

ไม่มีธรรมในใจเพียงอย่างเดียว จะอยู่ในโลกใด กองสมบัติใด

ก็เป็นเพียงโลกเศษเดนและกองสมบัติเดนเท่านั้น ไม่มีประโยชน์อะไรแก่จิตใจแม้แต่นิด

ความทุกข์ทรมาน ความอดทน ทนทานต่อสิ่งกระทบกระทั่งต่างๆ

ไม่มีอะไรจะแข็งแกร่งเท่าใจ ถ้าได้รับความช่วยเหลือที่ถูกทาง

ใจจะกลายเป็นของประเสริฐให้เจ้าของได้ชมอย่างภูมิใจต่อเรื่องทั้งหลายทันที

#จิต เป็นสมบัติสำคัญมากในตัวเราที่ควรได้รับการเหลียวแล

ด้วยวิธีเก็บรักษาให้ดี ควรสนใจรับผิดชอบต่อจิตอันเป็นสมบัติที่มีค่ายิ่งของตน วิธีที่ควรกับจิตโดยเฉพาะก็คือ ภาวนา ฝึกหัดภาวนาในโอกาสอันควร

ตรวจดูจิตว่ามีอะไรบกพร่องและเสียไป จะได้ซ่อมสุขภาพจิต

คือนั่งพินิจพิจารณาดูสังขารภายใน คือความคิดปรุงแต่งของจิตว่าคิดอะไรบ้าง ในวันและเวลาที่นั่ง นั่งมีสารประโยชน์ไหม คิดแส่หาเรื่องหาโทษขนทุกข์มาเผาตนอยู่นั้น พอรู้ผิดถูกของตัวบ้างไหม

พิจารณาสังขารภายนอกว่ามีความเจริญขึ้นหรือเจริญลง

สังขารร่างกายมีอะไรใหม่หรือมีความเก่าแก่ชราหลุดลงไป

พยายามเตรียมตัวเตรียมใจเสียแต่เวลาที่พอจะทำได้

ตายแล้วจะเสียการ ให้ท่องอยู่ในใจเสมอว่า เรามีความแก่ เจ็บ ตาย อยู่ประจำตัวทั่วหน้ากัน

ป่าช้าอันเป็นที่เผาศพภายนอก และป่าช้าที่ฝังศพภายในคือตัวเราเอง เป็นป่าช้าร้อยแปดพันเก้าแห่งศพที่นำมาฝังหรือบรรจุ

จะอยู่ในตัวเราตลอดเวลา ทั้งศพเก่าศพใหม่ทุกวัน

พิจารณาธรรมสังเวช พิจารณาความตายเป็นอารมณ์ ย่อมมีทางถอดถอนความเผลอเย่อหยิ่งในวัน ในชีวิต และวิทยฐานะต่าง ๆ ออกได้

จะเห็นโทษแห่งความบกพร่องของตัวและพยายามแก้ไขได้เป็นลำดับ มากกว่าจะไปเห็นโทษของคนอื่นแล้วมานินทาเขา ซึ่งเป็นความไม่ดีใส่ตน

นี่คือการภาวนา คือ วิธีเตือนตน สั่งสอนตน ตรวจตราดูความบกพร่องของตนว่าควรแก้ไขจุดใด ตรงไหนบ้าง ใช้ความพิจารณาอยู่ทำนองนี้เรื่อยๆ ด้วยวิธีสมาธิภาวนาบ้าง ด้วยการรำพึงในอิริยาบถต่าง ๆ บ้าง

ใจจะสงบเย็น ไม่ลำพองผยองตัวและความทุกข์มาเผาลนตัวเอง เป็นผู้รู้จักประมาณในหน้าที่การงานที่พอเหมาะพอดีแก่ตัว

ทั้งทางกายและทางใจ ไม่ลืมตัวมั่วสุมในสิ่งที่เป็นหายนะต่าง ๆ

คุณสมบัติของผู้ภาวนานี้มีมากมาย ไม่อาจพรรณนาให้จบสิ้นได้

ทาน ศีล ภาวนา ธรรมทั้ง ๓ นี้ เป็นรากแก้วของความเป็นมนุษย์ และเป็นรากเหง้าของพระศาสนา

ผู้เกิดมาเป็นมนุษย์ต้องเป็นผู้เคยสั่งสมธรรมเหล่านี้ มาอยู่ในนิสัยของผู้จะมาสวมร่างเป็นมนุษย์ ที่สมบูรณ์ด้วยมนุษยสมบัติอย่างแท้จริง.."

พระธรรมเทศนา

พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส อ.เมือง จ.สกลนคร

อ้างอิงที่มาของบทความภูริทตฺตธมฺโมวาท จากหนังสือ"ภูริทตฺตมหาเถรานุสรณ์" พระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ







“..สมุทัย..คือ อาการของจิตที่เคลื่อนจากสภาพเดิมปกติเดิมของใจ ซึ่งมีอาการแว้บออกไปขั้นแรก... ก่อนจะเป็นสังขาร หรือ อะไรต่ออะไรเยอะแยะ

แล้วเข้าไปยึดเอาเป็น "อัตตา" เป็นอุปาทาน อันเป็นต้นเหตุของกองทุกข์จิปาถะ

ผู้ที่มาพิจารณาเห็นต้นตอบ่อเกิดของทุกข์ จนเห็นชัดแจ้งด้วยใจด้วยปัญญาของตน ดังได้อธิบายมาแล้วนี้

จนละความเข้าใจผิดหลงติดยึดมั่นอยู่ในขันธ์ห้านี้ได้... ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีปัญญาพิจารณาเห็น "สมุทัยสัจ"โดยแจ้งชัด

เป็นอันว่าได้ผจญต่อสู้ กับศัตรูข้าศึกทัพที่สองรองจาก "ทุกขสัจจ์"

"สมุทัย" นี้พระพุทธองค์ตรัสว่าเป็นของควรละ และ ท่านผู้รู้ทั้งหลายเมื่อมาพิจารณากำหนดเอาทุกข์เป็นอารมณ์อยู่ เมื่อเห็นทุกข์... เป็นธรรมเพราะจิตไม่เข้าไปยึดเอาทุกข์นั้นมาไว้ที่จิต

ถึงทุกข์นั้น ๆ จะไม่ปรากฏอยู่ที่จิตก็ตาม แต่ทุกข์นั้น ๆ ก็ยังปรากฏอยู่ที่ขันธ์ ๕ เพราะขันธ์ ๕ ยังไม่ดับแตกสลาย

เหตุนั้นพระพุทธองค์จึงตรัสว่า
ทุกข์เป็นของควรกำหนด มิใช่ของควรละ เพราะถึงละแล้วก็ยังปรากฏอยู่

เมื่อสาวหาเหตุที่ก่อให้เกิดทุกข์ก็จะปรากฏว่า ที่เป็นทุกข์เพราะจิตเข้าไปยึดเอาขันธ์ ๕ มาเป็น "อัตตา"

ก่อนที่จิตจะเข้าไปยึดเอาขันธ์ ๕ มาเป็นอัตตา ก็จะปรากฏว่าอาการของจิต เปลี่ยนจากสภาพปกติของเดิมของมัน คือ อาการแว้บออกจากใจ "อันหนึ่ง" นั้นเอง

ฉะนั้น ท่านผู้รู้ทั้งหลายที่เห็นภัยในทุกข์ที่มีอยู่ในวัฏฏะ ด้วยใจด้วยปัญญาอันชอบแล้ว เมื่อจับต้นตอบ่อเกิดของทุกข์ได้แล้ว
ท่านจึงดำรงตั้งมั่นอยู่ใน... "ความเป็นหนึ่งของใจ" ... ไม่มีสอง

แล้วละอาการของจิตทั้งปวง
ตั้งต้นแต่อาการแว้บออกจากใจครั้งแรกได้เลย

ฉะนั้นสมุทัย พระพุทธองค์จึงตรัสว่า เป็นของควรละ เพราะเห็นเป็นโทษเป็นภัยของทุกข์ทั้งปวง
ได้โดยแท้จริงแล้วจึงละ

แล้วก็ละได้เด็ดขาดจริง ๆ เสียด้วย..”

เทสฺรํสีธมฺโมวาท
พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ (เทสก์ เทสรังสี) วัดหินหมากเป้ง อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย
(พ.ศ.๒๔๔๕-๒๕๓๗)
ที่มาจาก "บัญญัติ ๖"






"โลกไม่ได้วุ่นวายหรอก
ใจเราต่างหากที่วุ่นวาย"

หลวงปู่ชา สุภัทโท






“พยายามทำความคิดให้เป็นกัลยาณมิตรของตน
ไม่ทำตนให้เป็นทุกข์ด้วยอำนาจของความคิด
เพราะความคิดนั้นย่อมพ่ายแพ้แก่สติปัญญา
สติปัญญาที่เพียงพอย่อมสามารถควบคุมความคิดได้
ชักนำความคิดให้พ้นจากเหตุแห่งทุกข์ทั้งปวงได้”

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ






ครั้งหนึ่ง...ได้มีพระนวกะผู้บวชใหม่รูปหนึ่งเดินทางจากภาคเหนือ มากราบพระอาจารย์จันทร์เรียน คุณวโร

พระอาจารย์ : แล้วมานี่มีจุดประสงค์อะไรล่ะ?
พระนวกะ : มากราบพ่อแม่ครูอาจารย์ครับ
พระอาจารย์ : กราบที่วัดก็เหมือนกัน เอาเวลาที่เดินทางมา ภาวนาดีกว่าไหม? นั่นสิ มันคือ แก่นแท้ของพระศาสนา

พระอาจารย์ถามต่อไปว่า : ก่อนบวชทำอะไร?
พระนวกะ : ทำงานธนาคารขอรับ
พระอาจารย์ : วันหนึ่งนั่งทำงานธนาคารกี่ชั่วโมง?
พระนวกะ : 8 ชั่วโมงต่อวันครับ
พระอาจารย์ : เออ! คนเรานี่แปลก ทำให้คนอื่น นั่งทำได้หลังขดหลังแข็ง ไม่บ่นสักคำ แต่เวลาทำให้ตนเอง นั่งภาวนา 10 นาที 20 นาที โอ้ยปวด โอ้ยเมื่อย มันน่าสงสารแท้คนเรานี่นะ อ้าวคิดกันเอานะ....

หลวงปู่จันทร์เรียน คุณวโร
วัดถ้ำสหายธรรมจันทร์นิมิต จ.อุดรธานี







"วิธีการที่จะเรียกสติเข้ามาในตัวนั้น จะเรียกได้อย่างไร จะนึกอะไรก็ไม่ได้ เลยต้องเอาน้ำเย็นนั้นเป็นตัวเรียกสติขึ้นมา วิธีการคือ ให้ลืมทุกอย่าง เหลือไว้เพียงน้ำเย็น สิ่งอื่นที่นอกเหนือจากน้ำเย็นลืมได้เลย ควรพยายามระลึกไว้อยู่เสมอ ดูปลายสุดของน้ำว่าอยู่ตรงไหน สติก็จะต้องอยู่ตรงนั้น แล้วก็ตั้งสติอยู่ตรงนั้นไม่ต้องไปไหน โดยที่ไม่ต้องระลึกพุทโธ ธัมโม สังโฆ เพราะน้ำเย็นเป็นตัวแทนทั้งหมด แล้วก็พยายามทำให้รู้สึกตรงนั้น อย่าไปนึกที่อื่น"

***พระอาจารย์เยื้อน ขนฺติพโล วัดเขาศาลาอตุลฐานะจาโร จ.สุรินทร์ .....







อย่าได้ไปคิดว่าบุญก็ดี อะไรก็ดี มันเกิดขึ้นภายนอก มันเกิดขึ้นในตัว ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ของเรานี้เอง อยู่ที่ตัวเราทั้งหมด

เราตื่นเช้าขึ้นมา ถ้าหากว่า เรามีการสวดมนต์ เราตื่นเช้าขึ้นมา เรามีการนึกพุทโธ เราไม่มีการสวดมนต์ เราก็นึกพุทโธ พอนึกพุทโธปั๊บนี่

เมื่อใจนึกนี่ มันก็เกิดขึ้นทางตา ตาก็เกิดขึ้นทางหู หูก็เกิดขึ้นทางลิ้น อะไร มันก็จะเกิดขึ้นพร้อมกัน เขาเรียกว่า สฬายตนะ อายตนะ ๖ ประการ

เพราะฉะนั้นในตัวของเรานี้ จึงถือว่า เป็นของดี เป็นของวิเศษ ร่างกายของคนเรานี้ เขาเรียกว่า เป็นของดีเป็นของวิเศษ ทำไม จึงเป็นของดีของวิเศษ มันทำบุญได้ มันสร้างกุศลได้ ทำสมาธิได้”

ธรรมะรุ่งอรุณ เล่ม ๖ หน้า ๑๖๒

สมเด็จพระญาณวชิโรดม พุทธาคมวิศิษฐ์ จิตตานุภาพ พัฒนดิลก สาธกธรรมวิจิตร วิเทศศาสนกิจไพศาล วิปัสสนาญาณธุราทร ธรรมยุตติกคณิสสรบวรสังฆาราม คามวาสี อรัญวาสี​ (หลวงพ่อวิริยังค์







เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน ทั้งสุข ทั้งทุกข์ ดีใจ เสียใจ ต้องกำหนด อย่าปล่อยไว้ให้อารมณ์ค้าง เดี๋ยวมันจะเสียกาลเวลา แก้ปัญหาไม่ได้ อย่าใช้เวลาโดยเนื้อหาสาระที่ไม่ดี จงใช้เวลาให้มีประโยชน์ต่อการงานและหน้าที่ สร้างความดีต่อไปด้วยความขยันหมั่นเพียรอยู่เฉยๆ ก็ไม่ได้ เหมือนระฆังอยู่เฉยๆ ดังไม่ได้ ต้องตี
มันถึงจะดัง คนจะดีต้องสร้างความดี มีธรรมเป็นกิจกรรมของชีวิต

จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน จิตเป็นธรรมชาติ ต้องคิดอ่านอารมณ์ รับรู้อารมณ์ไม่ได้เป็นเวลานานเหมือนเทปบันทึกเสียง จิตเกิดทางตา ตาเห็นรูปเกิดจิตที่ตา หูได้ยินเสียงเกิดจิตที่หู จมูกได้กลิ่นเกิดจิตที่จมูก ลิ้นสัมผัสรสเปรี้ยว หวาน มัน เค็ม เกิดจิตที่ลิ้น กายสัมผัสเย็นร้อนอ่อนแข็งที่นั่งลงไป เกิดสัมผัสทางกายแล้วเราก็ตั้ง
สติขึ้นมาเท่านั้นเอง ตัวอย่างเช่น กำหนด "เสียงหนอ" "เขาด่าเราหนอ" ถ้ากำลังภายในเราเข้มแข็ง หน้าที่การงานของเราดีกว่า คำด่ามันก็ตกกลับไปหาคนด่า ถ้าเขาด่า เรารับมา หรือเขานินทาเรา เราเก็บเอามาคิด จะทำ
ให้เศร้าหมองใจ เป็นคนวิกลจริตต่อไป ทำให้เกิดสมองฝ่อ เกิดโรคอัมพาตและลมอัมพฤกษ์ก็เกิดได้ อย่างนี้เป็นต้น

จงสร้างอารมณ์ให้ดี เรียกว่า กำลังภายใน แล้วแสดงออกมาเป็นพฤติกรรม ภายนอกก็ต้องดีด้วย โรคพยาธิก็น้อยลง จะต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บได้ เพราะเราเป็นรังให้โรคอยู่ ทั้งโรคกาย โรคใจ มีแต่ความทุกข์ ต้องพัฒนาตน กำหนดจิต ตั้งสติเสมอ รู้ตัวเสมอ อย่าพลาดอย่าไปสนใจคนอื่นเขา จงสนใจตัวเองก่อนที่จะไปรัก
ไปสงสารคนอื่น พอรักตัวเองได้มากมายแล้ว เราก็เฉลี่ยความสุขไปให้คนอื่นต่อไป ให้เขามีความสุขอย่างที่เราได้ความสุขมา อย่าให้มีความทุกข์อย่างที่เรามีความทุกข์เลย

ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ธรรมเป็นกุศล ธรรมเป็นอกุศล ดีหรือชั่ว..ต้องละความชั่ว เอาตัวไปสร้างความดี มาทำบุญต้องละบาป ละทิฐิมานะ มีสายสัมพันธ์ด้วยเมตตาต่อกันรักกัน จะได้ไม่มีปัญหา มีแต่ประโยชน์ กำไรชีวิตอารมณ์ดีมีแต่คนเมตตา คนเกลียดกันน่ะขาดทุน อารมณ์ไม่ดีสร้างความหายนะแก่ตน ดังนั้น เมื่อเราสร้างความดีก็ต้องละชั่วได้ เรากำหนดที่ลิ้นปี่ "รู้หนอๆ"หายใจยาวๆ จากจมูกถึงสะดือ ลิ้นปี่จะอยู่ครึ่งทางระหว่างจมูกถึงสะดือ ตั้งสติไว้ที่ลิ้นปี่นั่น จะอยู่ในอิริยาบถใดก็ตาม กำหนดอย่างนั้น เดี๋ยวคอมพิวเตอร์ตีออกมาเช่น เสียใจ อย่าฝากความเสียใจไว้ค้างคืน ต้องแก้ เดี๋ยวนี้ คือ ปัจจัยใน อดีตอย่ารื้อฟื้น เรื่องอื่นอย่าไปคิด
กิจที่ชอบทำให้เสร็จไป อนาคตอย่าจับมั่นคั้นให้มันตายจะผิดหวังเสียใจตลอดชีวิต

การปฏิบัติกรรมฐานก็มีการเดินจงกรมกำหนดอิริยาบถ๔ เดินให้ได้สติ กำหนดยืนหนอ ๕ ครั้งให้ได้ยืนลงไปเพื่อต้องการให้สติตามจิตให้ทัน เบื้องต่ำปลายเท้าขึ้นมา เบื้องบนปลายผมลงไป ๕ ครั้งให้ชัดเจน ถ้าเราจะดูคนอื่น เราเห็นคนนั้นจากศีรษะลงไปปลายเท้า จากปลาย
เท้าขึ้นมาศีรษะ ถ้าเรามีหน่วยกิตครบคอมพิวเตอร์ป้อนข้อมูลถูกต้อง มันจะบอกเราโดยอัตโนมัติว่า คนนี้นิสัยไม่ดี คบไม่ได้ โกง คนนี้กำลังมีชู้ คนนี้กำลังจะไปฆ่าเขาคนนี้ยิ้มเข้ามา เป็นมิตรตอนกู้ เป็นศัตรูตอนทวง อย่าให้กู้เงินไป รับรองหักหลังแน่ๆ คนนี้ยิ้มแย้มแจ่มใส แต่จิตใจเชือดคอ มันจะบอกออกมาได้ ตำราจริงอยู่ตรงนี้เอง กำหนดเห็นหนอ เห็นด้วยปัญญา ไม่ใช่เห็นด้วยตา ใช้สติปัญญาอยู่ที่ตา ตาสัมผัสเกิดจิตที่ตา มีสติสัมปชัญญะ
ควบคุม เป็นบทบาทของชีวิต ตัวกำหนดนี้เป็นชะตากรรมไม่ใช่พระพรหมลิขิต มาขีดให้เราดีบ้าง ชั่วบ้าง แต่การกระทำของเราขีดตัวเราเอง ขีดดีก็ได้ดี ขีดชั่วก็ได้ชั่วไม่ใช่หมายความว่ารับพรแล้วเป็นคนดี ต้องสร้างพรแล้วเป็นคนดี ต้องสร้างพรให้เป็นพร ไม่ใช่ดวงดีแล้วใช้ได้ ต้องทำดีให้กับดวง

ธรรมบรรยายเรื่องค่าของชีวิต
พระธรรมสิงหบุราจารย์
หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม
วัดอัมพวัน จังหวัดสิงห์บุรี







ชั่วไม่อยู่ที่ไหน อยู่ที่ใจ ดีก็อยู่ที่ใจ แก้ไขกันที่ใจ เพราะสนามรบระหว่างธรรมกับกิเลสอยู่ที่ใจ สร้างสุขก็สร้างขึ้นที่ใจ คือธรรมเป็นผู้พาสร้าง ความทุกข์ก็สร้างขึ้นที่ใจ คือกิเลสเป็นผู้พาสร้าง อยู่ที่หัวใจดวงเดียว จึงต้องอาศัยอรรถธรรมเป็นเครื่องชะเครื่องล้าง เครื่องป้องกัน ไม่อย่างนั้นไม่ได้ บ้านเมืองเราจะยิ่งมีความระส่ำระส่ายไปด้วยสิ่งที่ไม่เป็นท่าทั้งหลาย

แล้วลูกเล็กเด็กแดงเกิดขึ้นมาก็ไม่มีทางไป เพราะพ่อแม่พาเดินทางไหน ลูกก็ต้องเดินตามพ่อตามแม่ ติดต้อยไปตามนั้น แล้วก็เป็นฟืนเป็นไฟไปตามๆกันหมด เผาไหม้ไปเรื่อยๆ ความเจริญก็มีแต่ลมปาก บ้านนั้นเจริญบ้านนี้เจริญ เมืองนั้นเจริญ เมืองนี้เจริญ ถ้าพูดถึงตึกรามบ้านช่องก็มีแต่อิฐแต่ปูนแต่หินแต่ทราย หาความเจริญที่ไหนมี ถ้าหัวใจยังร้อนเป็นฟืนเป็นไฟอยู่แล้วอย่าหาความเจริญ นี่ละกิเลสอยู่ที่ใจ เบียดเบียนที่ใจ บังคับที่ใจ

ความโลภเกิดขึ้นที่ใจ คนอยู่เฉยๆ ธรรมดาไม่โลภไม่เป็นทุกข์ พอความโลภเกิดขึ้นไม่ว่าคนมีคนจน ความโลภเป็นภัยต้องเป็นภัยด้วยกันทั้งนั้น ความโกรธเกิดขึ้นไม่ว่าคนมีคนจน คนโง่คนฉลาด เป็นฟืนเป็นไฟเผาไหม้ตัวเองก่อนที่จะไปโกรธให้คนอื่น นี่ก็เป็นไฟ ราคะตัณหาเมื่อเกิดขึ้น ต้องดีดต้องดิ้นภายในจิตใจอยู่ไม่ได้ แล้วกระเด็นออกไปข้างนอกระส่ำระส่าย กลายเป็นเรื่องฟืนเรื่องไฟเผาไหม้กันไปโดยไม่รู้หิริโอตตัปปะ ไม่รู้สูงรู้ต่ำ ไม่รู้เขารู้เรา ตัวนี้ตัวหาหิริโอตตัปปะไม่มี

ตัวหน้าด้านคือตัวราคะตัณหามันบีบหัวใจใด จะหาเป็นความสุขสงบร่มเย็นไม่มี สิ่งเหล่านี้มีอยู่กับใจ ทีนี้ธรรมแก้กันยังไง แก้กันตามเหตุตามผลที่มันจะระงับดับลงไปได้นั้นแล นี่เรียกว่าธรรม เช่น ความโลภเกิดขึ้น จะโลภไปอะไรหนักหนา เอาเข้าไปซิ ความโลภคือ ความอยาก ความอยากเป็นความดีที่ไหน ความหิวโหยเรียกว่าอยาก เช่น เราอยากน้ำ หิวข้าว หิวน้ำ อยากสิ่งของเงินทอง โลภในสิ่งนั้น โลภในสิ่งนี้ มีแต่ดิ้นๆ ได้มาเท่าไรไม่มีความหมายๆ มีแต่ความโลภเต็มตัวๆ บีบเจ้าของไปตลอดเวลา หาความสุขที่ไหน ธรรมหยั่งเข้าไปซิ เทียบเข้าไปซิ คนไม่โลภอยู่สบาย เราก็ให้อยู่พอเป็นพอไปซิ

ไม่ใช่คนตายก็ต้องโลภก็ต้องอยากได้ แต่อยากได้ให้อยู่ในความเหมาะสมของกรอบแห่งศีลแห่งธรรม คนเราก็ไม่ทุกข์มาก แต่มันเลยขอบเขตของศีลของธรรมไปนั่นซิมันสร้างความทุกข์ให้แก่โลก เวลานี้เป็นอย่างนั้น ความโกรธก็เหมือนกัน โกรธธรรมดายังโกรธได้จะเป็นไร เราโกรธให้ลูกให้หลานเรายังโกรธได้ไม่เห็นไปทำลายเขา..ลูกหลาน แต่ไปโกรธให้คนอื่นไปทำลายเขานั่นซิที่มันเสีย มันผิดกันตรงนี้ มันเป็นทุกข์

พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน)
จากธรรมเทศนา “เวลาว่างเราสร้างกุศล”
แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๒๔ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๕
ณ วัดป่าบ้านตาด






“ขอให้เธอทั้งหลาย
รู้จักรักในการทำความสงบให้เกิด
ทั้งความสงบของตนเอง ของส่วนรวม
หมู่คณะ ของประเทศชาติ
เมื่อทุกคนรักสงบ
ประเทศชาติก็มีความสงบ
ความร่มเย็นก็เกิดขึ้น
เพราะทุกคนรักสงบ อยู่อย่างสงบ
ดำรงชีพของตนด้วยความสงบสุข”
...
คำสอน หลวงปู่โต๊ะ อินทสุวัณโณ
วัดประดู่ฉิมพลี แขวงวัดท่าพระ กรุงเทพฯ







“..ทุกคนเกิดมาก็ต้องการพ้นความทุกข์ทั้งนั้น คือต้องการดับกรรมนั่นเอง แต่ดับไม่ถูก เหมือนกับไฟฟ้านั่นแหละ ไฟฟ้าโรงใหญ่ มันติดเครื่องดังอยู่ตุบๆ ส่งกระแสไฟกระจายอยู่ทั่วไปหมด ผู้ต้องการดับไฟไปดับหลอดเล็กหลอดน้อย มันดับได้เฉพาะหลอดเท่านั้น แต่ไฟต้นตอมันยังเดินอยู่ ถ้าดับต้นตอมันก็ดับวูบหมดด้วยกัน ถึงเปิดมันก็ไม่ติดอีกฉันใด กรรมก็ฉันนั้น ตัวกรรมนั้นเป็นต้นเหตุ ถ้าจะดับทุกข์ ก็ต้องดับกรรมอันเป็นต้นเหตุอย่างที่อธิบายแล้ว เมื่อไม่กระทำกรรม คือใจไม่กระทำ มันก็หมดเรื่องกันไป มันก็ดับหมดเท่านั้นแหละ มีใจอยู่ตราบใด มันต้องทำอยู่ตราบนั้น ถ้าดับตัวใจ ไม่มีใจแล้ว กรรมมันก็ดับหมด ไม่ไปต่อที่ไหน มันไม่เกิดอีกก็ไม่มีกรรมอีก จึงต้องฝึกหัดให้เห็นตัวใจที่แท้..”

เทสฺรํสีธมฺโมวาท
พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ (เทสก์ เทสรังสี) วัดหินหมากเป้ง อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย
(พ.ศ.๒๔๔๕-๒๕๓๗)










เราทุกคนแม้ยังไม่สามารถหนีไกลกิเลสได้
ที่ยังจะต้องเกิดอีกแน่นอน น่าจะไม่ประมาท
ในการเตรียมชีวิตในภพภูมิใหม่ หรือใน
ชาติหน้า แม้ไม่เคยเตรียมมาก่อนเลย
มาเริ่มต้นเตรียมในบัดนี้ก็ยังดี การเตรียม
ชีวิตชาติหน้า ก็คือการเตรียมจัดบ้านเรือน
หลังใหม่ที่จะไปอยู่

จัดเตรียมซื้อหาบ้านใหม่สำหรับจะย้าย
ไปอยู่ใหม่ เมื่อบ้านปัจจุบันอยู่ไม่ได้แล้ว
ถูกก่อกวนขับไล่หนักบ้างเบาบ้าง จนต้อง
ยอมออกแล้ว ถ้าไม่เตรียมบ้านใหม่ไว้ให้ดี
ให้พร้อมด้วยความสุขสะดวกสบายสวยงาม
ปุบปับต้องออกจากบ้านเก่าจะไปอยู่ที่ไหน
ที่มีความสะดวกสบายทั้งกายทั้งใจได้

เรียกว่าแม้ไม่เตรียมที่ให้ดี ก็ต้องไปที่ที่เลว
คือ แม้ไม่เตรียมทำความดีทำบุญกุศลให้มาก
ที่สุดไว้เสมอ ชาติหน้าจะพร้อมด้วยความ
สะดวกสบายไม่ได้ จะไม่ไปเป็นเทวดา
ไม่ไปเป็นมนุษย์ก็ได้ ไปเป็นสัตว์เล็กสัตว์ใหญ่
ก็ได้ คนเรานั้นแม้ไม่ทำดี ก็จะทำชั่ว
มักจะไม่อยู่เฉย

ดังนั้นทุกคนควรทำความดี คิดดี พูดดี ทำดี
ไว้ให้เสมอ อย่าคิดหาข้ออ้างมาทำไม่ดี นึกไว้
ให้เสมอ ว่ากำลังจะถูกไล่ออกจากบ้านที่อยู่นี้
เมื่อไรก็ได้ วันนี้พรุ่งนี้ก็ได้ ใครเล่าจะรู้ อย่าให้
ต้องถูกจับไปเข้าที่คุมขัง รวมอยู่กับหมากับแมว
ฐานไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งก็แล้วกัน ...
...
สมเด็จพระสังฆราชเจ้า
กรมหลวงวชิรญาณสังวร






"...การศึกษาพระพุทธศาสนา
ถ้าจะให้เข้าใจถูกต้องแล้ว ต้องให้มีปริยัติ
คือการศึกษา และปฏิบัติตามความรู้ที่ได้
ศึกษามานั้นให้ถูกต้องโดยเฉพาะการปฏิบัติ
ถ้าไม่ยืนตัวอยู่ในไตรสิกขาคือ ศีล สมาธิ
ปัญญา แล้วจะไม่มีความถูกต้องอันจะเกิด
ความรู้ในสัจจธรรมได้เลย มรรคปฏิปทา
อันจะให้ถึงสัจจธรรมนั้น ก็ต้องรวม ศีล
สมาธิ ปัญญาให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
แล้วปฏิเวธธรรมจึงจะเกิดขึ้นได้..."

โอวาทธรรม
หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี






คำว่า “ มันก็แค่นั้นแหละ ” เป็นคำที่อาตมา
ชอบมากตั้งแต่เริ่มเรียนภาษาไทย แต่หาคำ
แปลที่ถูกใจไม่ค่อยได้ นอกจากสำนวนหนึ่ง
ที่ไม่ตรงทีเดียว แต่พูดให้ความรู้สึกใกล้เคียง
ได้ คือ “ that’s all it is ”
หลวงพ่อชาเคยสอนว่า ‘มันก็แค่นั้นแหละ’
เป็นบทภาวนาที่เหมาะสมกับทุกคนในทุกขณะ
ใช้เป็นเครื่องมือในการพิจารณาสิ่งต่างๆ ที่
เกิดขึ้นในชีวิตได้ดียิ่ง ใช้อย่างสม่ำเสมอ
ความทุกข์จะค่อยลดลงไปเอง
ครูบาอาจารย์องค์อื่นชอบใช้คำว่า
“มันก็แค่นั้นแหละ” เหมือนกัน เช่น หลวงปู่ดูลย์
เคยสอนอย่างน่าฟังทีเดียวว่า
“ขอให้ท่านทั้งหลายจงสำรวจดูความสุขว่า
ตรงไหนที่ตนเห็นว่ามันสุขที่สุดในชีวิต
ครั้นสำรวจดูแล้ว มันก็แค่นั้นแหละ”
แค่ที่เราเคยพบมาแล้วนั่นเอง ทำไมจึง
ไม่มากกว่านั้น มากกว่านั้นไม่มีในโลกนี้
มีอยู่แค่นั้นเอง แล้วก็ซํ้าๆ ซากๆ อยู่แค่นั้น
เกิด แก่ เจ็บ ตาย อยู่รํ่าไป มันจึงน่าจะมี
ความสุขชนิดพิเศษกว่า ประเสริฐกว่านั้น
ปลอดภัยกว่านั้น

พระอริยเจ้าทั้งหลายท่านจึงสละสุขส่วนน้อย
นั้นเสีย เพื่อแสวงหาสุขอันเกิดจากความ
สงบกาย สงบจิต สงบกิเลส เป็นความสุข
ที่ปลอดภัย หาสิ่งใดเปรียบมิได้เลย ...
...
พระอาจารย์ชยสาโร






ชั่วไม่อยู่ที่ไหน อยู่ที่ใจ ดีก็อยู่ที่ใจ แก้ไขกันที่ใจ เพราะสนามรบระหว่างธรรมกับกิเลสอยู่ที่ใจ สร้างสุขก็สร้างขึ้นที่ใจ คือธรรมเป็นผู้พาสร้าง ความทุกข์ก็สร้างขึ้นที่ใจ คือกิเลสเป็นผู้พาสร้าง อยู่ที่หัวใจดวงเดียว จึงต้องอาศัยอรรถธรรมเป็นเครื่องชะเครื่องล้าง เครื่องป้องกัน ไม่อย่างนั้นไม่ได้ บ้านเมืองเราจะยิ่งมีความระส่ำระส่ายไปด้วยสิ่งที่ไม่เป็นท่าทั้งหลาย

แล้วลูกเล็กเด็กแดงเกิดขึ้นมาก็ไม่มีทางไป เพราะพ่อแม่พาเดินทางไหน ลูกก็ต้องเดินตามพ่อตามแม่ ติดต้อยไปตามนั้น แล้วก็เป็นฟืนเป็นไฟไปตามๆกันหมด เผาไหม้ไปเรื่อยๆ ความเจริญก็มีแต่ลมปาก บ้านนั้นเจริญบ้านนี้เจริญ เมืองนั้นเจริญ เมืองนี้เจริญ ถ้าพูดถึงตึกรามบ้านช่องก็มีแต่อิฐแต่ปูนแต่หินแต่ทราย หาความเจริญที่ไหนมี ถ้าหัวใจยังร้อนเป็นฟืนเป็นไฟอยู่แล้วอย่าหาความเจริญ นี่ละกิเลสอยู่ที่ใจ เบียดเบียนที่ใจ บังคับที่ใจ

ความโลภเกิดขึ้นที่ใจ คนอยู่เฉยๆ ธรรมดาไม่โลภไม่เป็นทุกข์ พอความโลภเกิดขึ้นไม่ว่าคนมีคนจน ความโลภเป็นภัยต้องเป็นภัยด้วยกันทั้งนั้น ความโกรธเกิดขึ้นไม่ว่าคนมีคนจน คนโง่คนฉลาด เป็นฟืนเป็นไฟเผาไหม้ตัวเองก่อนที่จะไปโกรธให้คนอื่น นี่ก็เป็นไฟ ราคะตัณหาเมื่อเกิดขึ้น ต้องดีดต้องดิ้นภายในจิตใจอยู่ไม่ได้ แล้วกระเด็นออกไปข้างนอกระส่ำระส่าย กลายเป็นเรื่องฟืนเรื่องไฟเผาไหม้กันไปโดยไม่รู้หิริโอตตัปปะ ไม่รู้สูงรู้ต่ำ ไม่รู้เขารู้เรา ตัวนี้ตัวหาหิริโอตตัปปะไม่มี

ตัวหน้าด้านคือตัวราคะตัณหามันบีบหัวใจใด จะหาเป็นความสุขสงบร่มเย็นไม่มี สิ่งเหล่านี้มีอยู่กับใจ ทีนี้ธรรมแก้กันยังไง แก้กันตามเหตุตามผลที่มันจะระงับดับลงไปได้นั้นแล นี่เรียกว่าธรรม เช่น ความโลภเกิดขึ้น จะโลภไปอะไรหนักหนา เอาเข้าไปซิ ความโลภคือ ความอยาก ความอยากเป็นความดีที่ไหน ความหิวโหยเรียกว่าอยาก เช่น เราอยากน้ำ หิวข้าว หิวน้ำ อยากสิ่งของเงินทอง โลภในสิ่งนั้น โลภในสิ่งนี้ มีแต่ดิ้นๆ ได้มาเท่าไรไม่มีความหมายๆ มีแต่ความโลภเต็มตัวๆ บีบเจ้าของไปตลอดเวลา หาความสุขที่ไหน ธรรมหยั่งเข้าไปซิ เทียบเข้าไปซิ คนไม่โลภอยู่สบาย เราก็ให้อยู่พอเป็นพอไปซิ

ไม่ใช่คนตายก็ต้องโลภก็ต้องอยากได้ แต่อยากได้ให้อยู่ในความเหมาะสมของกรอบแห่งศีลแห่งธรรม คนเราก็ไม่ทุกข์มาก แต่มันเลยขอบเขตของศีลของธรรมไปนั่นซิมันสร้างความทุกข์ให้แก่โลก เวลานี้เป็นอย่างนั้น ความโกรธก็เหมือนกัน โกรธธรรมดายังโกรธได้จะเป็นไร เราโกรธให้ลูกให้หลานเรายังโกรธได้ไม่เห็นไปทำลายเขา..ลูกหลาน แต่ไปโกรธให้คนอื่นไปทำลายเขานั่นซิที่มันเสีย มันผิดกันตรงนี้ มันเป็นทุกข์

พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน)
จากธรรมเทศนา “เวลาว่างเราสร้างกุศล”
แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๒๔ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๕
ณ วัดป่าบ้านตาด


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 69 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร