วันเวลาปัจจุบัน 10 พ.ค. 2026, 17:35  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสต์ เมื่อ: 07 พ.ค. 2026, 14:35 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 5555


 ข้อมูลส่วนตัว


“..คำว่าศรัทธา คือความเชื่อนี้ จึงถือว่าเป็นรากฐานที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง และเช่นท่านพระอริยบุคคลชั้นต้น คือพระโสดาบัน ท่านเป็นผู้เพียบพร้อมด้วยศรัทธา มีข้ออันท่านพระโสดาบันละได้อันเนื่องมาจากมรรคนั้นมี ๓ ประการคือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ความเห็นถือว่าเป็นตัวตน ความลังเลสงสัยในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ความลูบคลำในศีล คืองมงายในสิ่งไม่ควรจะยึดถือ เช่นนับถือภูต-ผี-พระภูมิเป็นต้น นี่เป็นสิ่งแสดงว่าการจะเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าได้อย่างแท้จริงนั้น ต้องเริ่มต้นด้วยถือเอาพระพุทธองค์เป็นที่พึ่ง ความจริงแล้วการนับถือพระพุทธองค์นั้นก็คือต้องการให้เอาพระพุทธองค์เป็นมูลเหตุ และเป็นแบบฉบับนั้นเอง แม้ว่าเราจะยังไม่เป็นอริยโสดาก็ตาม แต่เราก็ต้องปฏิบัติเพื่อความเป็นอริยศาสดาเป็นต้น ความที่เป็นบุคคลอ้างตนเป็นอุบาสกอุบาสิกา พระภิกษุสามเณร แต่พากันหลงเชื่องมงาย เช่นเชื่อ ศาลพระภูมิ เชื่อผีเจ้าเข้าทรง พระภูมิเจ้าที่ อะไรอย่างนี้ จะอ้างตนว่าเป็นภิกษุสามเณร อุบาสก อุบาสิกา นั้นดูเป็นการไม่สมควรเลย..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)





สมบัติทั้งหลายทีเรามีอยู่ มันเป็นสมบัติไลก
ตายไปก็เป็นสมบัติโลก
เมื่อยังมีชีวิตอยู่ ก็ควรนำสมบัติโลกมาใช้
เพื่อประโยชน์ตน
ทำบุญเท่าไหร่ก็ทำไป
บ่ต้องเสียดาย
ทำแล้วมันก็เป็นของเราทั้งหมดแหละ.

โอวาทธรรม...หลวงปู่จันทร์เรียน คุณวโร
วัดถ้ำสหายธรรมจันทร์นิมิต
ต. ทับกุง อ. หนองแสง จ. อุดรธานี






#การทำสติรู้ที่จิต
"...การฟังธรรม หมายถึงการฟังจิตของเรา เราพึงตั้งขั้อสังเกตลงที่จิตของเราว่าในปัจจุบันนี้จิตของเราเป็นอย่างไร ความรู้สึกนึกคิดของเราเป็นอย่างไร จิตของเราฟุ้งซ่านเรารู้ จิตของเราคิดกุศล อกุศล คิดถึงบาป ถึงบุญเรารู้ ทำสติรู้ตัวเดียว เราเรียนธรรม ฟังธรรม เพื่อเป็นคู่มือในการปฏิบัติ คำสอนของพระพุทธเจ้า ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นแต่เพียงหลักทฤษฏีสำหรับชี้แนวทางให้ผู้ศึกษาปฎิบัติได้ดำเนินตามเพื่อทำจิตเข้าไปสู่ความรู้จริงเห็นจริง ในสภาพความเป็นจริงของทุกสิ่งทุกอย่าง

สถานที่อันเป็นที่ปฏิบัติธรรมย่อมประกอบด้วยลักษณะ ๔ อย่าง ซึ่งเรียกว่า
สัปปายะ ๔ คือ
๑) อาวาสสัปปายะ สถานที่อยู่เป็นที่สบายพอที่จะเป็นที่กันแดด กันฝน กันลม กันหนาว กันร้อน และอาศัยเป็นที่นั่ง ที่นอน ที่ยืน ที่เดินได้สะดวกสบายพอสมควรอันนี้เรียกว่า อาวาสสัปปายะ คือที่อยู่ที่อาศัยเป็นที่สบาย
๒) อาหารสัปปายะ หมายถึงอาหารสำหรับเลี้ยงชีวิตให้เป็นอยู่วันหนึ่ง ๆ พอมีพอฉัน พอมีพอรับประทาน พอจุนเจือชีวิตให้เป็นอยู่ พอมีกำลังกายกำลังใจประพฤติปฏิบัติ ไม่ขัดข้อง นี้เรียกว่า อาหารสัปปายะ
๓) ธรรมสัปปายะ หมายถึงในสถานที่นั้นมีผู้ซึ่งมีคุณวุฒิพอให้คำแนะนำพร่ำสอน มีสหธรรมิกพอมีภูมิจิตภูมิใจ ให้ข้อแนะนำตักเตือนกันในข้อวัตรปฏิบัติอันถูกต้อง สงสัยอะไรก็มีที่ไต่ที่ถามปรึกษาหารือ มีครูบาอาจารย์คอยให้การฝึกฝนอบรมอยู่เป็นประจำ อันนี้เรียกว่า ธรรมสัปปายะ ประการสุดท้าย
๔) ปุคคลสัปปายะ หมายถึงบุคคลเป็นที่สบายคือสหธรรมิก นักบวช อุบาสก อุบาสิกา ประพฤติตน เคร่งครัด มัธยัสถ์อยู่ในสิกขาบทวินัย สำรวมกาย วาจา และใจของตนเอง มีปกติเพ่งโทษของตนเอง ไม่เพ่งโทษคนอื่น คอยจับผิดตนเอง ไม่คอยจับผิดคนอื่น มุ่งหน้าแต่จะแก้ไขปัญหาหัวใจของตนเอง และปรับปรุงความเป็นของตัวเองให้เป็นจริงตามที่เราตั้งใจจะให้เป็น จะเป็นอะไรก็ได้แต่ในเฉพาะสถาบันของเรานี้ เราปฏิบัติธรรมเพื่อความเป็นพระ เป็นเณร เป็นอุบาสก อุบาสิกา เป็นแม่ขาวนางชี เพื่อความเป็นจริงตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า อันนี้เรียกว่า ปุคคลสัปปายะ..."

หลวงพ่อพุธ ฐานิโย






การไม่กระทำบาปนั้นมันเลิศที่สุด
...
หยุดชั่ว มันก็ดี การไม่กระทำบาปนั้น
มันเลิศที่สุด บางคนบางคราว โจรมันก็ให้ได้
มันก็แจกได้ แต่ว่าจะพยายามสอนให้มันหยุด
เป็นโจรนั้นนะ มันยากที่สุด
การจะละความชั่ว ไม่กระทำผิดมันยาก
การทำบุญ โจรมันก็ทำได้ มันเป็นปลายเหตุ
การไม่กระทำบาปทั้งหลายทั้งปวงนั้นนะ
เป็นต้นเหตุ
“การบังคับตัวเองนี้เสมอ เรียกว่า ศีล”
ความจริงอันเรียบง่าย แต่ลึกซึ้งกว่า
ศีล มิใช่เพียงข้อบังคับทางศาสนา หากคือ
การดูแลใจของเราเอง ให้ตั้งมั่นอยู่ในความ
ถูกต้องดีงามอยู่เสมอ การบังคับตัวเองในที่นี้
มิได้หมายถึงการบีบคั้น หรือฝืนใจแบบทุกข์
ทรมาน แต่คือการระวังรู้ตัว และรู้ประมาณ
ในการพูดการคิด และการกระทำ เพื่อไม่ให้
เผลอไปตามกิเลส ที่คอยดึงเราให้หลงผิด
อยู่เนืองๆ ศีลจึงเป็นเหมือนราวจับของชีวิต
เป็นที่พึ่งของใจ เมื่อใดที่เราควบคุมอารมณ์ได้
ไม่ปล่อยให้ความโกรธ ความโลภ ความหลง
พาออกนอกทาง เมื่อนั้นเรากำลังรักษาศีล
โดยแท้ การบังคับตัวเอง นั้นยากที่สุด
เพราะเราต้องเอาชนะ “ความอยาก”
ของตัวเอง แต่เมื่อทำได้ ใจจะค่อยๆ สว่าง
โล่ง เบา เหมือนตัดภาระที่ผูกคอเราไว้
โดยไม่รู้ตัว ...
...
พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภทฺโท)
วัดหนองป่าพง จังหวัดอุบลราชธานี





“..คำว่าศรัทธา คือความเชื่อนี้ จึงถือว่าเป็นรากฐานที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง และเช่นท่านพระอริยบุคคลชั้นต้น คือพระโสดาบัน ท่านเป็นผู้เพียบพร้อมด้วยศรัทธา มีข้ออันท่านพระโสดาบันละได้อันเนื่องมาจากมรรคนั้นมี ๓ ประการคือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ความเห็นถือว่าเป็นตัวตน ความลังเลสงสัยในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ความลูบคลำในศีล คืองมงายในสิ่งไม่ควรจะยึดถือ เช่นนับถือภูต-ผี-พระภูมิเป็นต้น นี่เป็นสิ่งแสดงว่าการจะเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าได้อย่างแท้จริงนั้น ต้องเริ่มต้นด้วยถือเอาพระพุทธองค์เป็นที่พึ่ง ความจริงแล้วการนับถือพระพุทธองค์นั้นก็คือต้องการให้เอาพระพุทธองค์เป็นมูลเหตุ และเป็นแบบฉบับนั้นเอง แม้ว่าเราจะยังไม่เป็นอริยโสดาก็ตาม แต่เราก็ต้องปฏิบัติเพื่อความเป็นอริยศาสดาเป็นต้น ความที่เป็นบุคคลอ้างตนเป็นอุบาสกอุบาสิกา พระภิกษุสามเณร แต่พากันหลงเชื่องมงาย เช่นเชื่อ ศาลพระภูมิ เชื่อผีเจ้าเข้าทรง พระภูมิเจ้าที่ อะไรอย่างนี้ จะอ้างตนว่าเป็นภิกษุสามเณร อุบาสก อุบาสิกา นั้นดูเป็นการไม่สมควรเลย..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)






#การปฏิบัติต้องตั้งใจและพยายาม
"...ถ้าอยากปฏิบัติให้ท่านมหาพยายามอย่าคิดให้มาก ถ้าจะนั่งสมาธิแล้วอยากให้มันเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้หยุดดีกว่า เวลานั่งสงบจะนึกว่าใช่อันนั้นไหมใช่อันนี้ไหม หยุด เอาความรู้ปริยัติใส่หีบ ใส่ห่อไว้เสีย อย่าเอามาพูด ไม่ใช่ความรู้พวกนั้นจะเข้ามาอยู่นี่หรอก มันพวกใหม่ เวลาเป็นขึ้นมามันไม่เป็นอย่างนั้น เหมือนกับเราเขียนตัวหนังสือว่า "ความโลภ" เวลามันเกิดในใจไม่เหมือนตัวหนังสือ เวลาโกรธก็เหมือนกันเขียนใส่กระดานดําเป็นอย่างหนึ่งมันเป็นตัวอักษร เวลามันเกิดในใจอ่านอะไรไม่ทันหรอก มันเป็นขึ้นมาที่ใจเลย สําคัญนัก สําคัญมาก

ปริยัติ เขียนไว้ก็ถูกอยู่ แต่ต้องโอปนยิโกให้เป็น คนน้อมถ้าไม่น้อมก็ไม่รู้จักจริงๆ มันไม่เห็น อาตมาก็เหมือนกันไม่ได้ศึกษาเล่าเรียนมาก เคยสอบปริยัติธรรมมีโอกาสได้ไปฟังครูบาอาจารย์เทศน์ให้ฟังจนจะเกิดความประมาทฟังเทศน์ไม่เป็น พวกพระกรรมฐาน พระธุดงค์นี้ไม่รู้พูดอย่างไรพูดเหมือนกับมีตัวมีตนจริงๆ จะไล่เอาจริงๆ ต่อมาค่อยทําไปปฏิบัติไปๆ จึงเห็นจริงตามที่ท่านสอน ท่านเทศน์ให้ฟังก็รู้เป็นเห็นตามมันเป็นอยู่ในใจของเรานี่เอง ต่อไปนานๆ จึงรู้ว่ามันก็ล้วนแต่ท่านเห็นมาแล้ว ท่านเอามาพูดให้ฟังไม่ใช่ว่าท่านพูดตามตํารา ท่านพูดตามความรู้ความเห็นจากใจให้ฟัง เราเดินตามก็ไปพบที่ท่านพูดไว้หมดทุกอย่าง จึงนึกว่ามันถูกแล้วนี่ จะอย่างไหนอีก เอาเท่านี้แหละ..."

หลวงพ่อชา สุภัทโท






เทสโกวาท
ศรัทธา
...
ศรัทธา คือความเชื่อมั่นในตัวของตนว่า
ทำสิ่งที่ถูกต้องแล้ว ทำสิ่งนี้เป็นไปเพื่อ
ประโยชน์ อันยิ่งใหญ่ ทำอันนี้เป็นไป
เพื่อความหลุดพ้น ศรัทธาเป็นของฝังอยู่
ในใจทุกๆ คน ถ้ามีศรัทธาแล้ว ทำอะไร
ลุล่วงไปได้ เรียกว่าเป็นทรัพย์อันประเสริฐ
ของคนเราทุกคน ทำอะไรก็ทำเถอะ
ต้องมีศรัทธาเชื่อมั่นในใจของตัวทั้งนั้น
แต่ว่า ความเชื่อนั้นต้องประกอบด้วยสติ
สมาธิอีก จึงจะเป็นผลสำเร็จ ...
...
หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี
ศรัทธา ๖ ต.ค.๒๕๒๔





อตฺตนา โจทยตฺตานํ

คนเรานั้นจะมีคนเตือนอยู่มากในเมื่อยัง
เป็นเด็กอยู่ ครั้นเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นๆ คนอื่น
ที่จะเตือนก็น้อยเข้าๆ ยิ่งเป็นคนดึงดันด้วย
ก็เลยไม่มีใครกล้าเตือน ฉะนั้น เป็นผู้ใหญ่ขึ้น
เพียงใด ก็ต้องอาศัยวิธีเตือนตนเองมากเข้า
เพียงนั้น พระพุทธเจ้าตรัสสอนให้
“เตือนตนด้วยตน สอบสวนตนด้วยตน” และ
ตรัสถึงผลว่า “ผู้ที่มีสติครองตน จักอยู่เป็นสุข”

สมเด็จพระสังฆราชเจ้า
กรมหลวงวชิรญาณสังวร




" สิ่งใดก็ตามที่เป็นของโยม โยมได้สร้างเอาไว้ถึงโยมไม่อยากได้ก็ต้องเป็นของโยม สิ่งใดที่มันไม่ใช่ของโยม ถ้ามันไม่ใช่ของโยม โยมก็ไม่มีวันได้มาครอบครองอย่างแน่นอน "

หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม






“..ต่อไปนี้ให้นั่งขัดสมาธิ เอาขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย ตั้งกายให้ตรง ดำรงสติให้มั่นอย่าให้ฟั่นเฟือนประนมมือไหว้แล้วระลึกถึงคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แต่ในใจว่า พุทโธ เม นาโถ พระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งของข้าพเจ้า ธัมโม เม นาโถ พระธรรมเป็นที่พึ่งของข้าพจ้า สังโฆ เม นาโถ พระสงฆ์เป็นที่พึ่งของข้าพเจ้าแล้วว่าซ้ำอีกว่า พุทโธๆ ธัมโมๆ สังโฆๆ แล้วปล่อยมือลงข้างหน้า บริกรรมภาวนาแค่คำเดียวว่า พุทโธ ๓ ครั้ง ต่อจากนี้ให้นึกถึงลมหายใจเข้าออก คือให้นับลมเป็นคู่ๆ ดังนี้ พุท ลมเข้า โธ ลมออก อย่างนี้ไปจนถึง ๑๐ ครั้ง แล้วให้ตั้งต้นใหม่อีกดังนี้ คือ ลมเข้า พุทโธ หนหนึ่ง ลมออก พุทโธ หนหนึ่ง ภาวนาอย่างนี้ไปจนถึง ๗ หน แล้วให้ตั้งต้นใหม่อีกดังนี้คือ ลมเข้าลมออกให้ภาวนา พุทโธ หนหนึ่ง ทำอย่างนี้ไปจนถึง ๕ หนแล้วให้ตั้งตนใหม่อีกดังนี้คือ ลมเข้าลมออกหนหนึ่งให้ภาวนา พุทโธ ๓ คำ ทำอย่างนี้ไปจนครบ ๓ วาระของลมเข้าและลมออก ต่อนั้นให้บริกรรมแต่ พุทโธ คำเดียว ไม่ต้องนับลมอีกต่อไป ปล่อยลมตามสบาย ทำใจให้นิ่งๆ ไว้ที่ลมหายใจเข้าออกที่มีในช่องจมูก เมื่อลมออกอย่าส่งจิตออกตามลม เมื่อลมเข้าอย่าส่งจิตเข้าตามลม ทำความรู้สึกอย่างกว้างขวางเบิกบานแต่อย่าสะกดจิตให้มากเกินไป ให้ทำใจสบายๆ เมื่อเราหายใจออกไปในอากาศโปร่ง ฉะนั้นทำจิตให้นิ่งอยู่เหมือนเสาที่ปักไว้ริมฝั่งทะเล น้ำทะเลขึ้นเสาก็ไม่ขึ้นตามน้ำทะเล น้ำทะเลลงเสาก็ไม่ลงตาม เมื่อทำจิตนิ่งสงบไปในขั้นนี้แล้ว ให้หยุดคำภาวนา พุทโธ นั้นเสีย กำหนดความรู้สึกไว้เฉพาะลมหายใจแล้วค่อยขยับจิตเลื่อนเข้าไปตามกองลม..”

ธมฺมธโรวาท
พระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์ (ท่านพ่อลี ธมฺมธโร) วัดอโศการาม อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ
(พ.ศ.๒๔๔๙-๒๕๐๔ )




‘กรรม’ หมายถึงการกระทำอันเนื่องด้วยเจตนา
การจงใจเหยียบมดเป็นบาปกรรม ส่วนการ
พลั้งเผลอเหยียบมดนั้นไม่ใช่ การจงใจโกหก
เป็นบาปกรรม ส่วนการพูดเท็จโดยนึกว่าจริง
นั้นไม่ใช่ การจงใจคิดหาทางให้ผู้อื่นเดือดร้อน
เป็นบาปกรรม ส่วนการเกิดความคิดร้ายกาจ
ขึ้นมาชั่วแล่นนั้นไม่ใช่

การกระทำโดยประมาทเป็นเรื่องก้ำกึ่ง
ลองนึกถึงคนดื่มเหล้าแล้วขับรถชนสุนัขตาย
จริงอยู่ว่า อาจไม่ได้ทำชั่วโดยจงใจฆ่าสัตว์
ตัดชีวิต แต่ก็ได้ทำบาปกรรมจากการเลือก
ที่จะขับรถในขณะที่มีสติสัมปชัญญะไม่บริบูรณ์
ส่งผลให้เกิดอันตรายต่อตนและผู้อื่น
โดยประมาท

พระพุทธองค์ทรงสอนว่าเนื้อแท้ของกรรม
คือเจตนา ยิ่งเจริญสติในแต่ละขณะจนรู้
เท่าทันเจตนาของตน เราก็จะยิ่งหลีกเลี่ยง
อกุศลกรรมและสร้างกุศลกรรมได้มากขึ้น
ยิ่งสร้างกุศลกรรมมากเพียงใด จิตก็จะยิ่ง
เบาสบายใสกระจ่างเพียงนั้น จิตที่สั่งสม
กุศลกรรมไว้มากพอ ย่อมเกิดวุฒิภาวะที่จะ
เข้าใจอย่างถ่องแท้ ถึงความเป็นไปตามเหตุ
ตามปัจจัยของบุคคลที่เราหลงคิดว่าเป็นผู้
สร้างกรรม ตรงนี้เอง หนทางสู่ความหลุดพ้น
ย่อมปรากฏขึ้น ...
...
ธรรมะคำสอน โดย พระอาจารย์ชยสาโร .





#แก่มาแต่เด็ก

..วันคืนล่วงไปๆ​ ร่างกายคนเราก็แก่ไปเรื่อยๆ
ตามที่จริงคนเรามัน แก่มาตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ จนคลอดออกมา เติบใหญ่มาเรื่อยๆ แม่นบ้อล่ะ
" นี่กะเรียกว่าแก่คือกัน "

#โอวาทธรรมพ่อแม่ครูจารย์หลวงปู่ลี ตาณังกโร

วัดป่าหัวตลุก อำเภอลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์




“..คำว่าศรัทธา คือความเชื่อนี้ จึงถือว่าเป็นรากฐานที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง และเช่นท่านพระอริยบุคคลชั้นต้น คือพระโสดาบัน ท่านเป็นผู้เพียบพร้อมด้วยศรัทธา มีข้ออันท่านพระโสดาบันละได้อันเนื่องมาจากมรรคนั้นมี ๓ ประการคือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ความเห็นถือว่าเป็นตัวตน ความลังเลสงสัยในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ความลูบคลำในศีล คืองมงายในสิ่งไม่ควรจะยึดถือ เช่นนับถือภูต-ผี-พระภูมิเป็นต้น นี่เป็นสิ่งแสดงว่าการจะเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าได้อย่างแท้จริงนั้น ต้องเริ่มต้นด้วยถือเอาพระพุทธองค์เป็นที่พึ่ง ความจริงแล้วการนับถือพระพุทธองค์นั้นก็คือต้องการให้เอาพระพุทธองค์เป็นมูลเหตุ และเป็นแบบฉบับนั้นเอง แม้ว่าเราจะยังไม่เป็นอริยโสดาก็ตาม แต่เราก็ต้องปฏิบัติเพื่อความเป็นอริยศาสดาเป็นต้น ความที่เป็นบุคคลอ้างตนเป็นอุบาสกอุบาสิกา พระภิกษุสามเณร แต่พากันหลงเชื่องมงาย เช่นเชื่อ ศาลพระภูมิ เชื่อผีเจ้าเข้าทรง พระภูมิเจ้าที่ อะไรอย่างนี้ จะอ้างตนว่าเป็นภิกษุสามเณร อุบาสก อุบาสิกา นั้นดูเป็นการไม่สมควรเลย..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)





ถ้าเราตั้งอยู่ในความไม่ประมาท สั่งสมบุญกุศลศีลภาวนา ปฏิบัติธรรมเป็นคนดี คิดดี ทำดี พูดดี ความดีนั่นแหละจะพาพวกเราไปสู่สัมปรายิกภพ ไปอยู่ในสถานที่ใด มีแต่ความเจริญรุ่งเรือง มีแต่ความร่มเย็นผาสุก ถ้าเราคิดชั่วทำชั่ว พูดชั่วแล้ว กรรมชั่วจะตามให้ผล ตนเองนั่นแลจะเดือดร้อนเมื่อภายหลัง นี่แหละพวกเราควรจะประกอบคุณงามความดี

คุณงามความดีคำนี้ ไม่ใช่ว่าจะให้ทานอย่างเดียว รักษาศีลก็ใช่ จากนั้นก็ภาวนา ทำจิตใจให้สงบ จิตใจให้เป็นหนึ่ง นั่นแหละคือเลิศประเสริฐที่สุด

นั่นแหละหลวงพ่อเองอยากจะแนะนำลูกหลานทั้งหลายทุกคนที่ได้ยินเสียงหลวงพ่อ พวกเราไม่ควรจะประมาทนอนใจจนเกินไป เอาเถอะนะ ร่างกายเราก็เลี้ยง การเสาะแสวงหาทรัพย์มาเลี้ยงร่างกายก็ใช่ แต่เราก็ควรจะดูควรจะแลทางด้านจิตใจด้วย

ก่อนหลับก่อนนอนเราก็ไหว้พระเสียก่อน จากนั้นก็แผ่เมตตา นั่งภาวนาก่อนหลับก่อนนอน หามุมสงบแล้วก็นั่งสัก ๕ นาที ๑๐ นาที ๒๐ นาที ถ้าไม่มีใครรบกวนเราก็นั่งให้นานสักหน่อย ถ้าผู้ใดก็ตามฝึกหัดเรื่องจิตภาวนา ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นในบั้นปลายชีวิต จะไม่สะท้านไม่หวั่นไหว เวลามีอะไรเกิดขึ้น เราก็พิจารณาดู อย่างที่หลวงพ่อพาสวด อภิณณห ปัจจเวก เรามีความแก่ ความเจ็บ ความตาย เป็นธรรมดา จะล่วงพ้นความแก่ความเจ็บความตายไปไม่ได้

เมื่อสิ่งนั้นมาถึงเรา เราก็จะรู้ได้ ใช่ บัดนี้มาถึงคราวข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าต้องรับเต็ม ๆ แล้วคราวนี้ จิตใจของเราก็ยอมรับได้ ไม่ตีโพยตีพาย ยอมรับ หลับตานิ่ง มองดูตัวเองเลย เราจะไปที่ไหน บุญกุศลของข้าพเจ้าที่ข้าพเจ้าได้บำเพ็ญมามากมาย บุญกุศลที่ข้าพเจ้าได้บำเพ็ญมา คุณงามความดีมาคราวนี้ มาช่วย มาเกื้อหนุนข้าพเจ้านะ คราวนี้ข้าพเจ้าจะก้าวกระโดดแล้วนะ ก้าวกระโดดข้ามภพข้ามชาติแล้วนะ

อันนี้เป็นแนวความคิดที่หลวงพ่อแนะนำแนะแนว ให้กับคณะศรัทธา ญาติโยม ลูกหลาน พวกเราเดินตาม

หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก
จากพระธรรมเทศนา “สมโภชองค์กฐินวัดถ้ำกลองเพล”
แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๖๘









อย่าให้ทุกข์เปล่าๆ ทุกข์เปล่าๆ แล้ว
ไม่ฉลาดขึ้น ... นั้นคือคนโง่ แต่ มีความทุกข์
มีความผิดพลาด ความเสียหาย และฉลาดขึ้น
มันก็กลายเป็นการได้ ไม่ได้เป็นการเสีย
ประสบความวิบัติอะไรก็ตาม อย่ามานั่ง
ร้องไห้อยู่ ให้มันสอน ...
ไอ้ความเป็นอย่างนี้เอง เราเคยได้ยิน
มาแต่ว่า ... มันไม่เที่ยงมันเป็นทุกข์เป็น
อนัตตา ก็ไม่เข้าใจ ... เพียงแต่ได้ยิน
ลมๆแล้งๆ แต่ถ้ามันมาเป็นเข้าอย่างนี้ก็รู้ว่า
มันจริง จะได้เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาจริง
หรือได้ยินได้ฟังมาว่า สิ่งทั้งปวงยึดมั่นถือมั่น
ว่าเรา ว่าของเราไม่ได้ ก็มันเกิดเหตุอะไรขึ้น
สูญเสียของรัก ของพอใจอะไรไปมากมาย
เออ ... มันก็ รู้จริงโว้ย ... มันยึดมั่นกันไม่ได้
มันมาสอนให้เราฉลาด เราเลยได้รับประโยชน์
มากกว่าทรัพย์สมบัติ ของรักใคร่พอใจ
ที่สูญเสียไป ...
...
พุทธทาส อินฺทปญฺโญ





"...ขอให้ทุกท่านรักษาเกียรติยศของตน ด้วยการทำหน้าที่อย่างเต็มสติกำลังความสามารถ ด้วยความองอาจแกล้วกล้าที่จะไม่ประพฤติทุจริต ไม่ว่าด้วยกาย ด้วยวาจา หรือแม้ด้วยใจ
ขอจงเร่งขวนขวายศึกษาเรียนรู้ เปิดตาดู เปิดหูฟัง ใช้สมองคิด เพื่อให้มีไหวพริบปฏิภาณชาญฉลาด โดยอย่าคิดว่าตนรู้มากแล้ว ฉลาดพอแล้ว จนเผลอวางตนประดุจน้ำเต็มแก้วเป็นอันขาด

ขอจงเป็นผู้มีคุณความดี โดยไม่ถือทิฐิมานะอวดดี และขอจงรักษา กาย วาจาให้ดีพร้อมด้วยศีล ควบคู่ไปกับการพัฒนาจิตใจให้ดีพร้อมด้วยธรรม ตลอดอายุการทำงาน กระทั่งตลอดชีวิตของท่าน ”
.
--- พระโอวาท สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อมฺพรมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก





“..ผมเคยพูดบ่อย ๆ แต่คนไม่ค่อยใส่ใจ อะไรเกิดขึ้นในปัจจุบัน ผมก็ว่า เออ ! อันนี้มันไม่แน่ ! แต่คำนี้คนไม่ค่อยได้คิดตาม คำง่าย ๆ สั้น ๆ ที่ว่า ไม่แน่ คำเดียวและถูกผมพูดบ่อย ๆ คนก็ไม่ค่อยเอา” ฯลฯ “ ถ้าเห็นอนิจจังชัดเจน มันก็เป็นพระสมบูรณ์นั่นเอง เห็นอนิจจัง มันเป็นของไม่แน่นอน ในรูป ในเวทนา ในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณ อุปทานมั่นหมายมันก็ไม่เข้าไปยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ทั้งห้า อะไรก็ช่างเถอะ ถึงจะเกิดอารมณ์อะไรที่ไม่พอใจถึงกับน้ำตามันจะไหลออกมา ให้เรานึกถึงคำสอนที่ว่า อันนี้ไม่แน่ ไว้เสมอเลยทีเดียว ด้วยสติสัมปชัญญะของเรา มันจะพอใจ ไม่พอใจ มันจะดี มันจะชั่ว ก็ให้พอดี มันก็ถอนอุปทานได้ เห็นว่ามันเป็นของไม่มีราคา แล้วก็มีการปล่อยวางไปในตัวด้วยเสมอ อันนี้เป็นอารมณ์ของวิปัสสนา เมื่ออะไรเกิดขึ้นมาก็เรียกว่า มันไม่แน่ อย่าไปลืม อย่าไปทิ้งคำนี้ ดีท่านก็ไม่ให้ยึด ชั่วก็ไม่ให้ยึด เพราะว่าธรรมะทั้งหลายเหล่านี้เรียกว่า ไม่แน่ ไม่เที่ยงนะ มันจะหมุนรอบตัวมันอยู่ เห็นอาการทั้งหลายเป็นอยู่อย่างนั้น จิตจะทอดอาลัย อันนี้เป็นเครื่องมือที่ถอนความยึดมั่นออกจากอารมณ์อันนั้น ทำให้เรามองเห็นธรรมะอย่างแจ้งชัด..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระโพธิญาณเถร (หลวงปู่ชา สุภทฺโท) วัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี
(พ.ศ.๒๔๖๑-๒๕๓๕)


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 35 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร