วันเวลาปัจจุบัน 30 มิ.ย. 2026, 11:57  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสต์ เมื่อ: เมื่อวานนี้, 05:16 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 5583


 ข้อมูลส่วนตัว


“..ปุพเพกตปุญญตา..”
“..บุคคลทุกคนซึ่งได้เกิดมาเป็นมนุษย์ประกอบด้วยความสุขของมนุษย์ น้อยหรือมากและได้พบพุทธศาสนาอันแสดงสัจจะธรรมธรรมะที่เป็นสัจจะคือความจริง
จงทำให้ได้ทราบข้อปฏิบัติต่าง ๆ สำหรับที่จะได้เพิ่มพูนบารมีคือความดี อันได้กระทำไว้แล้ว
ซึ่งเรียกว่า "ปุพเพกตปุญญตา"
ความเป็นผู้มีบุญอันได้กระทำไว้แล้วในกาลก่อนมาอุปถัมภ์
ตั้งต้นแต่ให้บังเกิดเป็นมนุษย์ และให้เจริญมาตามควรแก่ฐานะนั้น ๆโดยลำดับจนถึงปัจจุบันของทุกคน

อันความดีที่เป็นบารมีนี้ก็ตรงกับความชั่วที่เป็นอาสวะ อันคำว่าอาสวะและบารมีนี้คู่กัน ดังจะพึงกล่าวเป็นคำไทยง่าย ๆ ว่า

บารมี นั้นคือเก็บดี อาสวะ คือเก็บชั่ว

กรรมที่ทุกคนกระทำอยู่ เป็นกรรมดีก็ตาม
เป็นกรรมชั่วก็ตาม ทางกาย ทางวาจา ทางใจ

เมื่อกระทำแล้วคราวหนึ่ง ๆ กิริยาที่ทำนั้นก็ล่วงไป เสร็จไป แล้วไป
แต่ว่ายังเก็บความดีความชั่วอันเนื่องมาจากกรรมที่กระทำนั้นไว้อยู่

ถ้าเป็นส่วนชั่วก็เป็นอาสวะ เก็บชั่วเอาไว้ ถ้าเป็นความดีก็เป็นบารมี คือเก็บดีเอาไว้

หากประกอบกรรมที่ชั่วอยู่บ่อย ๆ ก็เก็บชั่วเอาไว้มาก เพิ่มพูนขึ้น
ถ้ากระทำกรรมที่ดีไว้บ่อย ๆ ไว้มาก ก็เก็บดีเอาไว้มาก ก็เป็นบารมีเพิ่มพูนขึ้น เพราะฉะนั้น อาสวะและบารมีนี้จึงเป็นส่วนที่ยังเหลืออยู่ไม่เสร็จไป ๆ เหมือนดังกิริยาที่กระทำที่เสร็จไปแล้วไปเลิกไป เป็นคราว ๆ

และคำว่าบารมีหรืออาสวะนี้
ที่เป็นเก็บดีหรือเก็บชั่วดังกล่าว ก็เรียกอีกชื่อหนึ่งว่ากรรมได้เหมือนกัน เพราะกิริยานั้นทำคราวหนึ่ง ๆ ก็แล้วไปเสร็จไป เลิกไป แต่ว่ากรรมที่เป็นส่วนดีส่วนชั่วนั้น ยังติดอยู่ยังเหลืออยู่

เพราะฉะนั้นจึงได้มีพระพุทธภาษิตแสดงไว้ว่า

สัตว์ที่จะต้องตายถือเอาบาปบุญที่กระทำไว้แล้ว..ไป
อันบาปบุญที่กล่าวนี้ก็หมายถึงกรรมนั้นเอง
กรรมที่เป็นบาปเป็นบุญที่ได้กระทำไว้แล้ว..ไป

เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่ากรรมได้อีกชื่อหนึ่งซึ่งเป็นคำที่เรียกกันทั่ว ๆไป
และอาจจะแยกส่วนดีเป็น บารมี ส่วนชั่วเป็น อาสวะ..”

สุวฑฺฒโนวาท
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (เจริญ สุวฑฺฒโน) วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร
(พ.ศ.๒๔๕๖–๒๕๕๖)







“..ทานก็ดี ศีลก็ดี ภาวนาก็ดี ต้องทำเสียในปัจจุบัน ที่เรายังมีชีวิตอยู่นี้ เราต้องการความดี ก็ต้องทำให้เป็นความดีในปัจจุบันนี้ ต้องการความสุข ต้องการความเจริญ ก็ต้องทำให้เป็นในปัจจุบันนี้ ธรรมทั้งหลายไหลมาจากเหตุ อย่างนี้ ถ้าเหตุเราทำไว้ดีแล้ว ผลมันก็ก็ดีตามเหตุ ถ้าเหตุเราทำไว้ไม่ดีแล้ว ผลไม่ดีตามเหตุ เหตุและผลต้องสัมพันธ์กันเสมอ เป็นแต่ว่าคนเราจะยอมรับ หรือไม่ยอมรับเท่านั้น..”

สุจิณฺโณวาท
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ
วัดดอยแม่ปั๋ง อ.พร้าว จ.เชียงใหม่
(พ.ศ.๒๔๓๐–๒๕๒๘)





..2 กรกฎาคม 2569 น้อมกราบรำลึกครบรอบ 41 ปี มรณกาล หลวงปู่แหวน สุจิณโณ..
..พวกเรามาเรียนให้รู้ ดูให้เข้าใจในสังขารธรรมด้วยสติปัญญาของตนเอง เมื่อเราทุกคนได้รู้แจ้งเห็นจริงแล้ว พวกเราก็จะไม่มีความหลงอีก
..เมื่อไม่มีความหลงก็ไม่มีการปรุงแต่งเป็นสังขารอะไร สังขารก็ย่อมดับไป
..เมื่อสังขารดับแล้ว วิญญาณเครื่องหมายรู้ในสิ่งต่างๆ ก็ย่อมดับไป
..ถ้าวิญญาณเครื่องหมายรู้ดับไปแล้วอย่างนี้ นามรูปก็ย่อมดับไป
..ถ้าไม่มีนามรูป นามรูปดับไป สฬายตนะก็ย่อมดับไปตามกันอีก
..ถ้าหากว่าสฬายตนะดับไป ก็ไม่มีปัจจัยอะไรที่จะทำให้กระทบสัมผัสกับสิ่งต่างๆได้ สัมผัสก็ย่อมดับไปเหมือนกัน
..เมื่อสัมผัสดับไปไม่มีแล้ว เวทนาจะเกิดขึ้นมาแต่ที่ไหน เวทนาก็ย่อมดับไปอีก
เท่านั้น
..ถ้าไม่มีเวทนา เวทนาดับไปแล้ว ตัณหาคือความทะยานอยากจะเกิดขึ้นมาแต่ที่ไหน ตัณหาก็ย่อมดับไป
..ถ้าตัณหาความอยากเกิดในภพต่างๆ ดับไปแล้ว อุปาทานคือความยึดมั่นถือมั่นในภพชาติต่างๆ ก็ย่อมดับไป ไม่มีอีก
..เมื่ออุปาทานความยึดมั่นถือมั่นดับไปไม่มีแล้วอย่างนี้ ภพชาติจะเกิดขึ้นมาได้แต่ที่ไหนเล่า
..ถ้าหากภพชาติดับไปแล้ว ก็ย่อมไม่มีความเกิดเป็นรูปร่างกายตัวตนคนเรามีธาตุ ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ ขึ้นมาอีกแล้ว ก็ย่อมดับไป
..เมื่อรูปร่างกายตัวตนคนเราดับไป ไม่มีแล้ว ความเฒ่าแก่ชรา ความทุกข์กายทุกข์ใจ ความโศกเศร้าโศกาอาดูรเดือดร้อน และมรณะคือความตาย จะเกิดขึ้นมาแต่ที่ไหน เพราะไม่มีร่างกายตัวตนคนเราแล้ว ก็ย่อมไม่มีความตายเป็นของธรรมดา..

..#โอวาทธรรมหลวงปู่เปลี่ยน ปญฺญาปทีโป..





“..ธรรมะคืออะไร?อยู่ที่ไหน? ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นธรรมะทั้งนั้น ธรรมะเป็นสภาวะที่ทรงไว้ ที่เราเรียนมาก็ผ่านธรรมะทั้งนั้นแหละ ที่ว่างๆ ก็มีธรรมะ คือที่มีรูปก็มีธรรมะ ไม่มีรูป ก็มีธรรมะ ที่ไหนไม่มีธรรมะไม่มี ฉะนั้นธรรมะจึงมีทุกอย่าง ทำชั่วก็เป็นธรรมะที่ชั่ว เป็น อกุศลธรรม ถ้าทำดีก็เป็นธรรมะที่เป็น กุศลธรรม ธรรมะอะไรที่เราควรละ ธรรมะอะไรที่ควรปฏิบัติ แต่คนเราชอบมองผ่านไป อาตมาเคยเห็นโยมมาทำบุญกันเก่งทุกๆ คน ที่บ้านอาตมาก็ทำบุญเก่ง แต่การละบาปเป็นสิ่งที่สำคัญ ไม่มีใครจะละกัน การทำบุญ คือยอดของต้นไม้ ตัดออกแล้วมันก็งอกขึ้นมาอีก เพราะลำต้นมันยังอยู่ การละบาป ไม่มีใครจะมองเห็นเท่าไรนะ อยากจะเด็ดยอดมันมากินเลย ยอดมันมาจากลำต้น รากเหง้าของมันนั่นแหละ แต่พวกเราไม่รู้จัก การบำเพ็ญบุญในพุทธศาสนานี้ คือการละบาปเป็นเบื้องแรก การละบาปเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ละบาปแล้วจึงทำบุญให้สมบูรณ์ เช่นผ้าซักฟอกให้มันสะอาดแล้วจึงย้อม ผ้าจึงจะมีสีสวยขึ้นอย่างผ้าเช็ดเท้าที่สกปรก ไม่ซักแล้วเอาไปย้อม สีของผ้าจะสวยไหม? ซักแฟ๊บให้สะอาดแล้วเอาไปย้อม สีมันก็สวยดีเหมือนกันฉันนั้น..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระโพธิญาณเถร (หลวงปู่ชา สุภทฺโท) วัดหนองป่าพง อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี (พ.ศ. ๒๔๖๑ - ๒๕๓๕)







“ประโยชน์ในปัจจุบัน คือ หมั่นประกอบกิจ
อันเป็นหน้าที่ของตน ให้รักษาทรัพย์ที่ได้
จากการหมั่นประกอบกิจนั้น มิให้มีอันตราย
ให้คบเพื่อนที่ดี ให้จ่ายทรัพย์ที่หาได้
ตามสมควร ชื่อว่าเป็นประโยชน์ปัจจุบัน
เพราะเป็นกิจที่ต้องประกอบในปัจจุบัน
จักประสบผลในปัจจุบันทันตาเห็น”
....
บางส่วนจากพระธรรมเทศนา
สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
๑๐ พฤษภาคม ๒๕๖๐




#จิตใจที่เป็นโลก
"...อะไรเป็นโลกๆ ก็ตะเกียกตะกายไปทางนั้น อันนี้เป็นสัจธรรม เพราะพระพุทธเจ้าท่านก็ทรงตรัสไว้แล้ว ธรรมทั้งหลายมาจากจิต สำเร็จแล้วมาจากใจทั้งนั้น ใจเป็นโลก พูดทุกคำถึงจะพูดธรรมะก็เป็นโลก การแสดงออกเป็นโลก เพราะเป็นโลกมาแต่ใจ

ถ้าใจเป็นธรรม ไม่มีโลกแอบแฝงอยู่ในใจ เรื่องของโลกจะไม่มีการแสดงออก เพราะเรื่องของโลกไม่มีในใจ เรื่องของโลกเป็นการตะเกียกตะกายแสวงหา เรื่องของธรรมพูดถึงตะเกียกตะกายเป็นไปเพื่อปล่อยวาง การเลิกการละ เรื่องของธรรมเป็นอย่างนี้

เรื่องของโลกตะเกียกตะกายเพื่อแสวงหา เรื่องของธรรมตะเกียกตะกายเพื่อละ เพื่อปล่อยวาง เพื่อถอดถอน คำว่าตะเกียกตะกายอะไร ในโลกไม่มีอะไร พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้บรรยายอะไรมาก สรุปก็คือ ลาภ, ยศ, สรรเสริญ, สุข ที่หัวใจเป็นโลกตะเกียกตะกายแสวงหาไขว่คว้า เห็นว่าได้สิ่งเหล่านี้แล้ว เป็นได้สิ่งที่ประเสริฐ

เรื่องของธรรม ละเลิกถอดถอนสิ่งเหล่านี้ คิดที่จะเลิกสิ่งเหล่านี้ก็เป็นความคิดที่น่ายกย่อง ละ เลิก ถอดถอนได้ เป็นเรื่องประเสริฐสุด..."

หลวงปู่แบน ธนากโร
วัดดอยธรรมเจดีย์ จ.สกลนคร






“..#ทานก็ดี ศีลก็ดี ภาวนาก็ดี ต้องทำเสียในปัจจุบัน ที่เรายังมีชีวิตอยู่นี้ เราต้องการความดี ก็ต้องทำให้เป็นความดีในปัจจุบันนี้ ต้องการความสุข ต้องการความเจริญ ก็ต้องทำให้เป็นในปัจจุบันนี้ ธรรมทั้งหลายไหลมาจากเหตุ อย่างนี้ ถ้าเหตุเราทำไว้ดีแล้ว ผลมันก็ก็ดีตามเหตุ ถ้าเหตุเราทำไว้ไม่ดีแล้ว ผลไม่ดีตามเหตุ เหตุและผลต้องสัมพันธ์กันเสมอ เป็นแต่ว่าคนเราจะยอมรับ หรือไม่ยอมรับเท่านั้น..”

สุจิณฺโณวาท
#หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ
วัดดอยแม่ปั๋ง อ.พร้าว จ.เชียงใหม่
(พ.ศ.๒๔๓๐–๒๕๒๘)




ทำทาน ทำบุญ ทำกุศล
...
บุญนั้นมีหลายอย่าง คือทำบุญอย่างหนึ่ง
ทำทานอย่างหนึ่ง ทำกุศลอย่างหนึ่ง

ทำทาน คือ การที่เราให้เรียกว่า ทาน ทานํเทติ
คือ วัตถุสิ่งของที่เราให้เรียกว่า ทาน ไม่ต้อง
เลือกว่าจะเป็นสิ่งอะไร มนุษย์สัตว์ให้ไปได้
ทั้งนั้น ข้าวของอะไรก็ให้ได้ เรียกว่า ให้ทาน
จะเกิดศรัทธาหรือไม่เกิดศรัทธาก็เอาเถอะ
ให้ทั้งนั้น อย่างคำว่า เรี่ยไรอย่างนี้ไม่คิดถึง
บุญถึงกุศล ให้ไปเสียแก้รำคาญ อันนั้นละ
เรียกว่า ทาน

ทำบุญ ทำบุญนั้นเกิดศรัทธาเลื่อมใส
ตั้งเจตนาว่า ทำบุญแล้วจะได้บุญ ได้อานิสงส์
จะไปเกิดบนสวรรค์ชั้นฟ้า จะได้ความสุข
ในมนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ นิพพานสมบัติ
การทำบุญนั้นปรารถนาผลตอบแทน
เรียกว่า ทำบุญ

ทำกุศล คือจิตที่คิดจะทำสิ่งที่ดีที่ชอบ
ถ้านึกถึงความดีความชอบต่างๆ เป็นกามาวจร
กุศล ถ้าคิดพิจารณากัมมัฏฐาน สังขาร
ร่างกายของเราเรียกว่า รูปาวจรกุศล
จิตที่พิจารณาอยู่ในอรูปณาน ๔ เป็นอรูปาวจร
กุศล โลกุตรกุศล หมายถึงการบำเพ็ญกุศล
ที่ปราศจากความอยากกังวลทั้งหมด แต่ว่า
ทำเพื่อประดับใจของตนเท่านั้น
ไม่ได้ปรารถนาอะไรเลย คือผู้ที่ถึงมรรคผล
นิพพานสูงสุดแล้ว ท่านไม่มีบาปมีบุญอะไร
หรอก แต่ว่าทำไปเพื่อประดับในเมื่อยังมีชีวิต
อยู่เหตุนั้น เราทำทานแล้ว ทำบุญแล้ว
แล้วทำกุศลอีก คือนั่งภาวนานี่แหละ
เป็นของสูงโดยลำดับ
...
หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี






ทำอย่างไรไม่ให้ตกลงมาเจ็บ
ก็อย่าปล่อยตัว ให้ลอยขึ้นสูง .
...
พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล





“ อย่าทิ้งลม อย่าทิ้งพุทโธ ”

ถาม : ขอเรียนถามสภาวธรรมขณะปฏิบัติ เห็นรูปหัวใจและการเต้นของหัวใจที่ดังมากๆ แต่ก็รู้ลมหายใจ พุทโธ และเกิดสภาวธรรมน้ำตาไหล แต่ลูกพิจารณารู้ลม พุทโธและสังขารไม่เที่ยง เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ พิจารณาอย่างนี้ไปเรื่อยๆ กราบขอคำชี้แนะเพื่อการปฏิบัติต่อยอดค่ะ

พระอาจารย์ : อ๋อ ไม่ถูกหรอก เวลานั่งสมาธิให้เราอยู่กับพุทโธ หรืออยู่กับลมเพียงอย่างเดียว อย่าทิ้งลมอย่าทิ้งพุทโธ อะไรจะปรากฏขึ้นมาก็ไม่ต้องไปพิจารณาไม่ต้องไปสนใจ มันเป็นอาการที่จะมาหลอกล่อเราไม่ให้เข้าสมาธิเท่านั้นเอง

งั้นถ้าเราต้องการเข้าสมาธิ “เราต้องไม่สนใจกับอาการต่างๆ ที่ปรากฏ” ในขณะที่เรานั่งสมาธิ ให้เราสนใจอยู่กับอารมณ์ที่เราใช้ผูกใจ ถ้าจะใช้พุทโธก็ให้อยู่กับพุทโธ ใช้ลมก็อยู่กับลมไปเพียงอย่างเดียว อะไรปรากฏขึ้นมาก็ไม่ต้องไปสนใจ ถ้าเราไปสนใจเราก็จะเสียสมาธิเราจะไม่สามารถเข้าสมาธิได้ แต่ถ้าเราอยู่กับลมอย่างต่อเนื่องหรืออยู่กับพุทโธอย่างต่อเนื่อง เดี๋ยวจิตก็ดิ่งเข้าสู่ความสงบได้ .

ธรรมะหน้ากุฏิ
วันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๖๘

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี






..ถ้าเราตั้งอยู่ในศีลธรรมอย่างนี้ เราก็ต้องเพียรละบาปที่เกิดขึ้นด้วยตนเอง เพียรละบาปที่เกิดขึ้นทางปากที่พูดจาปราศรัยกันไม่ดีไม่งาม เพียรละเพียรปล่อยเพียรวาง มันละไม่ได้ง่ายๆนะ ต้องพยายามมีความเพียร ทีนี้เพียรละบาปที่เกิดขึ้นทางจิตใจที่ไม่ดีไม่งามมาแต่ก่อน ที่โกรธเกลียดเคียดแค้นพยาบาทอาฆาตจองเวรกัน หันหน้าเข้าหากันไม่ได้ โกรธเกลียดซึ่งกันและกัน ก็ให้เพียรละมัน พอเพียรละมันก็จะไม่โกรธอีกต่อไป เรียกว่าเพียรละบาปที่เกิดขึ้นมาแล้วในจิตใจ ในพระศาสนาท่านให้ทำอย่างนั้น คิดโกรธเกลียดเคียดแค้นพยาบาทอาฆาตจองเวรกันเอาไว้ ไม่ชอบหน้าชอบตากันโกรธเกลียดซึ่งกันและกัน ให้เพียรละเพียรปล่อยเพียรวางความคิดนั้นเสีย เรียกว่าละบาปได้แล้วที่เกิดขึ้นทางจิตใจ..

..#โอวาทธรรมหลวงปู่เปลี่ยน ปญฺญาปทีโป..







#จิตใจที่เป็นโลก
"...อะไรเป็นโลกๆ ก็ตะเกียกตะกายไปทางนั้น อันนี้เป็นสัจธรรม เพราะพระพุทธเจ้าท่านก็ทรงตรัสไว้แล้ว ธรรมทั้งหลายมาจากจิต สำเร็จแล้วมาจากใจทั้งนั้น ใจเป็นโลก พูดทุกคำถึงจะพูดธรรมะก็เป็นโลก การแสดงออกเป็นโลก เพราะเป็นโลกมาแต่ใจ

ถ้าใจเป็นธรรม ไม่มีโลกแอบแฝงอยู่ในใจ เรื่องของโลกจะไม่มีการแสดงออก เพราะเรื่องของโลกไม่มีในใจ เรื่องของโลกเป็นการตะเกียกตะกายแสวงหา เรื่องของธรรมพูดถึงตะเกียกตะกายเป็นไปเพื่อปล่อยวาง การเลิกการละ เรื่องของธรรมเป็นอย่างนี้

เรื่องของโลกตะเกียกตะกายเพื่อแสวงหา เรื่องของธรรมตะเกียกตะกายเพื่อละ เพื่อปล่อยวาง เพื่อถอดถอน คำว่าตะเกียกตะกายอะไร ในโลกไม่มีอะไร พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้บรรยายอะไรมาก สรุปก็คือ ลาภ, ยศ, สรรเสริญ, สุข ที่หัวใจเป็นโลกตะเกียกตะกายแสวงหาไขว่คว้า เห็นว่าได้สิ่งเหล่านี้แล้ว เป็นได้สิ่งที่ประเสริฐ

เรื่องของธรรม ละเลิกถอดถอนสิ่งเหล่านี้ คิดที่จะเลิกสิ่งเหล่านี้ก็เป็นความคิดที่น่ายกย่อง ละ เลิก ถอดถอนได้ เป็นเรื่องประเสริฐสุด..."

หลวงปู่แบน ธนากโร
วัดดอยธรรมเจดีย์ จ.สกลนคร


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 38 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร